PeePigga กับเส้นทางนักเขียนที่ต้องอดทนรอมากว่า 4 ปี! แก้เนื้อหามากว่า 7 ครั้ง!!



 PeePigga กับเส้นทางนักเขียน
ที่ต้องอดทนรอมากว่า 4 ปี! แก้เนื้อหามากว่า 7 ครั้ง!! 

 


กลับมาพบกันที่บทความพบปะพูดคุยอีกครั้งเเล้วนะคะ วันนี้พี่หวานมีนักเขียนคนใหม่ที่ลงนิยายในเว็บเด็กดีไม่กี่เรื่องก็ได้เป็นนักเขียนของสำนักพิมพ์เเจ่มใสไปแล้วเรียบร้อย ทีแรกพี่หวานเห็นบก.คนเก่งอย่างพี่นิ้มพูดถึง Peepigga ในเฟซบุ๊ก ก็เลยถือโอกาสทักไปขอพูดคุยด้วยเพราะเห็นว่าเส้นทางนักเขียนของนักเขียนน้องใหม่คนนี้ น่าสนใจมาก จึงคิดว่าถ้าได้มานั่งพูดคุยกันอาจจะทำให้น้องๆ นักเขียนในบอร์ดเกิดกำลังใจขึ้นมาได้

 
สวัสดีค่ะ ทักทายนักเขียนนักอ่านในเว็บเด็กดีหน่อยนึง ‘PeePigga’ คือใคร
PeePigga : สวัสดีค่ะ (ยกมือไหว้งามๆ รอบทิศ) ชื่อบิวค่ะ นามปากกา PeePigga ตอนนี้เรียนอยู่ชั้นปีที่ 6 คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคามค่ะ แต่จะว่าเรียนก็ไม่เชิง เพราะตอนนี้กำลังฝึกงานอยู่ค่ะ
 

คนนี้เองเจ้าของนามปากกา Peepigga ><

 
นามปากกานี้มีที่มาจากไหนเอ่ย
PeePigga : มาจากคุณแม่ค่ะ ตั้งแต่เด็กๆ แล้วคุณแม่จะชอบเรียกบิวว่าหมูอ้วน หมูตุ้ย เพราะตอนเด็กๆ บิวเป็นคนจ้ำม้ำและกินจุ ซึ่งปัจจุบันนี้ก็ยังกินจุอยู่เหมือนเดิมนะคะ (หัวเราะ) ก็เลยอยากตั้งนามปากกาที่เกี่ยวกับหมู ซึ่งก่อนหน้านี้บิวเคยมีนามปากกาที่แต่งนิยายลงเว็บว่า ‘พีวราห์’ (เป็นคำที่หยิบมาผสมกันเองระหว่างคำว่าอ้วน ‘พี’ กับคำว่า ‘วราห์’ ที่แปลว่าหมู) แต่นามปากกานั้นไม่ได้มีผลงานตีพิมพ์ แล้วก็แต่งนิยายแนวรักโรแมนติกแบบผู้ใหญ่ค่ะ ไม่ได้แต่งแนวรักวัยรุ่น พอเปลี่ยนมาแต่งแนววัยรุ่นเลยเปลี่ยนนามปากกาที่ (คิดเอาเองว่า) มันน่ารักๆ จึงกลายมาเป็นนามปากกา ‘PeePigga’ ค่ะ

 
เหมือนว่าเพิ่งจะผ่านๆ ตากับนามปากกานี้มาไม่นาน ส่วนมากแล้ว Peepigga เป็นนักเขียนที่ชอบเขียนงานแบบไหนคะ
PeePigga : ส่วนตัวชอบเขียนนิยายแนวรักดราม่าค่ะ เพราะชอบคิดพล็อตนิยายที่มีความสัมพันธ์ของตัวละครซับซ้อนๆ หรือมีปมหนักๆ ให้ต้องแก้ มีบางทีเคยผูกปมหนักเกินไป หาทางแก้เองไม่ได้จนต้องไปปรึกษาคนอื่น (หัวเราะ) แต่ถ้าถามว่าเขียนนิยายที่ไม่ดราม่าได้ไหม ก็พอได้ค่ะ อย่างแนวรักหวานแหววหรือแนวตลกก็พอได้บ้าง แต่ก็จะแอบมีดราม่าแฝงอยู่ไม่มากก็น้อย แม้แต่ตอนนี้ที่ลองเปลี่ยนมาแต่งแนวรักวัยรุ่นก็ยังคงมีดราม่าปน แต่ไม่หนักมากค่ะเป็นดราม่ามุ้งมิ้ง(??) เพราะนิยายเราขาดดราม่าไม่ได้จริงๆ ค่ะ (หัวเราะ)

 
เพิ่งจะลงนิยายในเว็บเด็กดีได้ไม่กี่เรื่อง แต่ได้เป็นนักเขียนคนใหม่ล่าสุดของแจ่มใสซะแล้ว ช่วยเล่าที่มาของการเริ่มเขียนนิยายให้ฟังหน่อยค่ะ
PeePigga : ที่ไปที่มาของการเริ่มเขียนนิยาย เริ่มจากการที่บิวเป็นนักอ่านค่ะ แต่ว่ามีวันหนึ่งที่ไปร้านหนังสือแล้วหยิบนิยายเรื่องหนึ่งขึ้นมา เห็นหน้าคำนำนักเขียนแล้วรู้สึกว่าเราอยากเขียนแบบนี้บ้าง จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการที่บิวอยากเป็นนักเขียนค่ะ
 

นอกจากนี้อีกเหตุผลคือตอนเด็กๆ บิวไม่ค่อยจะได้ออกไปไหน อยู่แต่บ้าน บางทีอยู่บ้านคนเดียวไม่มีอะไรทำก็เลยเหงา ไม่มีคนคุยด้วย(ทำไมน่าสงสาร ฮ่าๆๆ) บิวก็เลยคิดอะไรเล่นเพลินๆ ไปแล้วก็แต่งนิยายแก้เหงาค่ะ บิวเริ่มแต่งนิยายตอนอายุประมาณ 11 ขวบ ช่วงแรกๆ ก็แต่งเองอ่านเอง ต่อมาก็เขียนใส่สมุดไปให้เพื่อนที่โรงเรียนอ่าน สักพักพัฒนามาเป็นการพิมพ์และปริ้นต์ไปให้เพื่อนอ่าน หลังๆ เพื่อนไม่ยอมอ่านให้เลยต้องอัพนิยายที่แต่งลงเว็บให้คนอื่นอ่านแทนค่ะ (หัวเราะ) พอได้คุยกับคนอ่านแล้วสนุกดีค่ะ เห็นคนอ่านอินกับนิยายที่เราแต่งก็ปลื้ม หายเหงาไปได้เยอะ แต่หลังๆ แทบไม่ได้อัพนิยายเลยเพราะไม่ค่อยมีเวลาว่างเหมือนเมื่อก่อน แต่ก็ยังแต่งนิยายอยู่เรื่อยๆ ค่ะ เพราะบิวหลงรักการแต่งนิยายไปซะแล้ว~

 
สำหรับเรื่อง Daily Kiss เป็นผลงานที่ผ่านเข้ารอบ 20 เรื่องในโครงการนักเขียนหน้าใสปี 6 มาด้วย อยากให้เล่าย้อนไปนิดนึงว่าตอนที่เริ่มต้นเขียนเรื่องนี้เป็นมายังไง
PeePigga : เริ่มจากบิวส่งนิยายเรื่อง ‘Daily Kiss จุมพิต กิจวัตร’ เข้าประกวดในโครงการนักเขียนหน้าใส ปี 6 Presented By เว็บไซต์เด็กดีดอทคอม และสำนักพิมพ์แจ่มใส ซึ่งเป็นการลองเปลี่ยนแนวมาเขียนนิยายแนวรักวัยรุ่น ตอนนั้นก็เขียนเรื่องย่อ บทนำ และบทที่ 1 จบแล้วก็ส่งไปเลย ไม่มีการแต่งบทอื่นๆ ล่วงหน้าใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่คิดว่าเรื่องนี้จะผ่านเข้ารอบ แต่เรื่องนี้ก็ผ่านเข้ารอบ 20 เรื่องสุดท้ายในโครงการปีนั้นแบบที่ไม่คาดคิดมาก่อนเลยค่ะ ดังนั้นบิวจึงต้องปรับแก้สำนวนของตัวเองอย่างหนักเลย เพราะยังติดการแต่งสำนวนแบบนิยายแนวผู้ใหญ่อยู่ ก็ปรับๆ สำนวนไปในระหว่างที่แข่งนั่นแหละค่ะ ซึ่งบางครั้งก็รู้สึกว่าสำนวนเราแปลกๆ เหมือนยังจับทางอะไรไม่ค่อยได้ แล้วในที่สุดเรื่องนี้ก็เข้าไปถึงแค่รอบ 8 เรื่องสุดท้ายแล้วก็ตกรอบไป ส่วนหนึ่งบิวคิดว่าเพราะความไม่พร้อมของบิวด้วยค่ะ เลยทำให้แต่งนิยายออกมาได้ไม่ค่อยดี
 


หลังจากนั้นบิวก็ตัดสินใจแต่งนิยายเรื่องนี้ให้จบ และส่งต้นฉบับให้สำนักพิมพ์พิจารณาโดยตรง ซึ่งก็ส่งไปหลายครั้งกว่าจะผ่าน ขณะที่ต้นฉบับตีกลับมาให้แก้ บิวก็แก้ไปและพยายามค้นหาสำนวนการแต่งของตัวเองไปด้วย หาสำนวนการแต่งที่เราคิดว่าโอเคที่สุด กว่าจะหาเจอ กว่านิยายจะแก้จนเสร็จสมบูรณ์ ก็ใช้เวลาเกือบ 4 ปีค่ะ ต้นฉบับที่ส่งไปถูกปฏิเสธ 7 ครั้ง ต้นฉบับผ่านการพิจารณาในการส่งครั้งที่ 8 ค่ะ

 
PeePigga ต้องใช้เวลาอดทนกับการส่งต้นฉบับเรื่องนี้มานานมากๆ และได้รับการปฏิเสธถึง 7 ครั้ง!!! ความรู้สึกในแต่ละครั้งที่โดนตีกลับผลงานมาเป็นยังไงบ้างคะ
PeePigga : โห คำตอบข้อนี้ยาวแน่ๆ เลยอ่ะ ฮือออ ความรู้สึกในแต่ละครั้งที่โดนตีกลับเหรอคะ ครั้งแรกที่ส่งไปแล้วรู้ผลว่าต้นฉบับไม่ผ่าน จำได้เลยว่าวันนั้นบิวเสียใจมากกกกก นั่งร้องไห้อยู่คนเดียว คิดว่าไม่ไหวแล้ว ไม่เอาแล้ว แต่ร้องไห้ไปสักพักก็หยุดร้อง แล้วกัดฟันสู้ใหม่ แก้ใหม่ ส่งใหม่ แต่ครั้งที่สองก็ยังไม่ผ่าน ครั้งที่สามก็ยังไม่ผ่านและผลแย่กว่าเดิมด้วย ตอนรู้ผลครั้งนี้เป็นครั้งที่บิวท้อที่สุดแล้วค่ะ ท้อจนอยากจะเลิกทุกอย่าง ต้องใช้เวลานานกว่าจะทำใจได้แล้วค่อยลุกขึ้นสู้ใหม่ ซึ่งคราวนี้ก่อนที่จะแก้บิวก็กลับไปอ่านคอมเมนต์จาก บก. ทั้งสามรอบที่ผ่านมาทั้งหมด อ่านให้ละเอียดและลิสต์ออกมาเป็นหัวข้อๆ ออกมาเลยว่าจะต้องแก้อะไรบ้าง แล้วก็แก้ตามนั้น

อีกทั้งครั้งนี้บิวเริ่มปรึกษานิยายกับเพื่อนด้วยค่ะ เพราะรู้สึกว่าแต่งนิยายคนเดียวแล้วไม่ไหวจริงๆ โดยบิวจะถามเพื่อนประมาณว่าถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้ๆ (สมมติเหตุการณ์ให้คล้ายกับนิยายที่เราแต่ง) เพื่อนจะทำอย่างไร เพื่อนก็จะตอบมาในแบบที่เราคาดไม่ถึง ทำให้บิวเริ่มเข้าใจว่าความคิดของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บิวเลยพยายามคิดอะไรให้กว้างขึ้นและนำความคิดนั้นมาปรับใช้กับนิยายที่กำลังแก้

พอส่งต้นฉบับไปครั้งที่สี่ ผลการพิจารณาออกมาดีขึ้นเหมือนว่าเราแก้มาถูกทางแล้ว แต่ยังไม่ผ่านนะคะ ก็ต้องแก้กันต่อไป ถามว่ารอบนี้ท้อไหม อืม...เริ่มชินแล้วมั้งคะ (หัวเราะ) ก็เฟลตอนที่รู้ผลว่าไม่ผ่าน แต่จุดที่พี่ๆ บก. คอมเม้นต์มาก็สมควรที่จะต้องแก้จริงๆ บางทีก็งงว่าตัวเองพลาดได้ไง ทั้งที่เราคิดว่าเราส่งต้นฉบับที่แก้ได้ดีที่สุดไปแล้ว แต่คงเพราะเรามองไม่เห็นจุดบกพร่องของตัวเอง พี่ๆ บก. ก็จะคอมเม้นต์ช่วยชี้ให้เห็นจุดบกพร่องนั้น บิวก็เลยแก้ตามนั้น ส่งไปไม่ผ่านก็กลับมาแก้ใหม่ แก้ไปเรื่อยๆ ถึงจะแก้หลายครั้งและใช้เวลาค่อนข้างนาน แต่พอต้นฉบับผ่านแล้วก็รู้สึกว่าคุ้มค่ามากๆ กับความพยายามทั้งหมดที่ทำไปค่ะ

 
เจอมาหนักขนาดนี้ แล้วมีวิธีให้กำลังใจตัวเองยังไงบ้าง 
PeePigga : ให้กำลังใจตัวเองตลอดค่ะ พยายามเชื่อว่าสักวันเราต้องทำได้ สักวันเราต้องผ่าน ถึงจะไม่รู้ว่าจะผ่านเมื่อไหร่ก็เถอะ (หัวเราะ) แต่ถึงอย่างนั้นบิวก็เคยท้อนะคะ เคยท้อบ่อยมากๆๆๆๆ ด้วยเลย (หัวเราะ) ท้อที่สุดก็ตอนที่ส่งต้นฉบับไปครั้งที่สามแล้วรู้ผลว่าไม่ผ่าน ตอนนั้นบิวท้อจนอยากเลิกอยากทิ้งทุกอย่าง เคยคิดถึงขั้นว่าพอเหอะ พยายามไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมาหรอก จะหาเรื่องให้ตัวเองท้อ ให้ตัวเองเครียดทำไม แต่บิวก็ตัดใจทิ้งไม่ลงเลยปรึกษาพ่อแม่ โทรไปร้องไห้กับเพื่อน ไปนั่งร้องไห้งอแงกับใครอีกหลายคน หรือแม้กระทั่งทักไปคุยกับพี่ฝน (Rainnie So.) ทาง Inbox ของแฟนเพจของพี่เขา ซึ่งบิวไม่เคยรู้จักพี่ฝนเป็นการส่วนตัวมาก่อน รู้แค่ว่าพี่เขาเคยแต่งนิยายส่งแจ่มใสแล้วต้องแก้หลายรอบเหมือนกันว่าจะผ่านเลยอยากขอคำปรึกษา พี่ฝนก็ให้กำลังใจและให้คำแนะนำดีมากๆ เลยค่ะ

นอกจากขอคำปรึกษาจากคนอื่น บิวยังออกไปหาแรงบันดาลใจให้ตัวเองด้วยค่ะ ตอนนั้นเป็นช่วงงานหนังสือพอดี บิวเลยตัดสินใจไปกรุงเทพฯ ลุยไปงานหนังสือคนเดียวเลย ทั้งที่ไม่เคยไปมาก่อน (อินดี้สุดๆ) ไปเดินงานหนังสือแล้วก็มีกำลังใจมีไฟในการกลับมาแก้นิยายเลย บวกกับการที่บิวเริ่มทำใจได้แล้ว ไม่อยากท้อแล้ว เพราะคิดว่าไหนๆ ก็แก้มาถึงขนาดนี้แล้ว ไม่อยากรู้สึกเสียดายเวลาที่แก้มาก่อนหน้านี้เลยพยายามแก้ต่อไป อยากลองพยายามให้ถึงที่สุดดูว่าตัวเองจะทำได้ไหมน่ะค่ะ

 
ในที่สุดเมื่อรู้ว่านิยายจะได้ตีพิมพ์เป็นเล่มซะที ช่วยบรรยายความรู้สึกนั้นทีค่ะ
PeePigga : ฮือออ (น้ำตาจะไหล) วันที่รู้ผลว่าต้นฉบับผ่านแล้ว ความรู้สึกแรกคืออึ้งค่ะ ไม่อยากจะเชื่อว่าผ่านแล้วจริงๆ ต่อมาคือดีใจมากกก รู้สึกขอบคุณตัวเองมากๆ ที่ตอนนั้นไม่ถอดใจเลิกและทิ้งทุกอย่างไปซะก่อน ยิ่งได้เห็นหน้าปกนิยายตัวเองออกมาจริงๆ ยิ่งรู้สึกว่าคุ้มค่ากับความพยายามทั้งหมด คุ้มค่ากับน้ำตาทุกหยดที่เสียไป ทั้งหมดเป็นความภูมิใจของเรา เป็นประสบการณ์และความทรงจำที่ล้ำค่ามากๆ เลยค่ะ
 
ถ้าจะให้นิยาม นิยายเรื่อง Daily Kiss สำหรับ PeePigga ?
PeePigga : นิยายเรื่อง Daily Kiss ถ้าเป็นคำนิยามสำหรับบิวก็คงจะเป็น ‘ผลลัพธ์ของความพยายามและความตั้งใจ’ ค่ะ เพราะบิวทุ่มเทและตั้งใจกับนิยายเรืองนี้มากจริงๆ อย่างตอนที่แก้เรื่องนี้บิวก็หยุดแต่งนิยายเรื่องอื่นๆ ที่แต่งภายใต้นามปากกา ‘พีวราห์’ ไปเลย ซึ่งบิวรู้สึกผิดกับนักอ่านมากๆ แต่ก็ตั้งใจไว้แล้วค่ะว่าจะกลับไปแต่งต่อแน่ๆ (ขอโทษนักอ่านทุกคนด้วยนะคะ ฮือออ)

 
PeePigga เป็นนักเขียนที่ยังเรียนอยู่ด้วยอยากให้แนะนำเรื่องการแบ่งเวลาหน่อยค่ะ จัดการตัวเองในการเขียนนิยายยังไงบ้าง
 PeePigga : บิวเริ่มแก้นิยายเรื่องนี้ตอนเรียนเภสัชฯ ปี 2 ค่ะ แล้วก็แก้มาเรื่อยๆ เป็นการแก้นิยายไปด้วยและเรียนไปด้วยเลยค่อนข้างเครียด เพราะต้องทำสองอย่างพร้อมๆ กัน ก็ไม่มีใครมาบังคับให้ทำแต่เราอยากทำค่ะ เราคิดว่าเราทำได้ และอยากทำให้ดีทั้งสองอย่างด้วย แต่ความจริงไม่ได้ง่ายอย่างนั้น ยิ่งปีสูงขึ้นยิ่งต้องเรียนหนักขึ้น งานเยอะขึ้น ทั้งที่คิดว่าจะแต่งนิยายเฉพาะเวลาที่ว่าง แต่มันกลับมีผลเสียตรงที่ทำให้เรามีเวลาอ่านหนังสือทบทวนบทเรียนน้อยลง ทำให้ช่วงใกล้สอบบิวต้องอ่านหนังสือเตรียมตัวสอบหนักมากๆ บิวเลยกลับมาทำความเข้าใจและยอมรับในศักยภาพของตัวเองว่าเราทำทั้งสองอย่างพร้อมกันไม่ได้จริงๆ เราไม่ได้เก่งขนาดนั้น ดังนั้นในช่วงใกล้สอบหรือช่วงที่มีงานหนักมากๆ บิวก็จำเป็นต้องหยุดการแก้นิยายไปก่อน มาตั้งใจอ่านหนังสือแล้วก็ทำงาน พอการสอบผ่านไปหรือทำงานเสร็จแล้วค่อยมาแก้นิยายใหม่ค่ะ 

 
สุดท้ายแล้วก่อนจบบทความนี้ ฝากผลงานได้เต็มที่เลยจ้า 
PeePigga : ขอฝากผลงานเรื่อง ‘Daily Kiss จุ๊บอีกนิดให้หัวใจใกล้ชิดคำว่ารัก’ ด้วยนะคะ เรื่องนี้เป็นนิยายแนวรักหวานแหวว มีดราม่านิดๆ แฟนตาซีหน่อยๆ (แต่มีความสัมพันธ์ของตัวละครที่สมจริงนะคะ) เนื้อเรื่องจะเกี่ยวกับหนุ่มสาวคู่หนึ่งที่เคยเป็นแฟนกัน แต่มีเหตุผลบางอย่างทำให้ต้องเลิกกัน แต่ก็ไม่สามารถเลิกกันอย่างเด็ดขาด ใครชอบนิยายพล็อตแปลกๆ หรือใครที่กำลังมีปัญหาหัวใจแนะนำให้อ่านนะคะ นิยายเรื่องนี้อาจช่วยได้ หรือใครจะอ่านก็ได้หมดเลยค่ะ เพราะเรื่องนี้บิวตั้งใจแต่งมากๆ เป็นนิยายที่ทั้งรักและภูมิใจสุดๆ อยากให้ทุกคนได้ลองอ่านกันดูนะคะ

แล้วก็ขอฝากเนื้อฝากตัว ฝากนามปากกา PeePigga ด้วยค่ะ ยินดีที่ได้รู้จักทุกคนนะคะ แล้วก็ขอบคุณทางเว็บเด็กดีมากๆ ที่ให้โอกาสบิวได้มาคุยกับทุกคนแบบนี้ ขอบคุณมากๆ ค่ะ (ยกมือไหว้และโค้งงามๆ สามที) หรือจะแวะเข้าไปอัพเดตข่าวสารหรือพูดคุยกับ PeePigga ได้ที่แฟนเพจนะคะ อ่านเรื่อง Daily Kiss แล้วสนุกหรือไม่สนุกอย่างไรแวะมาบอกกันได้นะคะ


 
เป็นการพบปะพูดคุยที่ทำให้พี่หวานรู้สึกหลากหลายอารมณ์มากเลยค่ะ ทั้งได้เห็นความตั้งใจในการตอบคำถาม เเละความตั้งใจที่อยากจะเดินทางสายนักเขียนของ Peepigga ไม่ง่ายเลยนะคะที่ใครคนหนึ่งจะมีความพยายามอดทนกับความล้มเหลวในการแก้ไขต้นฉบับเรื่องเดิมได้มากถึง 7 ครั้ง! พี่หวานหวังว่าบทความนี้จะให้กำลังใจเเละเป็นเเรงบันดาลใจดีๆ ให้นักเขียนฝึกหัดในเว็บที่อยากลองส่งสำนักพิมพ์ได้รู้ว่า ไม่มีอะไรยากเกินความพยายามของคนเราจริงๆ ไม่เเน่นักเขียนหน้าใหม่คนต่อไปที่พี่หวานจะขอสัมภาษณ์อาจเป็นน้องๆ ก็ได้นะคะ เเล้วพบกันใหม่บทความหน้าค่ะ ^___^
 
พี่หวาน


 
Dek-D Team ทีมคอลัมนิสต์ Dek-D

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

1 ความคิดเห็น

กำลังโหลด
กำลังโหลด