/>

เขียนนิยาย ต้องเห็นเป้าหมายและโอกาสทำเงิน โดยบ.ก. โป่ง []

วิว
 

"เขียนนวนิยายเป็นอาชีพหลักหรือเสริม
ต้องมองเห็น
…เป้าหมายและโอกาสทำเงิน"
 

โดย ประดับเกียรติ ตุมประธาน
อดีต-บรรณาธิการบริหารนิตยสารกุลสตรี,
บรรณาธิการคัดสรรต้นฉบับ สำนักพิมพ์ในเครือสถาพรบุ๊ค
ปัจจุบัน-บรรณาธิการอิสระและผู้ก่อตั้งสำนักพิมพ์ Magic book
 

เมื่ออ่านอย่างเดียว "ไม่พอ"

จริงอยู่ที่ผมบอกว่า 'การอ่าน' เป็นสิ่งสำคัญมากในการปูพื้นฐานการเขียนนิยาย โดยเฉพาะแนวเรื่องที่เราสนใจ แต่เราจะหาความรู้จากการอ่านเพียงอย่างเดียวไม่ได้ เรายังต้องหาความรู้จากแหล่งอื่น ๆ มาเสริมให้ฝีมือแกร่งขึ้น ทั้งการดู การชม การสังเกต การฟัง การจัดหาบรรณาธิการส่วนตัว รวมทั้งการเข้าชั้นเรียนเขียนนวนิยายเพื่อให้ 'Writer's Coach' ช่วยให้เราเห็นภาพงานและตัวตนของเราในหลากหลายมุมมอง หรือบางครั้งอาจต้องหาผู้รู้ที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องที่เราจะเขียน เพื่อย่นระยะเวลาการหาข้อมูลให้สั้นลง และอาจได้เทคนิคที่คาดไม่ถึงมาอีกด้วย
               
ขอยกตัวอย่าง 'การดู-ชม' เพื่อง่ายต่อความเข้าใจนะครับ
ในตอนที่ 2 ผมเอ่ยถึงการอ่านจากอินเทอร์เน็ต แต่แท้จริง...อินเทอร์เน็ตไม่ใช่แค่เครื่องมือที่ให้เราจะใช้อ่านอย่างเดียว แต่ยังใช้ดูหรือชมได้ด้วย โดยเฉพาะใน youtube จะมีหลักสูตรการเขียนนวนิยายอยู่มากมาย ถ้าคุณเข้าใจภาษาอังกฤษ คุณจะรู้ว่ามันมีเรื่องห้คุณศึกษาได้มาก ดูกันจนตาแฉะไปเลย (ถ้าใครไม่ยังนึกไม่ออกว่าจะค้นหาอย่างไร เทคนิคง่าย ๆ ก็คือให้คุณเข้าไปใน Google พิมพ์คำว่า  How to write novel (หรือประโยคอื่น ๆ) มันจะผุดขึ้นมาให้คุณเลือกดูเลือกชม และหลายเรื่องมีการจัดทำเป็นการ์ตูนอนิเมชั่นให้ดูกันอย่างเพลิดเพลิน

นอกจากนั้นก็ยังมีการนำเสนอหัวข้อต่าง ๆ ที่ตรงกับความต้องการของคุณ ้ เช่นถ้าต้องการศึกษาเรื่องการเขียนนวนิยายแฟนตาซี คุณก็แค่เพิ่มคำว่า Fantasy ลงด้านหลังประโยค How to write novel เท่านั้นเอง (เทคนิคการเขียนแฮรี่พอตเตอร์ ของ เจ. เค. โรลลิ่ง ก็มีให้ศึกษานะครับ)
 
Sample       
 

Clip


 

Clip


 

Clip


 
ขอยกตัวอย่างจากการ “ได้พบผู้รู้” เพื่อง่ายต่อความเข้าใจนะครับ
เมื่อสิบปีก่อนตอนที่ผมยังทำงานเป็นเจ้าหน้าที่บริษัทในเครืออมรินทร์ (หนังสือ) ผมได้ลองเขียนนวนิยายเรื่องยาวเป็นครั้งแรก หลังจากเขียนนวนิยายขนาดสั้นราคาสิบบาทมาหลายปี เมื่อเขียนได้ประมาณสิบตอน ผมนำไปลงในถนนนักเขียน Pantip ปรากฏว่าไม่ได้รับความสนใจจากนักอ่านเลย หลายคนบอกผมว่าอ่านแล้วมันแหม่งๆ เข้าไม่ถึงอารมณ์ตัวละครและมันรู้สึกห้วนๆ
 
ผมจึงเริ่มสอบถามนักเขียนรุ่นเดียวกันที่เพิ่งลงมือเขียนนวนิยาย แต่คำตอบที่เขาให้มานั้น แม้จะเพียรทำอย่างไรก็ไม่ดีขึ้น และคำแนะนำหลายอย่างเมื่อลองทำก็ยิ่งก่อให้เกิดปัญหาและข้อผิดพลาด ดังนั้นผมจึงตัดสินใจส่งเนื้อหาห้าตอนแรกไปให้ คุณปิยะพร ศักดิ์เกษม ผู้เขียนเรื่อง ระบำดาว รากนคราเป็นต้น ให้ช่วยวิจารณ์ให้ เมื่อคุณปิยะพรได้อ่าน ผมก็ได้รับคำแนะนำว่า การบรรยาย การตบบรรทัดของผมนั้นเร็วเกินไป ควรหาจังหวะให้ดีและทำพารากราฟให้ยาวกว่านี้ ซึ่งผมคิดว่าปัญหาของผมนั้นเกิดจากการเขียนนวนิยายขนาดสิบบาทที่ต้องตบบรรทัดเร็ว ๆ นั่นเอง 
 
ผมรับคำแนะนำมาปรับในตอนที่ยังไม่ได้ลงมือเขียน ผลก็คือได้รับคำชมจากนักอ่านทันทีว่างานเปลี่ยนไปจากเดิม และนั่นทำให้ผมตัดสินใจเริ่มมองหาบรรณาธิการส่วนตัว
 
เมื่อผมเขียนนวนิยายดราม่า ผมจึงติดต่อไปยัง คุณอาริตา ผู้เขียนเรื่อง สามีตีตรา ลิขิตกามเทพ เป็นต้น ซึ่งผมชื่นชอบ เมื่อคุณอาริตาอ่านต้นฉบับ เธอตอบกลับมาว่า อยากจับมือเขียนใหม่ ทำไมใจร้อนอย่างนี้ วางแผนตัวละครไม่ดีเลย ขาดรากชีวิตและตัวละครล้อมอันส่งผลต่อตัวละครเอกมาก
 
เห็นไหมครับ ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญหรือผู้รู้จริงสามารถช่วยให้เรารู้จักตัวงานของเราและพัฒนาได้เร็วขึ้น อาจถึงระดับก้าวกระโดดเลยด้วยซ้ำ จากการ 'ชี้ตรงจุด' ของเขา แทนที่เราจะใช้เวลาค้นหาหลายปีหรืออาจทั้งชีวิต (ทุกวันนี้ผมก็ได้นำความรู้จากนักเขียนทั้งสองท่านมาใช้แนะนำนักเขียนอีกมาก หลังจากผมเลือกเปลี่ยนบทบาทตัวเองจากนักเขียนมาเป็นบรรณาธิการคัดสรรต้นฉบับ)
 

เมื่อมีความรู้แล้ว
จำเป็นต้องมีเป้าหมายในการเขียนนวนิยายด้วย

ในสมัยที่ผมยังเด็ก ประโยคที่ผมได้ยินอยู่บ่อยครั้งเกี่ยวกับนักเขียนก็คือ 'นักเขียนไส้แห้ง' แต่พอผมเริ่มเข้ามาทำงานในวงการหนังสือ ผมก็พบว่านอกจากจะมีนักเขียนไส้แห้งจริง ๆ แล้ว ก็ยังมีนักเขียนไส้ตันหรือผู้ที่มีคุณภาพชีวิตดีจากการเป็นนักเขียนด้วย

นักเขียนบางคนทั้งชีวิตทำงานเขียนที่เขารักเพียงอย่างเดียว ขณะที่บางคนก็ใช้งานเขียนสร้างอาชีพให้กับตัวเองอย่างมีความสุข
 
แต่ในยุคสมัยนี้หากคุณยังไม่ประสบความสำเร็จเป็นนักเขียนแถวหน้าของวงการ จงกอดงานประจำของคุณเอาไว้ให้แน่น เพราะรายได้จากการเขียนเอาแน่นอนไม่ได้ ตรงกันข้าม...ถ้าคุณเขียนงานเป็นอาชีพเสริม คุณก็จะเขียนงานได้อย่างมีความสุข เพราะไม่ต้องพะวงกับเรื่องปากท้อง และถ้าบังเอิญอาชีพเสริมเกิดสร้างรายได้ให้คุณมากกว่างานประจำที่ทำอยู่หลายเท่า
 
โปรด…อย่ารีบร้อนลาออกจากงานประจำ แต่ให้มองว่ามันเป็นเงินรางวัลจากการถูกลอตเตอรี่...แบบบ่อยๆ
 
แต่ถ้าใครลาออกจากงานประจำมาเป็นนักเขียนเต็มตัวแล้ว 'จงมีวินัยในการทำงานเขียนและการเงินให้มาก'
 
ซึ่งเคล็ด (ไม่) ลับของการเป็นนักเขียนและการมีเป้าหมาย รวมทั้ง อาจจะช่วยป้องกันตัวเพื่อไม่ให้เป็นนักเขียน 'ไส้แห้ง' ที่อยากยกตัวอย่างมาพอเป็นสังเขปก็คือคุณต้อง... 
 

มองการเขียนนวนิยายให้เป็นอาชีพให้ได้

อันนี้เป็นสิ่งสำคัญนะครับ แม้ผมและคุณจะเริ่มต้นการเขียนจากการทำสิ่งที่รัก อยากปล่อยของ เบื่อนวนิยายเรื่องเดิมๆ ที่มีอยู่ในตลาด อยากเจ๋ง อยากทำเวลาว่างให้เป็นประโยชน์ อยากเอาใจแฟน อยากได้โล่รางวัลหรืออะไรก็ตาม แต่สิ่งที่ผมอยากแนะนำเพื่อปลุกพลังการเขียนของคุณให้ลงมือทำหรือทำแล้วเขียนต่อเนื่องจนจบ ไม่ปล่อยให้ค้างคาเหมือนนวนิยายที่มีมากกว่านวนิยายที่เขียนจบแล้วในโลก ก็คือจงทำมันให้เป็นอาชีพ

ความหมายของ 'อาชีพ' คือการสร้างรายได้ เมื่อมีรายได้คุณก็จะบอกได้เต็มปากว่า 'นักเขียน...คืออาชีพของคุณ' แต่ถ้าคุณทำแล้วอยากจะเก็บเอาไว้อ่านคนเดียวหรืออ่านเฉพาะคนในครอบครัว อันนั้นไม่ผิด แต่ผมไม่แนะนำเพราะผมเชื่อว่าเมื่อคุณมองเห็นสิ่งที่จะเลี้ยงชีวิตคุณและคนที่คุณรักได้…มันสุดยอดกว่า
 


ขยันเขียน ขยันเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ

ผมเป็นคนไม่ขยัน ผมเลยช่างอิจฉาคนที่ขยันและมีรายได้มากกว่าผม หลายครั้งที่ผมรู้สึกชื่นชมคนที่พยายามตั้งเวลาการเขียนในแต่ละวันอย่างเป็นระบบ เช่นอย่างน้อยวันละหน้า อย่างน้อยวันละครึ่งชั่วโมง อย่างน้อยวันละสามชั่วโมง เพื่อสะสมวันละนิดวันละมากให้จบเรื่องตามเวลาที่กำหนด รวมทั้งตั้งเวลาสำหรับปฏิบัติภารกิจในการเขียนแต่ละเรื่องด้วยว่ามีกำหนดเสร็จเมื่อไหร่ เป็นการป้องกันพฤติกรรม 'อีเรื่อยเฉื่อยแฉะ'

และจงอยู่กับความเป็นจริงด้วยนะครับ ผมไม่สนับสนุนให้เลียนแบบนักเขียนอเมริกันส่วนใหญ่ ที่ทั้งชีวิตเขียนนวนิยายไม่กี่เรื่องแล้วอยู่ได้สบายทั้งชาติ เพราะงานของเขาเป็นภาษาอังกฤษ พิมพ์ขายได้ทั่วโลก แล้วคุณก็มากำหนดว่าชาตินี้ฉันจะต้องเขียนแค่สามเรื่องห้าเรื่องเพื่อเป็นอนุสรณ์ทรงคุณค่า จากนั้นก็เอาเวลานอกเหนือจากการเขียนไปขายกล้วยแขก

ถ้าคุณทำอย่างนั้นคนเขาก็เรียกคุณว่าคนขายกล้วยแขก ไม่ใช่นักเขียน (เพราะคุณใช้เวลาขายกล้วยแขกมากกว่าเขียนหนังสือ)
                 

เข้าใจเรื่องการลงทุน

คนในโลกโดยเฉพาะคนที่ทำหน้าที่เก็บภาษีช่างตรัสรู้ครับว่า อาชีพนักเขียนนวนิยายเป็นอาชีพที่ไม่ต้องลงทุนอะไร นั่งฝันนั่งเพ้อไปวันๆ ก็ได้เงินแล้ว

ถ้าคุณคิดและเชื่อคนพวกนี้มาก คุณจะลำบากหรือพาลเขียนไม่จบ

ดังนั้นจงหลับตานึกถึงช่วงเวลาที่คุณต้องใช้ความพยายามในการเสาะหาข้อมูล ใช้เวลาทุกนาทีเพื่อเขียน หรืออื่นๆ แล้วคุณจะพบว่าคุณลงทุนไปไม่น้อยเลย ทุกตัวอักษรทุกหน้ากระดาษคือการลงทุนทั้งสิ้น

ถ้าคุณไม่สนใจมัน เขียนแล้วทิ้ง เขียนไม่จบแล้วเปิดเรื่องใหม่ตลอด ก็เท่ากับคุณเสียโอกาสในการลงทุนมากขึ้นเท่านั้น

และขอแนะนำนอกเรื่องสักนิด ลองเอาเงินลงทุนในหุ้น ในตราสารหรืออื่นใดบ้าง คุณจะเข้าใจเรื่องของการตลาด เรื่องคุณค่าของเงินมากขึ้น สุดท้ายคุณจะมุ่งมั่น ตั้งใจเขียนและเก็บเงินได้ดีขึ้น
               

มองหาโอกาสให้ตัวเองอยู่เสมอ
และรู้วิธีเก็บเงินที่หล่นอยู่บนท้องถนน

ตอนผมยังเป็นเด็ก ผมเคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่งซึ่งมีชื่อว่า “การผจญภัยในป่าดงดิบ”...อ้าว! ผมเผลอยืมประโยคจากเรื่องเจ้าชายน้อยของอองตวนมาใช้เสียแล้ว (อย่าฟ้องผมนะ)

ไม่ใช่ครับ แต่เป็นหนังสือเรื่อง 'มองฟ้าให้เป็นนิยาย' ซึ่งหลายปีมานี้ผมพยายามหาแต่ไม่เจออีกเลย

หนังสือเล่มนี้สอนวิธีการคิดพลอตจากสิ่งต่างๆ รอบตัวเราเอาไว้อย่างน่าสนใจ ถ้าใครกลัวว่าตัวเองจะคิดพลอตไม่ออก คิดไม่ได้ หนังสือเล่มนี้จะช่วยได้มากเลย (ในบทต่อๆ ไปผมจะหาวิธีการคิดพลอตมาแนะนำให้นะครับ)


การไม่ตั้งความหวังสูงมากจนเกินไป 

ในโลกนี้ทุกคนล้วนมีสิทธิหวัง มีสิทธิคิดในเรื่องการประสบความสำเร็จ แต่ถ้าคุณหวังมากจนเกินไป แทนที่มันจะช่วยให้ชีวิตคุณดีขึ้น มันอาจเปลี่ยนเป็นทำลายความตั้งใจ รวมทั้งการเขียนด้วย จงอยู่กับความจริงให้มากที่สุด 'มโนแค่ในนวนิยาย' ก็พอ หลายคนหยุดเขียนเพราะการตั้งความหวังมากเกินไป
               

รู้วิธีสร้างฐานนักอ่าน การทำการตลาด

อันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมากในยุคนี้ ยุคที่การเขียนหนังสือถูกแยกกันระหว่าง นวนิยายดี กับ นวนิยายทำเงิน เพราะสำนักพิมพ์ต่างๆ ล้วนทำหนังสือด้วยเงินลงทุน ด้วยเหตุผลทางธุรกิจ เขาไม่สามารถช่วยสังคมได้ตลอดเวลา ไม่เช่นนั้นเขาจะตายเอง

ผมเคยแนะนำนักเขียนนวนิยายที่ผมรู้จักหลายคนว่า หากมีโอกาสจงเสียสละเวลาไปเรียนเรื่องการตลาดสักนิด ถึงคุณไม่เอามาใช้ในการเขียน แต่ก็สามารถใช้ได้กับเรื่องอื่นๆ ในชีวิต

จากประสบการณ์ผมพบว่า การสร้างฐานนักอ่านของตัวเองโดยไม่พึ่งพาแต่สำนักพิมพ์อย่างเดียวในเวลานี้เป็นสิ่งจำเป็นมาก หากประชาสัมพันธ์เป็นก็อย่ารีรอเป็นอันขาด เขียนดีแต่ไม่มีคนรู้จักก็ไร้ประโยชน์

เชื่อผมไหมครับ นักเขียนดัง นักเขียนขายดีแถวหน้าของเมืองไทย ตอนนี้นั่งร้องไห้กันหลายคนแล้ว เพราะผลงานของเขาสำนักพิมพ์ไม่รับพิจารณาจัดพิมพ์อีกต่อไป ทั้งที่ถ้าเขาเฉลียวใจและเริ่มทำการตลาดและกลับมาสร้างฐานแฟนคลับให้กับตัวเองสักนิดก็น่าจะดีขึ้นได้
               

นิสัยดี และไม่หลงตัวเองมากเกินไป

ทุกวงการ รวมทั้งวงการหนังสือด้วย เราต่างต้องการคนดี จิตใจดี หลายคนเขียนหนังสือแค่พอขายได้ไม่ขาดทุนแต่ถ้านิสัยดี นายทุนหรือเพื่อนๆ ในวงการก็พยายามลุ้น พยายามช่วยกันสุดชีวิตเพื่อให้เขาอยู่ได้

แต่ถ้านิสัยไม่ดี มีความประพฤติแย่ทุกคนก็ส่ายหน้า

ผมพบเจอมาเยอะ โดยเฉพาะนักเขียนดัง ขายดีหลายคนแล้ว เพราะเมื่อเขาประสบความสำเร็จมาก อัตตา (Ego) ก็จะมากขึ้น แรงขึ้น ซึ่งนั่นอาจเกิดจากการที่คนรอบข้างคอยเอาอกอกเอาใจ หรือที่เรียกว่า 'ถูกอวยจนเหลิง' นั่นเอง

จุดนี้ขอเตือน ขอทำความเข้าใจกันสักนิดนะครับ 'งานเขียนนวนิยายคืองานศิลปะและศิลปะทุกอย่างในโลกล้วนมีเวลารุ่งเรือง เสื่อมถอยทั้งสิ้น' และนวนิยายเป็นศิลปะแต่ละแนวแต่ละแบบรุ่งเรื่องค่อนข้างจะสั้นมาก ดังนั้นจงคิดดี ทำดี พูดดี นอกจากเขียนดีด้วยนะครับ เพราะเมื่อถึงจุดเสื่อมของผลงานตามสัจธรรมของโลก ความดีที่เรายึดถือปฏิบัติจะช่วยประคับประคองและฉุดดึงให้เราอยู่ได้ตลอดรอดฝั่ง

ตรงกันข้าม... ถ้าคิดแต่ว่าข้าแน่ งานข้าดีไม่จำเป็นต้องง้อใคร ทุกคนต่างหากที่ต้องมาง้องานเรา ถึงวันที่งานของคุณเสื่อมถอย วันนั้นจะไม่มีใครยื่นมือช่วยคุณ ดีไม่ดี คนที่เคยทำงานกับคุณ คนที่เคยแกล้งอวยหรือยกยอคุณ รวมทั้งนายทุนที่อดทนอย่างสูงเพื่อรักษาคุณไว้ ก็อาจจะ "จุด จุด จุด"  
 
และนอกจากนั้น การเขียนนวนิยายอาจให้บางสิ่งที่คุณคิดไม่ถึง และนอกเหนือจากเงินด้วยก็เป็นไปได้ ซึ่งผมได้พบเจอมาตลอดชีวิตการทำงานบรรณาธิการ

ขอยกตัวอย่าง
ครั้งหนึ่งผมได้รับเชิญจากสถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่งไปร่วมเสวนาในรายการ คราวนั้นเขาได้เชิญนักเขียนซีรีย์สี่หัวใจแห่งขุนเขา (บ้านไร่ปลายฝัน) ที่ผมเป็นบรรณาธิการไปร่วมเสวนาด้วย

 
ร่มแก้ว นักเขียนขายดี

หลังจากบันทึกเทปโทรทัศน์ คุณร่มแก้ว หนึ่งในสี่นักเขียนได้เดินมาไหว้ขอบคุณผม เธอเอ่ยปากกับผมว่า ไม่น่าเชื่อเลยว่าการเขียนนวนิยายจะให้อะไรกับเธอได้มากเพียงนี้ ทั้งที่ตอนเริ่มเขียนนั้นเธอคิดแค่งว่าเขียนเพื่อให้ได้ความสุขจากการเขียน แต่วันนี้มันทำให้เธอมีรายได้และมีโอกาสออกโทรทัศน์เป็นครั้งแรกในฐานะแขกรับเชิญ หลังจากที่ได้รับการสัมภาษณ์ลงหนังสือพิมพ์และนิตยสารหลายฉบับเกี่ยวกับการเขียนของเธอแล้ว

ผมถามกลับ...แม่กับพ่อรู้หรือเปล่าที่มาบันทึกเทปวันนี้?

เธอตอบผมว่า...รู้ และแม่กับพ่อภูมิใจในตัวเธอมาก เพราะเธอเป็นคนแรกของตระกูลที่ได้ออกทีวีและมีเรื่องสัมภาษณ์ลงในหนังสือพิมพ์

แต่ตอนนี้ผมไม่รู้ว่าเธอจะยังตื่นเต้นอยู่อีกหรือเปล่ากับโอกาสเหล่านั้น เพราะหลังจากนั้นนวนิยายของเธอก็ประสบความสำเร็จอีกมาก ทำให้เธอได้มีโอกาสอย่างนี้อีกหลายครั้ง รวมทั้งโอกาสที่ได้เป็นหนึ่งในผู้เขียนนวนิยายชุด 'ลูกไม้ของพ่อ' ซึ่งผมเป็นบรรณาธิการ มีหน้าจัดทำเพื่อถวายและเทิดพระเกียรติแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงเป็นพ่อของแผ่นดิน เป็นความภูมิใจของคนทำงานทุกๆ คน

เห็นไหมครับ สิ่งต่างๆ ที่คุณจะได้จากการเขียนนวนิยายนั้นมันช่างดีมากมายเหลือเกิน

ครานี้คงถึงเวลาที่คุณต้องตัดสินใจหรือเลือกแล้ว ว่าคุณยังสนใจจะเขียนนวนิยายอีกหรือไม่ หรือคนที่เขียนอยู่แล้ว คุณจะตั้งเป้าหมายในอนาคตในสิ่งที่คุณทำอย่างไร

ในฐานะคนที่ทำงานอยู่เบื้องหลังอย่างผม และเป็นนักอ่านด้วยนั้น ผมหวังเหลือเกินว่า ในประเทศไทยเรา จะมีต้นกล้าวรรณกรรมต้นใหม่ๆ ที่สมบูรณ์และเติบโตกลายเป็นต้นไม้ใหญ่มากกว่าที่มีอยู่ในปัจจุบัน และสามารถสร้างชื่อเสียงให้เป็นที่รู้จักได้ในระดับโลกด้วย
 
*ขอขอบคุณ : คุณปิยะพร ศักดิ์เกษม คุณอาริตา คุณร่มแก้ว ณ ที่นี้ด้วยครับ   
   
ตอนหน้า  ผมจะพาคุณไปรู้จักเทคนิคการเขียนนวนิยายในด้านต่างๆ 
ทั้งเรื่อง voice style  แก่นเรื่อง รวมทั้งการสร้างไอเดียเริ่มเรื่อง
เพื่อนำไปสู่การสร้างเรื่องราวในโลกนวนิยาย รวมทั้งการซ้อมเล่าพล็อตก่อนเขียน

 
 
https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=atin

พี่อติน - ผู้เขียน

ผู้ดูแลหมวดนักเขียนที่หลงใหลการอ่านแบบสุดๆ และไม่เคยพลาดทุกข่าวสารในวงการวรรณกรรม!

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#Writer #นักเขียน #นิยาย #อาชีพนักเขียน

บทความที่นิยมอ่านต่อ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป