ตรงกว่านี้ไม่ (น่า) มีอีกแล้ว! ชวนคุยกับ "อยุทธ์" นักเขียนร้ายที่นักอ่านรัก



“ถ้ากล้ำกลืนฝืนทนนัก ก็หยุดไปหาอย่างอื่นทำเถอะ บางทีมันอาจไม่ใช่ทางเราก็ได้
ก็ปล่อยให้คนที่เขายังไม่ถอดใจค่อยๆ เดินหน้าต่อไป”
อยุทธ์
 
หลายคนรู้สึกว่าพี่อรเปิดประโยคมาแปลกๆ ใช่ไหมคะ ออกตัวเลยว่าไม่ใช่พวกซาดิสต์รักความเจ็บปวดอะไรทำนองนั้น แต่คำพูดบางคำเราฟังดูก็รู้สึกได้ค่ะว่า คนพูดไม่ได้อยากให้เราถอดใจท้อถอยออกไปจริงๆ หรอก ตรงข้ามกลับกำลังพยายามทำให้เราฮึดสู้และไม่ท้อถอยต่ออะไรง่ายๆ ต่างหาก ถ้าในประโยคที่ยกมาแสดงเจตนาได้ไม่ชัดเจนพอ พี่อรขอให้ตามไปอ่านต่อในบทสัมภาษณ์ ของ อยุทธ์ หรือ คุณจิ้ง เจ้าของนิยายเรื่อง “แสนรักส่วนตัวพี่อรคิดว่านักเขียนคนนี้มีความเป็นตัวของตัวเองค่อนข้างสูง แถมยังมีมุมในการเขียนนิยายที่น่าสนใจมากด้วย และนั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้พี่อรอยากบอกต่อใจความสำคัญเหล่านี้อย่างไม่ขาดตก จนเนื้อหาอาจจะดูยาวไปบ้าง แต่รับรองน้องๆ จะได้อะไรกลับไปแน่นอน
 
อย่าเสียเวลาอีกเลย เราไปทำความรู้จักกับเธอคนนี้ให้มากขึ้นเลยดีกว่า
 
แนะนำตัวเองให้นักเขียนนักอ่านเด็กดีได้รู้จักสักนิดค่ะ 
อยุทธ์: สวัสดีจ้ะ อยุทธ์ หรือ อีกนามปากกาคือ แมลงปีกแข็ง จ้ะ
 
คนนี้แหละเจ้าของนามปากกา อยุทธ์ และ แมลงปีกแข็ง 
 
อยุทธ์ เป็นนามปากกาที่ดูเข้มมาก แต่เขียนนิยายรัก...? ขอถามก่อนว่า... ได้ชื่อนามปากกานี้มายังไง มีความหมายหรือที่มาที่ไปหรือเปล่าคะ ช่วยเล่าให้ฟังหน่อย
อยุทธ์ตอบแบบเป็นการเป็นงานก่อนเนอะ คือจิ้งมีนามปากกา 2 นามปากกาคือ แมลงปีกแข็ง กับ อยุทธ์ แมลงปีกแข็งนี่จะเป็นนามปากกาที่เอาไว้ใช้เขียนแนวแฟนตาซีกับพวกหนังสือทำมือ ส่วนอยุทธ์ส่วนใหญ่จะเขียนในแนวรักโรแมนติก จุดประสงค์ก็เพื่อแยกแนวงานที่เขียนให้ชัดเจนเท่านั้นเอง

แต่ที่มาจริงๆ ของสองนามปากกานี้ได้มายังไงนั้น...
 
เริ่มจากนามปากกาแมลงปีกแข็ง เกิดขึ้นครั้งแรกที่เว็บ Baiya ไม่รู้ใครจำเว็บนี้ได้หรือเปล่า แต่ย้อนกลับไปสักสิบปีก่อน ถ้าพูดถึงเว็บที่ลงนิยายนอกจากเด็กดี ก็น่าจะมีคนคุ้นๆ ชื่อนี้กันบ้าง คือจิ้งไปสมัครไอดีลงนิยายกับทางเว็บ กรอกข้อมูลอะไรเสร็จทางเว็บเขาก็ให้เขียนนามปากกาว่า จะใช้นามปากกาอะไร... คือไงดี นามปากกาเชียวนะเว้ย จะให้นั่งคิดภายใน 3 นาทีเนี่ยเหรอ (ถ้าเกิน 3 นาที ข้อมูลทุกอย่างที่กรอกไว้ก่อนหน้ามันจะรีเซ็ทแล้วให้เรากรอกใหม่ ต้องรีบคิดรีบกรอกอีก) คือนาทีนั้นบอกเลยว่าสิ้นคิดมาก ยุคนั้นตัวเองติดเกม Ragnarok แล้วไอ้เกมนี้อย่างที่คอเกมยุคนั้นรู้กันว่า BUG เยอะมาก แล้วไอ้คำว่า BUG นี่มันดันฝังใจคนเล่นอย่างจิ้งนี่แหละ ก็เลยพิมพ์ใส่ช่องนามปากกาไปว่า BUG (จริงจังเลยนะ) กดยืนยันไปปุ๊บ ระบบมันไม่ให้ผ่านอะ มันฟ้องกลับมาว่า นามปากกาต้องมีตัวอักษร 4 ตัวขึ้นไป เอาไงดีวะ คือ จะเอาชื่อยาวๆ ใช่ไหม เอ่อ ได้ จัดไปเลย จาก ‘BUG’ แปลเป็น ‘แมลงปีกแข็ง’ กดยืนยันเสร็จเรียบร้อย คือตอนนั้นไม่ได้คิดว่าจะใช้นามปากกานี้มาจนถึงปัจจุบันเลย แต่นิยายเรื่องที่ลงนั่นมีคนอ่านเยอะมาก เยอะจนรู้สึกว่าเปลี่ยนไม่ได้แล้วอะ ทุกคนจำเราในชื่อแมลงปีกแข็งได้ รู้สึกว่าไม่อยากเสียคนอ่านไปก็เลยใช้มาเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน
 
ส่วนนามปากกา อยุทธ์ ก็ตามรอยแมลงปีกแข็งมาเลย คือมีช่วงหนึ่งที่เว็บ Baiya เขาปิดตัวไป (เลยหอบหิ้วหัวใจอันบอบช้ำกลับมาที่เด็กดี) กลับมาก็ยังใช้ชื่อแมลงปีกแข็งอยู่นะ แต่เห็นช่วงนั้นที่เด็กดีนิยายรักกำลังเป็นที่สนใจ ก็เลยคิดว่า เราก็เขียนแฟนตาซีมานานแล้ว ลองเขียนนิยายรักยุคปัจจุบันดูบ้างดีไหมนะ นิยายรักในแบบของเรามันจะเป็นยังไง แต่จะเขียนในนามปากกาแมลงปีกแข็งคนอ่านก็มีแต่กลุ่มวัยรุ่น ก็เลยหนีไปเปิดไอดีเฉพาะกิจขึ้นอีกอันโดยไม่บอกใครว่าเป็นเรา ก็ทรงเดียวกันกับ Baiya เลยคือ ต้องมานั่งคิดนามปากกาภายใน 3 นาที คือจิ้งไม่ค่อยซีเรียสกับนามปากกาสักเท่าไหร่ คิดว่าไม่ชอบก็เปลี่ยนได้ คิดอะไรออกก็ใส่ๆ ก่อน ก็เลย... หยิบหนังสือตั้งชื่อขึ้นมาแล้วเอานิ้วจิ้มลงไป ปรากฏมันไปจิ้มโดนชื่อ “อยุทธ์” เข้า (อยุทธ์ แปลว่า ไม่ยอมแพ้ หรือ ไม่แพ้ ประมาณนั้น) ก็เลยใช้นามปากกาอยุทธ์ แล้วนิยายเรื่องแรกที่เขียนในนามปากกาอยุทธ์ ก็มีคนติดตามเยอะมาก (ทาสรักเสน่หา) จนขึ้นอันดับ 2 ของหมวดด้วย จากนั้นก็ได้ตีพิมพ์ แล้วก็มีงานในนามปากกาอยุทธ์ตามมาอีกหลายเรื่อง (ดวงใจมฤตยู, ตะวันดวงสุดท้ายฯ, ม่านตะวัน, จอมใจแห่งผืนทราย, คีตกาล) ก็เลยเป็นที่รู้จักในนามปากกานี้มากขึ้น แล้วก็ใช้มาจนถึงปัจจุบัน
 
พอใช้ๆ ไปมันก็ผูกพันจนคิดว่าจากนี้ไปคงจะใช้แค่สองนามปากานี้เท่านั้น (ก่อนหน้านี้ จิ้งยังมีอีก 3 นามปากกาที่ออกผลงานกับสนพ.คือ ‘กรินกรินทร์’ ‘เกศสุริยง’ ‘จิ้ง แมลงปีกแข็ง’ก็จบมหากาพย์นามปากกาด้วยประการฉะนี้
 
ภาพตัวแทน อยุทธ์ ที่นักอ่านแสนคุ้นตา
 
นิยายเรื่องใหม่ “แสนรัก” นักอ่านกำลังพูดถึงกันมาก ส่วนตัวรู้สึกยังไง
อยุทธ์จิ้งเขียนนิยายรักน้อยมาก อย่างนิยายแนวรักเรื่องล่าสุด “สายสวาท” ก็เขียนไว้เมื่อราว 3 ปีก่อนโน่นแน่ะ แต่ก็เพราะเรื่องนี้ทำให้มีนักอ่านเริ่มติดตามมากขึ้น แล้วด้วยที่นักอ่านก็คาดหวัง ว่าผลงานเรื่องต่อไปคงออกมาดีไม่น้อยกว่ากัน ก็มีกดดันนะว่ามันจะสนุกหรือเปล่า จะทำให้คนที่เขารอผิดหวังหรือเปล่า
 
ส่วนตัวจิ้งคิดว่าตัวเองยังเขียนนิยายรักได้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ อาจเพราะจิ้งเขียนโดยใช้มุมมองตัวเองมากกว่า ซึ่งด้วยแนวคิดเรา ประสบการณ์ชีวิตเรา บางทีมันอาจไม่ถูกต้องนัก เรื่องแสนรัก จิ้งใช้เวลาเขียนประมาณ 1 ปี เขียนๆ หยุดๆ แก้พล็อตแก้เนื้อหาใหญ่ๆ ไปหลายครั้งมาก แต่ผลตอบรับที่ได้มาก็ถือว่าน่าชื่นใจ ถึงอารมณ์ของแสนรักกับสายสวาทจะต่างกันมาก นักอ่านก็ยังสนุกสนานไปกับเรื่องราว กับตัวละครที่เราสร้างขึ้น  
 
ได้แรงบันดาลใจในการแต่ง “แสนรัก” มาจากไหนคะ ช่วยเล่าให้ฟังหน่อย
อยุทธ์ลุงกล้าม... (หือ? เมื่อกี้ใครพูดลุงกล้ามนะ ไม่มีใช่ไหม) อะแฮ่ม... จิ้งอยากเล่าเรื่องผ่านตัวละครที่มี จุดด่างพร่อยในอดีต มีความไม่สมบูรณ์ในตัวและจุดด่างพร่อยนั้น ความไม่สมบูรณ์นั้น เป็นสิ่งที่คนทั่วไปยากที่จะยอมรับ ยากที่จะไม่หวาดระแวง จิ้งคิดว่าคนที่เขาต้องทนอยู่ในสภาพนี้ มันเศร้ามันอึดอัดใจนะ แล้วมันจะเป็นยังไงถ้าวันหนึ่งเราได้เจอคนที่เขายอมรับตัวเราที่เป็นแบบนี้ คนที่จะไม่เอาอดีตร้ายๆ ของเรามาทำร้ายเรา จิ้งว่ามันคงมีความหมายกับชีวิตของคนคนนั้นมากเลย
 
อีกเหตุผลหนึ่ง อาจไม่ใช่แรงบันดาลใจในการเขียนแสนรักนัก แต่เป็นสิ่งที่จิ้งใส่ลงไปในนิยายด้วย คือนิสัยของนางเอกที่ภายนอกเป็นสาวน้อยบอบบาง อ่อนแอ ไม่สู้คน แต่... เป็นประเภทที่หาทางเอาตัวรอดในสถานการณ์คับขันได้ มีสติพอที่จะรู้ว่าจะรับมืออย่างไรเมื่อเจอเรื่องร้ายๆ เธออาจไม่ใช่คนฉลาด การแก้ไขสถานการณ์บางอย่างไม่ได้สวยหรูนัก แต่สิ่งหนึ่งที่นางเอกแสดงให้เห็นชัดเจนคือเธอไม่เคยงอมืองอเท้ารอให้โชคมาเกย หรือใครมาช่วย
 
ไหนๆ แล้ว ขอนอกเรื่องไปอีกหน่อย คือแม่จิ้งชอบดูละครมาก จิ้งก็ดูกับเขาเหมือนกัน ดูจนเริ่มรู้สึกว่าทำไมพระเอกไทยไม่ค่อยมีเหตุผลกันเลย คือผู้ชายยิ่งใหญ่มาก จะหาเรื่องนางเอกด้วยเหตุผลไร้สาระแค่ไหนก็ได้ไม่ผิด แล้วทำไมนางเอกไม่โกรธเลยอะ คือเหมือนโกรธแต่ก็ไม่โกรธ มันน่าจะโกรธมากกว่านี้ไหม อ้าว แล้วนั่นทำไมยอมเขาง่ายจัง ทำไมไม่สู้อะ บอกไปสินางร้ายมันใส่ร้ายหล่อน (ปากหล่อนอมฮอลล์รสน้ำผึ้งผสมมะนาวอยู่หรือไง) อะไรนะ ตอบโต้ไม่ได้เดี๋ยวไม่เป็นคนดี โหยขัดใจ! (ตบเข่าฉาด) แล้วบทพระเอกบางคนปากจัดม๊าก ปากจัดจนชะนีเก้งกวางต้องยกมือขึ้นทาบอกร้อง คุณพระ!
 
จิ้งก็เลยอยากที่จะสร้างตัวละครชายในแบบที่ตัวเองอยากเห็น พระเอกของเรื่องนี้ก็เลยเกิดขึ้นมาด้วยเหตุผลคล้ายๆ นางเอกนั่นแหละ คือไม่จำเป็นว่าต้องเป็นเทพบุตรมารยาทงาม แต่เวลาทำอะไรมันควรประกอบไปด้วยเหตุและผล ไม่ใช่อารมณ์เอะอะก็ด่าไว้ก่อน ใช้อำนาจข่มไว้ก่อน จับเหวี่ยงๆ ลูกสาวชาวบ้านเขาท่าเดียว (ผู้หญิงเขาก็มีพ่อมีแม่นะเฟ้ย!)
 
 "แสนรัก" ของ อยุทธ์
 
ในฐานะนักเขียนคิดว่าอะไรคือเสน่ห์ที่ทำให้นิยายเรื่อง “แสนรัก” กลายเป็นที่รักของนักอ่านเด็กดี
อยุทธ์ตอบยากเหมือนกันนะเนี่ย เพราะเหมือนเป็นคำถามที่น่าจะถามจากนักอ่านมากกว่า แต่จากที่ดูๆ จิ้งว่านักอ่านน่าจะชอบที่ตัวละครออกมาเป็นสีเทาๆ ไม่ดีหรือเลวเลย ตัวละครทุกตัวเคยทำความผิด ทั้งตั้งใจ ทั้งไม่ตั้งใจ บางคนพยายามหาทางแก้ไขความผิด บางคนแก้ไขได้ บางคนยังหาทางออกไม่ได้ แล้วความสัมพันธ์ของตัวละครสีเทาๆ นี่แหละที่มันน่าสนใจ เพราะมันใกล้เคียงคนปกติ ใกล้เคียงตัวผู้อ่าน เลยทำให้รู้สึกมีอารมณ์ร่วมไปด้วย
 
การหลงรักใครสักคนในแสนรัก จะไม่ใช่เหตุผลเพียงเพราะว่า ‘รักเพราะคนคนนี้เป็นคนดี’ อย่างเดียว แต่จะมีเหตุผลอื่นมาประกอบด้วยว่า ถ้าคนคนนี้เขามีข้อเสียแบบนี้ล่ะ ถ้าเขาเคยผ่านเรื่องแบบนี้มา เรายังรับเขาได้ไหม ถ้าเรารับได้ แต่คนอื่นรับไม่ได้ ครอบครัวเรารับเขาไม่ได้เราจะทำยังไง หากการตัดสินใจที่จะรักเขา ใช้ชีวิตร่วมกับเขา อาจต้องแลกมาด้วยการสูญเสียบางอย่าง เราพร้อมที่จะทำไหม แล้วด้วยคำถามเหล่านี้ จิ้งเลยคิดว่าคงทำให้นักอ่านอยากติดตาม อยากรู้ อยากเอาใจช่วยพวกเขาไปด้วย
 
คิดว่านิยายเรื่องนี้จะเปรียบเหมือนกับอะไร 
อยุทธ์นึกที่เป็นรูปธรรมไม่ออกแฮะ แต่ถ้าให้เปรียบเทียบจิ้งว่ามันคงเหมือนการเดินทางมั้ง ตัวละครแต่ละตัวมีเส้นทางเดินของตัวเอง มีทางแยกที่เขาเลือกที่จะเดินไป แล้วทางแยกนั้นอาจนำเขาไปบรรจบกับคนอื่นๆ บางคนมีโอกาสได้เดินร่วมทางไปด้วยกันจนสุดทาง แต่บางคนก็ต้องแยกกันไปคนละทางก่อน แต่ถึงจะแยกกันไป สิ่งที่ยังติดตัวทุกคนไปด้วยก็คือความทรงจำว่า กว่าจะมาถึงตรงนี้พวกเขาพบเจอใครมาบ้าง แต่ละคนมอบความทรงจำอะไรให้เขาบ้าง
 
เห็นมีเล่มพิเศษ “ถ้าแสนรักเป็นนิยายตลก” เป็นยังไงมายังไงคะนิยายเรื่องนี้ เล่าให้ฟังหน่อย
อยุทธ์: เรียกว่าทำออกมาสนองความต้องการส่วนตัวก็ว่าได้ นอกจากเนื้อหาหลักแล้ว ยังมีตอนพิเศษที่จิ้งเขียนแยกไว้อีกส่วน เป็นพวกเนื้อหาปลีกย่อย กับมุกตลกสั้นๆ ให้นักอ่านอ่านกันทางหน้าเพจ พอหลังจากนักอ่านรู้ว่าแสนรักจะตีพิมพ์ หลายคนเลยสอบถามว่า ตอนสั้นๆ พวกนี้ จะรวมในเล่มด้วยไหม ซึ่งก็น่าเสียดายที่ลงไม่ได้ (ถ้าใครเห็นเล่มจริง ก็คงเข้าใจว่าทำไมลงไม่ได้) ทีแรกจิ้งว่าจะทำเป็นไฟล์แจก แต่มาคิดอีกที จะทำทั้งทีก็ทำให้มันสวยๆ น่าสะสมไปเลยดีกว่า พอคุยกับนักอ่านทุกคนก็ให้การสนับสนุนอย่างล้นหลาม ก็เลยกลายเป็นเล่มนี้ขึ้นมา
 
ส่วนชื่อ “ถ้าแสนรักเป็นนิยายตลก” เป็นประโยคที่นักอ่านหลายท่านเขาชอบแซวแสนรักกัน อาจเพราะถ้าว่าตามเนื้อหาหลักของแสนรัก ก็ดราม่าเหมือนกันนะ แต่กลับเป็นความรักดราม่าที่มุกตลกงอกขึ้นมาแบบคนอ่านไม่ทันเตรียมใจ จนถูกแซว ว่าตกลงแสนรักมันเป็นนิยายตลกใช่ไหม จิ้งว่าฟังแล้วมันก็น่ารักดีนะ เลยเอามาตั้งเป็นชื่อเล่มพิเศษนี้เลย
 
ปกเล่มพิเศษ ถ้าแสนรัก... เป็นนิยายตลก...
 
เป็นนักเขียนที่มีผลงานทั้งแนวรัก และแฟนตาซี ส่วนตัวชอบเขียนแนวไหนมากกว่ากัน
อยุทธ์จิ้งว่าสนุกๆ พอๆ กันทั้งสองแนว เพียงแต่ถ้าเป็นแนวรักโรแมนติก โลกที่จิ้งนำมาบอกเล่าจะเป็นโลกปัจจุบันที่ให้ความรู้สึกว่าจับต้องได้ เหตุการณ์ในเรื่องก็เป็นสิ่งที่เราเคยพบเจอในชีวิตประจำวัน ขณะที่แฟนตาซีเรื่องราวที่จิ้งอาจใช้แค่พื้นฐานความเป็นจริงบ้าง แต่นั้นเป็นสิ่งที่สร้างขึ้นมาใหม่ทั้งหมด ทำให้เห็นโลกอีกแบบนี้ วิถีชีวิต ความเชื่อที่ต่างออกไป
 
ส่วนตัวแล้วเวลาลงมือเขียนนิยายสักเรื่อง จิ้งไม่ได้ค่อยตั้งโจทย์ให้ตัวเองว่า ‘จะเขียนแนวอะไร’ เท่าไหร่ บางทีเรามีคำถามขึ้นมา เราอยากหาคำตอบจากคำถามนี้ ก็เลยสร้างพล็อตเรื่องขึ้นมารองรับแล้วขยายคำถามนั้น ส่วนแนวเรื่องที่เขียนจะเป็นแฟนตาซีหรือรักโรแมนติก เราก็ค่อยว่าไปตามความเหมาะสมกันอีกที
 
รวมผลงานเขียนแนวรักของ อยุทธ์
 
นอกจากแฟนตาซี หรือแนวรักโรแมนติก จิ้งยังเขียนแนวเพศทางเลือกด้วยนะ (ที่เรียก Yaoi หรือ Yuri นั่นแหละ) เป็นอีกแนวที่จิ้งรู้สึกสนุกเวลาเขียน ถึงจิ้งจะรู้จักคนที่เขาเป็นเพื่อนเพศทางเลือกไม่มากเท่าไหร่ แต่ก็พอจะได้เห็นมุมความคิดของพวกเขา และมุมของคนที่ไม่เข้าใจพวกเขามาบ้าง อย่างเช่นการกระทำ หรือคำพูดที่คนทั่วไปเห็นเป็นเรื่องปกติๆ แต่ถ้ามองในมุมของกลุ่มเพศทางเลือก มันเป็นการเหยียดเพศและคุกคาม เช่นการพูดว่า ขุดทอง สายเหลือง ตั้งวงดนตรีไทย ตีฉิ่ง อะไรพวกนี้ พูดกันเป็นเรื่องขำขัน แต่คนฟังที่เป็นเพศทางเลือกบางทีเขาก็ไม่ขำนะ จนบางทีเราก็สงสัยว่า ทำไมเราถึงได้ปรารถนาความตลกขบขันจากคนกลุ่มนี้นัก
 
จิ้งมีเพื่อนที่เป็นเลสเบี้ยน ก็ยังเจอผู้ชายบางคนประเภทที่ พอรู้ว่าคนนี้เป็น เขายิ่งรู้สึกท้าทายที่จะจีบ คือถ้ารู้สึกชอบรู้สึกดีๆ แล้วเข้ามาจีบ มันจะก็ไม่เป็นไรนะ แต่บางคนเหมือนอยากเอาชนะ อยากพิสูจน์ว่าสุดท้ายแล้วความเป็นผู้ชายของเขาอยู่เหนือผู้หญิง ประเภทเดี๋ยวจะซ่อมทอมให้เป็นเธอ โดนสักครั้งเดี๋ยวก็เปลี่ยนใจ อะไรพวกนี้ที่เขาชอบพูดๆ กัน ซึ่งจิ้งก็ไม่รู้หรอกว่าคนพูดเขารู้ไหมว่า การทำแบบนี้ นอกจากเป็นการไม่ให้เกียรติแล้ว ยังเป็นการคุกคามทางเพศด้วย (ซึ่งก็อย่าว่าแต่ผู้ชายเลย ผู้หญิงบางคนก็กลัวทอม กลัวเลสเบี้ยน... จริงๆ ระวังได้นะ แต่ไม่ต้องกลัวขวัญผวาขนาดนั้น เพราะคิดว่าทางเขาก็เลือกคนเหมือนกันแหละ) โอเค เราเข้าใจว่าเหรียญมันมีสองด้าน ไม่ว่าจะเพศไหนมีคนดีและเลวปะปนกัน แต่ไม่ว่ายังไง มารยาทพื้นฐานที่มนุษย์เราสมควรแสดงต่อกัน มันควรมีนะไม่ว่าเพศสภาพของคนคนนั้นจะเป็นยังไง จิ้งก็เลยอยากเขียน อยากสอดแทรกเรื่องราวเหล่านี้ลงไปด้วย ไม่จำเป็นต้องยอมรับก็ได้ แต่อยากให้เข้าใจเพิ่มขึ้นเท่านั้นเอง
 
นิยายเรื่องแสนรักจบไปแล้ว ตอนนี้กำลังเขียนเรื่องไหนอยู่หรือเปล่าคะ 
อยุทธ์ตอนนี้ก็มี “Brother & Sister พี่น้องสยองขวัญ” เป็น... นิยายผี ดราม่า ตลก โรแมนติก สืบสวน สบายๆ คลายเครียด แฟนตาซี... คือเขียนไปจะจบแล้วจิ้งเองก็ยังให้คำนิยามมันไม่ได้เหมือนกันว่ามันแนวอะไร เอาเป็นที่กล่าวมามันมีในเรื่องนี้ทั้งหมดเลย
 
เป็นเรื่องราวของคู่แฝดชายหญิงคู่หนึ่ง ที่มีความสามารถในการมองเห็นภูต ผี วิญญาณ หลังจากพ่อแม่ประสบอุบัติเหตุ ทำให้ทั้งคู่ก็ต้องแยกจากกัน กระทั่งโตเป็นหนุ่มเป็นสาว สองพี่น้องก็ต้องกลับมาใช้ชีวิตด้วยกันอีกครั้ง เรื่องเล่าไปที่ความสัมพันธ์พี่น้องที่แยกจากกันไปสิบห้าปี พอกลับมาอยู่ด้วยกันแล้วก็เหมือนคนแปลกหน้า ปัญหาในการปรับตัวเข้าหากันไม่ค่อยได้ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีสิ่งหนึ่งที่ยึดทั้งคู่ไว้ด้วยกันคือ ความสายสัมพันธ์ของสายเลือด สัญชาตญาณที่คนเป็นพี่อยากปกป้องดูแลน้อง น้องที่อยากช่วยเหลือพี่ และความสามารถในการติดต่อวิญญาณนี่เอง ทำให้สองพี่น้องถูกดึงเข้าไปพัวพันคดีฆาตกรรมหญิงสาวคนหนึ่ง แล้วการสืบหาตัวฆาตกรก็เริ่มขึ้น
 
สาเหตุที่เขียนเรื่องนี้ คือ... จิ้งเป็นคนกลัวผีนะ เวลาดูหนังผีทีไรได้ดูแต่เท้าผีตลอด ไม่กล้าเงยขึ้นมองเต็มๆ แต่ถึงกลัวก็ยังอยากเขียนเรื่องผีๆ ก็เลยมานั่งคิดว่าจะทำยังไงให้ตัวเองเขียนนิยายผีได้ คิดไปคิดมาก็เลย... เอาตลกเข้าข่มแล้วกัน ถึงผีมันจะน่ากลัวแต่ถ้ามันตลก มันก็เป็นผีน่ากลัวที่ตลกละวะ สุดท้ายก็เลยได้ออกมาเป็นเรื่องนี้
 
ผลงานเขียนแนวแฟนตาซี (จริงๆ มีมากกว่านี้อีกค่ะ)
 
คิดว่าความสนุกของการเป็นนักเขียนอยู่ตรงไหน
อยุทธ์เรามีสิ่งที่เราชอบ เราได้ทำสิ่งที่เราชอบ มีคนชอบในสิ่งที่เราทำ ได้เห็นมันมีโอกาสที่เผยแพร่ออกไปอีกกว้างๆ เห็นว่ามันเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เราสร้างรายได้ได้ สำหรับจิ้งแค่นี้พอแล้ว
 
คิดว่าอะไรที่ทำให้นิยายของเราแตกต่างจากนิยายเล่มอื่นๆ
อยุทธ์บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าต่างยังไง แต่เวลาที่เขียนนิยายสักเรื่องขึ้นมา จิ้งไม่ค่อยยึดติดเท่าไหร่ ว่าพระเอกต้องเป็นแบบนั้น นางเอกต้องเป็นแบบนี้ แต่เราคิดว่า บางทีพระเอกไม่จำเป็นต้องเป็นตัวเอก และตัวเอกอาจไม่จำเป็นต้องเป็นพระเอกก็ได้นี่ ตัวละครแต่ละครตัวก็เหมือนมนุษย์ทั่วไป มีพ่อแม่ มีสังคม กว่าจะโตขึ้นมาได้ ต้องผ่านอะไร ต้องเจอเหตุการณ์อะไรมา จนหลอมให้เขาเป็นแบบนั้นแบบนี้ ดังนั้นเหมือนที่เกริ่นไว้คือ ตัวละครของจิ้งส่วนใหญ่เลยออกมาเป็นสีเทาๆ จิ้งไม่คอยชอบตัวละครที่ดีอย่างเดียวเลวอย่างเดียว แต่ชอบตัวละครที่ต่อให้เป็นคนดีแค่ไหน ก็ต้องมีหนาม มีเขี้ยวเล็บที่สามารถต่อสู้เพื่อปกป้องตัวเองได้ ไม่ใช่นั่งเป็นคนดีรอโชค รอใครสักคนที่เห็นความดีมาช่วยอย่างเดียว
ถ้ามีน้องๆ นักเขียนที่กังวลเกี่ยวกับยอดคอมเมนต์ และยอดวิว ในฐานะนักเขียนรุ่นพี่ช่วยแนะนำน้องๆ บ้าง
อยุทธ์คิดเสียว่าขนาดต้นไม้ที่ใหญ่ที่สุด ยังเคยเป็นต้นกล้าเล็กๆ มาก่อนเลย นักเขียนชื่อดังก็ยังเคยเป็นคนที่ไม่เคยมีใครรู้จักมาก่อน ดังนั้นทุกอย่างมันจำเป็นต้องอาศัยเวลา อาศัยประสบการณ์เพื่อที่จะเติบโต ยุคนี้อะไรๆ ก็รวดเร็วไปหมด ง่ายไปหมด แต่อย่าไปเสพติดมันนัก โดยเฉพาะความสำเร็จ มันไม่ใช่มาม่าที่จะเทน้ำร้อน รอสามนาทีแล้วกินได้เลย  ยิ่งงานอะไรที่เป็นศิลปะเราไปเร่งรัดมันไม่ได้ มีแต่ฝึกไปเรื่อยๆ เรียนรู้ไปเรื่อยเท่านั้นเอง
 
ความสำเร็จของคนอื่นที่เราเห็น เราเก็บมาเป็นแรงผลักดันตัวเองได้ แต่อย่าเอามากดดันตัวเอง มีนักเขียนน้องๆ ที่เคยมาปรับทุกข์กับจิ้งเรื่องนี้บ่อยๆ ทำไมนิยายคนอ่านน้อย ทำไมงานไม่ได้พิมพ์ พอเราบอกเราแนะนำ บางทีเขาก็ตอบกลับว่า เพราะเราเก่งแล้วไง เพราะเรามีแฟนคลับเยอะไง เพราะงานเราได้ตีพิมพ์ไง บางคนหนักๆ หน่อยก็ตัดพ้อน้อยใจ ฝีมือตัวเองไม่ดี แย่ จะเลิกเขียนแล้ว คือวิธีคิดแบบนี้แหละที่มันจะฉุดเราไม่ให้เราพัฒนาเสียที จิ้งเองเขียนนิยายมาปีนี้ก็น่าจะสิบปีแล้วมั้ง เขียนนิยายไปสามสิบกว่าเล่ม ในจำนวนนั้น มีนิยายหลายเรื่องมากที่จิ้งเขียนแล้วถูกสำนักพิมพ์ปฏิเสธ บางเรื่อต้องเอามาแก้หลายรอบ ยื่นเสนอหลายครั้งกว่าจะผ่าน รอผลพิจารณาเกือบปีก็เคย บางเรื่องทุกอย่างโอเคหมด อยู่ในลำดับการรอตัดสินใจขั้นสุดท้าย ไปๆ มาๆ ไม่ผ่านก็มี ดังนั้นก่อนจะสรุปว่านักเขียนคนหนึ่งประสบความสำเร็จ มีงานพิมพ์แล้ว แฟนคลับเยอะแยะแล้ว คงไม่เข้าใจตัวเองหรอก จิ้งอยากให้ฉุกคิดสักนิดว่า เขาทำอะไรบ้างกว่าจะไปถึงจุดนั้นได้ แล้วเราล่ะ เราทำอะไรบ้าง?
 
จิ้งไม่ใช่คนที่มีพรสวรรค์กับการเขียนเลย จิ้งเพิ่งจะเริ่มอ่านหนังสือจริงๆ จังๆ ตอนอายุยี่สิบสี่ยี่สิบห้านี่เอง เมื่อก่อนเห็นตัวหนังสือเยอะๆ นี่ก็ส่ายหน้าแล้ว วิชาภาษาไทย อาจารย์ทั้งผลัก ทั้งดัน ทั้งยันทั้งถีบกว่าจะสอบผ่านแต่ละครั้ง (เจอหน้าอาจารย์สมัยเรียน พอเล่าให้ฟังว่าเราเขียนนิยายขายนะ อาจารย์ยังหัวเราะเลย) ทุกวันนี้จิ้งยังผันวรรณยุกต์ไม่ถูก ภาษาไทยก็ยังไม่แตกฉาน ใช้คำผิดๆ ถูกๆ และมีอะไรอีกมากที่ไม่รู้เกี่ยวกับหลักการเขียนที่ถูกต้อง แต่เพราะไอ้คำว่า “ไม่รู้” นี่แหละ ที่ทำให้ต้องพยายามขวนขวาย กะว่าพรสวรรค์เราไม่มี เราเอาดีทางพรแสวงก็ได้ ศึกษา เรียนรู้ รับคำแนะนำมาปรับใช้ หัดสังเกต หัดใส่ใจรายละเอียด จะไม่พัฒนาขึ้นบ้างก็ให้รู้กันไป  
 
ดังนั้นจิ้งจะโหดร้ายมาก ถ้ามีใครสักคนมาบ่นทำนองว่า เขียนแล้วไม่ประสบความสำเร็จ เขียนแล้วไม่ได้พิมพ์ คนอ่านน้อย คอมเมนต์น้อย จะเลิกเขียน เรามันห่วยเราไม่ได้เรื่อง จิ้งจะไม่รั้งไว้นะ ถ้ากล้ำกลืนฝืนทนนัก ก็หยุดไปหาอย่างอื่นทำเถอะ บางทีมันอาจไม่ใช่ทางเราก็ได้ ก็ปล่อยให้คนที่เขายังไม่ถอดใจค่อยๆ เดินหน้าต่อไป
 
ทิ้งท้ายถึงนักอ่าน นักเขียนเด็กดีสักหน่อย
อยุทธ์สำหรับใครที่ฝันอยากเป็นนักเขียน อย่างที่จิ้งบอกไปว่า เวลา การฝึกฝน เท่านั้นที่จะช่วยเราได้ มันอาจลำบากมากในช่วงแรกๆ แต่มีอะไรบ้างที่ทำแล้วง่ายดายไปเสียทุกอย่าง เด็กๆ เราหัดปั่นจักรยาน เราล้มไปกี่ครั้งได้แผลไปเท่าไหร่กว่าจะปั่นได้ แต่เชื่อเถอะว่า ถ้าเรามีสิ่งที่ชอบ เราอยากเห็นมันเติบโตงอกงาม เราไม่เหนื่อยหรอกที่จะทำ กำลังแรงใจที่เราทุ่มเทให้สิ่งนั้น เราจะได้รับสิ่งที่คุ้มค่ากลับมาแน่นอน
 
อย่างที่คุณจิ้งบอกเลยค่ะ “ความสำเร็จไม่เหมือนมาม่า
นักเขียนหลายต่อหลายคนก็ฝ่าฟันหลายสิ่งอย่างเพื่อความฝันของตัวเองมาแล้วทั้งนั้น
บางคนฝ่าฟันมามาก บางคนอาจต้องมากกว่า แต่อย่างน้อยเราก็ได้ลงมือทำจริงไหมคะ
 
และก่อนจะจากกันมาค่ะ มาเล่นเกมลุ้นรับหนังสือไปอ่านกันฟรีๆ 
งานนี้แค่บอกพี่อรว่า "อะไรคือเหตุผลที่ทำให้คุณยังคงเขียนหรืออ่านนิยายกันอยู่"
ผู้โชคดี 3 ท่าน รับไปเลย
หนังสือ 
"แสนรัก" ผลงานล่าสุดของ "อยุทธ์"


 
มาเล่นกันเยอะๆ เลยนะคะ พี่อรรออ่านอยู่
ส่วนอาทิตย์หน้าขอสปอยล์เบาๆ ว่า นักเขียนรับเชิญของเรา
เป็นนักเขียนสาวสายแฟนตาซีค่ะ
ส่วนจะเป็นใครนั้นลุ้นกันวันเสาร์หน้าน้า บายค่ะ
 
ประกาศผู้โชคดีได้รับรางวัล
หนังสือ หนังสือ "แสนรัก" ผลงานล่าสุดของ "อยุทธ์" ได้แก่

 
1. ลายทราย 
2. ศศิวิมาน 
3. popoja
สำหรับผู้ได้รับรางวัลกรุณาส่ง ชื่อ-นามสกุล (นามแฝง) พร้อมที่อยู่ในการจัดส่ง 
ระบุว่าได้รับรางวัลหนังสือ "แสนรัก"
มาที่อีเมล์ atcharawadi@dek-d.com

ทางทีมงานจะจัดส่งรางวัลไปให้อ่านถึงที่บ้านเลยค่ะ ^ ^

(หมดเขตรับของรางวัลภายในวันที่ 17 พฤศจิกายน 2558)

 
พี่อร
^______________^

 
'อคิราห์' นักเขียนติสท์เว่อร์ที่เรายินดีแนะนำ!
Dek-D Team ทีมคอลัมนิสต์ Dek-D

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

Kamuningka Member 31 ต.ค. 58 22:39 น. 5

เห็นรูปแทนตัวทีไรชอบนึกว่า อยุทย์คือผู้ชายกวนๆทุกที... // อยากเล่นเกมด้วย แต่ไม่ใช่นักเขียน ขอตอบแบบนักอ่านได้ไหม // ถ้านักเขียนไม่เขียน นักอ่าน(อย่างเรา)จะไปหาอ่านนิยายจากไหนได้ล่ะ // ขอให้เขียนกะนต่อไปนะคะ คนอ่านรอติดตามอยู่

0
กำลังโหลด
ซีซอร์ เดอะ กรีน [COS] Member 31 ต.ค. 58 18:01 น. 1

เหตุผลที่ยังเขียนเหรอคะ ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องหยุดนี่คะ 55555

+

เป็นนักอ่าน เป็นนักจินตนาการ และชอบเขียน มีตัวละครใหม่ๆ เกิดขึ้นในหัวไม่รู้จบ มีลูกเยอะแยะทั้งที่ยังไม่มีแฟน(จริงๆ แฟนชื่อ มโน นะคะ 5555) เห็นอะไรก็คิดจิ้น แต่งเป็นเรื่องเป็นราว อ่านอะไรก็รู้สึกว่าน่าเขียนเป็นนิยายจังเลย 

+

55555 นั่นแหละค่ะ เลิกไม่ได้ ต่อให้ไม่มีคนอ่าน ต่อให้ท้อ แต่สุดท้ายมันก็ห้ามตัวเองให้หยุดเขียนไม่ได้อยู่ดี 

+

ป.ล.ปักธงอวยท่านจิ้ง ผมนี่ติ่งสายสวาทเลยคนับ -.,-

0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
มาลิจันทร์ Member 31 ต.ค. 58 20:32 น. 3

กรี๊ด "อยุทธ์" มาก รู้จักคุณจาก "สายสวาท" ชอบการเขียนวรรณกรรมแนวนี้ ปมเยอะ ดรามา หาตัวจับเขย่ายากกกกเสียใจแน่นอน

0
กำลังโหลด
อรนามฤณ Member 31 ต.ค. 58 21:26 น. 4

ชอบความคิดเห็นที่ว่า

เพราะความไม่รู้ ทำให้ต้องพยายามขวนขวาย

เพราะเรามาเจอสิ่งที่เราไม่รู้อีกมาก ก็อยากจะรู้ และพยายามค้นหา...

0
กำลังโหลด

42 ความคิดเห็น

ซีซอร์ เดอะ กรีน [COS] Member 31 ต.ค. 58 18:01 น. 1

เหตุผลที่ยังเขียนเหรอคะ ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องหยุดนี่คะ 55555

+

เป็นนักอ่าน เป็นนักจินตนาการ และชอบเขียน มีตัวละครใหม่ๆ เกิดขึ้นในหัวไม่รู้จบ มีลูกเยอะแยะทั้งที่ยังไม่มีแฟน(จริงๆ แฟนชื่อ มโน นะคะ 5555) เห็นอะไรก็คิดจิ้น แต่งเป็นเรื่องเป็นราว อ่านอะไรก็รู้สึกว่าน่าเขียนเป็นนิยายจังเลย 

+

55555 นั่นแหละค่ะ เลิกไม่ได้ ต่อให้ไม่มีคนอ่าน ต่อให้ท้อ แต่สุดท้ายมันก็ห้ามตัวเองให้หยุดเขียนไม่ได้อยู่ดี 

+

ป.ล.ปักธงอวยท่านจิ้ง ผมนี่ติ่งสายสวาทเลยคนับ -.,-

0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
มาลิจันทร์ Member 31 ต.ค. 58 20:32 น. 3

กรี๊ด "อยุทธ์" มาก รู้จักคุณจาก "สายสวาท" ชอบการเขียนวรรณกรรมแนวนี้ ปมเยอะ ดรามา หาตัวจับเขย่ายากกกกเสียใจแน่นอน

0
กำลังโหลด
อรนามฤณ Member 31 ต.ค. 58 21:26 น. 4

ชอบความคิดเห็นที่ว่า

เพราะความไม่รู้ ทำให้ต้องพยายามขวนขวาย

เพราะเรามาเจอสิ่งที่เราไม่รู้อีกมาก ก็อยากจะรู้ และพยายามค้นหา...

0
กำลังโหลด
Kamuningka Member 31 ต.ค. 58 22:39 น. 5

เห็นรูปแทนตัวทีไรชอบนึกว่า อยุทย์คือผู้ชายกวนๆทุกที... // อยากเล่นเกมด้วย แต่ไม่ใช่นักเขียน ขอตอบแบบนักอ่านได้ไหม // ถ้านักเขียนไม่เขียน นักอ่าน(อย่างเรา)จะไปหาอ่านนิยายจากไหนได้ล่ะ // ขอให้เขียนกะนต่อไปนะคะ คนอ่านรอติดตามอยู่

0
กำลังโหลด
Faramure Member 1 พ.ย. 58 00:40 น. 6

เหตุผลที่ยังอ่านและเขียนนิยายอยู่นะคะ

คำตอบแรกที่ขึ้นมาเลยค่ะ "รักหนังสือ" (แต่ไม่รวมหนังสือเรียนนะ) เป็นคนที่ชอบหนังสือขึ้นสมองมากค่ะ ตั้งแต่ป.3เลยที่เริ่มอ่าน มหาสนุกและขายหัวเราะ จนมาถึงป.6ที่มีพี่แนะนำให้รู้จักกับสิ่งที่เรียกว่า "นิยาย"ค่ะ จำได้ว่าตอนนั้นอ่านยาวจนจบเลยค่ะ พร้อมทั้งมีน้ำตาไม่ขาดสายเพราะความอินจากนิยายแจ่มใสสมัยก่อน (เพื่อนชอบล้อมากกก) แล้วหลังจากนั้นพี่สาวคนเดิมก็ชวนเข้าเขียนนิยาย (ซึ่งตอนนั้นเริ่มเข้ามาหานิยายอ่านตามเว็บแล้วค่ะ จำได้ดีเลยว่ามีสองเรื่องที่ติดมากแต่ตอนนั้นไม่ได้สมัครเด็กดีไว้ค่ะ เวลาหาทีก็เปิดหน้าค้นหานิยายแล้วก็สุ่มกดไปหน้าที่60กว่าบ้าง หน้าที่100บ้างจนเจอ ฮา) เราก็ยังไม่กล้าสมัคร เลยมาเขียนเล่นๆในสมุดสองเรื่องค่ะ

และทั้งสองเรื่องก็ลอกเค้ามาทั้งหมด!

เรื่องแรกที่ลอกก็ Devil and Angle ค่ะ เป็นนิยายในเด็กดีเลย ส่วนเรื่องที่สองเป็นนิยายที่ไปเจอในห้องสมุดโรงเรียน(ลืมชื่อแล้ว หาหนังสือไม่เจอด้วย แงT_T แต่จำชื่อแม่นนะ เทเซเลีย อาเทีย) อันที่สองยังดีค่ะที่ปรับเปลี่ยนบ้าง ฮู่ว...

จากนั้นมาก็เอาแต่เขียนๆๆๆ แล้วก็ลองลงเด็กดีดูค่ะ เพราะเป็นคนที่จินตนาการล้ำเลิศเกินไป เลยมีพล็อตมากมายในหัว แต่....ไม่จบสักเรื่อง!!

จนบัดนี้ก็ยังไม่มีนิยายเรื่องไหนที่จบเลยค่ะ...ตรงกันข้ามกับพล็อตที่พุ่งขึ้นมาราวกับดอกเห็ด... (กระซิกๆ)

ถึงช่วงนี้ไม่มีเวลาว่างแต่ก็ยังพยายามเขียนอยู่เรื่อยๆค่ะ เพราะรักตัวละครของตัวเอง และอยากจะเห็นตอนต่อไปด้วยว่าจะเกิดอะไรขึ้นค่ะ และอยากเห็นเป็นหนังสือวางบนแผงขายหนังสือด้วยค่ะ ฮา (แต่คงจะต้องจัดการพล็อตสารพัดให้ดีก่อน)

สรุปง่ายๆเลยก็...

ที่อ่านนิยายก็เพราะรักค่ะ (ชอบสูดกลิ่นกระดาษมากกก)

และที่เขียนก็เพราะหลงใหลตัวอักษร และภาษาไทยที่สามารถนำคำที่ไม่คุ้นเคยมาต่อร้อยเรียงเป็นประโยคที่ไพเราะน่าอ่าน จนอยากจะลองร้อยคำดูบ้าง (ซึ่งถ้าเปรียบเป็นพวงมาลัย ตอนนี้ดอกมะลิคงจะช้ำแล้วช้ำอีก แถมหลุดออกจากแกนหมดแล้วด้วย ฮา)

บางทีเวลาเห็นคำผิดก็ชอบหาดินสอมาวงเบาๆค่ (ต้องวงให้เบาที่สุด ถ้าเป็นรอยนี่ร้องไห้ 555555) เพราะมันขัดตามาก สมองหาความหมายไม่เจอ 555555 #เวิ่นเว้อเป็นที่สุด

0
กำลังโหลด
Murasaki in the Dark Member 1 พ.ย. 58 08:58 น. 7

หลงมาตลอดว่าท่านผู้นี้เป็นผู้ชาย...

เคยโดนตอกหน้าหงาย แต่ก็ไม่โกรธ เพราะท่านพูดจามีเหตุผลดี

0
กำลังโหลด
Ununlee 1 พ.ย. 58 10:47 น. 8
เอ้อ! อ่านแสนรักจนจบคิดว่านักเขียนเป็นผู้ชาย ดันไม่ใช่ แต่กลายเป็นสาวมากประสพการณ์ ชอบสำนวนการเขียน ชอบพระเอกนางเอกที่ไม่ดี ไม่เลวจนเกินคนธรรมดา บาดเจ็บสาหัสยังมีร่องรอยไม่ได้เป็นเทพหรือมีหมอเทวดาช่วยรักษา เพิ่งอ่านนิยายของคุณเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกนอกจากชอบแนวเขียวแล้วยังชอบวิธีการลงนิยายให้อ่านลงแต่ละครั้งมากพอจนมีความพอใจในการกดเข้าไปอ่าน ไม่ใช่มาหยอดทีละ 5 -6 บรรทัด ที่ยังอ่านนิยายอยู่ ไม่ใช่สิ ! ที่กลับมาอ่านนิยายอีกครั้งเหตุผลหลักคือเวลาแยะสนองความอยากของตัวเองทดแทนตอนที่ไม่ค่อยมีเวลา อ่านง่ายกว่าสมัยก่อนมาก ไม่ต้องรอหนังสือออกแล้วเดินไปซื้อตามแผง ตื่นเช้าลืมตาขึ้นมาเปิดดูได้เลยว่า นักเขียนท่านใดมาอัฟนิยายให้อ่านบ้าง อัฟไม่จบถูกใจซื้ออ่าน ไม่อยากซื้อก็แต่งต่อเอง หลายเรื่องพร๊อตคล้ายกันจนสามารถมาอ่านต่อกันได้แค่เปลียนชื่อตัวละคร บางเรื่องอ่านจบถูกใจซื้อเก็บไว้อ่านอีกรอบ แบ่งเพื่อน ๆอ่านบ้าง ตอนนี้เพื่อน ๆ อดอ่านแล้ว เพราะชอบซื้อเป็น e-book เพราะมันพกพาง่าย ว่างเมื่อไรหยิบอ่านได้ตลอดเวลา ขอบคุณนะค๊ะที่เขียนเรื่องดี ๆให้อ่าน
0
กำลังโหลด
dokyanarak Member 1 พ.ย. 58 11:41 น. 9

เหตุผลที่ยังอ่านนิยาย เพราะการอ่านนิยายทำให้เรามีความสุข รู้สึกได้ปลดปล่อยจินตนาการไปตามเรื่องราวและตัวละครที่เราได้อ่าน ได้อินไปกับเรื่องราว ได้ยิ้ม ได้หัวเราะ อบอุ่น เศร้าไปตามอารมณ์ที่อ่าน ได้สัมผัสเล่มหนังสือ เก็บสะสมเรื่องที่เรารัก แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว เป็นความสุขใกล้ตัวที่ทำง่ายและสบายใจ แถมยังอาจได้ประโยชน์ที่เป็นสาระจากเรื่องราวที่ได้อ่านมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันของเราได้ด้วย 

0
กำลังโหลด
ลายทราย Member 1 พ.ย. 58 15:09 น. 10

คิดว่าคนแต่งลุงหมีเป็นผู้ชายมาตลอดจริงๆ นะเนี้ยอิอิอิ

เหตุผลที่ยังเขียนนิยายต่อหรอ...เพราะยังทำความฝันไม่สำเร็จค่ะ ถึงจะท้อมากก็ตามแต่เพราะตั้งใจไว้แล้ว ก็เลยไม่อยากแพ้ ไม่อยากแพ้ความฝันของตัวเอง

0
กำลังโหลด
วนิษา.. Member 1 พ.ย. 58 15:40 น. 11

เหตุผลที่ยังเขียนอยู่ก็มีอยู่อย่างเดียวค่ะ คือ "ความฝัน"ดูเป็นเหตุผลที่ธรรมดามากเลย แต่ก็เพราะเจ้าความฝันนี่แหละค่ะที่ทำให้เราเดินต่อไป โดยไม่ท้อที่จะทำ เพราะอยากจะให้ความฝันที่ว่าเป็นความจริงค่ะไม่อยากให้มันเป็นแค่ฝัน ก็ถ้าฝันแล้วไม่เริ่มลงมือทำแล้วจะฝันไปทำไม...จริงไหมคะ "ถ้าเราคิดว่าเราทำได้เราก็ทำได้ค่ะ"คิดแค่นี้พอแล้จะไม่ท้อที่จะทำเลยค่ะ

0
กำลังโหลด
lovecaramel Member 1 พ.ย. 58 16:55 น. 12

พล๊อตกับคนแต่งค่ะ ถ้าเนื้อเรื่องโดนใจก็ยังอ่านกันอยู่ แล้วเป็นแฟนนักเขียนก็อ่านต่อไปค่ะ

0
กำลังโหลด
ศศิวิมาน Member 1 พ.ย. 58 18:05 น. 13

เหตุผลที่ยังเขียนนิยายต่อ เพราะนักอ่านทวงค่ะ เสียใจ

นักอ่านที่เขารักในตัวละครของเรา พอเห็นเราหายไปนานก็เริ่มทวง เราก็ต้องปั่นสิคะงานนี้ แต่บางครั้งด้วยสายวิชาชีพที่ต้องเรียนหนัก อ่านหนังสือหนักทำให้บางครั้งสมองมันก็ล้า... มันเหนื่อย.. แล้วก็หมดกำลังใจ ทำให้คิดนิยายไม่ออก แต่พอหันมาดูนิยายตัวเอง กลับมาอ่านคอมเม้นท์นักอ่าน มันเหมือนได้เติมพลัง (แม้ว่าคอมเม้นท์พวกนั้นจะอ่านมาแล้วไม่ต่ำกว่าสิบรอบก็ตาม //หัวเราะ) ให้เรากลับไปสู้ต่อ

ปล. หมิงเข้าใจว่าคุณจิ้งเป็นผู้ชายมาตลอดเลยนะคะเนี่ย หวาา

0
กำลังโหลด
Princess 1 พ.ย. 58 21:30 น. 14
เหตุผลที่ยังเขียนอยู่ คือ เพราะมีความฝันค่ะ ฝันว่าอยากจะทำในสิ่งที่ชอบให้ประสบความสำเร็จ อยากพิสูจน์ให้หลายๆคนที่มองว่านิยายเป็นเรื่องไร้สาระนั้นไม่เป็นความจริง ถึงแม้บางครั้งจะมีท้อบ้างแต่เมื่อนึกถึงความสำเร็จในวันข้างหน้าจากความพยายามของเราบวกกับความชอบก็รู้สึกมีแรงฮึดขึ้นมาเขียนต่อได้อย่างไม่น่าเชื่อเลยค่ะ และที่สำคัญคือถ้างานเขียนของเราทำให้นักอ่านมีความสุขและสนุก นั่นก็อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่เพียงพอให้เราเขียนเพื่อสร้างความสุขต่อไปค่ะ ในมุมมองนักอ่านนะคะ ที่ยังอ่านอยู่เพราะว่า อ่านแล้วมีความสุขค่ะ สนุกไปกับการได้จินตนาการไปตามเนื้อเรื่อง เหมือนว่าเราได้เข้าไปเป็นตัวละครนั้นจริงๆเลยค่ะ หรือเมื่อเวลาเราเครียดจากเรื่องต่างๆ พอได้มาอ่านแล้วก็รู้สึกว่าผ่อนคลายมากขึ้นค่ะ
0
กำลังโหลด
chaya-nas Member 2 พ.ย. 58 15:12 น. 15
เหตูผลที่ยังเขียน...ก็โดยส่วนตัวคิดว่าการเขียนคือการถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆ ของผู้เขียนออกมาเป็นตัวอักษร ออกมาให้ผู้อ่านได้รับรู้ถึงจินตนาการ ความคิดต่างๆ ที่กลั่นกรองออกมาให้ได้สนุกกัน ออกมาเป็นมุมมองต่างๆ ที่แตกต่างกันไป ถึงแม้บางเวลาที่คิดไม่ออกหรือท้อแท้ก็ยังคงมีนักอ่านที่มาคอยให้กำลังใจจนผ่านพ้นมันมาได้ ภายในหัวมักมีเรื่องราวมากมายพรั่งพูออกมาจนไม่สามารถเก็บไว้คนเดียวได้ต้องแบ่งปันให้คนอื่นมารับรู้ด้วยและหวังว่าเรื่องที่เขียนจะทำให้คนอ่านมีความสุขและเค้าจะสนุกไปกับเราค่ะ
0
กำลังโหลด

ความคิดเห็นนี้ถูกลบเนื่องจาก

ถูกลบโดยเจ้าของ

กำลังโหลด

ความคิดเห็นนี้ถูกลบเนื่องจาก

ถูกลบโดยเจ้าของ

กำลังโหลด
Packkyamalone Member 2 พ.ย. 58 16:46 น. 18

เหตุผลที่ยังเขียนนิยายอยู่เพราะมันเหมือนเป็นจิตใต้สำนึกในสิ่งที่รักค่ะ เริ่มหัดขีดเขียนสร้างเรื่องสร้างราวมาตั้งแต่ ป.6 จำได้แม่นเลย มาจนถึงตอนนี้อยู่ปี 2 แล้วก็ยังหาเวลาแต่งอยู่ค่ะ  เขียนเรื่องแรกลงเว็บรู้สึกท้อเหมือนกันที่ยอดวิวน้อยมาก แต่ที่ยังเขียนมาจนถึงด้วยความคิดที่ว่า ถึงคนอ่านไม่มากหรือบางทีเขาอาจจะหลงเข้ามา แต่อย่างน้อยก็มีคนอ่านเรื่องราวของเราอยู่ เราแต่งเพราะทุกครั้งที่คิด ที่ถ่ายทอดเรื่องราวออกมา มันเป็นความสุข มันทำให้เรายิ้ม แล้วอินกับตัวละครที่สร้างขึ้น ทำให้เรามีพื้นที่เล็กๆให้อยู่กับความฝัน และจินตนาการ พูดง่ายๆก็คือความสุขที่ยิ่งใหญ่ แม้จะไม่มีใครเห็น ^^

ส่วนเหตุผลที่ยังอ่านนิยายก็เพราะต้องการต่อเติมความฝันค่ะ  การเขียนนิยายออกมาเรื่องหนึ่งมันไม่ง่ายเลย ต้องใช้ประสบการณ์มากมาย และเราสามารถเรียนรู้ได้จากผู้อื่นค่ะ  ยิ่งอ่านมาก ยิ่งอยากแต่งมากขึ้น แต่ประกายไฟเล็กที่ช่วยในการขับเคลื่อนนิยายตัวเอง  ที่สำคัญคือชอบหนีไปอ่านนิยายคนอื่นบ่อยๆ ฮ่าาา มันสนุกและอยากเขียนให้ได้อย่างนั้นบางประมาณนี้ค่ะ เขิลจุง

0
กำลังโหลด
Jung Jing Member 2 พ.ย. 58 17:34 น. 19

เหตุผลที่ยังเขียนหรืออ่านนิยายอยู่คือ เราสามารถปลดปล่อยจินตนาการวาดภาพของโลกและสังคมในแบบที่เราอยากให้เป็น และในทางเดียวกันเราก็สามารถรับรู้ความคิดความอ่านที่ผู้เขียนนั้นๆวาดภาพโลกของพวกเขาออกมาค่ะ 

0
กำลังโหลด
tweeny Member 2 พ.ย. 58 18:14 น. 20

เหตุผลที่ยังอ่านนิยายอยู่คือ โลกอีกใบของเราอยู่ในนั้นค่ะ โลกที่ชื่อว่า"โลกแห่งจินตนาการ"

เวลาเราได้อ่าน เหมือนเราหลุดไปในนั้น ไปส่องความเป็นไปของตัวละคร ไปเกาะขอบเตียงตอนเขากำลังนอน ไปนั่งดูเขาสู้กันแบบที่เราปลอดภัย ไม่โดนลูกหลงอะไรเลย5555555

แลดูเป็นคนสอดรู้สอดเห็นเนอะ แต่เวลาที่เครียดๆ มีเรื่องไม่สบายใจ ก็มีโลกอีกใบของเรานี่แหละค่ะ เป็นอีกทางเลือกให้เราได้พักใจ

0
กำลังโหลด
กำลังโหลด