เปิดตำนานวิวัฒนาการหนังสือ
ที่มาพร้อมกับสงครามอันยาวนาน
สวัสดีชาวไรเตอร์ทุกคนค่ะ ปฏิเสธไม่ได้เลยนะคะว่าปัจจุบันนี้ เรากำลังเข้าสู่ยุคปฏิวัติโลกของการอ่านจนเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก เมื่อก่อนเราก็ยังอ่านหนังสือบนกระดาษ เวลาไปไหนมาไหนก็ต้องพกหนังสือหนาๆ ถ้ากระดาษบางก็โชคดีหน่อย แต่ถ้ากระดาษหนาเมื่อไหร่ล่ะก็แบกจนหลังหักเลย แต่ดูเดี๋ยวนี้สิ ใครๆ ก็อ่านจาก e-book หรือเว็บไซต์กันทั้งนั้น ดังนั้นแค่พกแท็บเล็ตหรือโทรศัพท์ก็สามารถบรรจุหนังสือไว้อ่านเป็นร้อยๆ เล่มได้แล้ว หรือต่อให้เราดวงไม่ดีทำโทรศัพท์หาย แต่หนังสือก็ไม่หายไปด้วย เพราะหนังสือที่ถูกดาวน์โหลดไว้บนคลาวด์ยังอยู่ เรียกได้ว่าสะดวกสบายมากๆ เลยล่ะค่ะ

kindle หนังสือ Ebook จากค่ายอะเมซอน
(via pixabay)
แต่ใช่ว่าทุกคนจะแฮปปี้กับอีบุ๊คนะคะ เพราะมันทำให้ธุรกิจสำนักพิมพ์และร้านหนังสือมีรายได้ที่ลดลง จนหนักเข้าบางแห่งถึงกับปิดตัวไปเลยก็มี อย่างที่เห็นๆ กันอยู่ว่าเดี๋ยวนี้พวกนิตยสารก็ทยอยปิดตัวลง นั่นทำให้นักอ่านหลายๆ คนเริ่มกลัวว่าหนังสือที่ทำมาจากกระดาษจะหายไป (พี่น้ำผึ้งก็แอบกลัวอยู่หน่อยๆ เหมือนกันค่ะ แต่คิดว่ายังไงก็ไม่หายไปหรอกเนอะ) แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ใครที่กำลังกังวลก็โล่งใจได้เลยค่ะ เพราะเมื่อไม่นานมานี้เพิ่งมีรายงานข่าวออกมาว่ายอดขายอีบุ๊คในสหราชอาณาจักรลดลงจากตอนเปิดตัวครั้งแรก แสดงว่าหนังสือเล่มยังไม่ได้มีทีท่าว่าจะเหลือแค่ตำนานเร็วๆ นี้แน่นอนค่ะ
สิ่งที่น่าสนใจก็คือ “ความกังวลเรื่องรูปโฉมที่เปลี่ยนไปของหนังสือ” นั้นทำให้พี่นึกถึงเรื่องราวที่คล้ายๆ กันซึ่งเคยเกิดขึ้นเมื่อ 2,000 ปีที่แล้ว เป็นเรื่องของความขัดแย้งระหว่างหนังสือใหม่ที่ถูกจัดว่าเป็นพวกนอกรีตกับหนังสือยุคโบราณค่ะ หลายคนเริ่มสงสัยแล้วล่ะสิว่าพี่น้ำผึ้งกำลังพูดเรื่องอะไร เอาล่ะค่ะน้องๆ เคยรู้มาก่อนมั้ยคะว่าก่อนที่หนังสือเล่มจะเป็นหนังสือเล่มอย่างที่เราเห็นกันทุกวันนี้ มันเคยมีรูปแบบที่ไม่ใช่แบบนี้มาก่อนด้วยค่ะ และกว่าจะเปลี่ยนผ่านมาได้ก็ลำบากอยู่โข วันนี้พี่น้ำผึ้งก็เลยชวนน้องๆ มา “เปิดตำนานวิวัตนาการหนังสือเล่ม” ไปด้วยกันค่ะ
พร้อมแล้วเลื่อนลงมาเลยดีกว่า
หนังสือแบบม้วนอ่านเอา
(via healthybliss.net)
สมัยกรุงโรมในช่วงศตวรรษที่ 1 ผู้คนจะใช้วิธีเอาขี้ผึ้งมาเขียนบนแผ่นไม้แล้วส่งเป็นจดหมายถึงกัน ส่วนในหอสมุดของพวกชนชั้นสูงก็จะมีแต่หนังสือประวัติศาสตร์ ปรัชญาและศิลปะ หนังสือที่ว่าเนี่ยไม่ใช่เป็นเล่มๆ แบบที่เรารู้จักหรอกนะคะ แต่เป็นม้วนกระดาษที่ทำมาจากกระดาษปาปิรัสของอียิปต์ ซึ่งแต่ละม้วนก็มีความยาวต่างกันไปตั้งแต่ 4.5 เมตรจนไปถึง 16 เมตร โอ้โห ยาวมากกกกก ยาวได้อีก
เผื่อใครนึกไม่ออกว่าเป็นยังไง หน้าตาก็เหมือนกับสาสน์ของขุนนางในยุคก่อนๆ นั่นแหละค่ะ แถมวิธีอ่านม้วนกระดาษนี่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยด้วย เพราะถ้าเราไม่ได้กางกระดาษไว้บนโต๊ะแล้วหาอะไรมาทับไว้ เราก็จะต้องใช้สองมือในการค่อยๆ คลี่อย่างระมัดระวังจากขวาไปซ้าย จากนั้นจึงม้วนหน้าที่อ่านแล้วกลับคืนให้เป็นระเบียบ นักเขียนและนักคัดลอกมักจะเขียนคอลัมน์นึงโดยใช้พื้นที่กว้างแค่ไม่กี่นิ้วเพื่อให้ม้วนกระดาษรักษาได้ง่าย ความยุ่งยากในการอ่านนั่นคือปัญหาแรกค่ะ
ปัญหาที่สองก็คือกระดาษปาปิรัสไม่ได้เป็นวัสดุที่คงทน โดยเฉพาะเมื่อไม่ได้อยู่ในพื้นที่ร้อนและแห้งแล้ง ทำให้จำเป็นต้องมีคัดลอกสำเนาของหนังสือเล่มเดิมหลายครั้ง นอกจากนี้ยังฉีกขาดได้ง่ายหากมีการพับบ่อยเกินไป หนังสือยุคนั้นจึงเป็นแบบม้วนกระดาษแทน ที่สำคัญคือเราสามารถเขียนได้แค่หน้าเดียวเท่านั้น!! ยกเว้นว่าเขียนข้อความไม่ยาวมากถึงจะสามารถพลิกไปเขียนอีกด้านได้ แต่ถึงอย่างนั้นการคลี่กระดาษกลับไปกลับมาก็ทำได้ยากและอ่านยากอีกด้วย ลำบากจริงๆ เลยนะเนี่ย เฮ้อ

การอ่านหนังสือแบบม้วนกระดาษ
(via bbc.com)
แต่เชื่อมั้ยคะว่าในยุคนั้นหรืออาจจะก่อนหน้านั้น ไม่ได้มีแค่หนังสือแบบม้วนกระดาษเพียงอย่างเดียว เพราะนักโบราณคดีได้ค้นพบชิ้นส่วนหน้ากระดาษปาปิรัสที่เขียนจากหน้าไปหลัง หรือพูดง่ายๆ ก็คือหน้ากระดาษจากหนังสือเป็นเล่มแบบที่เรารู้จักนี่ล่ะค่ะ ชาวโรมันเรียกหนังสือแบบนี้ว่าโคเด็กซ์ (Codex) ที่มีรากศัพท์มาจากคำว่า caudex ที่แปลว่าลำต้นของต้นไม้เพราะมีรูปร่างหน้าตาคล้ายกันนั่นเอง
แต่ต้นกำเนิดของโคเด็กซ์นั้นยังเป็นปริศนา ไม่มีใครรู้ว่าใครเป็นผู้ริเริ่มคิดค้น คำว่าโคเด็กซ์ได้ปรากฏขึ้นครั้งแรกราวๆ ค.ศ. 84 โดยกวีชาวโรมันนามว่ามาร์คซีอาล เขาคนนี้นี่แหละที่ทำการโฆษณาให้นักอ่านหันมาอ่านหนังสือเล่มแบบโคเด็กซ์แทนม้วนกระดาษเพราะสะดวกสบายกว่าและง่ายต่อการรักษา ซึ่งจริงๆ แล้วโคเด็กซ์จะมีปกที่ทำมาจากหนังซึ่งเรียบเนียนและแข็งแรง แต่ก็ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันว่าจริงๆ แล้วโคเด็กซ์อาจมีต้นกำเนิดมาหลายศตวรรษก่อนหน้านั้นก็เป็นได้นะคะ

(via bbc.com)
อย่างไรก็ตาม โคเด็กซ์ถือเป็นก้าวสำคัญของวิวัฒนาการหนังสือเลยล่ะค่ะ เพราะนอกจากวัสดุที่ใช้จะมีความทนทานแล้ว มันยังมีหมายเลขหน้ากำกับไว้ให้ง่ายต่อการค้นหา! และนี่แหละที่เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างดัชนี เรียกได้ว่ามีข้อดีและประสิทธิภาพมากกว่าม้วนกระดาษหลายสิบเท่าเลย! แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ใช่ว่าทุกคนจะยอมรับโคเด็กซ์ เพราะยังมีชาวโรมันและชาวยิวมากมายหลายคนที่คุ้นเคยและชื่นชอบหนังสือแบบม้วนกระดาษมากกว่า จึงได้มีการออกมาต่อต้าน ประท้วงและเกิดปัญหาขัดแย้งขึ้นในระยะแรกและสิ้นสุดลงในคริสต์ศตวรรษที่ 6 นับว่าเป็นสงครามหนังสือที่ยาวนานจริงๆ
ปัจจุบันโคเด็กซ์มีวิวัฒนาการมาเรื่อยๆ จนกลายเป็นหนังสือเล่มแบบปัจจุบัน บางทีนี่ก็อาจจะคล้ายๆ กับปัญหาเรื่องอีบุ๊คที่กำลังจะเข้ามาแทนที่ได้นะคะ ในตอนนี้น้องๆ หลายคนอาจจะยังไม่ยอมรับหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ แต่ในอนาคตจะเป็นยังไงก็ไม่รู้เนอะ มันอาจจะเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดวิวัฒนาการใหม่ๆ อาจจะเหมือนโคเด็กซ์ที่เข้ามาแทนที่ม้วนกระดาษ หรืออาจจะหายไปตามกาลเวลา ก็คงต้องติดตามกันต่อไป
แล้วน้องๆ ล่ะคะคิดว่ายังไงกันบ้าง?
พี่น้ำผึ้ง :)

3 ความคิดเห็น
ผมชอบอ่านนิยายบนกระดาษครับ...แต่ถ้าเป็นหนังสืออื่นๆ หรือเอกสารที่เกี่ยวกับงานชอบอ่านแบบ e-book ครับ เวลาที่อ่านนิยายเมื่อได้เปิดหนังสือไปแต่ละหน้า ผมชอบความรู้สึกนั้นครับ และผมมักจะหยิบนิยายไปทีละเล่มมากกว่าการพกไปหลายๆ เล่ม แต่ถ้าเป็นหนังสืออื่นๆ แม้กระทั้งที่เกี่ยวกับการทำงาน มักจะเป็นเรื่องของการค้นคว้า ซึ่งการอ่านแบบ e-book จะสะดวกในการพกพาหนังสือจำนวนมากกว่าครับ
คือ คนที่ชอบอ่านหนังสือแบบจับเป็นเล่มก็ไม่ได้ออกมาประท้วงให้เอา e-book ออกไปแบบสมัยนั้นนะ แต่ถ้าเกิดว่ามีคนมาบอกว่า "ยังอ่านแบบเดิมอยู่อีก หัวโบราณ/ตกยุคจริง" นี่จะเดือดมาก(มีมั้ย?)
คือ คนที่ชอบอ่านหนังสือแบบจับเป็นเล่มก็ไม่ได้ออกมาประท้วงให้เอา e-book ออกไปแบบสมัยนั้นนะ แต่ถ้าเกิดว่ามีคนมาบอกว่า "ยังอ่านแบบเดิมอยู่อีก หัวโบราณ/ตกยุคจริง" นี่จะเดือดมาก(มีมั้ย?)