10 ข้อแตกต่างเรื่องการอ่านของ
"ญี่ปุ่น" และ "ไทย"
สวัสดีชาวไรเตอร์ทุกคนค่ะ สังเกตบ้างไหมคะว่า ความชอบหรือนิสัยของผู้คนในแต่ละประเทศ ล้วนแตกต่างกัน บางที มันอาจจะเป็นเพราะวัฒนธรรมที่แตกต่างก็เป็นได้นะคะ ซึ่งในเมื่อวันนี้ เราอยู่ในหมวดของไรเตอร์ พี่เฟิร์นจึงขอหยิบหัวข้อ "ความแตกต่างเกี่ยวกับเรื่องการอ่าน ระหว่างประเทศญี่ปุ่นและไทย" มาวิเคราะห์กันดู
สำหรับใครที่คิดเหมือนกัน ก็สามารถแสดงความเห็นได้นะคะ หรือถ้ามีเกร็ดความรู้อะไรเพิ่มเติม ก็เมนต์ต่อด้านล่างได้เลยค่ะ ^ ^ ขอบคุณมากๆ ล่วงหน้านะคะ
สถิติการอ่าน
ญี่ปุ่น : อ่านหนังสือเฉลี่ย 50 เล่ม ต่อปี
ไทย : อ่านหนังสือเฉลี่ย 5 เล่ม ต่อปี
การเปิดประเทศหลังจากแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ส่งผลให้คนญี่ปุ่นสนใจเรื่องการอ่าน และใฝ่รู้เรื่องใหม่ๆ จากโลกภายนอกมากขึ้น แม้ว่าในปัจจุบันจะประสบปัญหาเรื่องพฤติกรรมการอ่านที่ลดน้อยลงเพราะคนหันมาอ่านหนังสือผ่านทางอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แทนก็ตาม
ในส่วนของคนไทยนั้น นี่เป็นเพียงค่าเฉลี่ยจากทั่วประเทศเท่านั้น เพราะแค่พี่เฟิร์นเอง ปีๆ หนึ่ง ก็อ่านหนังสือหลายสิบเล่มอยู่นะ ฮ่าๆๆๆ เชื่อว่าสำหรับชาวไรเตอร์แล้ว อย่าว่าแต่ปีเลย แค่เดือนหนึ่ง 5 เล่มยังน้อยไปด้วยซ้ำ
ทิศทางการอ่าน
ญี่ปุ่น : อ่านจากขวาไปซ้าย
ไทย : อ่านจากซ้ายไปขวา
เชื่อว่าใครหลายคนที่ชอบอ่านการ์ตูนญี่ปุ่น จะต้องเคยงงตอนที่อ่านการ์ตูนแบบที่พิมพ์อ่านจากขวาไปซ้ายตามต้นฉบับญี่ปุ่นเป็นครั้งแรกแน่นอน เพราะพี่ก็เคย ฮ่าๆๆๆ นั่นก็เพราะเราชินจากการอ่านจากซ้ายไปขวาเนอะ แต่ตอนนี้หนังสือการ์ตูนส่วนใหญ่ก็พิมพ์ตามต้นฉบับญี่ปุ่นกันเกือบหมดแล้ว ตอนนี้คงอ่านแล้วเริ่มชินกันบ้างแล้วใช่ไหม
ญี่ปุ่น : มีการอ่านจากบนลงล่าง
ไทย : ไม่มีการอ่านจากบนลงล่าง
การเขียนหรือการอ่านจากบนลงล่างของประเทศญี่ปุ่นมีมาตั้งแต่ในสมัยก่อน เพราะได้รับอิทธิพลจากประเทศจีน ตอนที่พี่อ่านภาษาญี่ปุ่นที่เขียนจากบนลงล่างครั้งแรกก็งงเหมือนกันนะ ก็เราชินกับการอ่านเป็นบรรทัดๆ นี่เนอะ
ตู้กดหนังสือ
ญี่ปุ่น : มีตู้กดหนังสือ
ไทย : ไม่มีตู้กดหนังสือ
เพราะประเทศญี่ปุ่นมีตู้กดอัตโนมัติกว่า 5 ล้านเครื่อง นอกจากของสารพัดสารเพอย่างน้ำดื่ม ของกิน ไอศกรีมแล้ว ก็ยังมีตู้กดหนังสืออีกด้วย เรียกว่าเป็นวัฒนธรรมที่น่าสนใจมากๆ อยากได้หนังสือเล่มไหนก็กดเลือกได้เลย เร็วๆ นี้ ในไทย พี่เฟิร์นก็แอบเห็นทางนิตยสารในเครือของสนพ. โพสต์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) อย่าง แอล คลีโอ และแมรีแคลร์ วางจำหน่ายในรูปแบบนี้เช่นกัน ที่เซ็นทรัลเวิลด์นั่นเอง ใครสนใจก็แวะไปกดกันดูได้นะคะ
ร้านขายหนังสือมือสอง
ญี่ปุ่น : มีร้าน Book off (ร้านขายหนังสือมือสอง) อยู่ทั่วไป
ไทย : เคยมีร้าน Book off อยู่ที่สะพานควาย แต่ปิดไปแล้ว
หากมีโอกาสได้ไปญี่ปุ่น ตามห้างสรรพสินค้าหรือย่านการค้าต่างๆ ก็จะเจอร้านขายหนังสือมือสองอยู่บ่อยๆ ขนาดตามแถบบ้านนอกที่พี่เคยไปยังมีร้าน Book off ร้านใหญ่เปิดให้บริการเลย แต่ในร้านนี้ไม่ใช่ว่าขายแต่หนังสือมือสองอย่างเดียวนะ พวกของเล่น โมเดล ฟิกเกอร์มือสองก็มีขาย แต่ถึงจะเป็นของมือสอง แต่สภาพนี่ดีมากๆ จนแทบไม่น่าเชื่อเลยล่ะ
ส่วนร้าน Book off ของบ้านเราที่ตั้งอยู่แถวสะพานควายนั้นก็เพิ่งปิดกิจการไปเมื่อปลายปีที่ผ่านมานี่เอง น่าเสียดายเหมือนกัน อย่างไรก็ตาม ประเทศของเราก็มีร้านขายหนังสือมือสองร้านเล็กๆ อยู่หลายร้านเลยค่ะ ที่ที่พี่เฟิร์นชอบไปคือแถวสยาม สนามหลวงสอง เป็นต้น
เครดิตภาพ : http://ytamari.cocolog-nifty.com/
การ์ตูนติดเรท
ญี่ปุ่น : การ์ตูนติดเรทสามารถวางขายได้ทั่วไป
ไทย : การ์ตูนติดเรทในระดับที่พองามเท่านั้นจึงจะสามารถวางขายได้
ที่ประเทศญี่ปุ่น เพียงแค่น้องๆ เดินเข้าร้านสะดวกซื้อและลองเดินเลียบๆ เคียงๆ ไปตรงที่ขายหนังสือ เพียงแค่นั้นน้องๆ ก็จะได้พบกับการ์ตูนที่มีหน้าปกติดเรท (เนื้อหาค่อยว่ากัน) พี่ก็เคยไปยืนดูหนังสือพวกนี้ ตอนแรกก็คิดว่าจะโดนคนญี่ปุ่นมองแปลกๆ มั้ยนะ แต่ไม่เลย เขาก็ยืนอ่านของเขา เราก็ยืนดูของเรา ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร นี่ยังแค่ตามร้านสะดวกซื้อนะ ลองเข้าไปตามร้านหนังสือใหญ่ๆ สิ แบ่งโซนติดเรท แยกประเภทให้ได้เลือกกันเลยล่ะ
ส่วนของที่ไทยก็ใช่ว่าจะไม่มีการ์ตูนติดเรทวางขาย แต่จะวางขายได้แค่ในเรทที่พองามเท่านั้น และก็จะมีตัวหนังสือแห่งศีลธรรมมาขีดพาดกลางหน้ากระดาษจนมองไม่เห็นอะไร ฮ่าๆๆๆ
นี่ก็เพราะวัฒนธรรมที่แตกต่างกันเนอะ
เว็บไซต์สำหรับลงและอ่านนิยายออนไลน์
ญี่ปุ่น : เว็บยอดนิยมสำหรับอ่านนิยาย/เขียนนิยายคือ syosetsu.com
ไทย : เว็บยอดนิยมสำหรับอ่านนิยาย/เขียนนิยายคือ dek-d.com
อันนี้ดูเหมือนจะไม่แตกต่าง แต่ก็แตกต่าง เพราะเว็บ syosetsu.com ของญี่ปุ่นจะมีแค่การลงนิยายและอ่านนิยายเฉยๆ ส่วนเว็บ dek-d.com ของเรา นอกจากเป็นพื้นที่ให้ลงนิยายและอ่านนิยายแล้ว ก็ยังเป็นพื้นที่สำหรับข่าวสารในเรื่องต่างๆ อีกด้วย
ทางญี่ปุ่นนั้น นอกจากเว็บ syosetsu.com แล้ว ก็ยังมีเว็บ pixiv.net ที่เราอาจจะคุ้นเคยในการชมผลงานของนักวาดต่างๆ ในเว็บนี้ นอกจากการลงรูปภาพแล้ว ก็ยังมีพื้นที่สำหรับการลงนิยายด้วยนะ
ภาษาที่ใช้ในการอ่านและเขียน
ญี่ปุ่น : รับอิทธิพลการอ่านการเขียนมาจากประเทศจีนในสมัยยาโยอิ (ค.ศ. 57)
ไทย : เริ่มมีลายสือไทยเมื่อพ.ศ.1826 (ค.ศ. 1283)
อย่างที่เคยกล่าวไว้ในข้างต้นว่าการอ่านการเขียนของญี่ปุ่นนั้นรับมาจากประเทศจีน เพราะฉะนั้น ก็จะเป็นที่มาของหัวข้อต่อไป นั่นคือ ญี่ปุ่นยืมตัวอักษรมาจากประเทศจีนนั่นเอง ส่วนไทยนั้น มีตัวอักษรเป็นของตัวเอง
ญี่ปุ่น : ตัวอักษรยืมมาจากประเทศจีน ก่อนจะนำมาประยุกต์เป็นตัวอักษรของตัวเอง
ไทย : มีตัวอักษรเป็นของตัวเอง
จะเห็นได้ว่า แม้ประเทศไทยจะมีวัฒนธรรมการอ่านและการเขียนทีหลังประเทศเขา แต่เราก็มีความภูมิใจที่ประเทศเรามีการคิดค้นตัวอักษรเป็นของเราเองได้สำเร็จ ^ ^
เทศกาลรณรงค์อ่านหนังสือ
ญี่ปุ่น : 27 ตุลาคม - 9 พฤศจิกายน เป็นสัปดาห์การอ่านหนังสือของคนญี่ปุ่น
ไทย : สัปดาห์หนังสือของไทยจะอยู่ในช่วงเดือนมีนาคมและตุลาคมของทุกปี
สำหรับคนญี่ปุ่นแล้ว ในช่วงเดือนตุลาคมที่เริ่มเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงนี้ ถือเป็นฤดูกาลของการอ่านมาตั้งแต่สมัยก่อน และหลังจากแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อเป็นการพัฒนาประเทศด้วยความรู้ จึงมีนโยบายส่งเสริมการอ่านให้มากขึ้น แต่ สัปดาห์การอ่าน ของเขาจะเป็นการรณรงค์ให้อ่านหนังสือตามห้องสมุด หรือตามชมรม ซึ่งผิดกับ สัปดาห์หนังสือ ของเรา ตรงที่ของบ้านเราจะเป็นสัปดาห์แห่งการขายไตเพื่อไปซื้อหนังสือที่หมายตาเอาไว้นั่นเอง
ว่าแต่ว่า ขอปิดท้ายด้วยคำถามขำขำสักหน่อย
ไหนๆ งานหนังสือก็ใกล้เข้ามาทุกทีเเล้ว
น้องๆ เตรียมตัวขายไตหาเงินซื้อหนังสือกันรึยังคะ
พี่เฟิร์นคุณ Wakasone Ryouta


.jpg)
.jpg)






17 ความคิดเห็น
อยากให้ไตงอกไปขายได้เรื่อยๆเหมือนเพาะเห็ดค่ะ ไม่งั้นคงไม่พอซื้อ27เล่มที่เล็งไว้แน่ๆ ... อยากได้ไปหมดเลย
อยากไปซื้อหนังสือการ์ตูนที่ญี่ปุ่นจัง (ถึงจะอ่านไม่ออกก็เถอะ55+)
dek d อวย dek d เอง ฮิ้ว แต่ก็จริงน่ะนะ
เว็บอ่านนิยาย เราอ่านของเด็กดีแล้วก็ของ Neko post ล่ะ แต่เราอ่านจากเด็กดีมากกว่า Neko post ล่ะนะ
นิยายนี้อ่านแต่ Boy Love Story กับ ธัญวลัย
ไตมีไว้ทำไมสองข้างคะ เค้ามีไว้ขายหาเงินไปงานหนังสือ!!!!
หาไตแล้วจ้า แต่ไตนี้ต้องไปซื้อของอย่างอื่นแทน แม่เสียใจที่แม่ไม่ได้ไปงานหนังสืออ่ะ
อย่าพูดค่ะพี่ งานหนังสือก็มี อปป้าก็มา กู้ดเฮตะใหม่ก็ใกล้ออก ซีวิลวอร์ก็ใกล้เข้า ไตข้างเดียวไม่น่าจะพอค่ะ...
คาดว่าแค่ไตคงไม่พอ คงต้องทั้งตัว 55555555555
การ์ตูนนั่นมันattack on titan ชัดๆ
ไตมีสองข้างไม่รู้จะขายไงแล้วค่ะ55