/>
Dek-D.com ใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสบการณ์ของ
ผู้ใช้ให้ดียิ่งขึ้น เรียนรู้เพิ่มเติมที่นี่
ยอมรับ

คนเป่าปี่แห่งฮาเมลิน : ​เรื่องจริงสุดสยองที่ถูกเล่าผ่านเทพนิยายฟรุ้งฟริ้ง []

วิว
 

คนเป่าปี่แห่งฮาเมลิน
เรื่องจริงสุดสยองที่ถูกเล่าผ่านเทพนิยายฟรุ้งฟริ้ง

 
“เมื่อถึงภูเขา ช่องทางเปิดออก
คนเป่าปี่เข้าไปก่อน เด็กๆ ตามเข้าไป
พอคนสุดท้ายผ่านเข้าไป ช่องเขาก็ปิดสนิท”
โรเบิร์ต บราวนิ่ง
 
สวัสดีชาวนักเขียนนักอ่านเด็กดีค่ะ กลับมาพบกับแอดมินนักเขียนเด็กดีเช่นเคย ก่อนจะเริ่มบทความนี้ ขอแอบถามสักนิดว่า... นักอ่านของเราเคยได้ยินเรื่อง “คนเป่าปี่แห่งฮาเมลิน” กันบ้างไหม พูดชื่อมาแบบนี้ หลายคนอาจยังไม่แน่ใจ ขอเล่าเรื่องย่อๆ สักนิดก็ได้ เคยอ่านกันไหม วรรณกรรมเยาวชนที่เล่าเรื่องของเมืองเล็กๆ เมืองหนึ่งที่เต็มไปด้วยฝูงหนู วันหนึ่งคนเป่าปี่ผ่านมา และเป่าปี่ไล่หนูจมน้ำตายจนหมด นั่นแหละ เรื่องที่เรากำลังพูดถึง
 
เชื่อว่าตอนที่อ่าน หลายคนนึกสนุกและคิดว่ามันเป็นเรื่องอ่านเล่นหรือเรื่องแต่งขึ้น จะมีสักกี่คนที่รู้ว่า... แท้จริงแล้ว เทพนิยายเรื่องนี้ พี่น้องกริมม์เขียนขึ้นจากเรื่องจริง!  
 
ตำนานนี้ถูกบอกเล่าผ่านภาพวาดบนกระจกสีของโบสถ์ฮาเมลิน แม้ว่าตัวโบสถ์จะเสียหายไปมาก และถูกทำลายในปี ค.ศ. 1660 แต่เรื่องราวก็ยังถูกเล่าต่อๆ มา ข้อความที่ถูกบันทึกไว้มีแค่สั้นๆ นั่นคือ
 
“วันที่ 26 มิถุนายน ปี ค.ศ. 1284 คนเป่าปี่ในเสื้อผ้าหลากสีปรากฎตัวขึ้น เขาเป่าปี่ล่อหลอกเด็กๆ จำนวน 130 คน ไปสังหารหมู่ที่ช่องเขาแห่งหนึ่งใกล้กับค็อพเพ็น”
 
ต่อมา พี่น้องกริมม์ก็นำเรื่องนี้ไปรวบรวม ตีพิมพ์ในผลงาน “เทพนิยายกริมม์” ของพวกเขา  
 

 

ตำนานที่ถูกเล่าสืบขาน คนเป่าปี่แห่งฮาเมลิน

เรื่องนี้เกิดขึ้นที่เมืองฮาเมลิน ประเทศเยอรมนี ปี ค.ศ. 1284 ชาวบ้านต้องเดือดร้อนเพราะการแพร่กระจายของหนู และวันหนึ่ง โดยไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย คนเป่าปี่ปรากฎตัวขึ้น ตำนานเล่าว่าเสื้อผ้าของเขาเป็นสีสด เย็บจากเศษผ้าหลากสีต่อกัน คนเป่าปี่สัญญาว่า... จะกำจัดหนูให้ทั้งหมด แลกกับเงินจำนวนหนึ่ง (50 กิลเดอร์) ในตอนแรก ชาวบ้านรับปาก แต่แล้ว เมื่อคนเป่าปี่กำจัดหนูได้จริง พวกเขากลับเบี้ยว ไม่ยอมทำตามสัญญา ด้วยความโกรธแค้น คนเป่าปี่เก็บความอาฆาตนี้ไว้ จนกระทั่งวันที่ 26 มิถุนายน ปีเดียวกันนั้นเอง เขากลับมาทวงแค้น ด้วยการแต่งตัวเป็นตัวตลก และเป่าปี่ล่อหลอกเด็กๆ ทุกคนในเมืองให้หายเข้าไปในช่องเขา! นับจำนวนแล้ว ได้ทั้งหมด 130 คน!!!
 
เป็นโชคดี (หรือโชคร้าย) ยังมีเด็ก 3 คนที่รอดจากมนต์สะกดนี้ คนแรกเชื่องช้าและมีขาข้างเดียว ก็เลยเดินตามเพื่อนๆ ไม่ทัน คนที่สองหูหนวกจึงไม่ได้ยินเสียงดนตรี และคนที่สามตาบอด ก็เลยไม่รู้ว่าต้องเดินตามคนอื่นๆ ไปทางไหน และทั้งสามคนก็คือเด็กที่หลงเหลืออยู่จากเหตุการณ์ลักพาตัวครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ครั้งนี้ แม้ชาวบ้านจะออกตามหาบุตรหลานของตนจนสุดความสามารถ แต่สิ่งที่พวกเขาค้นพบคือ ‘ความว่างเปล่า’ ร่องรอยสุดท้ายที่ปรากฎคือ ช่องเขาแห่งหนึ่ง... แต่มากกว่านี้ ไม่มีใครค้นพบ เชื่อกันว่าเด็กๆ ถูกนำไปสังหารหมู่
 

แล้วเด็กๆ หายไปไหน...?

ในเทพนิยาย พี่น้องกริมม์เขียนถึงการกำจัดฝูงหนูไว้อย่างละเอียด และเชื่อว่าคนเป่าปี่กลับมาลักพาตัวเด็กๆ เพื่อการแก้แค้น ทว่านักประวัติศาสตร์ไม่อาจค้นพบหลักฐานในเรื่องนี้ได้ กระจกสีที่หลงเหลืออยู่ ก็มีเพียงเรื่องการหายตัวไปของเด็กๆ ไม่ได้พูดถึงฝูงหนูแต่อย่างใด จึงมีข้อสันนิษฐานเพิ่มเติมอีกหลายๆ อย่างว่า การสังหารหมู่นี้ อาจไม่ใช่การแก้แค้น... แต่อาจจะเป็นเรื่องของโรคระบาด เพราะในยุคนั้น “กาฬโรค” ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากหนู ถือว่าเป็นอันตรายมาก นักประวัติศาสตร์สันนิษฐานว่า เด็กที่หายไปอาจจะติดเชื้อกาฬโรค และคนเป่าปี่ทำหน้าที่พาพวกเขาออกจากหมู่บ้าน เพื่อความปลอดภัยของชาวบ้านที่เหลือ แต่ข้อสันนิษฐานนี้ก็มีคำค้านเช่นกัน เพราะกาฬโรคเริ่มระบาดในยุโรประหว่างช่วงปี ค.ศ. 1348-1350 แต่เหตุการณ์เด็กหายจากฮาเมลินเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1284
 
อีกหนึ่งทฤษฎีที่ถูกสันนิษฐาน ไปพ้องกับเทพนิยาย ฮันเซลกับเกรเทล นั่นคือชาวบ้านน่าจะมีฐานะยากจนมาก จนเลี้ยงเด็กๆ ไม่ไหว พวกเขาเลยส่งเด็กๆ ออกจากหมู่บ้าน เพื่อลดปากท้องที่ต้องเลี้ยงดู นอกจากนี้ ยังมีอีกหนึ่งทฤษฎีที่น่ากลัวไม่แพ้กัน เนื่องจากในช่วงเวลาดังกล่าว เป็นช่วงของสงครามครูเสด นักประวัติศาสตร์จึงสันนิษฐานว่า เด็กๆ อาจถูกส่งไปร่วมรบในสงครามนี้ ยังมีอีกทฤษฎีที่บอกว่า คนเป่าปี่อาจเป็นพวกชอบล่วงละเมิดทางเพศ ก็เลยลักพาตัวเด็กๆ ไปทำมิดีมิร้ายทีละคนจนหมดเมือง (อันนี้น่ากลัวไปนิด ตั้ง 130 คนเลยนะ!!!)
 

ว่าด้วยเรื่องสงครามครูเสด

ทฤษฎีที่บอกว่าเด็กๆ เหล่านี้ อาจถูกคนเป่าปี่ชักนำไปยังสงครามครูเสด น่าจะมีความเป็นไปได้สูงที่สุด จุดเริ่มต้นของสงครามครูเสดคือ เด็กชายชาวเยอรมันวัย 12 ปีคนหนึ่ง (บางตำราก็ว่าเป็นชาวฝรั่งเศส) เห็นนิมิตว่า พระเยซูสั่งให้เขาเดินทางไปยังดินแดนศักดิ์สิทธิ์ เพื่อฟื้นฟูให้กลายเป็นดินแดนของชาวคริสต์ (เยรูซาเล็ม) จากข้อสันนิษฐานเชื่อว่า เด็กๆ น่าจะไปไม่ถึงดินแดนศักดิ์สิทธิ์ แต่เสียชีวิตลงก่อนด้วยเหตุผลอะไรสักอย่าง บางคนก็ถูกขายเป็นทาส บางคนก็หนีไป แต่ส่วนใหญ่แล้ว เด็กๆ ที่เข้าร่วมสงคราม จะมีฐานะยากจน และไม่มีสิทธิ์ในการเรียกร้อง นักประวัติศาสตร์ยังออกความเห็นเพิ่มเติมว่า... พ่อแม่ของเด็กๆ น่าจะได้รับเงินทองจาก “คนเป่าปี่” หรือถ้าพูดตรงๆ ก็คือ พวกเขาขายลูกให้คนเป่าปี่นั่นเอง
 
ข้อสันนิษฐานต่อมาคือ คนเป่าปี่พาเด็กๆ เดินทางมาถึงเมืองฮาเมลิน และเกิดเหตุการณ์บางอย่างทำให้เด็กๆ ทั้งหมดเสียชีวิต เท่ากับว่าไม่มีเด็กคนไหนได้เข้าร่วมสงครามครูเสด พวกเขาเสียชีวิตที่เมืองฮาเมลินนี่เอง 
 

เมืองฮาเมลินวันนี้...

ปัจจุบัน สถานที่ที่เคยเป็นที่ตั้งของเมืองฮาเมลิน กลายเป็นถนนสายสำคัญที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวได้เป็นจำนวนมาก ถนนนั้นชื่อว่า Bungelosenstrasse (ถนนที่ไม่มีเสียงกลอง) ทางเมืองได้ตั้งกฎห้ามเล่นดนตรี ร้องเพลงและเต้นรำที่เมืองนี้เป็นอันขาด เพื่อเป็นเกียรติให้กับเด็กๆ ที่หายตัวไป ใกล้กันยังมีตึกชื่อว่า Rattenfängerhaus (บ้านคนจับหนู) ซึ่งเชื่อกันว่าน่าจะสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1602-1603 ร้านอาหารหลายร้านในเมืองก็จัดในธีมคนเป่าปี่ และมีสินค้าเกี่ยวกับคนเป่าปี่ขายอยู่เป็นจำนวนมาก
 
ทุกวันที่ 26 มิถุนายนของทุกปี ยังเป็นวัน “คนจับหนู” อีกด้วย
 
สุดท้ายนี้ ไม่ว่าเรื่องจริงจะเป็นอย่างไร ตำนานนี้จะเล่าถึงอะไร ก็น่าจะทำให้เราเริ่มฉุกคิดได้ว่า... แท้จริงแล้ว เทพนิยายใสๆ ที่เราอ่าน อาจจะมีเรื่องจริงทางประวัติศาสตร์แฝงอยู่บ้างก็ได้ เพราะฉะนั้น ถ้าจะอ่านเทพนิยาย ก็อาจจะต้องใช้ความคิดและรู้จักวิเคราะห์ + แยกแยะให้มากขึ้น
 
แอดมินนักเขียนเด็กดี
 
ขอบคุณข้อมูลประกอบและภาพจาก
 
https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=writer_team

ทีมงาน writer - ผู้เขียน

ทีมงาน writer

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#Writer #คนเป่าปี่แห่งฮาเมลิน #เทพนิยาย #ตำนาน

บทความที่นิยมอ่านต่อ

ยอดถูกใจสูงสุด

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป