ชวนจับจุดเหมือน...
เมื่อเรื่อง 'มโหสถชาดก' ปรากฏในละคร 'บ่วงอธิฏฐาน'
สวัสดีค่ะ น้องๆ เด็กดีไรท์เตอร์ทุกคน พบกับพี่หวานคนเดิมที่กลับมาพร้อมบทความที่จะนำสาระเกี่ยวกับวรรณคดีไทยมาฝากเช่นเคยค่ะ
ต้องถามก่อนว่าช่วงที่ผ่านมาไม่นานนี้ใครได้ดูละครเรื่องบ่วงอธิฏฐานกันบ้างคะ? จริงๆ พี่หวานก็ไม่ใช่คนติดละครที่จะตามดูทุกตอนหรอกค่ะ(หรอ? 55555) บังเอิญเพื่อนพี่หวานเปิดมาดูย้อนหลังก็เลยนั่งดูด้วยกันต่างหาก พี่หวานจึงพบว่ามีฉากหนึ่งในละครเรื่องบ่วงอธิฏฐานมีความคล้ายคลึงกับเรื่องราวที่ปรากฏใน มโหสถชาดก ซึ่งถือเป็นชาดกที่สำคัญเรื่องหนึ่ง ส่วนจะเป็นฉากไหน แล้วมีใครจับจุดนี้ได้เหมือนพี่หวานบ้างมาดูพร้อมๆ กันเลยค่ะ
ก่อนอื่นน้องๆ รู้จักชาดกมั้ยคะ? ราชบัณฑิตยสถานได้ให้ความหมายของคำว่า ชาดก ไว้ว่า ‘เรื่องพระพุทธเจ้าที่มีมาในชาติก่อนๆ ’ อย่างที่รู้กันอยู่แล้วว่าก่อนที่พระพุทธเจ้าจะได้มาเกิดเป็นเจ้าชายสิทธัตถะและตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ได้ผ่านการเวียนว่ายตายเกิด ใช้ชีวิตมาหลายภพหลายชาติ ซึ่งสิบชาติสุดท้ายที่สำคัญและเป็นที่พูดถึงกันมากก็คือ ทศชาติชาดก นั่นเองค่ะ พี่หวานก็เกริ่นไปซะยาวเลยเนอะ เข้าเรื่องของเรากันดีกว่า วันนี้พี่หวานจะขอหยิบชาดกตอนหนึ่งจากทั้งสิบเรื่องมาพูด นั่นก็คือเรื่อง ‘ มโหสถชาดก ’
จากการดูละครเรื่อง บ่วงอธิฏฐาน กับเพื่อน ทำให้พี่หวานพบว่าเรื่องราวตอนที่ 5 มีบางตอนคล้ายกับเหตุการณ์ในเรื่องมโหสถเลยค่ะ ไม่แน่ใจว่านักเขียนได้แรงบันดาลใจมาจากตอนนั้นรึเปล่า เพราะเราก็สามารถพบได้บ่อยๆ กับการนำวรรณคดีมาดัดแปลงหรือเป็นแรงบันดาลใจในงานเขียน พี่หวานก็มองว่าเป็นการดีซะอีกนะคะ การนำมาเขียนเล่าใหม่อาจจะเป็นอีกวิธีที่จะรักษาวรรณคดีไทยเหล่านั้นไว้อีกทางก็ได้ ^^
จากการดูละครเรื่อง บ่วงอธิฏฐาน กับเพื่อน ทำให้พี่หวานพบว่าเรื่องราวตอนที่ 5 มีบางตอนคล้ายกับเหตุการณ์ในเรื่องมโหสถเลยค่ะ ไม่แน่ใจว่านักเขียนได้แรงบันดาลใจมาจากตอนนั้นรึเปล่า เพราะเราก็สามารถพบได้บ่อยๆ กับการนำวรรณคดีมาดัดแปลงหรือเป็นแรงบันดาลใจในงานเขียน พี่หวานก็มองว่าเป็นการดีซะอีกนะคะ การนำมาเขียนเล่าใหม่อาจจะเป็นอีกวิธีที่จะรักษาวรรณคดีไทยเหล่านั้นไว้อีกทางก็ได้ ^^
เหตุการณ์ในเรื่องบ่วงอธิฏฐาน
จากรูปด้านบนเป็นตอนที่เกศอาภา(แพทริเซีย) ได้เข้าไปห้ามปรามไม่ให้หญิงชาวบ้านสองคนทะเลาะกันเพื่อเเย่งเด็กทารก โดยทั้งสองคนก็ได้แอบอ้างว่าเด็กนั้นเป็นลูกของตนเเละยื้อแย่งไปมา เกศอาภาก็กลัวว่าเด็กจะเป็นอันตรายจึงได้นำเรื่องขึ้นทูลต่อองค์สูริยะ(อั๋น โอลิเวอร์) เพื่อให้ตัดสินความ โดยทั้งสองก็ยังคงยืนกรานหนักแน่นว่าเด็กทารกนี้เป็นลูกของตนพร้อมได้กล่าวอ้างตำหนิต่างๆ บนตัวเด็กเพื่อยืนยัน
หญิงคนเเรกได้ให้การว่า "ลูกข้าเลี้ยงมาตั้งเเต่อ้อนเเต่ออก อาบน้ำให้ทุกวี่ทุกวัน ลูกข้ามีปานแดงที่ท้ายทอย" ซึ่งเมื่อนายทหารตรวจสอบก็พบว่ามีปานเเดงจริง
หญิงคนที่สองก็ได้ให้การยืนยันเช่นกัน "ลูกชายของข้ามีไฝสามเม็ดเรียงกันที่หลังใบหูข้างซ้าย ท่านโปรดจงดูด้วยตาของท่านเถิด" เเละเเน่นอนว่าคำพูดของหญิงคนที่สองก็ยังเป็นตามจริง ปรากฏรอยไฝสามเม็ดอย่างที่นางว่า องค์สูริยะฟังความทั้งสองคนก็ตรัสว่าจะต้องหาแม่ที่เเท้จริงให้ได้ก่อนตะวันตกดิน
ในขณะที่องค์สูริยะกำลังใช้ความคิดนางเกศอาภาก็ได้เสนอวิธีที่จะค้นหาความจริงเรื่องเเม่ตัวจริง เมื่อไม่มีผู้ใดพูดความจริง จึงจะทำการแบ่งเด็กเป็นสองส่วนเท่ากัน โดยให้นายทหารนำดาบมาเพื่อจะผ่าร่างของทารกนั้น เเละในจังหวะที่ทหารกำลังจะลงดาบ หญิงสาวคนที่สองก็รีบคลานเข้ามาห้ามเพราะทนไม่ได้ที่จะต้องเห็นทารกถูกแบ่งเป็นสองท่อน
นางเกศอาภาเห็นดังนั้นก็ยิ้มออกมาอย่างโล่งใจเพราะบัดนี้นางรู้เเล้วว่าหญิงที่เข้ามาห้ามนี้เองคือเเม่ที่เเท้จริง โดยมีคำพูดไว้ว่า 'นางผู้นี้ต่างหากคือเเม่ที่แท้จริงของเด็กคนนี้ หัวอกคนเป็นแม่มีรึจะทนเห็นเลือดในอกตัวเองมีอันเป็นไปต่อหน้าต่อตาได้ นางคนนี้มีหัวใจของความเป็นเเม่ นั่นก็คือยอมทุกอย่างเพื่อความสุขของลูกตัวเอง...'
เหตุการณ์ในเรื่องมโหสถชาดก
สำหรับเรื่อง มโหสถชาดก นั้น ตัวมโหสถเป็นลูกของเศรษฐีสิริวัฒกะและนางสุมนาเทวี เมื่อแรกเกิดมาพร้อมเเท่งโอสถอยู่ในมือ บิดาผู้ซึ่งป่วยเเละปวดหัวเรื้อรังมานานได้นำเเท่งโอสถนั้นมาฝนทาที่หน้าผาก อาการปวดหัวที่เป็นมาตลอดเจ็ดปีก็ทุเลาลง ผู้คนต่างได้ยินสรรพคุณของเเท่งโอสถวิเศษนี้ เมื่อมีอาการป่วยจึงพากันมาขอยารักษา เมื่อได้รับโอสถไปรักษาก็จะหายเป็นปลิดทิ้ง เศรษฐีจึงได้ตั้งชื่อลูกชายคนนี้ว่า มโหสถ
ในเวลาต่อมามโหสถนั้นมีรูปร่างที่สง่าผ่าเผยเเละดูมีรัศมีที่โดดเด่นกว่าเด็กรุ่นเดียวกัน เพียงอายุเเค่ 7 ขวบ เเต่กลับมีความคิดโตเกินตัวที่อยากจะสร้างเรือนที่พักขึ้น โดยได้แบ่งอาคารนี้ออกเป็นห้องหลายๆ ห้อง ได้แก่ ห้องสำหรับหญิงอนาถาไว้คลอดบุตร, ห้องสำหรับสมณพราหมณ์, ห้องสำหรับเก็บข้าวของของพ่อค้าเเละนักเดินทาง ยิ่งไปกว่านั้นยังมีสนามเด็กเล่น มีที่ตัดสินคดีความ และสระโบกขรณีที่เต็มไปด้วยดอกบัวดูน่ามอง ซึ่งผู้คนต่างพากันยกย่องสรรเสริญความมหัศจรรย์ของมโหสถ เมื่อใดที่เกิดเรื่อราวก็จะมาให้มโหสถว่าความให้ที่นี่ ซึ่งมโหสถก็สามารถตัดสินความด้วยปัญญาได้อย่างยุติธรรมทุกครั้งไป
พี่หวานจะขอเข้าเรื่องเหตุการณ์ที่เหมือนกันจากละครบ่วงอธิฏฐานเลยนะคะ มโหสถนั้นได้ตัดสินคดีความมากมาย หนึ่งในคดีที่มโหสถตัดสินความก็ได้แก่ การวินิจฉัยเรื่องบุตร ในเรื่องมีหญิงสาวคนหนึ่งได้มาเเวะพักเพื่อล้างหน้าล้างตาที่สระโบกขรณี จึงวางทารกไว้ในตะกร้าข้างๆ กาย นางยักษ์ตนหนึ่งผ่านมาอยากจะกินเด็กทารกเป็นอาหารจึงเเปลงกายเป็นหญิงสาวเดินเข้ามาทักทาย เข้ามาขออุ้มทารก ซึ่งแม่ของเด็กก็ไม่ได้เอะใจอะไรจึงอนุญาตให้อุ้มได้ ทว่าจู่ๆ นางยักษ์แปลงกายก็อุ้มเด็กหายไป
มโหสถได้ยินเสียงร้องวุ่นวายก็บอกให้ทั้งสองคนเล่าเรื่องราวให้ฟังเพื่อจะตัดสินความ จริงๆ เเล้วด้วยความฉลาดเเละช่างสังเกตมโหสถเห็นว่าหญิงสาวที่อุ้มเด็กอยู่นั้นเป็นยักษ์แปลงกายมา เพราะดวงตาไม่กระพริบและไม่มีเงาในเเววตา เเต่เพื่อจะแถลงความให้ชาวบ้านคนอื่นได้เห็นด้วยจึงทำทีออกอุบาย ขีดเส้นลงบนพื้น วางทารกลงให้หญิงสาวสองคนจับตัวเด็กคนละฝั่ง คนหนึ่งจับเเขน อีกคนจับขา ให้ยื้แย่งกันไปมาเเละถ้าใครแย่งได้ก็จะได้เด็กไป
เมื่อได้ฟังคำพูดของมโหสถหญิงสาวที่เป็นยักษ์แปลงกายก็เเย่งเด็กมาอย่างสุดแรงหวังจะดึงให้เด็กหลุดจากมือของเเม่ตัวจริง ส่วนคนเป็นแม่เห็นว่าลูกร้องงอแงขึ้นมาเพราะความเจ็บปวดก็ทนไม่ได้จึงปล่อยมือออกจากตัวเด็กและยืนร้องไห้ด้วยความเสียใจ มโหสถจึงหันไปถามชาวบ้านว่าคิดเห็นอย่างไรกับเหตุการณ์นี้ คิดว่าผู้เป็นเเม่จะต้องมีจิตใจอย่างไร? ชาวบ้านก็บอกว่าจะมีจิตใจที่อ่อนโยน มโหสถจึงตัดสินความว่า เพราะอย่างนั้นหญิงที่ปล่อยมือจากลูกเพราะไม่อาจทนเห็นลูกตนเองเจ็บปวดได้จึงเป็นผู้มีหัวใจของเเม่อย่างเเท้จริง ก่อนจะให้นางยักษ์คืนลูกไป ชาวบ้านที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างก็ยิ่งพากันสรรเสริญมโหสถมากขึ้นไปอีกเพราะความมีปัญญาและตัดสินความได้อย่างเที่ยงธรรมนั่นเอง
เป็นไงคะเห็นความใกล้เคียงของทั้งสองเรื่องที่ปรากฏรึยังคะ สิ่งสำคัญจากเรื่องบ่วงอธิฏฐานเเละมโหสถชาดกได้ถ่ายทอดออกมาก็คือ ความรักของเเม่นั้นยิ่งใหญ่เสมอค่ะ เเค่เห็นน้ำตาของลูกที่ร้องไห้เพราะความเจ็บปวด เเม่คนไหนจะไม่ปวดใจบ้างล่ะคะ จริงมั้ย :D
ส่วนอีกเรื่องที่โดดเด่นอย่างเห็นได้ชัดก็คือการใช้ปัญญาให้เกิดประโยชน์ค่ะ เมื่อเรารู้จักใช้ปัญญาคิดให้รอบคอบ ใจเย็นๆ เเละมองให้กว้าง รู้จักสังเกตหาข้อเเตกต่างที่ผิดแปลกไปจากปกติ ปัญหาทุกปัญหาย่อมมีทางแก้เสมอ
พอมองดูดีๆ วรรณคดีถึงเเม้จะเกิดขึ้นมานานเเล้วเเต่ก็ไม่ได้ดูแปลกเลยนะคะเมื่อถูกนำเสนอผ่านกลวิธีต่างๆ ของยุคสมัยนี้ พี่หวานกลับมองว่าการถ่ายทอดวรรณคดีผ่านวิธ๊ที่ทันสมัยมากขึ้นก็จะยิ่งทำให้คนได้รู้จักวรรณคดีมากขึ้นนั่นเอง ซึ่งในเรื่องมโหสถชาดกนั้น ตัวมโหสถก็ยังได้ไขคดีความอีกมากมาย มีเเต่เรื่องที่น่าสนใจ ยิ่งอ่านไปก็จะยิ่งเห็นถึงความสามารถในการใช้ปัญญาอย่างชาญฉลาดของมโหสถได้มากขึ้นเรื่อยๆ เลยล่ะค่ะ ถ้ามีโอกาสลองไปหาอ่านเพิ่มเติมกันได้นะคะน้องๆ สำหรับบทความหน้าจะเป็นเรื่องอะไรต้องติดตามดีๆ นะคะ เเล้วเจอกันใหม่ค่าา ^___^
พี่หวาน
ขอบคุณข้อมูลจาก
หนังสือเล่าเรื่องพระสิบชาติ : แปลก สนธิรักษ์, 2511
หนังสือเล่าเรื่องพระสิบชาติ : แปลก สนธิรักษ์, 2511


.jpg)




3 ความคิดเห็น
เรื่องมโหสถชาดก แถบจะเป็นต้นแบบของนักสืบเลยก็ว่าได้ เราเคยอ่านแล้วชอบนะ มีอยู่หลายคดีมาก แต่คดี'ใครเป็นแม่ของเด็ก' ถือว่าเป็นคดีที่รู้สึกว่าจะเด่นที่สุด เพราะเคยฟังเรื่องนี้จากละครเรื่องหนึ่ง