ชีวิตก็คือนิยาย! 10 เรื่องแต่งจากนิยายที่จู่ๆ ก็กลายเป็นเรื่องจริง!


ชีวิตจริงไม่ต่างจากนิยาย!
10 ประเด็นพีคๆ จากหนังสือดังในอดีต
ที่ตอนนี้กลายเป็นเรื่องจริงไปเสียแล้ว 

 
มีคำกล่าวที่บอกว่า “ชีวิตจริงไม่ใช่นิยาย” และคงมีหลายคนที่เชื่อวลีนี้ แต่แอดมินเป็นคนหนึ่งที่คิดตรงข้ามค่ะ แต่ไหนแต่ไร แอดมินเชื่อเสมอว่า นักเขียนนำชีวิตจริงไปเขียนเป็นนิยาย เพราะฉะนั้น ชีวิตจริงกับนิยายจึงใกล้เคียงกันได้อย่างไม่น่าเชื่อ หลายครั้ง เราอ่านนิยายเรื่องหนึ่งแล้วคิดว่ามันก็แค่พล็อตนิยาย ไม่น่าจะมีจริง แต่ถึงวันหนึ่ง เรากลับพบว่า ไอ้พล็อตนิยายนั้นที่เราเคยคิดว่าเป็นไปไม่ได้ จู่ๆ มันก็กลายมาเป็นเรื่องจริงที่ใกล้ตัวสุดๆ ซะอย่างนั้น 
 
เรย์ แบรดบูรี่ นักเขียนชื่อดังเคยกล่าวไว้ว่า “ผมไม่ได้พยายามจะพยากรณ์อนาคต แต่กำลังหาทางป้องกันมันต่างหาก” คำพูดของเขาให้แง่คิดที่น่าสนใจ เพราะนิยายแนวที่เขาเขียนอยู่ คือแนววิทยาศาสตร์ไซไฟ นักเขียนสายนี้ส่วนใหญ่มักจะเขียนเรื่องเกี่ยวกับเทคโนโลยี แนวคิดใหม่ๆ สิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น และส่วนใหญ่ สิ่งเหล่านั้นส่งผลกับอนาคตในทางลบมากกว่าทางบวก อย่างไรก็ตามเนื้อหาที่ปรากฎในหนังสือ ก็มักจะเล่าถึงวิวัฒนาการของมนุษย์ การรับมือต่อสิ่งที่เกิดขึ้น และนำเสนอทางออก มากกว่าจะทิ้งปมไว้เฉยๆ ซึ่งบางที มันอาจจะตรงกับสิ่งที่แบรดบูรี่พูดไว้ก็ได้ เขาพยายามหาทางป้องกันและทางแก้ไขอยู่นั่นเอง
 
และนี่คือ 10 ประเด็นสำคัญจากหนังสือที่มีอิทธิพลต่อสังคมอย่างสูงที่เรายกมาฝากให้ทุกคนได้คิดกัน อ่านแล้วอยากให้ลองพิจารณาดูว่า... มันจริงหรือไม่ และตรงไหม 
 

The Twilight Zone ภาค Number 12 Looks Just Like You  
ประเด็นเรื่องเสพติดศัลยกรรมพลาสติก
 
The Twilight Zone เป็นผลงานของ ร้อด เซอร์ลิ่ง (Rod Serling) หนังสือชุดยาวหลายต่อหลายเล่มที่เต็มไปด้วยจินตนาการ เคยถูกนำไปทำเป็นซีรี่ส์ฉายทางโทรทัศน์มาแล้ว และประเด็นที่ถูกนำมาพูดถึงมากที่สุดก็คือ ประเด็นเรื่องศัลยกรรมพลาสติก โดยตอนที่ฉายเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยตรง คือ “Number 12 Looks Just Like You” ที่เล่าถึงโลกในอนาคต ที่มนุษย์ทุกคนต้องผ่านกระบวนการแปลงโฉมในวัย 18 รัฐบาลจะผ่าตัดเปลี่ยนแปลงใบหน้าทุกคนให้เหมือนกันหมด เพื่อให้ทุกคนกลายเป็นคนสวยราวนางแบบ โดยเป้าหมายของกระบวนการนี้ เพื่อลดระดับความเครียดของวัยรุ่น ที่ต่างก็อยากมีหน้าตาสวยงาม นักเขียนเน้นไปที่ประเด็น “ความกังวลเรื่องความสวยงามของเด็กสาววัยรุ่น” ตลอดจนการแต่งหน้ามากเกินไป และการเปรียบเทียบตัวเองกับเพื่อนๆ คนอื่น ความอิจฉาริษยาและการสร้างชนชั้นในสังคม คนที่สวยสุดจะอยู่ลำดับบนสุดเสมอ และคนที่หน้าตาขี้เหร่ ก็จะกลายเป็นชนชั้นล่างไปโดยปริยาย 
 
และไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อ ได้มีการหยิบยกประเด็นเรื่องนี้ขึ้นมาอีกครั้ง โดยประเทศที่กลายเป็นเป้าหมายพาดพิงก็คือ เกาหลีใต้ ซึ่งสถานการณ์ ณ ตอนนี้ แทบจะไม่แตกต่างจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเรื่อง The Twilight Zone เลย จากสถิติพบว่าผู้หญิงเกาหลี 1 ใน 3 ล้วนผ่านการทำศัลยกรรมพลาสติก ดังนั้น อาชีพยอดนิยมในเกาหลีตอนนี้ จึงหนีไม่พ้น แพทย์เกี่ยวกับศัลยกรรม และเมื่อต้องตรวจสอบตัวตน ก็ทำให้เกิดความสับสน เพราะตัวตนเดิมๆ ของผู้หญิงคนนั้นได้เปลี่ยนแปลงไปชนิดที่หน้าตาไม่เหมือนเดิมเลย ใน The Twilight Zone ได้เขียนไว้ว่า... หลังจบไฮสคูล เด็กสาวทุกคนจะได้รับของขวัญอันมีค่า นั่นคือ การผ่าตัดศัลยกรรม และนั่นคือเหตุผลที่ทำให้ทุกคนตั้งใจเรียนและมีเป้าหมายในการใช้ชีวิต เพื่อสร้างสังคมที่ (คิดเอาเองว่า) เท่าเทียม และการที่เราจะไม่ต้องน้อยเนื้อต่ำใจ ไม่ต้องอิจฉาใครอีก นั่นเอง  
 

 
The Veldt
ประเด็นเรื่องความรุนแรงของเด็กกับพ่อแม่ 

 
เรื่องสั้นเรื่องนี้เป็นผลงานของ เรย์ แบรดบูรี่ เมื่อออกฉายทางโทรทัศน์ครั้งแรก มันสร้างความตื่นตัวให้กับทุกคน โดยเฉพาะพวกพ่อแม่ผู้ปกครอง การเลี้ยงลูกในโลกปัจจุบัน ต่างจากอดีตมาก และแบรดบูรี่ก็เป็นคนหนึ่งที่กังวลกับการเปลี่ยนแปลงนี้ ในผลงานเรื่องนี้ เขาเขียนถึงครอบครัวที่นำลูกไปฝากไว้กับเนิร์สเซอรี่ ซึ่งใช้วิธีเปิดโทรทัศน์ให้เด็กๆ ดูเพื่อให้เกิดความสงบ และท้ายที่สุด เด็กๆ ก็เติบโตมากับเนิร์สเซอรี่ แทนที่จะได้อยู่กับพ่อแม่ และการดูโทรทัศน์ทั้งวัน ได้ส่งเสริมนิสัยก้าวร้าวรุนแรง ตอนจบของเรื่อง เมื่อพ่อแม่ตัดสินใจเอาเด็กมาเลี้ยงเอง ความขัดใจก็ทำให้เด็กตัดสินใจฆ่าพ่อแม่เสีย 
 
อ่านเรื่องย่อสั้นๆ จบ หลายคนอาจจะร้องค้านว่า เฮ้ย มันไปไกลเกินไป แค่ดูโทรทัศน์ทำให้เด็กฆ่าพ่อแม่ได้ยังไง แต่ในชีวิตจริง มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นแล้ว... โนอาห์ ครู๊คส์ เด็กชายวัย 14 เสพติดวีดิโอเกมอย่างหนัก และเหมือนในหนังสือเลย ผู้เป็นแม่เริ่มกังวลกับพฤติกรรมของลูก เพราะสังเกตว่า ลูกเริ่มไม่สนใจการเรียนและกลายเป็นเด็กก้าวร้าวรุนแรง ท้ายที่สุด แม่ตัดสินใจบังคับให้ลูกเลิกเล่นเกมแบบกะทันหัน โนอาห์รับสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้ ก็เลยฆาตกรรมแม่ตัวเอง 
 
ทั้งโนอาห์และเด็กๆ ในเนิร์สเซอรี่อาจจะมีจุดร่วมที่แตกต่างกัน คนหนึ่งติดเกม อีกกลุ่มเป็นเรื่องของโทรทัศน์ อย่างไรก็ตาม ต้นตอของปัญหาไม่ใช่แค่เรื่องเกมหรือโทรทัศน์ แต่เป็นเรื่องอื่นที่ใหญ่กว่านั้น เรย์ แบรดบูรี่ไม่ได้จะบอกต่อสังคมว่า ถ้าปล่อยให้ลูกติดเกมหรือติดโทรทัศน์แล้วจะเกิดการฆ่ากันหรือเกิดเรื่องไม่ดี ตรงกันข้าม เขาต้องการเสนอว่า พ่อกับแม่ควรให้เวลาและเอาใจใส่ลูกให้มากกว่านี้ การเล่นเกมหรือดูโทรทัศน์เป็นพฤติกรรมปกติเกิดขึ้นได้ แต่พ่อแม่ควรจะมีส่วนร่วมและสังเกตพฤติกรรมของลูกๆ ด้วย ไม่ใช่ปล่อยปละละเลยจนกลายเป็นความห่างเหิน และรู้ตัวอีกที ก็กลายเป็นว่า... เรื่องร้ายเกิดขึ้นเสียแล้ว
 

 
The Machine Stops
ประเด็นเรื่องความสัมพันธ์บนเฟซบุ๊ก
 
 
หนังสือเรื่องนี้ตีพิมพ์เมื่อปี ค.ศ. 1909 ตอนที่ออกมาใหม่ๆ มันกลายเป็นกระแสรุนแรง ผู้อ่านหลายคนต่างก็ส่ายหัว และใช้คำว่า “แรงเกินไป” ช่วงนั้น เป็นช่วงที่โทรศัพท์เริ่มแพร่หลายไปสู่บ้านของผู้คน อี. เอ็ม. ฟอร์สเตอร์ นักเขียนได้ตั้งข้อสังเกตว่า จะเป็นไปได้ไหมที่ในอนาคต คนจะไม่ออกมาพบกันเลย แต่จะใช้ชีวิตอยู่แต่ในบ้านกับโทรศัพท์นั่นแหละ แค่กดโทร. ก็จัดการทุกอย่างในชีวิตได้ ไม่ต้องมีหรอกเพื่อน ไม่ต้องมีหรอกการสื่อสารกับผู้คน
 
เมื่อพูดถึงประเด็นนี้ในปี ค.ศ. 1909 มันออกจะดูเกินจริงไปสักนิด ก็แค่โทรศัพท์เอง จะส่งผลกระทบได้อะไรมากมายนักหนา แต่เมื่อมองโลกปัจจุบัน แค่เงยหน้าขึ้นก็เห็นผู้คนก้มหน้าก้มตาอยู่กับโทรศัพท์ เพียงแต่ไม่ใช่เป็นการเก็บตัวในบ้านแล้ว แต่เราสามารถพกพาโทรศัพท์ส่วนตัวไปได้ทุกที่ การมีเพื่อนบนออนไลน์ เพื่อนบนเฟซบุ๊ก ปฏิสัมพันธ์กันโดยไม่เห็นหน้าค่าตา แค่พิมพ์ประโยคต่างๆ ลงไป ก็ทำให้เราสื่อสารได้  
 
นอกจากเรื่องโทรศัพท์ ฟอร์สเตอร์ ได้เขียนบรรยายสังคมในเรื่องไว้ค่อนข้างละเอียดและหลายจุดก็ตรงกับการใช้เฟซบุ๊กหรือสื่อโซเชี่ยลอื่นๆ เช่น เมื่อผู้หญิงคนหนึ่งรู้สึกไม่ดีกับลูกตัวเอง ก็ตัดสินใจโทรศัพท์ไปหาเพื่อน พูดคุยจนรู้สึกดีขึ้น กรณีนี้ถ้าจะยกตัวอย่างสถานการณ์ปัจจุบันมาเปรียบ ก็เหมือนเราเบื่อกับเพื่อนในชีวิตจริง รู้สึกแย่ ไม่สบายใจ เราก็เข้าเฟซบุ๊ก สร้างโลกของเราขึ้น เพื่อจะได้หลบหนีความเป็นจริง จะว่าไป ก็เหมือนสื่อโซเชี่ยลดึงเราออกไปจากความสัมพันธ์จริงๆ ได้มากพอสมควร พ่อแม่ลูกนั่งบนโต๊ะกินข้าวเดียวกัน แต่ไม่คุยกัน ทุกคนต่างก้มมองโทรศัพท์ มีสังคมของตัวเอง แต่ไม่มีสังคมครอบครัว และอีกหนึ่งประเด็นที่เห็นได้ชัดคือ ปัจจุบัน คนอเมริกันส่วนใหญ่จะอยู่แต่ในพื้นที่ของตัวเอง ไม่ทำกิจกรรมร่วมกับสังคม จากการตรวจสอบพบว่า มีคนอเมริกันเพียง 1% ที่ทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่น นอกนั้นก็จะเก็บตัวอยู่ในบ้านเป็นหลัก 
 
คำถามสุดท้ายที่นักเขียนอย่างฟอร์สเตอร์ได้ทิ้งไว้ก็คือการสื่อสารแบบไหนควรจะนำความสุขมาให้เราได้มากกว่ากัน ระหว่างการสื่อสารผ่านสื่อโซเชี่ยล กับ การสื่อสารที่มีการพบปะ คำตอบปรากฎได้จากงานวิจัยของสหรัฐฯ ที่พบว่านักเรียนนักศึกษาที่เสพติดเฟซบุ๊ก ส่วนใหญ่มีแนวโน้มจะเป็นโรคซึมเศร้ามากกว่าคนทั่วไป ช่างเป็นเรื่องไม่น่าเชื่อเลยที่หนังสือเรื่องนี้เขียนในปี ค.ศ. 1909 แต่ผลลัพธ์กลับมาปรากฎในปี ค.ศ. 2017  
 

 
The Fun They Had
ประเด็นการเรียนรู้ผ่านสื่อออนไลน์ 
 
ไอแซค อาซิมอฟ ผู้เขียนเขียนเรื่องนี้ขึ้นเพราะกังวลที่เด็กๆ ต้องมาเรียนรู้เรื่องการใช้คอมพิวเตอร์ และมีเพื่อนคือคอมพิวเตอร์ ไม่ใช่มนุษย์จริงๆ และสิ่งที่เขาตั้งคำถามไว้ ก็ส่งผลให้เห็นในปัจจุบัน เนื้อหาโดยสรุป หนังสือเรื่องนี้เล่าถึงอนาคต ที่เด็กๆ ต้องเรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างผ่านคอมพิวเตอร์ที่บ้าน และเมื่อระบบคอมพิวเตอร์เกิดเสียหาย เด็กๆ ก็เลยได้ทดลองเรียนในห้องเรียนบ้าง และพวกเขาก็บพบว่า ความสุขที่แท้จริงคืออะไร
 
สิ่งที่แปลกที่สุดคือ ณ ช่วงเวลาที่อาซิมอฟเขียนหนังสือเล่มนี้ เด็กๆ ทุกคนยังเรียนกันในห้องเรียนปกติ แทบไม่มีคอมพิวเตอร์เข้ามาเกี่ยวข้อง และมีเด็กน้อยคนมากที่ศึกษาแบบโฮมสคูลหรือเรียนจากทางบ้าน ทว่าปัจจุบัน จำนวนเด็กๆ ที่เรียนด้วยวิธีโฮมสคูลผ่านทางคอมพิวเตอร์ในสหรัฐฯ เพิ่มจำนวนสูงถึงสองล้านคนแล้ว และการเรียนผ่านคอมพิวเตอร์ก็มีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้นทุกปีๆ ในปี ค.ศ. 2011 นักศึกษาจำนวน 30% เรียนผ่านทางอินเทอร์เน็ต มีโรงเรียนออนไลน์มากมาย และมีคอร์สสอนผ่านคอมพิวเตอร์ที่หลากหลายมากขึ้น จนแทบจะกลายเป็นวัฒนธรรมการเรียนรู้ใหม่ไปเสียแล้ว
 
ณ ตอนที่อาซิมอฟเขียนเรื่องนี้ คนอ่านและนักวิจารณ์หลายคนมองว่าเป็นการพยากรณ์ที่ไม่สมเหตุสมผล เพราะในปี ค.ศ. 1950 ยังไม่มีคอมพิวเตอร์ด้วยซ้ำไป และการเรียนทางไกลก็เป็นไอเดียที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ แต่ทุกวันนี้ ด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ ด้วยวิวัฒนาการของมนุษย์ ทำให้สิ่งที่อาซิมอฟเขียน อาจจะกลายเป็นเรื่องที่ดูธรรมดาด้วยซ้ำไป 
 

 
Marionettes, Inc.
ประเด็นเรื่อง ‘Waifus’ (ภรรยาที่รัก - - เป็นคำที่ใช้ในเกม)

 
ผลงานของเรย์ แบรดบูรี่เรื่องนี้ ออกจะพิลึกๆ หน่อย เรื่องสั้นของเขาเล่าถึงผู้ชายสองคน ที่เครียดกับพฤติกรรมของภรรยา จนทนไม่ไหว ก็เลยตัดสินใจไปซื้อหุ่นยนต์หน้าตาเหมือนตัวเองเอามาตั้งไว้ เพื่อให้ภรรยาได้ชื่นชม แต่จุดพีคคือ สุดท้ายแล้ว ภรรยาเกิดไปรักหุ่นยนต์มากกว่าสามี และท้ายที่สุด ภรรยาก็ตัดสินใจเลือกใช้ชีวิตคู่กับหุ่นยนต์แทน
 
อ่านพล็อตแล้ว รู้สึกว่ามันบ้าๆ แต่เราพูดคำเดียว “ตุ๊กตายาง” เคยได้ยินกันไหม... ไงล่ะ จบเลยสิ
 
ตุ๊กตายาง เป็นสินค้าที่ชาวญี่ปุ่นกำลังนิยมกันอย่างมาก ว่ากันว่าปัจจุบัน ชาวญี่ปุ่นกำลังเบื่อหน่ายเรื่องเซ็กส์ 61% ของผู้ชายญี่ปุ่นที่ยังไม่แต่งงาน ไม่เดทและไม่คบหาใคร ในขณะที่ 45% ของผู้หญิงที่อายุระหว่าง 16-24 บอกว่า ไม่สนใจเรื่องเซ็กส์เลย ดูเหมือนว่าเกือบครึ่งของประชากรญี่ปุ่น ไม่สนใจจะมีความสัมพันธ์กับเพศตรงข้าม เพราะพวกเขาคิดว่า มันยากเกินไป ผู้เชี่ยวชาญเรียกปรากฎการณ์นี้ว่า “ภาวะเบื่อหน่ายทางเพศ” และในหลายๆ ประเทศ ได้มีการกระตุ้นให้ผู้คนออกเดท แต่งงาน เพื่อเพิ่มจำนวนประชากร 
 
อย่างไรก็ตาม ภาวะเบื่อหน่ายทางเพศ นี้ เกิดขึ้นเฉพาะกับเพศตรงข้ามที่เป็นคนจริงๆ เพราะปัจจุบัน ได้มีผู้ชายจำนวนมาก หันไปสนใจกับสินค้าอย่างตุ๊กตายาง และตัวการ์ตูนต่างๆ พวกเขาหลงใหลคนรักที่ไม่มีชีวิต นอกจากตุ๊กตายาง ชายชาวญี่ปุ่นก็หลงรักผู้หญิงผ่านเกม โปรแกรมภาพเสมือน และใช้เงินซื้อหาพวกเธอมาเป็นของตัวเอง บางทีพวกเขาก็เดทกับตัวละครเหล่านั้น คำว่า ‘Waifus’ เป็นคำที่พวกโอตาคุเรียกใช้ภรรยาในเกมหรือมังงะนั่นเอง รากศัพท์คำนี้มาจากคำว่า my wife (ภรรยาของฉัน) นับว่าเป็นศัพท์แปลกใหม่ ที่สร้างความประหลาดใจให้กับผู้คนได้อย่างไม่น่าเชื่อ ขณะเดียวกัน ปรากฎการณ์นี้ ก็ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในญี่ปุ่น ในอเมริกาก็เริ่มมีกระแสนี้เช่นกัน คนเริ่มหันมาแต่งงานกับตุ๊กตามากขึ้น ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับตุ๊กตา ประเด็นนี้ ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า ในอนาคต จะมีใครสร้างหุ่นยนต์แล้วนำมาขายให้เป็นภรรยาบ้างไหม ถ้าหากว่ามีจริงเมื่อไหร่ ก็เท่ากับว่าจินตนาการของเรย์ แบรดบูรี่ สมบูรณ์แบบทุกประการ 
 

 
The Twilight Zone ภาค The Brain Center At Whipple
ประเด็นหุ่นยนต์จะมาแย่งงานเราไปหมด

 
ในปี ค.ศ. 1964 ร้อด เซอร์ลิง เขียนเรื่อง Twilight Zone โดยพูดถึงประเด็นเรื่องทำศัลยกรรมเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม มีตอนหนึ่งในซีรี่ส์ ที่พูดถึงเรื่องของ วอลเลซ วี. วิพเพิ่ล ชายผู้ไล่คนงานออกจากโรงงาน และแทนที่ทุกคนด้วยหุ่นยนต์ เพื่อความสมบูรณ์แบบ ในตอนจบของเรื่อง แม้แต่ตัวเขาเอง ก็ยังถูกแทนที่ด้วยหุ่นยนต์ในที่สุด 
 
The Brain Center At Whipple เล่าถึงประเด็นทำนองนี้ และนักเขียนเชื่อว่า มันจะส่งผลถึงอนาคต ณ ปัจจุบัน เรื่องของหุ่นยนต์ เริ่มใกล้ตัวมนุษย์มากขึ้นทุกที จะว่าไปแล้ว คำว่าหุ่นยนต์นั้น ไม่ใช่แปลได้แค่ตรงตัวเท่านั้น แต่ยังหมายความรวมได้ถึง เครื่องมืออำนวยความสะดวกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ และอุปกรณ์อื่นๆ ที่ไม่จำเป็นต้องใช้คนทั้งหลายแหล่ ในโรงงาน เดี๋ยวนี้ก็มีเครื่องมือหลากหลาย เพื่อทุ่นแรงมนุษย์ ซึ่งนั่นก็ตรงกับสิ่งที่เซอร์ลิงได้พยากรณ์ไว้ เมื่อเครื่องจักรต่างๆ เข้ามาแทนที่ มนุษย์ก็จะหมดหน้าที่ไปเรื่อยๆ ในที่สุด ผู้เชี่ยวชาญได้ทำนายไว้ว่า อีก 20 ปีข้างหน้า 50% ของอาชีพในปัจจุบันจะค่อยๆ ทยอยหายไป ไม่เฉพาะแค่งานในโรงงาน แต่ยังรวมถึงงานตำแหน่งใหญ่ๆ อย่างผู้จัดการ ก็จะถูกแทนที่ด้วยหุ่นยนต์หรือเครื่องจักรเช่นกัน 
 
โปรแกรมเมอร์คอมพิวเตอร์ที่ถูกออกแบบมา จะสามารถช่วยงานมนุษย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่เพียงแต่ทดแทนด้านแรงงาน แต่ยังทดแทนด้านการคิดได้ด้วย ดังนั้น ก็เป็นที่น่าคิดว่า ในอนาคต เจ้านายของเราอาจไม่ใช่มนุษย์ด้วยกันแล้ว แต่กลายเป็นหุ่นยนต์ไปเสียอย่างนั้น... 
 

 
Solution Unsatisfactory
ประเด็นเรื่องสงครามเย็น

 
หลังจากสหรัฐอเมริกาผลิตระเบิดปรมาณูเพื่อใช้ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ขั้วอำนาจก็วนไปที่สหรัฐฯ ทันที เชื่อกันว่า อาวุธที่สะสมอยู่ในคลังนั้น มากพอจะทำลายโลกได้ทั้งโลก และนั่นแหละที่มาของสงครามเย็น และความขัดแย้งระหว่างนานาประเทศ ทุกประเทศต่างเลือกที่จะทำสัญญาสงบศึก โดยต่างก็มีอาวุธเป็นข้อต่อรองชั้นเลิศ 
 
หนังสือเรื่อง Solution Unsatisfactory ผลงานของโรเบิร์ต ไฮน์ลีน ตีพิมพ์ออกวางจำหน่ายก่อนแมนฮัตตันโปรเจ็คท์จะเริ่มต้นขึ้นเสียอีก เนื้อหาในเรื่องพูดถึงเหตุการณ์ก่อนที่สหรัฐฯ จะเข้าสงครามโลกครั้งที่สอง และเล่ายาวมาเรื่อยๆ ไฮน์ลีนไม่ได้เขียนถึงแค่ระเบิดปรมาณูเท่านั้น เขายังเขียนถึงอาวุธชีวภาพด้วย เรียกว่าเป็นการพยากรณ์อนาคตล่วงหน้านานถึง 60 ปี สถานการณ์ปัจจุบันนั้น ตรงกับที่ไฮน์ลีนบรรยายไว้ทุกอย่าง โดยเฉพาะในเรื่องการใช้คลังอาวุธเป็นข้อต่อรอง ไฮน์ลีนถึงกับเขียนไว้ในหนังสือด้วยว่า ในอนาคต สหรัฐอเมริกาจะทำหน้าที่เป็นตำรวจโลก คอยสอดส่องตรวจตราประเทศอื่นๆ ในเรื่องเล่าของเขา สหรัฐฯ ครอบครองอาวุธไว้มากจนสามารถทำลายล้างโลกได้ และทำให้นานาประเทศสร้างสนธิสัญญาที่เรียกว่า “Peace Patrol” หลักการคือ ไม่อนุญาตให้ประเทศอื่นๆ สะสมอาวุธเป็นอันขาด โอ้โห พิมพ์มานี่คิดว่ากำลังเขียนถึงเรื่องจริง ไม่ได้พูดถึงนิยาย แต่ขอย้ำว่าเป็นความจริงค่ะ หนังสือเรื่องนี้เขียนพยากรณ์อนาคตได้อย่างน่าขนลุก
 
ในตอนจบของเรื่อง ไฮน์ลีนตั้งข้อสงสัยไว้ว่า สหรัฐฯ จะประคับประคองสถานการณ์นี้ได้นานเท่าไหร่ และจะดำรงตำแหน่งตำรวจโลกได้นานแค่ไหน เพราะท้ายที่สุดแล้ว การปกป้องเช่นนี้ มีแต่จะสร้างอันตรายให้กับทุกคน ทำให้ทุกคนหวาดระแวงกันเองและอยากที่จะห้ำหั่นกันเอง ไฮน์ลีนจบเรื่องไว้ได้อย่างน่าคิด เขาใช้คำว่า “ฉันคงไม่อาจอยู่อย่างมีความสุข ในโลกที่มีใครบางคน หรือกลุ่มคนบางกลุ่ม ใช้อำนาจตัดสินความเป็นความตายของผู้คนได้” คำกล่าวนี้น่าสนใจ ราวกับว่านั่นคือสารสำคัญที่ไฮน์ลีนต้องการส่งตรงถึงสหรัฐอเมริกา อย่างไรก็อย่างนั้น 
 

 
The Twilight Zone ภาค Static
ประเด็นการโหยหาอดีต  

 
ถ้าฟังแล้วรู้สึกแปลกๆ นี่เลย เข้าควิซเด็กดีหรือจะเข้าเพจต่างๆ ก็ได้ จะเห็นว่าคนโพสต์เรื่องยุค 90 เป็นอย่างไรหนักแค่ไหน ควิซที่บอกว่า ถ้าคุณจำเรื่องนี้ได้ แปลว่าคุณเป็นคนรุ่น 90 ตัวจริง ก็ปรากฎอยู่มากมาย ในหนังสือเรื่อง The Twilight Zone ภาค Static ก็มีคำเตือนเรื่องนี้อย่างชัดเจน นักเขียนเล่าเรื่องของผู้ชายคนหนึ่ง ที่อายุ 50 ปลายๆ เขาคนนี้ ฟังรายการเก่าๆ จากวิทยุ โดยจะเลือกแต่รายการที่เคยฟังในอดีตเท่านั้น เขาเสพติดวิทยุ และไม่ยอมทำอะไรเลย เอาแต่ฟังมันวนไปวนมา จนเพื่อนๆ เริ่มเป็นห่วงสุขภาพจิตของเขา และขโมยวิทยุอันนั้นไป 
 
ฟังแล้วเป็นไง ขนลุกเลยไหม ปัจจุบัน มีผู้คนมากมายที่แสดงความโหยหาอดีต ไม่ยอมเดินไปข้างหน้า พวกเขาหลงใหลความสุขในรุ่นของตัวเอง และไม่เปิดใจรับอะไรใหม่ๆ ก็จะโหยหาอยู่แต่อะไรเดิมๆ ทำแต่อะไรเดิมๆ จริงๆ แล้ว คำว่า โหยหา มาจากศัพท์ภาษาอังกฤษที่ว่า nostalgia เป็นคำที่หมายถึงโรคทางจิต ไม่ใช่คำที่น่าภาคภูมิใจ มันหมายถึงคนที่ติดอยู่กับอดีต ไม่สามารถก้าวสู่ปัจจุบันได้ และนำไปสู่ความรู้สึกหดหู่ไม่สมหวัง ความกังวล คิดถึงเรื่องเก่าๆ จนอาจนำไปสู่โรคซึมเศร้าได้ 
 
ลองมองไปรอบๆ ตัวดู มีใครเป็นแบบนี้อยู่หรือเปล่า ยึดติดกับอดีต โหยหาแต่อดีต ไม่ยอมก้าวออกมาจากโลกเก่าๆ ถ้าเจอก็ฝากดึงเขาออกมาบ้างนะ อย่าปล่อยให้เขาอยู่ในโลกเก่าๆ มากเกินไป ไม่ดี คนเราต้องก้าวไปข้างหน้า ไม่ใช่เดินถอยหลังนะ 
 

 
Fahrenheit 451
ประเด็นเรื่องความเชื่อชุดเดียว
 
เอ่ยชื่อเรื่อง Fahrenheit 451 คิดว่าทุกคนจำภาพยนตร์ได้ และหลายคนน่าจะจำปกหนังสือได้ หนังสือเรื่องนี้ พูดถึงเรื่องความสัมพันธ์ทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งบังเอิญมากที่มันไปพ้องกับสภาพที่เกิดขึ้นในสังคมปัจจุบันพอดี โลกในฟาเรนไฮต์ เป็นโลกที่กลุ่มคนของรัฐใช้ทีวีเป็นสื่อกลางและไม่ยอมให้ทุกคนอ่านหนังสือ เนื่องจากหนังสือมีข้อมูลที่มากกว่าทีวี ข้อมูลส่วนใหญ่จะถูกสรุปโดยย่อ และทุกคนที่ฟังจะต้องเชื่อในทันที ไม่อาจคิดวิเคราะห์หรือได้รายละเอียดอะไรเพิ่มเติมได้ ในหนังสือนั้น ตัวละครเอกใช้เวลาไปกับการเสพติดทีวี จนท้ายที่สุด ก็รับเอาลักษณะเด่นของตัวละครในนั้นมาใช้ในครอบครัวของตัวเอง ท้ายที่สุด ตัวละครที่เป็นภรรยาเริ่มละเลยสามีและเอาแต่ฟังทีวี ดูทีวีหนักจนไม่สนใจคนรอบข้าง
 
ผู้คนเดี๋ยวนี้กำลังดำเนินชีวิตตามแบบที่ปรากฎในหนังสือ การดูทีวีและเชื่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นถูกต้องและน่าเอาเป็นแบบอย่าง ทำให้คนนำเรื่องที่เกิดขึ้นมาปรับใช้ในครอบครัวของตน จนเป็นที่น่าสงสัยว่า... ในอนาคต ความหลากหลายทางสังคมจะคงอยู่ได้หรือไม่ ในเมื่อคนเราเลือกที่จะเสพข้อมูลสั้นๆ และเชื่อถือสิ่งที่ได้รับการย่อยมาแล้ว ส่งตรงถึงสมอง โดยเราไม่ต้องคิดอะไรเลย ก็แค่เชื่อ และทำตาม เท่านั้นเอง ในหนังสือ ตัวละครได้ตั้งคำถามกับระบบ และสงสัยในความหมายของคำว่า ประชาธิปไตย เมื่อเราเลือกที่จะฟังเสียงส่วนใหญ่ โดยไม่ฟังเสียงส่วนน้อย โลกจะเป็นอย่างไร เมื่อเราไม่มีโอกาสคิด เพราะถูก “ผู้มีอำนาจสูงกว่า” ยัดเยียดความคิดให้ เมื่อนั้นโลกจะเป็นอย่างไร 
 

 
The Sheep Look Up
ประเด็นเรื่องอากาศเป็นพิษ 

 
หนังสือเล่มนี้ เป็นผลงานของ จอห์น บรุนเนอร์ เขียนในปี ค.ศ. 1972 ใจความหลักของหนังสือเขียนเรื่องอากาศที่เต็มไปด้วยมลพิษ คนในหนังสือใช้ชีวิตอยู่ด้วยการดื่มน้ำที่ผ่านกระบวรการกรองมาแล้ว การดื่มน้ำประปา กลายเป็นเรื่องที่อันตราย ทุกคนต้องสวมหน้ากาก เพราะข้างนอกเต็มไปด้วยควันจากสารพิษ สารเคมีลุกลามสู่ธรรมชาติ ทั้งผืนน้ำและผืนดิน
 
สิ่งที่เขียนนี้ กำลังเกิดขึ้นแล้วในโลกของเรา และประเทศที่เราอยากยกมาพูดถึงก็คือ ประเทศจีน
 
บรรยากาศการใช้ชีวิตในปักกิ่ง เมื่อช่วงต้นปี ค.ศ. 2016 ที่ผ่านมา แทบไม่แตกต่างจากในหนังสือของบรุนเนอร์ ประชาชนต้องซื้อน้ำดื่ม เพราะการดื่มน้ำประปาไม่ใช่เรื่องปลอดภัย ปัญหาสุขภาพแพร่ระบาดไปทั่ว และผู้คนก็สวมหน้ากากออกจากบ้านด้วย เพราะอากาศที่เป็นพิษ จากสถิติพบว่า สารพิษสูงกว่าที่อื่นถึง 18 เท่า แม้ ณ ตอนนี้ บรรยากาศจะเริ่มคลี่คลาย แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นก็ยังคงฝังใจชาวจีนจำนวนมาก รวมไปถึงผู้คนทั่วโลกด้วย ปัญหาดังกล่าวทำให้ทุกคนได้คิดว่า แท้จริงแล้ว เรื่องของสภาพแวดล้อมสำคัญมากแค่ไหน และปัญหาเรื่องมลพิษ อาจไม่ใช่เรื่องไกลตัวเราอีกต่อไปแล้ว    
    
ทีมงานนักเขียนเด็กดี
 
ขอบคุณข้อมูลจาก
http://listverse.com/2016/04/22/10-sci-fi-dystopias-that-are-everyday-realities-today/ 
http://www.oddlyweirdfiction.com/2013/04/the-sheep-look-up-by-john-brunner.html 
https://www.cliffsnotes.com/literature/f/fahrenheit-451/book-summary 
https://en.wikipedia.org/wiki/Static_(The_Twilight_Zone) 
https://www.scribd.com/document/345220012/solution-unsatisfactory-by-robert-a-heinlein-pdf 
https://en.wikipedia.org/wiki/The_Brain_Center_at_Whipple%27s 
http://visual-memory.co.uk/daniel/funtheyhad.html 
https://en.wikipedia.org/wiki/The_Veldt_(short_story) 
 
ทีมงาน writer

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

1 ความคิดเห็น

กำลังโหลด
กำลังโหลด