วิถีนักเขียน : มาดูซิว่า 16 นักเขียนระดับโลกเขาก้าวมาถึงจุดนี้ได้ยังไง
สวัสดีชาวนักเขียนนักอ่านเด็กดีทุกคนจ้า เชื่อว่าทุกคนที่คลิกเข้ามาน่าจะมีความฝันหรืออยากเป็นนักเขียนอยู่บ้างไม่มากก็น้อยแหละ และเชื่ออีกว่า... หลายๆ คนต้องมีนักเขียนในดวงใจของตัวเอง แอดมินก็มีเหมือนกัน ชอบซูซานน์ คอลลินส์ ผู้เขียนฮังเกอร์เกมเป็นพิเศษค่ะ แล้วก็เคยแอบอ่านพวกบทสัมภาษณ์ หรืออ่านคำคมของเธอ เพราะอยากรู้ว่าแนวคิดของเธอเป็นอย่างไร คือบางที เราก็อดอยากรู้ไม่ได้ว่า นักเขียนคนอื่นๆ เขาใช้ชีวิตกันอย่างไร ชอบทำอะไรเป็นพิเศษ และเพราะความคิดนี้นี่แหละค่ะ เป็นที่มาของบทความนี้ ^ ^ แอดมินขอชวนทุกคนไปแอบดูกันว่า... นักเขียนดังๆ นั้น เขามีชีวิตอย่างไร
เรย์ แบรดบูรี่ : ผมเขียนนิยายได้ทุกที่
เชื่อว่าหลายๆ คนน่าจะเคยได้ยินชื่อของนักเขียนคนนี้มาบ้างแล้ว เจ้าตัวเริ่มเขียนหนังสือมาตั้งแต่อายุได้แค่ 12 ปี โดยยุคแรกๆ นั้นเขาใช้พิมพ์ดีด แบรดบูรี่บอกว่า เขาโชคดีที่ได้เจอกับอะไรใหม่ๆ เสมอ และเมื่อได้เจออะไรใหม่ๆ เขาก็จะเกิดความรู้สึกว่าอยากเขียนงาน เขาบอกว่าเมื่อใดที่เกิดแรงบันดาลใจใหม่ๆ ก็จะมุ่งหน้าเข้าหาพิมพ์ดีด และพิมพ์รัวๆ ทันที
“ผมเขียนได้ทุกที่ ตอนยังเล็ก ก็เขียนต่อหน้าพ่อแม่และน้องชายในห้องนั่งเล่น หรือเขียนในห้องนอน พิมพ์ดีดตั้งอยู่ในห้องนั่งเล่น และแม่ผมชอบฟังวิทยุไปด้วย บางทีพ่อกับน้องชายก็ทำกิจกรรมอื่นๆ ตอนเขียนเรื่อง Fahrenheit 451 สถานที่คือห้องใต้ดินของมหาวิทยาลัยยูซีแอลเอ ผมต้องจ่ายค่าเช่าพิมพ์ดีด 10 เซ็นต์ ต่อเวลา 30 นาที ก็เลยต้องพิมพ์ให้เร็วที่สุด ทั้งหมดนี้ช่วยฝึกให้ผมเขียนได้ทุกที่ทุกเวลา”
โจแอน ดิดิออน : เวลานิยายใกล้จบ ฉันจะนอนหน้าคอมเลย
นักเขียนหญิงผู้นี้ให้ความสำคัญกับช่วงเวลาสร้างไอเดียมากๆ เธอเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า “ก่อนมื้อค่ำ ฉันจะใช้เวลาอยู่ตนเดียวอย่างน้อยหนึ่งชั่วโมง เพื่อทบทวนว่าวันนี้เราเขียนอะไรไปแล้วบ้าง ตัวช่วยของฉันคือเครื่องดื่มดีๆ สักแก้ว ระหว่างที่อ่าน ฉันไม่เขียนงานใหม่แต่จะตรวจปรับแก้เป็นหลัก และจดโน้ตเอาไว้ พอเช้าวันต่อมา ฉันจะเอาโน้ตมาดู แล้วปรับแก้งานต่อจากเมื่อวาน เวลาเขียนนิยาย ฉันจะไม่ออกไปข้างนอกเลย และไม่เชิญใครมากินข้าวด้วย เพราะเสียเวลาโดยใช่เหตุ ถ้าวันไหนเวลาไม่พอจริงๆ ก็ปล่อยผ่านไปก่อน แล้วค่อยทำในวันต่อไป อีกหนึ่งเทคนิคที่ฉันทำเป็นประจำคือ เวลาเขียนใกล้จบเรื่อง ฉันจะนอนค้างในห้องนั้นเลย และแทบจะไม่ออกจากบ้านไปไหน พอตื่นมา ฉันก็สามารถพิมพ์นิยายต่อได้เลยด้วย ไม่เสียเวลาดี”
อี. บี. ไวท์ : ถ้ามัวแต่รอจังหวะ คงจะตายโดยไม่ได้เขียนสักคำ
นักเขียนคนนี้ขึ้นชื่อเรื่องความรับผิดชอบ และมีศีลธรรมในการเขียนที่ชัดเจน เจ้าตัวประกาศว่าเวลาเขียนจะอยู่เงียบๆ ไม่ฟังเพลงหรือไม่ทำอย่างอื่นเลย แต่จะเขียนอย่างเดียวเท่านั้น อย่างไรก็ตาม เขาก็บอกว่า เขาสามารถทำงานท่ามกลางอุปสรรคได้ดี แม้จะเขียนอยู่ในห้องนั่งเล่นที่มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย โทรศัพท์ดังรัวๆ ผู้คนเดินเข้าเดินออกไม่หยุด เขาก็เขียนได้สบายมาก และเพราะชินกับความวุ่นวายในบ้าน ทำให้ไวท์สามารถเขียนได้ทุกที่ที่ต้องการ เขาถึงกับบอกว่าต่อให้มีคนกำลังเปลี่ยนพรมที่ใต้โต๊ะที่กำลังเขียนหนังสือ เขาก็เขียนต่อได้ ไม่มีปัญหาอะไร นอกเสียจากว่า คนเปลี่ยนจะเป็นสาวสวยหรือซุ่มซ่ามทำอะไรหกนั่นแหละ อย่างไรก็ตาม ไวท์บอกว่าเขาโชคดีที่ภรรยาเป็นคนไม่เยอะ และไม่ค่อยทำเสียงดังรบกวนเขาแต่อย่างใด แต่ถ้าวันไหนเขาทนไม่ไหวจริงๆ เขาก็จะเปลี่ยนที่เขียนเอง ไม่ได้รบกวนใคร ไวท์ยังสรุปด้วยว่า นักเขียนที่เอาแต่หาจังหวะเหมาะๆ หรือรอสถานที่ดีๆ ในการเขียน คงมีแต่จะตายโดยไม่ได้เขียนสักคำ
แจ๊ค เครูแอ็ก : วันไหนที่ไม่อยากเขียนก็ทำอะไรแปลกๆ
“ผมชอบเขียนนิยายตอนกลางคืน วิธีของผมคือจุดเทียนเล่มหนึ่ง และเมื่อเทียนหมดเล่ม ก็ได้เวลาเลิกเขียน แต่วันไหนที่ไม่อยากเขียนหรือเบื่อมากๆ ผมก็จะทำอะไรแปลกๆ เช่น นั่งตั้งข้อสงสัยต่อพระจันทร์ หรือไม่ก็เอาหัวเดินต่างเท้า ทำโยคะหรืออะไรที่มากกว่านั้น เพื่อให้เลือดไหลเวียน ผมพยายามใช้วิธีสร้างความไม่สมดุลเพื่อคืนความสมดุล เพื่อให้ตัวเองตื่นตัว นอกจากนี้ ที่ตั้งของโต๊ะทำงานก็สำคัญมาก ผมตั้งโต๊ะไว้ข้างเตียงโดยเลือกมุมที่แสงดีที่สุด และบางทีพอเขียนแล้วเหนื่อยก็หาเครื่องดื่มโปรดมาดื่ม บางวันผมก็ไปเขียนในโรงแรม เรียกว่าผมเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ไม่หยุดนิ่ง เพื่องานเขียนที่ดีกว่า”
ซูซาน ซอนแท็ค : ถ้าเมื่อไหร่เขียนออก ก็จัดเต็มไม่มีหยุด
“ทุกวันฉันจะตื่นไม่เกินแปดโมงเช้า (แต่ก็เปลี่ยนกฏนี้ได้อาทิตย์ละหน) กินข้าวเที่ยงที่บ้าน (แต่ทุกสองอาทิตย์ จะไปกินข้างนอกสักหน) ฉันเขียนนิยายทุกวัน และจะบอกเพื่อนๆ ว่าห้ามโทร. หาตอนเช้า หรือถ้ามีใครโทร. มาก็ไม่รับสาย ช่วงเย็น ฉันจะอ่านหนังสือ (ฉันชอบอ่านหนังสือ เป็นวิธีเลี่ยงการเขียนที่ดีที่สุดแล้ว) ฉันตอบจดหมายอาทิตย์ละครั้งเสมอ วงจรชีวิตโดยละเอียดของฉันคือ เขียนด้วยปากกาหรือดินสอ ฉันยังชอบเขียนด้วยมืออยู่ เมื่อเขียนเสร็จก็ปรับแก้ไขจนกว่าจะไม่เห็นจุดผิดพลาด แล้วจึงพิมพ์ เมื่อก่อนฉันใช้พิมพ์ดีด แต่พอคอมพิวเตอร์เข้ามา ฉันก็พิมพ์คอมพิวเตอร์เป็นหลัก แต่ยังปรินท์มาแก้ไขอยู่ ก่อนเขียน ฉันจะต้องมั่นใจก่อนและต้องชัดเจน ถ้าหากวันไหนรู้สึกว่า... เขียนแล้วไหลลื่น ฉันจะไม่ทำอะไรอย่างอื่นเลย ไม่ออกไปข้างนอก บางทีก็ลืมกินข้าว ไม่หลับไม่นอน จะว่าไปแล้วฉันไม่มีวินัยการเขียนเท่าไหร่ หมายถึงไม่เคยกำหนดระยะเวลาในการเขียน ถ้าเมื่อไหร่เขียนออกก็จัดเต็มไม่มีหยุด”
เฮนรี่ มิลเลอร์ : เขียนสบายๆ ไม่เครียด
มิลเลอร์คือเชื่อว่าสำหรับนักเขียนแล้ว แรงบันดาลใจและสุขภาพจิตที่ดีคือสิ่งที่สำคัญที่สุด เขาได้แบ่งเวลาชีวิตได้ดังนี้
เช้า
ถ้าขี้เกียจ จดสิ่งที่คิดได้เอาไว้ รอเขียน
ถ้าขยัน เขียนจริงเลย
กลางวัน
เขียนตามแผนที่วางไว้ ถ้าเป็นไปได้พยายามเขียนให้จบบท
เย็น
ไปเจอเพื่อนๆ อ่านหนังสือตามคาเฟ่ ถ้าฝนตกไปเดินเล่น ถ้าฟ้าสดใสไปปั่นจักรยาน
ถ้ามีอารมณ์อยากเขียนก็เขียน
ถ้าเบื่อก็วาดรูป
ตรวจทานงานที่เขียนไปแล้ว
*ถ้าวันไหนอากาศดี ก็ไปพิพิธภัณฑ์ หรือไปวาดภาพข้างนอกบ้าง บางทีก็ไปนั่งรถไฟ ไปนั่งในคาเฟ่หรือไปเข้าห้องสมุด อาทิตย์ละครั้ง
ไซม่อน เดอ โบวัวร์ : ทุกวัน ฉันต้องอ่านทวนงานที่เขียนเสมอ
“ฉันเป็นคนใจร้อนและเร่งรีบ พอตื่นตอนเช้า สิ่งแรกที่ฉันทำคือดื่มชา จากนั้นก็เขียนงานไปเรื่อยๆ ช่วงบ่ายอาจไปเจอเพื่อนบ้าง แต่ก็จะกลับบ้านภายในห้าโมงและมาเขียนนิยายต่อจนสามทุ่ม บางวันถ้าไม่ได้ไปเจอเพื่อน ฉันก็อ่านหนังสือพิมพ์ หรือไม่ก็ไปช็อปปิ้ง แต่ถ้าวันไหนเขียนงานไหลลื่น ฉันก็จะใช้เวลาอ่านทวนงานที่เขียนได้ เพื่อตรวจทานแก้ไขคำผิดหรือสำนวนที่ไม่เข้าที่ จากนั้นก็เขียนต่อ ทุกวันฉันต้องอ่านงานที่เขียนไปแล้วเสมอ เพื่อทบทวนความคิดของตัวเอง”
เออร์เนสต์ เฮมมิ่งเวย์ : ผมจะทิ้งฉากที่อยากเขียนต่อเอาไว้เพื่อที่จะได้รู้สึกเหมือนรอคอยที่จะพบกับคนรัก
เฮมมิ่งเวย์คือนักเขียนที่โด่งดังเรื่อง ‘ยืนเขียน’ เจ้าตัวบอกว่า หลายครั้งเวลาเขียน เขาจะยืนอยู่หน้าพิมพ์ดีด ปรับระดับให้พอเหมาะ แล้วก็รัวแป้นเลย
“ผมชอบเขียนหนังสือตอนเช้า เริ่มตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นนั่นเลย ช่วงเวลานั้นไม่มีใครมารบกวนคุณ และอากาศก็เย็นสบายด้วย ก่อนจะเขียนผมจะอ่านทวนงานที่เขียนไปก่อนหน้า จะได้รู้ว่า... ต้องไปต่อตรงจุดไหน จากนั้นก็จะเขียนไปเรื่อยๆ เทคนิคของผมคือผมมักจะทิ้งท้ายที่สถานการณ์ที่รู้ว่าจะเขียนอะไรต่อไป เพื่อที่วันต่อไป จะได้เขียนได้คล่องและไหลลื่น ปกติผมมักจะเขียนตั้งแต่หกโมงเช้าไปจนถึงเที่ยง จากนั้นก็หยุดและรอคอย ผมใช้วิธีการทิ้งฉากที่อยากเขียนต่อเอาไว้ เพื่อที่ตัวเองจะได้รู้สึกเหมือนรอคอยที่จะพบกับคนรัก พอถึงเวลานั้น ทุกอย่างก็จะไปได้สวย”
ดอน เดอลิลโล่ : ผมมีภาพของนักเขียนท่านหนึ่งเป็นแรงบันดาลใจ
“ผมชอบเขียนตอนเช้าๆ ส่วนใหญ่จะใช้เวลาเขียนประมาณ 4 ชม. จากนั้นค่อยไปวิ่ง มันเป็นการเปลี่ยนกิจกรรมที่จะทำให้ผมรู้สึกตื่นเต้น ได้เจอต้นไม้ นก ธรรมชาติ วิ่งเสร็จก็กลับมาเขียนต่อช่วงบ่ายอีกสัก 2-3 ชม. จากนั้นก็ได้เวลาอ่านหนังสือ ซึ่งช่วงนี้ผมไม่กำหนดเวลา ผมไม่ใช่คนชอบกินจุบจิบ ไม่ดื่มกาแฟ และไม่สูบบุหรี่ กิจกรรมส่วนใหญ่ก็จะเรียบง่าย และบ้านผมก็เงียบสงบ ผมคิดว่านักเขียนต้องการสิ่งนี้ การได้อยู่คนเดียวเงียบๆ มองออกนอกหน้าต่าง อ่านหนังสือดีๆ สักเล่มที่ภาษาสวย มีคำศัพท์ที่น่าสนใจ ผมมีภาพของ คอร์เค ลุยส์ บอร์เคส นักเขียนชาวอาร์เจนติน่าติดอยู่ เพื่อนนักเขียนชาวไอริชเป็นคนส่งมาให้ผม ผมชอบอ่านงานของบอร์เคส และชอบดูภาพของเขาด้วย ภาพของเขาทำให้ผมนึกถึงนักเขียนที่ไม่ยอมปล่อยให้เวลาเสียไปเปล่าๆ ผมมีเขาเป็นต้นแบบในหลายๆ ด้าน ทั้งในแง่ของศิลปะและงานเขียนที่มีคุณค่า”
เบนจามิน แฟรงคลิน : แบ่งเวลาชีวิตอย่างชัดเจน
ถ้าเราดูตารางเวลาของเบนจามิน แฟรงคลิน จะพบว่ามีความชัดเจนและละเอียดลออมากๆ ค่ะ ลองดูกันว่าในแต่ละวันเขาทำอะไรบ้าง
5.00-8.00 น. ตื่นนอน อาบน้ำแปรงฟัน กินอาหารเช้า ทบทวนกิจกรรมที่ต้องทำ
8.00-12.00 น. ทำงาน
12.00-13.00 น. อ่านหนังสือหรือตรวจสอบงาน
13.00-18.00 น. ทำงาน
18.00-22.00 น. จัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย กินมื้อเย็น ฟังเพลง พูดคุยกับเพื่อนๆ ทบทวนว่าวันนี้ทำอะไรไปบ้าง
22.00-5.00 น. นอน
ฮารูกิ มูราคามิ : การทำอะไรให้เป็นวงจรจะทำให้ร่างกายจดจำและปรับตัวได้
“ผมจะตื่นมาเขียนนิยายตั้งแต่ตี 4 ใช้เวลาประมาณ 5-6 ชั่วโมง พอบ่ายก็ไปวิ่งสัก 10 กิโลเมตรหรือว่ายน้ำประมาณ 5,000 เมตร (หรือไม่ก็ทั้งวิ่งและว่ายน้ำ) จากนั้นก็อ่านหนังสือและฟังเพลง ผมจะเข้านอนประมาณสามทุ่ม ถ้าหากไม่มีตัวแปรอะไรมารบกวน ผมก็จะทำกิจกรรมแบบนี้ทุกวัน การทำอะไรเป็นวงจรสำคัญมาก มันช่วยให้ร่างกายจดจำได้ และปรับตัวได้”
วิลเลี่ยม กิบสัน : ช่วงบ่ายผมจะงีบก่อนแล้วค่อยเขียนต่อ
“ทุกวันผมจะตื่นมาตอนเจ็ดโมงเช้า เช็กอีเมล เล่นอินเทอร์เน็ตสักนิดสักหน่อย แล้วก็ดื่มกาแฟ จากนั้นค่อยเริ่มต้นเขียนนิยาย แต่จะมี 3 วันต่อสัปดาห์ที่ผมจะเล่นพิลาทีสก่อน แล้วค่อยเขียนตอน 10-11 โมง แต่ถ้าวันไหนเขียนไม่ออก ผมก็ไปตัดหญ้าแทนหรือไม่ก็นั่งคิดไปเรื่อยๆ พักเที่ยงกินข้าวแล้วมาเขียนต่ออีกหน่อย พอเริ่มเหนื่อยก็แอบงีบสักนิด สำหรับผมการงีบสำคัญมาก งีบนะ ไม่ใช่หลับลึก ประมาณว่าแค่พักสายตาให้สมองปลอดโปร่งน่ะแหละ ยิ่งเข้าสู่การเขียนช่วงกลางเรื่อง ความอยากเขียนมักจะเพิ่มมากขึ้น ช่วงเริ่มเปิดเรื่องผมเขียนตั้งแต่ 10.00-17.00 น. จันทร์ถึงศุกร์ แต่พอใกล้จบ เสาร์อาทิตย์ผมก็เขียน และอาจเขียนวันละ 12 ชม. ด้วยซ้ำ ช่วงใกล้จบของเรื่อง เป็นจุดที่ซับซ้อน ถ้าหากไม่ให้เวลากับมันไม่ตั้งใจกับมันจริงๆ ก็ลำบากและมีปัญหา ช่วงนั้นผมแทบไม่ได้หลับได้นอน แต่จะเขียนตลอดเวลาเพื่อให้จบเรื่องอย่างสมบูรณ์”
มายา แอนเจลู : ก่อนจะส่งงานให้บรรณาธิการ นักเขียนต้องดูแลงานของตัวเองให้ดีที่สุด
นักเขียนส่วนใหญ่มีพฤติกรรมชอบเขียนตอนเช้า มายา แอนเจลูเองก็เช่นกัน เธอบอกว่า “ตั้งแต่เช้า ฉันจะออกไปเขียนนอกบ้าน พอเที่ยงๆ ก็กลับบ้านอาบน้ำเพื่อผ่อนคลาย งานเขียนเป็นงานที่หนักมาก ต้องผ่อนคลายบ้างอะไรบ้าง พออาบน้ำ ฉันจะออกไปช็อปปิ้ง เดินเล่น จากนั้นก็ทำอาหารอร่อยๆ กิน มื้อเย็นของฉันมักจะจริงจัง บางทีก็เชิญเพื่อนมาด้วย จุดเทียน เปิดเพลงเพราะๆ ทำนองนั้น จากนั้นก็ล้างจานทำความสะอาดให้เรียบร้อย แล้วค่อยมานั่งอ่านงานที่เขียนไปตอนเช้า ส่วนใหญ่ฉันจะใช้เวลาประมาณ 2-3 ชม. ช่วงเวลานี้โหดและหนักหนามาก
ฉันยังคงใช้บรรณาธิการคนเดิมตั้งแต่ปี ค.ศ. 1967 เขาคนนี้วิจารณ์งานของฉันทุกซอกทุกมุม มีหลายครั้งมากที่ฉันเหวี่ยงเขาว่า ฉันจะไม่คุยกับคุณอีกตลอดไป ลาก่อน ขอบคุณสำหรับทุกอย่าง แต่แล้วเมื่อกลับมาอ่านงานของตัวเองอย่างละเอียด ได้เห็นข้อบกพร่องที่เขาบอกมา ฉันก็ต้องเปลี่ยนใจกลับไปขอโทษเขา ไม่นานมานี้ ฉันไปเยี่ยมเขาและกินข้าวร่วมกัน เขาคือคนที่สอนให้ฉันรู้ว่า ก่อนจะส่งงานให้บรรณาธิการ นักเขียนต้องดูแลงานของตัวเองให้ดีที่สุด”
อนาอิส นิน : ฉันเขียนได้ดีตอนเช้า
นักเขียนสายเลือดสเปน ฝรั่งเศสและเดนมาร์กชื่อเพราะคนนี้บอกไว้ว่าเธอจะเขียนนิยายตอนเช้า ส่วนตอนกลางคืนเขียนไดอารี่ เธอบอกว่าเขียนหนังสือทุกวัน แต่จะเขียนได้ดีกว่าถ้าเป็นตอนเช้า
เคิร์ท วอนเนกัต : ตอนเช้าเขียน ตอนเย็นพัก
นักเขียนคนนี้เล่าตารางเวลาของตัวเองไว้อย่างละเอียด เขาตื่นตีห้าครึ่ง เขียนงานไปจนแปดโมงเช้า กินอาหารเช้า เขียนต่อจนถึงสิบโมง แล้วค่อยไปเดินเล่น ว่ายน้ำ ทำกิจกรรมต่างๆ นานา เขาบอกว่าจะว่ายน้ำประมาณครึ่งชั่วโมง แล้วก็กลับบ้านตอนใกล้ๆ เที่ยง อ่านอีเมล กินมื้อเที่ยง ส่วนช่วงบ่ายเขาหมดเวลาไปกับการเตรียมการเรียนการสอน พอช่วงเย็นก็จะดื่มสักนิดสักหน่อย ทำมื้อเย็น อ่านหนังสือ ฟังเพลงแจ๊ซ หรือบางวันก็ไปดูหนังสนุกๆ ที่ให้ข้อคิดดีๆ กับตัวเอง”
สตีเฟ่น คิง : ไม่มีเวลาเขียนที่เฉพาะเจาะจง
สำหรับสตีเฟ่น คิง ราชางานเขียนแนวสยองขวัญคนนี้ เขาบอกว่า ไม่มีเวลาเขียนที่เฉพาะเจาะจง แต่ถ้าเมื่อไหร่ได้เขียนก็ยาว ส่วนใหญ่แล้วเมื่อตื่นเช้ามา “สิ่งแรกที่ผมจะทำคือดื่มน้ำหรือไม่ก็ชา แล้วก็นั่งพักผ่อน ส่วนใหญ่ช่วงเวลานั้นคือเวลา 8.00-8.30 น. จากนั้นก็นั่งฟังเพลง อ่านหนังสือพิมพ์สบายๆ ผมจะรอไปเรื่อยๆ จนกว่าจะถึงจังหวะที่รู้สึกมีแรงบันดาลใจและอยากที่จะฝัน
ทีมงานนักเขียนเด็กดี
ขอบคุณข้อมูลจาก
https://www.brainpickings.org/2012/11/20/daily-routines-writers/
https://experteditor.com.au/blog/the-surprising-day-jobs-20-famous-authors/
http://www.openculture.com/2015/12/the-daily-habits-of-famous-writers.html


5 ความคิดเห็น
อ่านแล้วรู้สึกมีกำลังใจมากๆค่ะ กว่าพวกเขาจะฝ่าฟันไปถึงจุดที่นักเขียนเป็นงานหลักของพวกเขาได้ก็ต้องผ่านอะไรมามากมายจริงๆ...ชื่นชมวิถีชีวิตของเขา และชื่นชอบผลงานของพวกเขามากค่ะ
ขอบคุณสำหรับบทความดีๆนะคะ :))
เรย์ แบรดบูรี่ กับ เคิร์ท วอนเนกัต เราชอบสองคนนี้มากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ//นิสัยคล้ายๆเราเลยเจออะไรก็แต่งไปหมดแต่สุดท้ายก็ต้องลืม555+
นอนก่อนแล้วค่อยเขียน ประจำ!!