พี่น้องเชื่อว่าเวลาเขียนนิยาย นอกจากปัญหาเรื่องพล็อตแล้ว เหล่านักเขียนใน Dek-D ทุกคนล้วนเจอปัญหาเรื่อง "การสร้างตัวละคร" กันมาทั้งนั้น เราล้วนมีประสบการณ์จากการอ่านนิยายของคนอื่นแล้วเรารู้สึก 'อิน' รู้สึก 'ผูกพัน' กับตัวละครในเรื่องนั้นๆ
เราอยากทำให้ได้แบบเขาบ้างอ่ะ
คำถาม 3 ข้อข้างบนที่เรามักถามๆ กัน มันมีคำตอบค่ะ และคำตอบที่ว่าก็คือ "ก็ทำให้คนอ่านรู้จักตัวละครของเราสิ"
เราทุกคนคงเคยโดนเพื่อนถามใช่ไหมคะ ว่า "เฮ้ย แกรู้จักคนนั้นป่ะ?" และเราก็จะตอบออกไปตามข้อมูลที่เรามี เช่น
"แฮร์รี่ไง ไม่รู้จักเหรอ เด็กชายผู้รอดชีวิต
ที่ทำให้คนที่ใครก็รู้ว่าคุณเผ่นป่าราบไปไงล่ะ
เขาเก่งมากเลยนะ เล่นควิดดิชก็เก่ง ฉลาด
รูปหล่อ ได้ข่าวว่าในธนาคารกริงกอตส์นี่
เก็บเงินเป็นล้านๆ เกลเลียนเลยนะ"
ที่ทำให้คนที่ใครก็รู้ว่าคุณเผ่นป่าราบไปไงล่ะ
เขาเก่งมากเลยนะ เล่นควิดดิชก็เก่ง ฉลาด
รูปหล่อ ได้ข่าวว่าในธนาคารกริงกอตส์นี่
เก็บเงินเป็นล้านๆ เกลเลียนเลยนะ"
สิ่งที่เรารู้เกี่ยวกับแฮร์รี่นั่นแหละเป็นตัวบอกระดับความ 'รู้จัก' ตั้งแต่เป็นคนแปลกหน้าไปจนถึงเพื่อนสนิท หรือคนสำคัญในชีวิต
แล้วถ้าเกิดเพื่อนคนนั้นพูดกับเราว่า "รู้ไหม แฮร์รี่อ่ะ เพิ่งโดนหมากัดตายไปนะ" ปฏิกิริยาของเราอาจจะออกมาเป็น
สังเกตระดับความดราม่า มันก็แปรผันไปตามระดับความรู้จัก ยิ่งเรื่องราวที่บุคคลที่ 3 เอามาบอก เกิดขึ้นกับคนใกล้ตัวเรามากเท่าไร ก็ยิ่งสะเทือนใจเราเท่านั้น ในขณะที่หากเกิดกับคนแปลกหน้า เราคงแค่สงสารเขาแวบเดียว หรือตกใจนิดหน่อย แล้วก็ลืมมันไป
ตัวละครในนิยายก็เหมือนกันค่ะ ยิ่งคนอ่านรู้จักตัวละครของเรามากเท่าไร ก็จะยิ่ง 'อิน' กับเรื่องที่เกิดขึ้นมากเท่านั้น และวิธีเดียวที่คนอ่านจะรู้จักตัวละครมากขึ้น เราในฐานะบุคคลที่ 3 ก็ต้องแนะนำตัวละครของเราให้คนอ่านรู้จักสิ!
เกริ่นมายาวพอสมควร เข้าเรื่องดีกว่า วันนี้พี่น้องก็เลยจะมาบอกเทคนิคการ "แนะนำตัวละคร" ให้คนอ่านรู้จัก อารมณ์เหมือนเราเป็นแม่สื่อที่ต้องสร้างสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ให้คนอ่านหลงรักตัวละครของเราให้ได้
วิธีนำเสนอตัวละครให้คนอ่านรู้จัก
1. บอกไปตรงๆ
วิธีนี้เป็นวิธีที่ง่ายที่สุด และได้ผลน้อยที่สุด เหมือนเราเดินไปบอกเพื่อนเราว่า "อย่าไปยุ่งกับคนนี้นะ มันบ้า" เพื่อนก็เชื่อเราเพราะเราเป็นเพื่อนเขา แต่ถ้าเราเดินไปบอกคนแปลกหน้าด้วยประโยคเดียวกัน พี่ว่าเรานั่นแหละบ้า ใครจะเชื่อคำพูดของคนแปลกหน้า
เพราะอย่างนี้มันถึงได้ผลน้อยไง ก็เรากับคนอ่านแทบจะไม่รู้จักกันเลย อยู่ดีๆ พาตัวละครของเรามาแล้วบอกว่า "รวีใจดีนะ เชื่อสิ" ใครจะเชื่อ อย่างมากมันก็จะฝังอยู่ในเซลล์สมองของคนอ่าน แต่ไม่เกิดผลอะไรต่อความรู้สึกของเขา เหมือนข้อเท็จจริงที่ว่า "หญ้าเป็นสีเขียว" นั่นแหละ
เพราะอย่างนี้มันถึงได้ผลน้อยไง ก็เรากับคนอ่านแทบจะไม่รู้จักกันเลย อยู่ดีๆ พาตัวละครของเรามาแล้วบอกว่า "รวีใจดีนะ เชื่อสิ" ใครจะเชื่อ อย่างมากมันก็จะฝังอยู่ในเซลล์สมองของคนอ่าน แต่ไม่เกิดผลอะไรต่อความรู้สึกของเขา เหมือนข้อเท็จจริงที่ว่า "หญ้าเป็นสีเขียว" นั่นแหละ
2. เสนอผ่านคำพูด
วิธีนี้ยากขึ้นมาหน่อย แต่ก็ได้ผลกว่าแบบแรก นั่นคือไม่บอกไปตรงๆ ไม่โฆษณาชวนเชื่อ แต่ให้คนอ่านสังเกตเอาเองจากคำพูดของรวีว่าเธอเป็นคนยังไงกันแน่ คนอ่านจะตีความเอง ซึ่งตามธรรมชาติแล้ว แค่เจอคนพูดประโยคนี้เราก็คิดได้เลยว่า ผู้หญิงคนนี้ต้องเป็นคนจิตใจดีมีเมตตาแน่
มีไหม ที่ตัวละครพูดอย่าง แต่คนอ่านรู้เลยว่ามันไม่ได้เป็นอย่างที่เขาพูด มีค่ะ มันเป็นวิธีการที่ยากขึ้นไปอีก เดี๋ยวเราจะพูดในข้อสุดท้ายกัน ตอนนี้ค้างไว้ก่อน
3. เสนอผ่านการกระทำ
เป็นอีกวิธีในการแสดงตัวตนของตัวละครผ่านการกระทำ ซึ่งส่วนใหญ่มันมีต้นตอจากความคิด ทัศนคติข้างในด้วย รวีคงไม่ไปช่วยหญิงแก่ ถ้าธรรมชาติของเธอไม่ใช่คนใจดีมีเมตตา (แค่ทิ้งเพื่อนให้ตากแดดเอง)
หรือการกระทำอื่นๆ ที่ไม่ได้เกิดจากความคิดหรือทัศนคติ แต่เกิดจากสัญชาตญาณ คนบางคนเวลาใช้ความคิดจะกัดเล็บ ถูมือไปมา เอาผมทัดหู ฯลฯ การกระทำพวกนี้ก็ช่วยเสริมตัวตนของตัวละครนั้นๆ ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
หรือการกระทำอื่นๆ ที่ไม่ได้เกิดจากความคิดหรือทัศนคติ แต่เกิดจากสัญชาตญาณ คนบางคนเวลาใช้ความคิดจะกัดเล็บ ถูมือไปมา เอาผมทัดหู ฯลฯ การกระทำพวกนี้ก็ช่วยเสริมตัวตนของตัวละครนั้นๆ ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
4. เสนอผ่านความคิดของตัวละครนั้นๆ
การแสดงบุคลิก ลักษณะนิสัยหรือทัศนคติของตัวละครผ่านความคิดนั้นเป็นเรื่องที่ยากที่สุด เพราะเราต้องทำให้เป็นธรรมชาติ เราต้องทำให้คนอ่านเชื่อว่า "คนใจดีอย่างรวีต้องคิดอะไรแบบนี้" และมันไม่ได้แสดงแค่นิสัยใจดีของเธอ แต่ยังแสดงทัศนคติของเธอต่อการฆ๋าตัวตาย รวีไม่ได้คิดว่าเพื่อนตัวเองโง่ หรือเห็นแก่ตัวที่ฆ่าตัวตายไปก่อนแบบนั้น แต่เธอกลับสงสาร และพยายามทำความเข้าใจสภาพของเพื่อนในขณะนั้น
ทีนี้ ยังจำได้ไหมที่พี่น้องพูดถึงกรณีตัวละครพูดอย่าง แต่คนอ่านไม่เชื่อในสิ่งที่พูดออกมา เจ้าวิธีแสดงบุคลิกตัวละครผ่านความคิดนี่แหละค่ะที่จะแสดง "ตัวตนที่แท้จริง" ของตัวละครได้ดีที่สุด
เราเองก็เป็นกันใช่ไหม เราพูดดีๆ ออกไป เพราะไม่อยากผิดใจกับใคร ทั้งที่ในใจนี่แทบอยากจะเปิดสวนสัตว์เลื้อยคลานเลยทีเดียว
ตัวละครของเราก็เหมือนกัน ตัวละครพูดว่า "ป้าคนนั้นน่าสงสารจัง" แต่ในใจเธออาจจะคิดว่า "สมน้ำหน้า" ก็ได้ ตัวตนของตัวละครที่แสดงผ่านความคิดนี่แหละ น่าเชื่อถือที่สุด
ทีนี้ ยังจำได้ไหมที่พี่น้องพูดถึงกรณีตัวละครพูดอย่าง แต่คนอ่านไม่เชื่อในสิ่งที่พูดออกมา เจ้าวิธีแสดงบุคลิกตัวละครผ่านความคิดนี่แหละค่ะที่จะแสดง "ตัวตนที่แท้จริง" ของตัวละครได้ดีที่สุด
เราเองก็เป็นกันใช่ไหม เราพูดดีๆ ออกไป เพราะไม่อยากผิดใจกับใคร ทั้งที่ในใจนี่แทบอยากจะเปิดสวนสัตว์เลื้อยคลานเลยทีเดียว
ตัวละครของเราก็เหมือนกัน ตัวละครพูดว่า "ป้าคนนั้นน่าสงสารจัง" แต่ในใจเธออาจจะคิดว่า "สมน้ำหน้า" ก็ได้ ตัวตนของตัวละครที่แสดงผ่านความคิดนี่แหละ น่าเชื่อถือที่สุด
BONUS: โลกนี้มีแต่มายา
ถึงจะบอกว่าวิธีการที่ 4 นำเสนอตัวละครผ่านความคิดนั้นน่าเชื่อถือที่สุด แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันน่าเชื่อถือ 100% นะ
มันจะมีตัวละครบางตัวที่คนเขียนจงใจให้เขาเป็น 'นักโกหก' โดยเฉพาะ แล้วเลือกให้เขามาเล่าเรื่องให้เราฟัง ตัวละครพวกนี้ไม่ได้โกหกคนอ่านอย่างเดียว แต่โกหกตัวเองด้วย โกหกทุกการกระทำ ทุกคำพูด ทุกความคิด และเพราะตัวละครพวกนี้หลอกตัวเองด้วยนี่แหละ เราเลยหลงเชื่อตัวละครได้ง่ายๆ (ใครจะเอาทริคนี้ไปใช้ก็ได้นะ)
ดังนั้นเวลาอ่านนิยายสักเรื่อง ลองถามตัวเองดูสิว่าตัวละครหรือคนที่เล่าเรื่องอยู่ "น่าเชื่อถือแค่ไหน" มีการแอบยัดเยียดความคิดหรือความเชื่ออะไรให้เราหรือเปล่า
ถึงจะบอกว่าวิธีการที่ 4 นำเสนอตัวละครผ่านความคิดนั้นน่าเชื่อถือที่สุด แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันน่าเชื่อถือ 100% นะ
มันจะมีตัวละครบางตัวที่คนเขียนจงใจให้เขาเป็น 'นักโกหก' โดยเฉพาะ แล้วเลือกให้เขามาเล่าเรื่องให้เราฟัง ตัวละครพวกนี้ไม่ได้โกหกคนอ่านอย่างเดียว แต่โกหกตัวเองด้วย โกหกทุกการกระทำ ทุกคำพูด ทุกความคิด และเพราะตัวละครพวกนี้หลอกตัวเองด้วยนี่แหละ เราเลยหลงเชื่อตัวละครได้ง่ายๆ (ใครจะเอาทริคนี้ไปใช้ก็ได้นะ)
ดังนั้นเวลาอ่านนิยายสักเรื่อง ลองถามตัวเองดูสิว่าตัวละครหรือคนที่เล่าเรื่องอยู่ "น่าเชื่อถือแค่ไหน" มีการแอบยัดเยียดความคิดหรือความเชื่ออะไรให้เราหรือเปล่า
เมื่อเรางัดกลวิธีทั้ง 4 ที่พี่น้องบอกมาใช้แล้ว พี่น้องเชื่อว่าคนอ่านจะต้องรู้จักตัวละครของเราดีขึ้นแน่ๆ แต่...อย่าเพิ่งย่ามใจไป
มันมีอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้คนอ่านผูกพันกับตัวละคร นั่นคือ "ระยะเวลา" สังเกตคำว่า 'ผูกพัน' นะ แบบเดียวกับที่เราผูกพันกับพ่อแม่ พี่น้อง เพื่อน สิ่งของนั่นแหละ อะไรที่อยู่กับเรานาน เห็นหน้ากันทุกวัน พอเกิดอะไรขึ้นกับสิ่งนั้น เราจะรู้สึก 'อิน' มากกว่า
ตัวละครที่อยู่กับเรานานก็เหมือนกัน ถ้าใครได้ดูซีรี่ส์ที่มีคนตายเป็นประวัติการณ์อย่าง The Walking Dead หรือ A Game of Thrones จะรู้เลย ตัวละครที่รอดชีวิตมาได้เรื่อยๆ อยู่ไปนานๆ เราจะเริ่มไม่อยากให้เขาตาย และถ้าตัวละครพวกนั้นตายไป เราจะรู้สึกช็อกมากกว่าตัวละครที่แค่เข้ามาไม่กี่ฉาก แล้วก็ตายซะงั้น
จากกิจกรรม Enneagram เมื่อสัปดาห์ก่อน ที่พี่น้องให้โจทย์เป็นลิฟต์ผี ใส่ตัวละครโดยเลือกบุคลิกจากผัง Enneagram แล้วแต่งออกมาว่าตัวละครจะทำอย่างไรเมื่อเจอผี พี่สังเกตว่าหลายคนใช้วิธีที่ง่ายที่สุดในการบอกนิสัยของตัวละคร คือพูดออกไปตรงๆ เลยว่าตัวละครเป็นคนยังไง ทำให้คนอ่านยังไม่เชื่อซะทีเดียวว่าตัวละครนิสัยอย่างนี้จริงๆ
หลายคนก็ใช้วิธีอื่นๆ แต่ด้วยความที่กิจกรรมนี้ต้องการเรื่องสั้นมากๆ มันเลยไม่มีเวลาในการใช้เทคนิคแพรวพราวเท่าไร แต่ถือว่าทุกคนทำได้ดีมาก และทำให้พี่เลือกผู้ชนะลำบากเหลือเกิน T___T
ถึงเราจะไม่ได้รางวัลจากกิจกรรมเหล่านี้ แต่พี่เชื่อว่าทุกคนได้ประโยชน์อย่างนึงแน่ๆ จากการร่วมกิจกรรมเหล่านี้ นั่นคือเราได้ฝึกเขียนเรื่องสั้นๆ ให้จบเป็นเรื่องเป็นราวได้สักที
หลายคนก็ใช้วิธีอื่นๆ แต่ด้วยความที่กิจกรรมนี้ต้องการเรื่องสั้นมากๆ มันเลยไม่มีเวลาในการใช้เทคนิคแพรวพราวเท่าไร แต่ถือว่าทุกคนทำได้ดีมาก และทำให้พี่เลือกผู้ชนะลำบากเหลือเกิน T___T
ถึงเราจะไม่ได้รางวัลจากกิจกรรมเหล่านี้ แต่พี่เชื่อว่าทุกคนได้ประโยชน์อย่างนึงแน่ๆ จากการร่วมกิจกรรมเหล่านี้ นั่นคือเราได้ฝึกเขียนเรื่องสั้นๆ ให้จบเป็นเรื่องเป็นราวได้สักที
.png)
.jpg)
.jpg)

.jpg)
.jpg)


เออดีเหมือนกัน
รวีพยายามหลอกคนอ่านว่าเธอเป็นคนดีและสายใยฆ่าตัวตาย
แต่ความจริงคือสายใยตายเพราะฝีมือรวีนั่นแหละ


20 ความคิดเห็น
ขอบคุณมากครับ จะเอาไปใช้นะครับ
สุดยอดเลยครับ
ขอบคุณมากแล้วผมจะนำไปใช้
แอบฮาแฮร์รี่ ตายเพราะถูกหมากัด 555+
น่าสนใจจิงๆค่ะ ขอบคุณสำหรับวิธีดีๆแบบนี้นะคะ ^_^

ช่วยได้เยอะเลยค่าาาาา
สรุป...สายใยตายเพราะเป็นมะเร็งผิวหนังใช่มั้ยคะ?
ที่รวีแย่งร่มของสายใยไป 5555
ผมชอบการบรรยายเสนอผ่านความคิดตัวละครแบบที่สี่ครับ (พยายามฝึกเขียนอยู่)
สำหรับผมวิธีนี้ทำให้เกิดความซับซ้อนเกิดมิติในความคิดตัวละครได้ดี และลุ้นมากกว่าการเขียนผ่านตัวเราที่บรรยายตรงๆ ที่พอนักอ่านอ่านแล้วจะรู้ทันทีว่านี่คือนิสัยจริงๆ ของตัวละคร
แต่ถ้าใช้วิธีนี้ ตัวละครสามารถคิดได้ว่าตัวเองเป็นคนดี ส่วนคนอื่นเป็นคนเลวได้อย่างแยบยล เพราะในขณะที่นักอ่านเชื่อสนิทใจแล้วว่าตัวละครกำลังพูดความจริงผ่านความคิดตัวเอง ก็อย่าลืมว่าตัวละครก็หลอกตัวเองได้เหมือนกัน
ชอบค่ะ อ่านแล้วเข้าใจง่ายมากเลย-3-
มันใช่เลยอะ!! เพราะเราก็อ่านนิยายมาหลายเล่มเหมือนกัน ตั้งเเต่อ่านมาก็เป็นอย่างที่ จขกท ได้บอกไว้ทุกประการเลยค่ะ หากการที่เราบอกไปเลยตรงๆก็เหมือนกับการที่เราไปบอกให้เขาเชื่ออย่างนั้นทําให้เราไม่มีฟิลในการไตร่ตรอง ก็คล้ายๆกับไม่มีส่วนร่วมกับนิยายเพราะเหมือนเราได้อ่านเฉพาะที่ผู้เขียนบอกเท่านั้น ถ้าหากเราบอกผ่านการกระทํามันก็จะทําให้เข้าใจได้เองเลยค่ะเอาไว้เราจะนําไปใช้นะค่ะ ขอบคุณมักๆ
ชอบทำแบบแรกค่ะ ง่ายดี 5555 แต่ก็อยากลองฝึกแบบที่สี่ดู
พี่น้องสะกดผิดรึเปล่าคะ?
จะเอาไปฝึกใช้นะคะ Thx


ช่วยได้เยอะเลยค่ะ จะนำไปใช้นะค่ะ
'คุณคงเป็นหมอดู'...เพราะสิ่งที่คุณบอกมานั้นคือความจริงทุกอย่าง;)
ขอบคุณค่า
แฮร์รี่นาย ไม่น่าเลย555 ตัวละครเข้าข่ายหลอกตัวเอง(แถมเป็นนางเอกด้วย)มากค่ะ ตั้งแต่หลอกตัวเองว่าไม่อ่อนแอแล้วค่ะ