วิจารณ์หนังสือ และวิเคราะห์องค์ประกอบนิยาย :
คินดะอิจิ ยอดนักสืบ ตอน กระดิ่งลมหัวคน
ถ้าอยากรู้ว่าทำไมนิยายเรื่องนึงถึงประสบความสำเร็จ
เราควรจะลองวิเคราะห์มันดู
สวัสดีน้องๆ ชาวไรเตอร์ทุกคนจ้า วันศุกร์แล้ว ก็ต้องเป็นคิวของคอลัมน์ “กลเม็ดเคล็ดลับ” เพิ่มทักษะในการเขียนนิยายของเรา และอาทิตย์นี้ พี่ตินก็เกิดไอเดียใหม่ๆ นั่นคือ การผสมควบรวมระหว่าง คอลัมน์วิจารณ์หนังสือ และ กลเม็ดเคล็ดลับ เข้าด้วยกัน โดยผลงานที่พี่ตินเลือกหยิบยกมาเป็นกรณีศึกษาครั้งนี้ ก็คือ คินดะอิจิ ตอน กระดิ่งลมหัวคน จากสำนักพิมพ์ ทาเล้นต์วัน นั่นเอง
หลายคนคงสงสัย ทำไมพี่ตินเลือก “คินดะอิจิ” มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร ยังไง สนุกตรงไหน อย่างไร เราก็คิดว่าคอการ์ตูนน่าจะเคยได้ยินชื่อเรื่องนี้ผ่านหูมาบ้าง คินดะอิจิภาคการ์ตูนนั้น เป็นเรื่องราวของคินดะอิจิรุ่นหลาน ซึ่งเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลาย และมีคำฮิตที่เจ้าตัวมักพูดตอนตกลงใจจะรับไขคดีก็คือ “ขอเอาชื่อคุณปู่เป็นเดิมพัน” - - “คุณปู่ของฉัน” ที่พระเอกในเรื่องพูดถึงก็คือ “คินดะอิจิ โคสุเกะ” นักสืบจากเรื่องคินดะอิจิที่พี่ตินกำลังพูดถึงนี่แหละ
เอาย่อๆ ก่อนแล้วกัน นักเขียนเรื่องนี้ชื่อว่า โยโคมิโซะ เซชิ เป็นนักเขียนสายสืบสวนที่มีชื่อเป็นอันดับต้นๆ ของญี่ปุ่น ผลงานของเขามีเยอะมาก แต่เรื่องที่พี่ตินชอบมากที่สุดก็คือ คินดะอิจิ ยอดนักสืบ นี่แหละ เนื้อเรื่องพูดถึงนักสืบผมยุ่ง หัวรังนกกระจอก เกาทีก็รังแคร่วงกราว สวมกางเกงฮากามะเก่าย้วย และรองเท้าเก่าๆ ท่าทางไม่น่าเชื่อถือ ทว่า... ตัวตนจริงๆ ของคินดะอิจิเป็นคนฉลาดลึกซึ้ง ช่างสังเกต และมีคุณธรรมสูงมาก อาชีพนักสืบทำให้เขาร่ำรวยมีเงินทองมากมาย แต่คินดะอิจิก็ยังทำตัวธรรมดาๆ สมถะ ไม่เคยลืมตัว แต่ละคดีที่คินดะอิจิไขได้ ล้วนแต่เป็นคดีที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อน และโหดร้ายอย่างคาดไม่ถึง ณ ตอนนี้ หนังสือชุดนี้ได้รับการแปลมา 32 เล่มแล้ว (ในเครือของ สนพ. บลิสพับลิชชิ่งและสนพ. ทาเล้นต์วัน) สำหรับเล่มล่าสุด กับคดีที่ชื่อว่า กระดิ่งลมหัวคน เป็นคดีที่พี่ตินขอหยิบมาพูดถึงในกลเม็ดเคล็ดลับของเราวันนี้ (อ่านเรื่องราวเกี่ยวกับคินดะอิจิเพิ่มเติมได้ที่นี่ คลิก)
โพรไฟล์คินดะอิจิ
ชื่อเรื่อง คินดะอิจิ ยอดนักสืบ ตอนที่ 32 ปฐมบท และปัจฉิมบท
ผู้เขียน โยโคมิโซะ เซชิ ผู้แปล บุษบา บรรจงมณี
ราคา เล่มละ 330 บาท หนึ่งชุดมีสองเล่ม
เรื่องย่อบนปกหลัง
คินดะอิจิได้รับการไหว้วานให้ตามหาคนหาย ขณะเดียวกันก็มีผู้ว่าจ้างอีกคนให้สืบค้นเบื้องหลังการแต่งงานแปลกประหลาดในบ้านร้างแห่งหนึ่ง คิดไม่ถึงว่าสองคดีที่ดูท่าจะไม่เกี่ยวข้องกันกลับกลายเป็นเรื่องเดียวกัน ซ้ำยังเป็นบทโหมโรงของคดีฆาตกรรมสุดสยองแห่งทศวรรษ
ในค่ำคืนแห่งความบ้าคลั่งของพายุไต้ฝุ่นที่พัดกระหน่ำโตเกียว คดีฆาตกรรมกระดิ่งหัวคนเกิดขึ้นอย่างเงียบเชียบ ช่างสยดสยอง ซับซ้อน และชวนฉงน เป็นคดีที่นักสืบชื่อก้องอย่างคินดะอิจิต้องใช้เวลานานถึงยี่สิบปี จึงจะไขคดีได้อย่างสมบูรณ์
พี่ตินขอไม่สปอยล์เนื้อหามากไปกว่านี้ เพราะกลัวว่าจะเสียอรรถรสสำหรับคนที่จะซื้อหนังสือมาอ่าน หรือซื้อมาแล้วยังไม่ได้อ่าน แต่ว่าจะขอสรุปเคล็ดลับการเขียนของนักเขียนท่านนี้ออกมาเป็นข้อๆ ให้น้องๆ ที่สนใจได้ลองมาศึกษาดู เผื่อว่าจะมีประโยชน์กับงานเขียนของเราในอนาคต
การสร้างแผนผังตัวละครที่แข็งแรงและชัดเจน
หลายคนสงสัยเรื่องแผนผังตัวละคร มันคืออะไรและสร้างยังไง พี่ตินจึงขอแอบถ่ายรูปที่สรุปไว้ในหนังสือมาให้ดูกัน


อ่านแล้วรู้สึกยังไง...? เคลียร์มั้ย...? เคล็ดลับข้อนี้ พี่ตินคิดว่าเหมาะกับน้องๆ ที่เขียนเรื่องยาวมากๆ มีตัวละครเยอะ จนบางทีก็เขียนไปแล้วจำไม่ได้ ถ้าใครเจอปัญหานี้ อยากให้ลองใช้เคล็ดลับของนักเขียนท่านนี้ดู นั่นคือ การเขียนแผนผังตัวละครอย่างง่ายๆ เชื่อมโยงกันไปเลยตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย ใครเป็นลูกใคร ใครเป็นแฟนใคร สามีหรือว่าภรรยา หรือว่าเป็นเพื่อนกัน พี่น้อง ฯลฯ การสร้างแผนผังความสัมพันธ์ที่ชัดเจน จะช่วยให้เราไม่สับสนเวลาเขียน ยิ่งถ้าเราเขียนเรื่องยาวๆ ทำแผนผังเอาไว้แบบนี้ มีประโยชน์มาก ถ้าหากว่ามีเวลามากหน่อย ก็ลองเขียนลักษณะนิสัยของตัวละครเราเอาไว้ด้วย ก็จะดีมากขึ้น
สำหรับ คินดะอิจิ ตอนกระดิ่งลมหัวคน เป็นเรื่องที่ตัวละครเยอะมากกกก เพราะคนเขียนเขาพูดถึงฆาตกรรมที่เกิดขึ้นในตระกูลใหญ่ ย้อนกลับไปถึงปู่ย่าตายาย รุ่นลูกรุ่นหลาน และแต่ละตัวละครก็ต่างมีบทบาทสำคัญ ส่งผลต่อเนื้อเรื่องทั้งสิ้น สารภาพตรงนี้ว่า... พี่ตินอ่านแล้วบางทีก็จำไม่ได้ ใครเป็นใครนะ ใครทำอะไรนะ คือเยอะจนงง ซึ่งทุกครั้งที่สงสัยหรือไม่แน่ใจ พี่ตินก็จะเปิดพลิกย้อนกลับไปดูแผนผังใหม่ แค่นี้ก็ไม่งงแล้ว เป็นเทคนิคที่ดี น่าทำตามมากๆ
การไล่เรียงไทม์ไลน์อย่างระมัดระวัง ไม่ให้คนอ่านสับสน
อีกจุดเด่นที่ไม่พูดถึงคงไม่ได้ ของคินดะอิจิ คือเรื่อง การไล่เรียงไทม์ไลน์ นี่แหละ เพราะว่าเป็นนิยายแนวสืบสวนฆาตกรรม วิธีการเล่าเรื่องจึงสำคัญมาก เนื่องจากนักเขียนไม่สามารถเปิดเผยความจริงทุกอย่างในเรื่องได้ ต้องมีแอบกั๊กข้อมูลเอาไว้บ้าง ไม่งั้นคนอ่านรู้หมด เรื่องก็ไม่สนุก แต่ถ้าจะเล่าแบบทื่อๆ 1 – 10 ก็อาจจะทำให้เนื้อเรื่องน่าเบื่อ ไม่สนุกอีกเช่นกัน คินดะอิจิ จึงเล่าเรื่องแบบตัดสลับเหตุการณ์ไปมา โดยนักเขียนเลือกที่จะปล่อยข้อมูลออกมาทีละนิดๆ ผ่านเหตุการณ์ต่างๆ ทำให้คนอ่านอย่างเราเกิดความสงสัย อยากที่จะรู้ต่อ ข้อดีของนักเขียนท่านนี้ก็คือ เขาไล่เรียงไทม์ไลน์ได้ดีมาก แม้ว่าจะเขียนปัจจุบัน สลับ อดีต แล้วสลับมาปัจจุบันอีกรอบ ก็ไม่ทำให้พี่ตินงงเลย ซึ่งพี่ตินเชื่อว่า... การจะตอบโจทย์นี้ให้ได้ นักเขียนจะต้องเขียนสรุปไทม์ไลน์เอาไว้อย่างละเอียด น้องๆ คนไหนสนใจจะใช้วิธีนี้ คำแนะนำคือ ให้เขียนแบ่งเป็นวัน เดือน ปี ไปเลย ตัวอย่างเช่น วันที่ 6 พฤศจิกายน 2558 เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น ถามว่าเขียนมือหรือพิมพ์ไว้ในไฟล์ดี พี่ตินตอบเลยว่าได้ทั้งสองอย่างนั่นแหละ ลองเขียนแยกออกมา แล้วจัดลำดับเวลาเรียงกัน เวลาเขียนจริง จะได้ไม่สับสน อ้อ ถ้าใครแอดวานซ์หน่อย จะทำเป็นตารางเลย ก็ไม่เลวนะ
การเติมเต็มภูมิหลังของตัวละครด้วยรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ แต่ช่วยสนับสนุนให้ทุกการกระทำหนักแน่นและมีความเป็นไปได้
ในฐานะนักอ่าน พี่ตินคิดว่าจุดเด่นของคินดะอิจิคือ... ภูมิหลังของตัวละคร นักเขียนคนนี้ ให้รายละเอียดได้ชัดเจนมาก จนเรารู้สึกเหมือนว่าตัวละครมีตัวตนจริงๆ สิ่งที่ชอบมากคือ การถ่ายทอดชีวิตของตัวละคร ตั้งแต่เล็กจนโต ผู้เขียนใส่สถานการณ์ต่างๆ มาทีละนิด ทำให้เรา “เชื่อ” และ “เข้าใจ” ว่า เหตุผลที่ตัวละครมีนิสัยแบบนี้ได้ ก็เพราะเขาเจอกับเรื่องราวแบบนี้ๆ ยกตัวอย่างเช่น คนที่เป็นลูกคนเดียว ได้รับการเลี้ยงดูอย่างประคบประหงม เอาใจจากคนทั้งตระกูล ก็มีแนวโน้มที่จะเป็นคนเอาแต่ใจ ทำอะไรตามใจตัวเอง พูดจาไม่คิด หรือคนที่เจอกับเรื่องผิดหวังมาทั้งชีวิต ก็ทำให้เขาเป็นคนไม่กล้าที่ฝัน ไม่กล้าที่จะหวัง เป็นต้น
พี่ตินเล่าแบบนี้ น้องๆ อาจจะยังไม่เห็นภาพเท่าไหร่ ก็เลยต้องบอกว่า ควรไปลองอ่านดู คนเขียนเขามีวิธีดีๆ ค่อยๆ เขียน ค่อยๆ ใส่เหตุการณ์เล็กๆ น้อยๆ มาทีละนิดๆ เมื่อเราอ่านไป ก็เหมือนเราเก็บข้อมูลของตัวละคร ได้ทำความรู้จักเขาหรือเธอไปทีละนิด จนเมื่อถึงจังหวะการฆาตกรรม หรือจังหวะตัดสินใจสำคัญบางอย่าง ก็ทำให้เราเชื่อได้ว่ามีความเป็นไปได้ เรื่องนี้มันเกิดขึ้นได้จริง
สำหรับหัวข้อนี้ สิ่งที่พี่ตินได้จากการอ่านก็คือ เวลาจะสร้างตัวละครขึ้นมา เราควรจะใส่รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เช่น ความชอบ ความไม่ชอบ ลักษณะนิสัยส่วนตัว ชอบดนตรีไหม เล่นกีฬาหรือเปล่า ฯลฯ เรื่องเล็กๆ น้อยๆ พวกนี้ สำคัญมาก นอกจากนี้ อีกเรื่องที่ควรต้องระวังก็คือ... เวลาเราเลือกสถานการณ์ใดให้ตัวละคร เราต้องเช็กด้วยว่า... มันสอดคล้องกับนิสัยที่เราปูมาหรือไม่อย่างไร ถ้าหากว่าไม่เข้ากัน ก็ไม่ควรเขียน เพราะอาจทำให้คนอ่านงงว่า... อ้าว ทำแบบนี้ได้ยังไง ยกตัวอย่างเช่น จู่ๆ เราจะมาเขียนให้ลูกคนเดียวของตระกูลที่ถูกเลี้ยงมาอย่างเอาแต่ใจ กลายเป็นคนหงอคน กลัวคน ยอมอะไรง่ายๆ ยังงี้ มันก็จะขัดกับสิ่งที่เราเขียนมา สรุปก็คือ จะเขียนอะไร ก็ต้องดูให้สอดคล้องสัมพันธ์กับตัวละครของเราด้วย
การใช้ประโยชน์จากสถานการณ์ในช่วงที่กำลังเขียนงาน
เรื่องราวของคินดะอิจิในเรื่องนี้เกิดในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ผู้เขียนเลือกใช้ประโยชน์จากสถานการณ์ได้อย่างน่าสนใจ เขาเลือกส่งตัวละครบางตัวไปร่วมสงคราม และมีตัวละครบางตัวต้องเสียชีวิตจากสงคราม เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ได้ส่งผลกระทบต่อตัวละครตัวอื่น นำไปสู่สถานการณ์ต่อมา นั่นก็คือการฆาตกรรม เป็นการเชื่อมโยงที่น่าสนใจและมีความเป็นไปได้สูง เพราะช่วงสงคราม ผู้คนสภาพจิตใจก็ไม่มั่นคง เครียด กดดัน ไม่แปลกที่จะเกิดการฆาตกรรมได้ง่ายๆ พี่ตินคิดว่าผู้เขียนฉลาดมาก เพราะในยุคนั้น คนอ่านกำลังอินกับเรื่องสงครามหนักมาก พออ่านเนื้อเรื่อง พวกเขาก็คงเข้าใจและเกิดอารมณ์ร่วมแน่ๆ สำหรับข้อนี้ ทำให้พี่ตินหันมาดูสถานการณ์ในยุคปัจจุบันของเรา และขอยกตัวอย่างง่ายๆ สิ่งที่เราอาจเอามาเล่นได้คือ คนสมัยนี้เสพติดโซเชี่ยลเน็ตเวิร์ก มีเรื่องการประกวดผ่านโซเชี่ยล ประเด็นเรื่องเน็ตไอดอล เป็นต้น หรือถ้าใครอยากเล่นประเด็นใหญ่อย่างการเมือง หรือเรื่องคนไทยกำลังชื่นชอบเกาหลี หรือล่าสุด อุกกาบาตบนท้องฟ้า (พระเอกมาจากฟ้าอะไรยังงี้) อะไรอย่างนี้ก็ไม่ว่ากัน ต้องดูเทรนด์ในตอนนั้นว่าเป็นอย่างไร ผู้คนกำลังสนใจอะไรอยู่ และธีมของเรื่องเราเป็นอย่างไร ถ้าหากว่าจับเอามาเขียนในเนื้อเรื่องได้ ก็จะทำให้คนอ่านของเราอินกับเนื้อเรื่อง และเข้าถึงเรื่องของเราได้ง่ายขึ้น
การจบประเด็นให้คนอ่านสามารถจินตนาการต่อได้ในแบบของตัวเอง
สำหรับหัวข้อนี้ คิดว่าน่าจะเป็นฝีมือส่วนตัวเฉพาะคน คินดะอิจิเล่มนี้ เป็นเล่มสุดท้ายในญี่ปุ่น หลังจากไขคดีนี้ได้ คินดะอิจิก็หายตัวไป ไม่มีใครรู้ว่าเขาหายไปไหน ตามหาอย่างไรก็ไม่เจอ พี่ตินชอบวิธีการทิ้งปมของคนเขียนมาก เพราะเขาไม่ได้สรุปชัดๆ ลงไปว่าเกิดอะไรขึ้นกับคินดะอิจิ ก็แค่หายตัว... วิธีนี้ ก็ดีกับทั้งนักเขียนและนักอ่าน สำหรับนักเขียน ถ้าเกิดความรู้สึกว่าอยากมาเขียนอีกครั้ง เขาก็สามารถคิดเรื่องต่อได้เลย แล้วก็เล่าในแบบของเขา ส่วนนักอ่าน เราก็ได้ใช้จินตนาการของเราให้เป็นประโยชน์ บางคนอาจจะคิดว่าคินดะอิจิเสียชีวิต บางคนอาจจะคิดว่าเขาแค่เบื่อ เลยไปเดินทางท่องเที่ยวที่ไหนสักแห่ง บางคนอาจจะคิดว่า... เขาไปเจอคดีอะไรเข้าอีก ที่ไหนก็ได้ แล้วเลยหมกมุ่นกับคดีนั้น ไม่มีคำตอบตายตัว... ทุกคนคิดอะไรก็ได้
น้องๆ หลายคนอาจจะยังไม่แน่ใจว่าพี่ตินยกหัวข้อนี้มาทำไม สำหรับพี่ติน คิดว่านักเขียนคนนี้เก่งมากที่ทิ้งประเด็นไว้ให้คนอ่านได้คิดบ้าง นักเขียนส่วนใหญ่ที่พี่ตินเจอมักจะสรุปเรื่องราวทั้งหมดให้เราเลย คนอ่านก็เลยไม่มีพื้นที่จินตนาการ ไม่มีโอกาสได้ลองลับสมองหรือใช้ความคิดของเราบ้าง การจบเรื่องแบบนี้ มันทำให้คนอ่านมีส่วนร่วมกับเนื้อเรื่อง เพราะร้อยคนอ่านเรื่อง ก็ตีความแตกต่างกันไป ตามแต่ประสบการณ์หรือสภาพแวดล้อมที่แต่ละคนได้เจอ ถือว่านักเขียนใจกว้างและฉลาดมากๆ ที่จบประเด็นให้คนอ่านได้มีตอนจบของเรื่องเป็นของตัวเอง น้องๆ คนไหนสนใจ ลองเอาไปทำดูได้นะ พี่ตินว่าทฤษฎีนี้น่าสนใจจริงจัง
และทั้งหมดนี่แหละ คือสิ่งที่พี่ตินได้จากการอ่านผลงานทั้งสองเล่มนี้ คิดว่าน่าจะพอเป็นประโยชน์แก่การเขียนของน้องๆ บ้างไม่มากก็น้อย ต่อไปนี้ เวลาอ่านหนังสือเล่มไหน แล้วรู้สึกสนุกหรือว่าอินมากๆ ก็ลองคิดตามดูนะว่านักเขียนเขาใช้วิธีไหนในการเขียน ถึงทำให้เราชอบได้ขนาดนี้ ถือว่าเป็นประโยชน์และนำไปพัฒนาฝีมือของเราได้ด้วย ^ ^
แล้วรอดูนะว่าพี่ตินจะหยิบเรื่องอะไรมาเม้าท์กันอีก หรือใครมีเรื่องไหนในใจ จะบอกเล่ากันบ้างก็ได้นะ
อตินเอง








5 ความคิดเห็น
ได้เล่มหนึ่งมาแล้วค่ะ กำลังอ่านอยู่ อาจารย์โยโคมิโซะแต่งนิยายสืบสวนได้ซับซ้อนดีมากจนเรียกว่าถ้าพลาดตัวเดียวนี้เสียใจอย่างสุดซึ้งเลยละคะ ขนาดเด็กมอสามยังรู้สึกว่าอาจารย์แกสุดยอดมากในเรื่องนี้ ชอบมากๆค่ะ
อ่านคินดะอิจิมาตั้งแต่เล่มหนึ่งเลยค่ะ จนตอนนี้เล่มสามสิบกว่าแล้ว
เป็นแฟนพันธุ์แท้เลยเรื่องนี้
ขอเสริมนิดหน่อยนะคะ
คินดะอิจิแกไม่รวยนะคะ เพราะหลายคดีที่แกรับไม่ค่อยได้เงินค่ะ แกจะรับไขคดีที่แกสนใจเท่านั้น ไม่เกี่ยงค่าจ้างว่าจะได้เท่าไหร่ ซึ่งบางครั้งแกไม่ได้รับเงินเลยก็มี ในนิยายแกจะจนกรอบตลอด บางครั้งก็ไม่มีตังค์กินข้าว จนต้องขอหยิบยืมลุงป้าที่แกไปเช่าหออยู่ประจำ
จะมีแค่บางคดีที่แกจะได้รับเงินเป็นกอบเป็นกำ แต่พอแกได้ตังค์มา แกก็จะเอาไปคืนเจ้าหนี้ทั้งต้นและดอก ที่เหลือจากนั้นแกก็ใช้ไปเรื่อย แกไม่ค่อยเก็บตังค์สักเท่าไหร่^_^
นักเขียนไม่ได้เขียนแผนผังไว้ในเล่มนะครับ กองบรรณาธิการไทยเขียนให้เผื่อผู้อ่านไทยจำความสัมพันธ์ตัวละครไม่ได้ จะได้พลิกดูเฉย ๆ