เรื่องเล่าตำนาน 'ท้าวแสนปม' (เพชรกลางไฟ) วรรณคดีต้นตำรับความรักต่างชนชั้น



เรื่องเล่าตำนาน 'ท้าวแสนปม' (เพชรกลางไฟ)
วรรณคดีต้นตำรับความรักต่างชนชั้น



สวัสดีค่ะน้องๆ เด็กดีไรท์เตอร์ กลับมาพบกับพี่หวานอีกครั้งในคอลัมน์ ส่องโลกหนังสือ ^^ วันนี้พี่หวานก็ไม่ได้มามือเปล่านะคะ หลังจากนั่งคิดอยู่นานว่าจะหยิบเรื่องอะไรมาเล่าให้น้องๆ ฟังดี ก็ได้ข้อสรุป(กับตัวเอง)ว่าอยากจะทำเรื่อง ‘ท้าวแสนปม’  ยิ่งอีกไม่นานจะมีภาพยนตร์เรื่อง Beauty and the Beast ที่พระเอกไม่ใช่คนปกติ หรือมีหน้าตารูปร่างปกติเหมือนการ์ตูนดิสนีย์เรื่องอื่น พี่หวานเลยคิดว่าตัวะครที่มีภาพลักษณฺคล้ายเจ้าชายอสูรของไทยก็มีเหมือนกันนะคะ แม้ว่าในส่วนของเนื้อเรื่องจะไม่เหมือนกันแต่ในคาแรคเตอร์ของพระเอกถือว่าใกล้เคียงเลยล่ะค่ะ 

 


(รูปภาพจาก : http://www.baanmaha.com/community/threads/47489-วรรณกรรมอีสาน)
 


เรื่องเล่าเกี่ยวกับท้าวแสนปม


เรื่องราวเกี่ยวกับท้าวแสนปมค่อนข้างมีหลากหลายสำนวน แต่ส่วนมากก็จะไม่เปลี่ยนแปลงจากกันมากนักค่ะ ฉบับที่พี่หวานเคยอ่านนั้นเป็นพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 โดยตัวละครหลักของเรื่องก็จะมีท้าวแสนปมผู้มีเนื้อตัวเต็มไปด้วยปุ่มปมสมชื่อ ซึ่งถ้าน้องๆ เคยอ่านผ่านตามาบ้างคงจะรู้ว่าความจริงแล้วท้าวแสนปมชื่อจริงว่า พระชินเสน เป็นโอรสของท้าวศิริไชยเจ้าเมืองศรีวิชัย ครั้งหนึ่งได้ยินเสียงเล่าลือถึงความงามของ นางอุษา ธิดาของท้าวไตรตรึงษ์ พระชินเสนก็เกิดความสงสัยและอยากจะไปดูให้เห็นกับตาว่านางอุษางดงามอย่างที่คนพูดกันจริงหรือไม่ ท้าวศิริไชยผู้เป็นบิดาก็ได้ลองไปสู่ขอนางอุษามาแล้วแต่ว่าโดนปฏิเสธ พร้อมทั้งได้รับคำบอกอีกว่าถ้าอยากให้ยกนางอุษาให้ เมืองศรีวิชัยจะต้องเป็นเมืองขึ้นของเมืองไตรตรึงษ์

พระชินเสนได้ฟังจึงตัดสินใจไปดูหน้านางอุษาด้วยตนเอง ตามที่พี่หวานคิดนั้นพี่หวานมั่นใจว่าพระชินเสนก่อนจะแปลงกายเป็นท้าวแสนปมนั้นจะต้องเป็นพระเอกที่มีรูปงามไม่แพ้เรื่องอื่นแน่ๆ ค่ะ เพราะส่วนมากพระเอกในวรรณคดีไทยล้วนแต่จะเป็นเจ้าชายที่มีรูปงามและมีความสามารถ ตรงนี้พี่หวานก็เลยสะกิดใจว่าเจ้าชายอสูรในเรื่อง Beauty and the beast แท้จริงแล้วก็เป็นชายรูปงามเช่นกัน เพียงแต่ว่าโดนคำสาปจากให้เขาต้องตามหารักแท้ที่ไม่ใช่ความรักจากรูปลักษณ์ภายนอกจึงต้องกลายเป็นอสูรเช่นนี้ ซึ่งกรณีของพระชินเสนก็แอบคล้ายกันอยู่บ้างค่ะ เพราะต้องใช้เวลาอยู่นานในร่างของท้าวแสนปมกว่าจะได้มีความรักกับนางอุษาอย่างแท้จริง  

หลังจากที่พระชินเสนตัดสินใจจะไปยังเมืองไตรตรึงษ์เพื่อดูหน้านางอุษาด้วยตนเองนั้นพระองค์ก็เตรียมตัวอย่างรอบคอบโดยนำพลทหารส่วนหนึ่งติดตามไปด้วยแต่ให้รออยู่นอกเมือง พร้อมสั่งว่าถ้าได้ยินเสียงกลองจึงจะถือเป็นสัญญาณว่าตกอยู่ในอันตรายให้ยกทัพเข้าไปได้ แล้วจึงแปลงกายเป็นชายหน้าตาน่าเกลียดที่มีปุ่มปมทั่วทั้งใบหน้าและลำตัว พระชินเสนที่แปลงกายแล้วได้ไปขออาศัยอยู่กับตายายที่ดูแลสวนหลวงเพื่อที่จะได้อาศัยหาทางเข้าไปใกล้ชิดนางอุษา (ต่อไปพี่หวานจะขอเรียกพระชินเสนว่าท้าวแสนปมนะคะ จะได้ไม่งงกัน)

วันหนึ่งท้าวแสนปมได้พบนางอุษาในสวนก็เกิดอาการตกหลุมรักขึ้นมาทันที เมื่อมีโอกาสจึงแกะสลักฟักส่งเป็นสาสน์รักปะปนไปกับบรรดาผักอื่นๆ ที่ต้องส่งไปที่ครัวหลวง นางอุษาได้เห็นดังนั้นจึงรู้ได้ทันทีว่าท้าวแสนปมน่าเกลียดคนนั้นคือพระชินเสนนั่นเอง ทางด้านนางอุษาก็นึกมีใจตอบรับจึงได้ฝากข้อความกลับไปให้ท้าวแสนปมอยู่เรื่อยๆ เช่นกันค่ะ ตรงนี้จึงปรากฏข้อความตอบกลับของนางอุษาที่มีนัยเชื้อเชิญให้ท้าวแสนปมกล้าที่จะเข้ามาหานาง พี่หวานเชื่อว่าถ้าหลายคนได้อ่านคงจะต้องร้อง อ๋อ! ออกมาเลยล่ะค่ะ

 
จากตัวบทที่ว่า...
 
            "   ในลักษณ์นั้นว่าน่าประหลาด                    เป็นเชื้อชาตินักรบกลั่นกล้า
เหตุไฉนย่อท้อรอรา                                             หรือจักกล้าแต่เพี้ยงวาที
 เห็นแก้วแวบวับที่จับจิต                                        ไม่มิคิดอาจเอื้อมให้เต็มที
  เมื่อมิเอื้อมจักได้อย่างไรมี                                    อัญมณีหรือจะโลดไปถึงมือ
 อันของสูงแม้ปองต้องจิต                                      ถ้าไม่คิดปีนป่ายจักได้หรือ
    มิใช่ของตลาดที่อาจซื้อ                                        หรือแย่งยื้อถือได้โดยมิยอม
      มิคิดสอยมัวคอยดอกไม้ร่วง                                    คงชวดดวงบุพชาติสะอาดหอม
ดูแต่ภุมรินที่บินตอม                                            จุ่งได้อ้อมอบกลิ่นสุมาลี"

ถ้าลองอ่านดีๆ ก็จะพบว่าข้อความเป็นไปในทิศทางแอบแฝงความรู้สึกของนางอุษาที่อยากจะให้ท้าวแสนปมกล้าที่จะรัก และกล้าที่จะคิดคว้านางลงมาจากฟ้า เพราะว่าตัวนางเองก็มีใจให้พระชินเสนเหมือนกันแต่ด้วยนางเป็นผู้หญิงและหากจะให้ผู้หญิงออกตัวก่อนคงไม่ดีแน่ เมื่อท้าวแสนปมได้อ่านก็เข้าใจว่านางอุษาเองก็รู้สึกเหมือนกับตนเองแน่ๆ คืนหนึ่งนั้นจึงได้เข้าไปหานางในห้องและก็ได้พลอดรักกัน ช่วงนั้นถึงกับมีข่าวออกมาว่านางอุษาโปรดเสวยมะเขือมากเลยล่ะค่ะ ฮา…

แต่โชคชะตาก็ชอบเล่นตลกเมื่อท้าวแสนปมจำเป็นต้องกลับมาเป็นพระชินเสนและกลับเมืองศรีวิชัย โดยที่ยังไม่ทันได้พานางอุษาไปด้วย แต่ทว่าขณะนั้นนางอุษาได้ตั้งครรภ์และให้กำเนิดพระโอรส ท้าวไตรตรึงษ์เมื่อรู้ก็เกิดความต้องการที่จะตามหาพ่อของเด็ก เพราะนางอุษาไม่ยอมพูดอะไรเลย ซึ่งพี่หวานก็คิดว่าถ้ายกเหตุการณ์ของนางอุษามาอยู่ในยุคปัจจุบัน คนเป็นผู้หญิงย่อมเป็นฝ่ายเสียหายพูดอะไรก็คงจะไม่เป็นการดีแน่ค่ะ ท้าวไตรตรึงษ์จึงประกาศตามหาพ่อของพระโอรส ว่าถ้าพระโอรสของนางอุษารับอาหารจากใครก็จะรับเป็นเขยทันที แต่เวลาผ่านไปก็ไม่มีใครสักคนที่พระโอรสจะยอมเข้าไปใกล้ ยกเว้นก็แต่วันหนึ่งที่ท้าวแสนปมกลับมา พระโอรสของนางอุษารับข้าวเย็นของท้าวแสนปมเอาไว้เพียงคนเดียว ซึ่งทำให้ท้าวไตรตรึงษ์โกรธมากที่นางอุษาเลือกคนหน้าตาน่าเกลียดอย่างท้าวแสนปม ทั้งดูถูกและด่าทอสารพัดก่อนจะเอ่ยไล่นางออกจากเมือง

ก่อนไปท้าวแสนปมก็เลยพูดไว้ว่าการโดนไล่ออกจากเมืองไม่เป็นปัญหาเพราะตนเองก็มีพละกำลังมากพอจะสร้างเมืองให้นางอุษาได้แน่และได้บอกว่าถ้าตนตีกลองขึ้นมา ทหารคงจะเข้ามามากมายเต็มเมืองไตรตรึงษ์แน่นอน ท้าวไตรตรึงษ์ได้ฟังก็ยิ่งไม่ชอบใจ จนท้าวแสนปมตีกลองเรียกไพร่พลของตนเข้ามา ท้าวไตรตรึงษ์จึงรู้ว่านี่คือพระชินเสนปลอมตัวมา และหากมีการปะทะกันตนไม่มีทางชนะพระชินเสนได้แน่ จึงอ้อนวอนให้อยู่ครองเมืองไตรตรึงษ์ต่อไป แต่พระชินเสนตัดสินใจจะพานางอุษาและลูกกลับไปอยู่เมืองศรีวิชัยด้วยกันแทน เรื่องราวในพระราชนิพนธ์ของรัชกาลที่ 6 กล่าวถึงไว้เท่านี้ค่ะ

 

แรงบันดาลใจจากวรรณคดีกับการสร้างเป็นบทละคร



 
ผู้เขียน : ว.วินิจฉัยกุล 
สำนักพิมพ์ : ทรีบีส์
พิมพ์ครั้งที่ : 
หมวดหนังสือ : นวนิยาย
ราคา : 350 บาท
ISBN : 978-616-06-1913-9
ปก : ปกอ่อน
จำนวนหน้า :  208 หน้า

 
หลังจากที่พี่หวานกำลังเรียบเรียงข้อมูลเกี่ยวกับท้าวแสนปมอยู่ ก็ได้รับความช่วยเหลือจากพี่อตินในการแนะนำให้ลองอ่านเรื่อง เพชรกลางไฟ ผลงานชิ้นเยี่ยมของคุณว.วินิจฉัยกุล ที่เพิ่งถูกนำมาสร้างเป็นละคร เพราะลักษณะโครงเรื่องมีความคล้ายคลึงกับเรื่องเล่าตำนานท้าวแสนปมมาก โดยเฉพาะเรื่องความรักต่างชนชั้น นางเอกหรือหม่อมเจ้าหญิงอุรวศรีนั้นเป็นหญิงสูงศักดิ์ ส่วนพระเอกของเรื่องอย่างอนลก็เป็นเพียงคนธรรมดาที่ดูจะไม่ได้มีความโดดเด่นเหมือนพระเอกคนอื่นๆ ที่เคยผ่านปลายปากกาออกมา แต่ที่สำคัญคืออนลมีความชอบในการแต่งกลอนค่ะ ดังปรากฏข้อความตอนหนึ่งที่อนลได้บอกเล่าความรู้สึกของตนเองที่มีต่อหม่อมเจ้าหญิงอุรวศรีผ่านบทกลอน โดยมีเนื้อความไม่ได้ปรารถนาจะครอบครอง แต่เป็นเพียงการมอบความอบอุ่นห่วงใยส่งไปให้เท่านั้น ซึ่งตรงนี้พี่หวานคิดว่าคล้ายกับตัวท้าวแสนปมตรงที่เคยตัดพ้อและกล่าวไว้ว่าตนเองไม่มีสิทธิ์จะเอื้อมไปคว้าดาวอย่างนางอุษาได้หรอก ในเรื่องเพชรกลางไฟนี้ก็เช่นกัน เพราะถึงจะไม่ได้พบหน้าอนลก็ยังคงคิดถึงหม่อมเจ้าหญิงอุรวศรีอยู่เสมอ 

และสิ่งที่ทั้งสองเรื่องมีเหมือนกันอีกอย่างก็คือการไม่ตัดสินหรือมองคนจากเพียงเเค่ภายนอกค่ะ ถึงเเม้ตัวอนลจากเพชรกลางไฟจะเป็นเพียงคนธรรมดา และท้าวแสนปมจะเป็น(เจ้าชายปลอมตัวมา)เป็นคนธรรมดาที่แถมความหน้าตาน่ากลัวเข้าไปอีก ก็ไม่ได้ทำให้นางเอกของเรื่องตัดสินกันแค่นั้นค่ะ พี่หวานคิดว่าหน้าตานั้นต้องเป็นส่วนสำคัญอยู่แล้วเพราะเป็นด่านแรกของความรัก แต่สิ่งที่คงอยู่ตลอดกาลกลับเป็นจิตใจภายในมากกว่า ซึ่งทั้งสองเรื่องได้ทำให้พี่หวานรู้สึกได้เลยว่าเราไม่ควรจะตัดสินคนอื่นจากภายนอก เพราะเขาอาจจะกลายมาเป็น 'ผ้าขี้ริ้วห่อทอง' ก็ได้นะคะ อิอิ

 

ประเด็นความรักต่างชนชั้น พล็อตเรื่องอมตะตลอดกาล

ถ้าน้องๆ เป็นนักอ่านตัวยงแล้วละก็ปฏิเสธไม่ได้เลยนะคะว่าเรื่องความรักต่างชนชั้นถือเป็นอีกหนึ่งพล็อตเรื่องที่พบได้บ่อยๆ แต่ทำไมเราถึงไม่เบื่อพล็อตแบบนี้กันนะ?

พี่หวานคิดว่าเรื่องความรักส่วนมากถ้าคนสองคนมีความเหมือนกันมากเกินไปก็จะกลายเป็นความเรียบง่าย การนำมาสร้างเรื่องจึงไม่ค่อยมีจุดขัดแย้งกันมากนัก แต่ถ้าเป็นเรื่องความรักของคนสองคนที่เต็มไปด้วยความแตกต่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเป็นนิยายแบบไทยที่อิงประวัติศาสตร์ด้วยแล้ว ถ้าในยุคสมัยนั้นเคร่งครัดในเรื่องการแบ่งชนชั้น การเขียนเรื่องความรักต่างชนชั้นจะสามารถสร้างจุดขัดแย้งได้มากค่ะ ถือเป็นอีกกลวิธีหนึ่งที่ช่วยให้ตัวละครและเนื้อเรื่องมีความน่าสนใจและเร้าอารมณ์ผู้อ่านได้อยู่ตลอดเวลานั่นเอง โดยส่วนตัวพี่หวานเป็นคนที่ชอบและก็อินกับเรื่องพีเรียดไทยๆ อยู่แล้ว ยิ่งการเขียนจดหมายหรือแต่งกลอนจีบกันนี่จะแอบบอกว่าชอบมากกกก ชอบถึงขนาดที่ว่าเคยนึกอยากพาตัวเองไปอยู่ในสมัยที่พ่อกับแม่จีบกันด้วยจดหมายเลยล่ะค่ะ สมัยนั้นคงจะต้องใช้เวลาค่อยเป็นค่อยไปในการสร้างความสัมพันธ์ ช่วงเวลาที่รอจดหมายจากไปรษณีย์มาส่งคงจะน่าตื่นเต้นมากเลยนะคะว่ามั้ย>< แล้วยิ่งเรื่องนี้มีการแทรกบทกวีเข้าไปด้วยพอได้ลองอ่านคงวางไม่ลงเลยล่ะค่ะ



 
เชือได้เลยว่าหลายคนในนี้ก็คงจะเป็นแฟนนักอ่านของคุณว.วินิจฉัยกุล กันอยู่เยอะเลยใช่มั้ยคะ พี่หวานว่านิยายพีเรียดแบบไทยๆ ก็มีความสนุกไม่แพ้นิยายวัยรุ่นหรือนิยายต่างประเทศเลย จากตอนแรกว่าจะเขียนในเชิงท้าวแสนปมนั้นเป็นเจ้าชายอสูรของไทย แต่ไปๆ มาๆ กลับคิดว่าการเป็นพระเอกแบบไทยก็มีเสน่ห์ไม่แพ้ตัวละครนิยายชาติไหนเลยนี่นา นอกจากนี้ยิ่งมีการยกเหตุการณ์จริงมาประกอบในการเขียนยิ่งทำให้เวลาอ่านพี่หวานยิ่งอินได้ง่ายมากเลยค่ะ ถือเป็นข้อดีจริงๆ เพราะถ้าเป็นเหตุการณ์ของต่างประเทศเราอาจจะไม่ได้มีความรู้สึกร่วมมากอย่างนี้

พี่หวานว่าการนำเค้าโครงจากบางตอนของวรรณคดีมาประยุกต์ให้ออกมาเป็นนิยายทันสมัยเหมาะสมกับปัจจุบันอย่างนี้นับถือฝีมือคนแต่งจริงๆ ค่ะ เพราะนอกจากจะได้อ่านนิยายสนุกๆ แปลกใหม่แล้วยังทำให้เราเห็นได้ว่าเรื่องราวของวรรณคดีไทยยังมีเสน่ห์ลึกลับที่สามารถหยิบมาพูดถึงได้เรื่อยๆ ส่วนใครมีความเห็นว่ามีนิยายเรื่องไหนที่มีเค้าโครงเหมือนเรื่องท้าวแสนปมอีก เข้ามาพูดคุยเพิ่มเติมกันได้เลยนะคะ แล้วบทความหน้าพี่หวานจะเขียนเรื่องอะไรให้น้องๆ อ่านอีกต้องติดตามกันด้วยนะคะ ไว้เจอกันใหม่บทความหน้าค่ะ ^____^

 

พี่หวาน

 

 
Dek-D Team ทีมคอลัมนิสต์ Dek-D

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

1 ความคิดเห็น

กำลังโหลด
กำลังโหลด