Jurassic World สวนสนุกไดโนเสาร์กลับมาอีกครั้งหลังจากที่ภาคแรกเปิดตัวไปในปี 1993 สร้างปรากฏการณ์ใหม่ กวาดรายได้สัปดาห์แรกไปกว่าสองร้อยล้านเหรียญสหรัฐฯ วันนี้พี่น้องจะขอพาทุกคนย้อนเวลากลับไปรู้จักต้นฉบับดั้งเดิมของภาพยนตร์ไดโนเสาร์สุดคลาสสิกนี้ หลายคนอาจจะไม่รู้มาก่อนว่ามันสร้างมาจากนิยายชื่อเดียวกัน
กำเนิด Jurassic Park
เนื่องจากไครตันเป็นผู้ดูแลเรื่องบทซีรี่ส์ ER เขาจึงได้มีโอกาสพบกับสตีเวน สปีลเบิร์กโปรดิวเซอร์ซีรี่ส์เรื่องนี้ ตอนนั้น Jurassic Park ยังไม่ได้ตีพิมพ์ สปีลเบิร์กถามไครตันว่านิยายเรื่องต่อไปเกี่ยวกับอะไร ไครตันจึงเล่าเรื่อง Jurassic Park ให้ฟัง สปีลเบิร์กสนใจมาก และขอเอามาทำเป็นภาพยนตร์ทันทีแม้ว่าหนังสือจะยังไม่ได้ตีพิมพ์
ตอนนั้นสปีลเบิร์กมีคิวกำกับ The Schindler's List หนังที่เขาใฝ่ฝันจะนั่งแท่นผู้กำกับมานาน ผู้อำนวยการสร้างจึงเสนอเงื่อนไขว่าเขาจะลงมากำกับ Schindler's List ได้ก็ต่อเมื่อกำกับเรื่อง Jurassic Park ให้เรียบร้อยก่อน
สปีลเบิร์กกำกับ Jurassic Park เสร็จก่อนกำหนดเกือบครึ่งเดือน แต่เขาไม่มีโอกาสได้พัก เพราะต้องรีบส่งต่องานให้คนที่ไว้ใจดูแลโปรดักชั่นการผลิตต่อ แล้วรีบไปกำกับ Schindler's List แล้วคนที่มารับช่วงต่อก็ไม่ใช่ใคร แต่เป็น จอร์จ ลูคัส ผู้กำกับ Star Wars การรับช่วงต่อนี้ทำให้จอร์จ ลูคัสได้ไอเดียในการสร้าง Star Wars 3 ภาคแรก (ที่สร้างหลังภาค 4-6 เนื่องจากเทคโนโลยียังไม่ดีพอ) แถมยังไอเดียไดโนเสาร์มาสร้างตัวละครที่ชื่อ จาร์ จาร์ บิงส์ อีกด้วย
นิยายที่ถูกนำไปสร้างเป็นหนัง หลายครั้งโดนเปลี่ยนปกให้ใช้รูปเดียวกับโปสเตอร์หนังเพื่อเรียกยอดขาย แต่ Jurassic Park เป็นนิยายไม่กี่เรื่องที่หนังขอเอาภาพปกซึ่งออกแบบโดย ชิป คิดด์ มาใช้เป็นโลโก้ประจำสวนสนุก และเป็นโลโก้ประจำหนังแฟรนไชส์นี้
แต่ไอเดียนี้มาจากฉากหนึ่งในนิยายที่หัวหน้าฝ่ายวิจัยด้านพันธุกรรม ดร. เฮนรี่ วูเคยพูดกับแฮมมอนด์ เจ้าของสวนสนุกว่าอยากทำให้ไดโนเสาร์เคลื่อนไหวช้าลงกว่านี้ มันจะได้ดูสมจริงมากขึ้น แต่แฮมมอนด์ไม่เห็นด้วย เพราะคิดว่าไดโนเสาร์พวกนี้ก็ดูเป็นไดโนเสาร์ดีอยู่แล้ว
ดร.เฮนรี่ อยากพัฒนาไดโนเสาร์ให้ฝึกได้ง่ายกว่านี้ เพื่อจะได้ควบคุมมันทำสิ่งต่างๆ ในสวนสนุกได้มากขึ้น ไอเดียนี้เลยกลายมาเป็นส่วนหนึ่งในหนังเรื่อง Jurassic World ที่ถึงกับให้มีฝ่ายวิจัยพฤติกรรมของเจ้าเวโลซิแรพเตอร์ การควบคุมเจ้าแรพเตอร์สี่หน่อของโอเวนนั้นไม่ได้เป็นการควบคุมแบบคนกับสุนัข แต่เป็นเชิงคนกับสิงโตมากกว่า แรพเตอร์ไม่ได้เชื่องจนเล่นกับใครก็ได้ พวกมันยังมีสัญชาตญาณนักล่าอยู่

"เฮ้ๆ ไดโนเสาร์พวกนั้นอยู่ตรงตำแหน่งของมันดีอยู่แล้ว
แต่กับพวกนักแสดงมนุษย์ส่วนใหญ่นี่สิ..."
twitter.com/PhilTippett

"ถูกลดขั้นจาก ผู้ควบคุมไดโนเสาร์ เป็นแค่ ที่ปรึกษาไดโนเสาร์
คนยังตายอยู่นะฟิล คนมากมายยังตายอยู่"
twitter.com/scottygb
ใครจะไปรู้ว่าจากไอเดียและความชอบของนักเขียนคนหนึ่ง
ยินดีต้อนรับสู่ Jurassic Park
Jurassic Park เป็นนวนิยายแนวไซไฟระทึกขวัญของนักเขียนชาวอเมริกัน จอห์น ไมเคิล ไครตัน ซึ่งเรียนจบจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด คณะแพทยศาสตร์ นอกจากนี้เขายังมีงานเขียนขายดีที่ได้ทำเป็นหนังหรือซีรี่ส์อีกหลายเรื่องเช่น Disclosure, ER
ถึงแม้ไครตันจะเสียชีวิตในเดือนพฤศจิกายน ปี 2008 (อายุได้ 66 ปี) แต่ผลงานของเขายังคงติดตรึงอยู่ในใจคนทุกเพศทุกวัย
ถึงแม้ไครตันจะเสียชีวิตในเดือนพฤศจิกายน ปี 2008 (อายุได้ 66 ปี) แต่ผลงานของเขายังคงติดตรึงอยู่ในใจคนทุกเพศทุกวัย
กำเนิด Jurassic Park
ไครตันสนใจทฤษฎีการฟื้นคืนชีพสิ่งมีชีวิตที่สูญพันธุ์ไปแล้วโดยใช้การสกัดดีเอ็นเอที่หลงเหลืออยู่ โดยเฉพาะพวกไดโนเสาร์ ความคลั่งไคล้นั้นลามมาถึงของเล่นที่เขาซื้อให้ลูก จนเขารู้สึกว่าต้องระบายความสนใจนี้ลงบนหน้ากระดาษ แต่ช่วงแรกนั้นติดขัดหลายอย่าง นั่นคือ
- ในตอนแรกไครตันยังไม่เชื่อในทฤษฎีนี้เท่าไร (ภายหลังถึงจะเริ่มมีนักวิทยาศาสตร์วิจัยทฤษฎีนี้ออกมามากขึ้น)
- เขายังคิดไม่ออกว่าถ้าสมมติมีคนสร้างไดโนเสาร์ขึ้นมาได้จริง แล้วจะสร้างขึ้นมาเพื่ออะไร (เขามองไม่เห็นประโยชน์ของการสร้างไดโนเสาร์ขึ้นมาใหม่ นอกเสียจากเพื่อความบันเทิง จึงคิดพล็อตให้ฉากหลังเป็นสวนสนุกแทน)
- ช่วงต้นปี 1980 มีกระแสไดโนเสาร์ออกมาเยอะพอสมควร เขาจึงหยุดการคิดพล็อตไปก่อน
ไครตันใช้เวลาหลายปีในการศึกษางานวิจัย (โชคดีที่เขามีหัวด้านวิทยาศาสตร์อยู่แล้ว) จนกระทั่งเริ่มเขียนต้นฉบับแรกและให้คนใกล้ตัวไม่กี่คนอ่าน ผลตอบรับที่ได้ทำให้เขาประหลาดใจ บางคนถึงกับถามเขากลับว่าทำไมถึงเขียนนิยายแบบนี้ออกมา ทุกคนเกลียดนิยายเรื่องนี้ แต่มีคนหนึ่งที่ช่วยให้ไครตันรู้ว่างานของเขามันแย่ตรงใช้มุมมองผิด ตอนแรกเขาเขียนเรื่องนี้ในมุมมองของเด็ก เขาจึงปรับแก้ให้เป็นมุมมองของผู้ใหญ่ จนกลายมาเป็น Jurassic Park ที่ออกสู่สายตาประชาชน ทั้งหมดนี้ใช้เวลาเกือบ 10 ปี
จากหนังสือสู่ภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์
เนื่องจากไครตันเป็นผู้ดูแลเรื่องบทซีรี่ส์ ER เขาจึงได้มีโอกาสพบกับสตีเวน สปีลเบิร์กโปรดิวเซอร์ซีรี่ส์เรื่องนี้ ตอนนั้น Jurassic Park ยังไม่ได้ตีพิมพ์ สปีลเบิร์กถามไครตันว่านิยายเรื่องต่อไปเกี่ยวกับอะไร ไครตันจึงเล่าเรื่อง Jurassic Park ให้ฟัง สปีลเบิร์กสนใจมาก และขอเอามาทำเป็นภาพยนตร์ทันทีแม้ว่าหนังสือจะยังไม่ได้ตีพิมพ์ตอนนั้นสปีลเบิร์กมีคิวกำกับ The Schindler's List หนังที่เขาใฝ่ฝันจะนั่งแท่นผู้กำกับมานาน ผู้อำนวยการสร้างจึงเสนอเงื่อนไขว่าเขาจะลงมากำกับ Schindler's List ได้ก็ต่อเมื่อกำกับเรื่อง Jurassic Park ให้เรียบร้อยก่อน
สปีลเบิร์กกำกับ Jurassic Park เสร็จก่อนกำหนดเกือบครึ่งเดือน แต่เขาไม่มีโอกาสได้พัก เพราะต้องรีบส่งต่องานให้คนที่ไว้ใจดูแลโปรดักชั่นการผลิตต่อ แล้วรีบไปกำกับ Schindler's List แล้วคนที่มารับช่วงต่อก็ไม่ใช่ใคร แต่เป็น จอร์จ ลูคัส ผู้กำกับ Star Wars การรับช่วงต่อนี้ทำให้จอร์จ ลูคัสได้ไอเดียในการสร้าง Star Wars 3 ภาคแรก (ที่สร้างหลังภาค 4-6 เนื่องจากเทคโนโลยียังไม่ดีพอ) แถมยังไอเดียไดโนเสาร์มาสร้างตัวละครที่ชื่อ จาร์ จาร์ บิงส์ อีกด้วย
โลโก้จากนิยาย
ภาคต่อทั้ง The Lost World และ Jurassic Park 3
ไครตันเขียนภาคต่อของ Jurassic Park ออกมาตามคำขอของสตีเวน สปีลเบิร์ก ใช้ชื่อว่า The Lost World (ซึ่งพอไปทำหนังก็ห้อยชื่อ Jurassic Park หน่อย คนจะได้รู้ว่าแฟรนไชส์เดียวกัน) โดยให้เป็นเรื่องราวของมัลคอล์ม (ที่ควรจะตายไปแล้วในภาคแรก) กลับไปสำรวจไซต์บี หรือเกาะที่สองซึ่งเป็นแหล่งวิจัยและเพาะพันธุ์ไดโนเสาร์ดิบๆ (ไม่ได้จัดโซนปลอดภัยแบบสวนสนุกในเกาะไซต์ A)
แม้ทั้งหนังและนิยายจะทำรายได้ค่อนข้างดี แต่ก็ไม่ได้เปรี้ยงปร้างเหมือนภาคแรกแล้ว และยังมีเสียงวิจารณ์นิยายในแง่ลบ เช่น พล็อตไม่มีจุดไคลแมกซ์ หรือปมขัดแย้งอ่อนเกิน
ดังนั้น Jurassic Park 3 จึงเป็นภาคที่ไม่ได้อิงนิยาย (เพราะไม่มี) แต่ก็ยังใช้ข้อมูลหรือฉากบางฉากจากนิยายภาค 1 และ 2 ของไครตันอยู่ ซึ่งฉากพวกนี้เป็นฉากที่เคยจะเอามาทำเป็นหนัง แต่ตัดออกไป อย่างไรก็ดี ภาคสามก็ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร
แม้ทั้งหนังและนิยายจะทำรายได้ค่อนข้างดี แต่ก็ไม่ได้เปรี้ยงปร้างเหมือนภาคแรกแล้ว และยังมีเสียงวิจารณ์นิยายในแง่ลบ เช่น พล็อตไม่มีจุดไคลแมกซ์ หรือปมขัดแย้งอ่อนเกิน
ดังนั้น Jurassic Park 3 จึงเป็นภาคที่ไม่ได้อิงนิยาย (เพราะไม่มี) แต่ก็ยังใช้ข้อมูลหรือฉากบางฉากจากนิยายภาค 1 และ 2 ของไครตันอยู่ ซึ่งฉากพวกนี้เป็นฉากที่เคยจะเอามาทำเป็นหนัง แต่ตัดออกไป อย่างไรก็ดี ภาคสามก็ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร
ความต่างระหว่างหนังกับนิยายในภาคแรก
ความต่างที่เห็นได้ชัดคือตัวละคร จอห์น แฮมมอนด์ เจ้าของโครงการสวนสนุกไดโนเสาร์ ในหนังสือแฮมมอนด์มีลักษณะนิสัยเห็นแก่ตัว และสนใจแต่จะหาผลประโยชน์จากการเปิดสวนสนุก แต่ในหนังแฮมมอนด์ไม่ได้มีนิสัยน่ารังเกียจขนาดนั้น อีกทั้งในตอนท้ายเรื่องแฮมมอนด์ในหนังเป็นคนขับรถมารับทุกคนไปขึ้นเฮลิคอปเตอร์เพื่อออกจากเกาะ ส่วนในนิยาย คนอื่นหนีได้ แต่แฮมมอนด์โดนเจ้า Compys ฆ่าตาย
นอกจากนี้ยังมีตัวละครหลักๆ ที่น่าจะตายไปแล้วในตอนจบของนิยายภาคแรกอย่าง เอียน มัลคอล์ม ที่ถูกทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัส เชื่อว่าตาย แต่พอต้องเขียนภาคสอง คุณมัลคอล์มก็กลับมาในสภาพพิการ
นอกจากนี้ยังมีตัวละครหลักๆ ที่น่าจะตายไปแล้วในตอนจบของนิยายภาคแรกอย่าง เอียน มัลคอล์ม ที่ถูกทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัส เชื่อว่าตาย แต่พอต้องเขียนภาคสอง คุณมัลคอล์มก็กลับมาในสภาพพิการ
The Lost World ของเซอร์อาเธอร์ โคนัน ดอยล์
ในปี 1912 เซอร์อาเธอร์ โคนัน ดอยล์ ผู้ให้กำเนิดนักสืบชื่อดังอย่างเชอร์ล็อก โฮล์มส์ ก็ตีพิมพ์นิยายเป็นตอนๆ ลงนิตยสาร The Strand ใช้ชื่อว่า The Lost World พูดถึงการค้นพบสิ่งมีชีวิตที่ควรจะสูญพันธุ์ไปแล้วในที่ราบลุ่มอเมซอน อเมริกาใต้ คนที่ค้นพบนั้นคือศาสตราจารย์ชาเลนเจอร์ แต่พวกนักข่าวไม่เชื่อ เอ็ดเวิร์ด มาโลน นักข่าวคนหนึ่งอยากจะหาคำตอบของเรื่องนี้ (เพื่ออวดแฟนสาว) เลยขอตามศาสตราจารย์ไปดูสถานที่จริง โดยมีไกด์ท้องถิ่นนำเข้าไปพร้อมกับนักผจญภัยชื่อ ลอร์ดจอห์น ร็อกซ์ตัน
ในนิยายเล่มที่สองของไครตัน The Lost World ก็มีการโยงถึงเรื่องราวของเซอร์อาเธอร์ โคนัน ดอยล์ โดยให้ตัวละครพูดถึงลอร์ดร็อกซ์ตัน และตั้งชื่อรถอาร์วีว่าชาเลนเจอร์
ในนิยายเล่มที่สองของไครตัน The Lost World ก็มีการโยงถึงเรื่องราวของเซอร์อาเธอร์ โคนัน ดอยล์ โดยให้ตัวละครพูดถึงลอร์ดร็อกซ์ตัน และตั้งชื่อรถอาร์วีว่าชาเลนเจอร์
Jurassic World ยังอิงนิยายต้นฉบับอยู่
ถึงแม้ว่าไครตันจะไม่อยู่เขียน Jurassic Park ภาคต่อให้เราแล้ว แต่ Jurassic World ผลงานภาค 4 ที่สตีเวน สปีลเบิร์กเข้ามาเป็นโปรดิวเซอร์เองนั้นก็จะยังอิงจากนวนิยายเล่มแรก Jurassic Park แต่ต่อยอดเนื้อเรื่องออกมา
ฉากสำคัญที่ทำให้เรารู้ว่าภาค 4 นี้จะยังอิงข้อมูลจากนวนิยายต้นตำรับของไครตันคือฉากที่กลายเป็นไวรัลในโซเชียลขณะนี้ นั่นคือ โอเวน (คริส แพรต) ออกมาห้ามทัพเวโลซิแรพเตอร์เพื่อช่วยเพื่อนร่วมงาน ฉากนี้นอกจากปรากฏการณ์ไวรัลแล้ว แฟนๆ ยังวิพากษ์วิจารณ์ว่าดูขัดแย้ง ไม่น่าเป็นไปได้ ไดโนเสาร์ไม่ใช่สุนัขที่จะตีด้วยไม้เวลามันไปกัดใครแขนขาดเข้า
ฉากสำคัญที่ทำให้เรารู้ว่าภาค 4 นี้จะยังอิงข้อมูลจากนวนิยายต้นตำรับของไครตันคือฉากที่กลายเป็นไวรัลในโซเชียลขณะนี้ นั่นคือ โอเวน (คริส แพรต) ออกมาห้ามทัพเวโลซิแรพเตอร์เพื่อช่วยเพื่อนร่วมงาน ฉากนี้นอกจากปรากฏการณ์ไวรัลแล้ว แฟนๆ ยังวิพากษ์วิจารณ์ว่าดูขัดแย้ง ไม่น่าเป็นไปได้ ไดโนเสาร์ไม่ใช่สุนัขที่จะตีด้วยไม้เวลามันไปกัดใครแขนขาดเข้า
แต่ไอเดียนี้มาจากฉากหนึ่งในนิยายที่หัวหน้าฝ่ายวิจัยด้านพันธุกรรม ดร. เฮนรี่ วูเคยพูดกับแฮมมอนด์ เจ้าของสวนสนุกว่าอยากทำให้ไดโนเสาร์เคลื่อนไหวช้าลงกว่านี้ มันจะได้ดูสมจริงมากขึ้น แต่แฮมมอนด์ไม่เห็นด้วย เพราะคิดว่าไดโนเสาร์พวกนี้ก็ดูเป็นไดโนเสาร์ดีอยู่แล้ว
ดร.เฮนรี่ อยากพัฒนาไดโนเสาร์ให้ฝึกได้ง่ายกว่านี้ เพื่อจะได้ควบคุมมันทำสิ่งต่างๆ ในสวนสนุกได้มากขึ้น ไอเดียนี้เลยกลายมาเป็นส่วนหนึ่งในหนังเรื่อง Jurassic World ที่ถึงกับให้มีฝ่ายวิจัยพฤติกรรมของเจ้าเวโลซิแรพเตอร์ การควบคุมเจ้าแรพเตอร์สี่หน่อของโอเวนนั้นไม่ได้เป็นการควบคุมแบบคนกับสุนัข แต่เป็นเชิงคนกับสิงโตมากกว่า แรพเตอร์ไม่ได้เชื่องจนเล่นกับใครก็ได้ พวกมันยังมีสัญชาตญาณนักล่าอยู่
นิยายไซไฟ ไม่ใช่สารคดีวิทยาศาสตร์
ตั้งแต่ภาคแรกยันภาคสี่ที่เพิ่งเข้าโรงไป นิยายและหนังเรื่องนี้ก็ยังคงโดนวิจารณ์เรื่องความถูกต้องของข้อมูล แม้ว่าไครตันจะเรียนด้านวิทยาศาสตร์มา และศึกษาเกี่ยวกับทฤษฎีต่างๆ อย่างจริงจัง แต่ความเป็นนักเขียนของเขาก็ยังอยู่ มีหลายอย่างที่เขาเปลี่ยนแปลงเพื่อให้เรื่องติดลมบนยิ่งขึ้น เช่น ชื่อสวนสัตว์เองที่เรียกว่า Jurassic แต่ไดโนเสาร์ที่โผล่มาในเรื่องกลับเป็นไดโนเสาร์ยุคครีเตเชียส ไครตันให้เหตุผลว่า ก็ลองตั้งชื่อสวนสนุกเป็น Cretaceous Park ดูสิ จะมีคนอยากมามั้ย ถ้าเป็นชื่อนิยายจะมีคนอยากซื้ออ่านมั้ย?
นอกจากนี้ก็ยังมีความถูกต้องของไดโนเสาร์แต่ละตัว เช่น เวโลซิแรพเตอร์ (หรือเจ้าแรพเตอร์) ที่ลักษณะต่างจากตัวจริงเยอะอยู่
ลองนึกภาพคริส แพรต ทำท่าห้ามทัพเจ้าตัวนี้สิ
นอกจากนี้ก็ยังมีความถูกต้องของไดโนเสาร์แต่ละตัว เช่น เวโลซิแรพเตอร์ (หรือเจ้าแรพเตอร์) ที่ลักษณะต่างจากตัวจริงเยอะอยู่
ลองนึกภาพคริส แพรต ทำท่าห้ามทัพเจ้าตัวนี้สิ
แต่ก็มีเรื่องเหลือเชื่อตรงที่ระหว่างการถ่ายทำหนัง นักบรรพชีวินวิทยาก็ดันค้นพบไดโนเสาร์พันธุ์ใหม่ชื่อ Utahraptors ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับเวโรซิแรพเตอร์ที่ปรากฏในหนังเลย
เรื่องตลกที่เกิดขึ้นหลังหนังฉาย
มุขตลกที่โดดเด่นที่สุดหลัง Jurassic Park ภาคแรกฉาย และกลายเป็นมุขในภาคต่อๆ มานั้นเกี่ยวกับตำแหน่งของ ฟิล ทิพเพ็ตต์ ผู้ควบคุมดูแล Visual Effect ฝั่งไดโนเสาร์โดยเฉพาะ
ถึงแม้เราจะรู้กันว่าต้นเหตุที่ทำให้สวนสนุก Jurassic Park ไม่สามารถเปิดให้บริการแต่แรกเป็นเพราะเดนนิส พนักงานผู้ควบคุมระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ในเกาะ ปิดระบบรักษาความปลอดภัย เพื่อขโมยไข่ไดโนเสาร์ไปขาย ทำให้ไดโนเสาร์ทั้งหมดหลุดออกมาและฆ่าคนบนเกาะ
ถึงแม้เราจะรู้กันว่าต้นเหตุที่ทำให้สวนสนุก Jurassic Park ไม่สามารถเปิดให้บริการแต่แรกเป็นเพราะเดนนิส พนักงานผู้ควบคุมระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ในเกาะ ปิดระบบรักษาความปลอดภัย เพื่อขโมยไข่ไดโนเสาร์ไปขาย ทำให้ไดโนเสาร์ทั้งหมดหลุดออกมาและฆ่าคนบนเกาะ
แต่เมื่อหนังจบและขึ้นเครดิตว่า Phil Tippett 'Dinosaur Supervisor' ทุกคนก็แคปภาพนี้มาเล่นเป็นมุขอย่างแพร่หลายในอินเทอร์เน็ต โดยล้อว่าตำแหน่งของฟิลคือผู้ควบคุมไดโนเสาร์ ทำไมถึงปล่อยให้มันออกมาเพ่นพ่านทำร้ายคนอื่นๆ ได้
ฟิลก็ตอบกลับภาพล้อเลียนเหล่านี้ด้วยการเล่นตามน้ำ เช่น
ฟิลก็ตอบกลับภาพล้อเลียนเหล่านี้ด้วยการเล่นตามน้ำ เช่น

"เฮ้ๆ ไดโนเสาร์พวกนั้นอยู่ตรงตำแหน่งของมันดีอยู่แล้ว
แต่กับพวกนักแสดงมนุษย์ส่วนใหญ่นี่สิ..."
twitter.com/PhilTippett
และในภาคล่าสุด Jurassic World ฟิลก็โดนลดขั้นจาก Supervisor เป็นเพียง Consultant ฟิลจึงตอบกลับชาวเน็ตว่าขอบคุณจริงๆ ที่ทำให้เขาโดนลดตำแหน่ง ซึ่งมุขนี้เกิดจากทีมงานล้อเล่นกันเอง ฟิลไม่ได้ลดขั้นจริงแต่อย่างใด และยังคงทำ Visual Effect ดีๆ อีกมากให้หนังฟอร์มใหญ่ต่อไป

"ถูกลดขั้นจาก ผู้ควบคุมไดโนเสาร์ เป็นแค่ ที่ปรึกษาไดโนเสาร์
คนยังตายอยู่นะฟิล คนมากมายยังตายอยู่"
twitter.com/scottygb








14 ความคิดเห็น
ชอบโมซาซอรัสนะ เท่ น่ารัก (??) โผล่มาแต่ล่ะฉากนี่...เจ๋งค่ะ
ชอบ สไปโนซอรัส มากครับ แต่มันไม่มีใน jurassic world ซึ่งเป็นภาคล่าสุด
แต่ไม่เป็นไรครับ เพราะ รองจาก สไปโนซอรัส ผมยังชอบ เวโลซิเร็ปเตอร์ ทีเร็กซ์ และ
ไดโนเสาร์ร้ายอย่าง อินโดไมนัส เร็กซ์ อีกด้วย


The Lost World เคยสร้างเป็นซีรี่ส์แล้วและเคยเอามาฉายที่ช่อง 7 เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว
เอาจริงๆ นี่เพิ่งเคยรู้ว่ามันมีนิยายมาก่อน
นึกว่าเป็นบทหนังมาเลย
เดี๋ยวต้องไปหาอ่านมั่งละ
ไปอ่านเจอมา มีคนตั้งทฤษฎีว่า Owen (พระเอก) อาจเป็นคนเดียวกับเจ้าเด็กกวนประสาทที่ออกมาตอนต้นเรื่อง Jurassic Park ด้วยนะครับ
โมซาซอรัสดูตัวใหญ่ไปหน่อยนะ ถ้ามีพวกคอยาวในทะเลด้วยล่ะก็ สุดยอดดดดด
อยากดูมาก ๆ
ทำไมบล๊อกนี้ถึงไม่พูด Jurassic Park ในภาคเกม telltale บางครับ มันวางขายใน steam หลายปีจนจำไม่ได้แล้ว เห็นบอกว่าเนื้อเรื่องมันเกิดขึ้นในฉบับหนังภาคแรก