ยินดีต้อนรับสู่โลก ‘มูมิน’ จากสงคราม ระเบิดนิวเคลียร์ และความโหดร้ายสู่หนังสือที่เปลี่ยนโลก []

ชวนมาสำรวจจุดเริ่มต้นของหนังสือเด็กชื่อดังระดับโลก 'มูมิน' พร้อมเปลี่ยนเรื่องเเย่ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตให้กลายเป็นพลังบวกผ่านตัวหนังสือกัน
3,220 2

ยินดีต้อนรับสู่โลกของ มูมิน
จากสงคราม ระเบิดนิวเคลียร์ และความโหดร้าย
สู่หนังสือที่เปลี่ยนโลก 

สวัสดีค่ะชาวเด็กดีทุกคน มูมินเป็นหนังสือเด็กส่งตรงจากฟินแลนด์ที่เขียนโดยโตเว แยนสัน (Tove Jansson) และได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก มีการแปลมูมินเป็นภาษาต่างๆ ถึง 44 ภาษาและมียอดขายมากกว่าหนึ่งล้านเล่ม! แถมมูมินยังกลายเป็นทั้งการ์ตูน ของเล่น หรือแม้แต่สวนสนุกด้วย น้องๆ เคยสงสัยมั้ยคะว่าอะไรที่ทำให้แยนสันสร้างเรื่องราวของครอบครัวโทร์ลแสนน่ารักน่าเอ็นดูนี้ขึ้นมา อะไรที่ทำให้เธอทุ่มเทได้ถึงขนาดนี้นะ ทั้งๆ ที่แยนสันก็ไม่ได้มีปัญหาด้านการเงินและเธอก็ไม่คิดจะหาเงินกับมันด้วย ถ้าเคยล่ะก็ วันนี้พี่น้ำผึ้งชวนทุกคนมาไขข้อสงสัยด้วยการพาไปสำรวจจุดเริ่มต้นของมูมินกันค่ะ


 ยินดีต้อนรับสู่โลก ‘มูมิน’ จากสงคราม ระเบิดนิวเคลียร์ และความโหดร้ายสู่หนังสือที่เปลี่ยนโลก
โตเว แยนสัน เจ้าของผลงานมูมิน 
(via: EVA.bg)

 

เจตนารมณ์แรกเริ่มของแยนสันที่ทำให้เธอสร้างสรรค์ผลงานสุดมุ้งมิ้งนี้ขึ้นมาก็คือ เธอเขียนเพื่อตัวเธอเอง ไม่ใช่ใครอื่นเลย ต้องขอเล่าก่อนว่าตอนนั้นเป็นช่วงสงคราม แถมเพื่อนชาวฟินนิชของเธอยังติดเหล้ายาด้วย ในตอนนั้นแยนสันก็แค่ต้องการหนีไปจากโลกที่โหดร้ายด้วยการเดินทางสู่ “หุบเขามูมิน” ของเธอก็เท่านั้น!

มันเป็นช่วงฤดูหนาวของสงครามในปี 1939 แยนสันนั่งอยู่ในห้องอย่างไร้จุดหมาย ในมือของเธอมีดินสอและด้านหน้าของเธอมีกระดาษ แยนสันต้องการสร้างเรื่องราวบางอย่างที่เริ่มต้นด้วยคำว่า “Once Upon A Time” แต่สิ่งที่ตามมาในหัวคือเทพนิยาย ซึ่งเธอไม่ค่อยโอเคเท่าไหร่นัก เธอแค่อยากจะหลีกเลี่ยงเจ้าชาย เจ้าหญิง แล้วก็เด็กเล็กๆ ปฏิเสธไม่ได้ว่าตอนนั้นเธอโกรธตัวเองมาก แล้วก็นั่นแหละ อยู่ๆ ตัวการ์ตูนที่เธอเรียกมันว่า “มูมินโทรล์ (Moomintroll)” ก็แว็บเข้ามาในหัว

โชคดีที่ครอบครัวของโตเว แยนสันเป็นศิลปินกันทั้งบ้าน แม่ชาวสเวนดิชของเธอเป็นนักวาดภาพ ส่วนพ่อชาวฟินนิชของเธอเป็นข่างแกะสลัก แยนสันจึงมีพรสวรรค์ด้านการวาดรูป แต่น้องๆ รู้มั้ยว่าก่อนที่มูมินจะออกมามุ้งมิ้งน่ารักน่ากอดแบบนี้ มันเคยเป็นหนึ่งในสิ่งมีชีวิตที่น่ากลัวที่สุด!!

แรกเริ่มเธอวาดรูปมูมินก่อน มันเป็นภาพเล็กๆ ภาพปริศนาที่มีบางส่วนในภาพปรากฏลายเซ็นของเธอ เหล่ามูมินเป็นอิสระและต่างก็มีโลกของตัวเอง พวกมันมักมีร่างกายสีดำ ตาสีแดงและผอมโคร่ง แถมมีจมูกและนอที่ยาว พูดเลยว่ามันอาจเป็นหนึ่งในสิ่งมีชีวิตนึ่งที่เราไม่อยากวิ่งเข้าหาถ้าเจอในตอนกลางคืน (ฮา) แต่ภายหลังแยนสันก็ปรับแก้ยกใหญ่จนกลายมาเป็นเวอร์ชั่นที่พวกเราคุ้นเคย เหล่ามูมินกลายเป็นโทร์ลสีอ่อนและตัวอ้วนท้วม ใครๆ ก็อยากวิ่งเข้าหา อิอิ
 

ยินดีต้อนรับสู่โลก ‘มูมิน’ จากสงคราม ระเบิดนิวเคลียร์ และความโหดร้ายสู่หนังสือที่เปลี่ยนโลก
หุบเขามูมิน
(via: Reddit)

 

โลกของมูมินไม่เพียงมีแค่ทะเล พายุ ภูเขาสูงใหญ่และถ้ำ แต่ยังมีดอกไม้และป่าเขาด้วย หุบเขามูมินมีสภาพแวดล้อมที่เรียบง่ายและปลอดภัย แต่ก็มีสิ่งที่ตรงกันข้ามอันเป็นฉากหลังของการผจญภัย ไม่ว่าจะเป็นทะเลที่ไม่อาจคาดการณ์และเป็นอันตราย ดินแดนภูเขาที่มีแนวโน้มที่จะเกิดภัยพิบัติตลอดเวลา เหล่ามูมินมักพบว่าเป็นเรื่องดีที่จะได้ออกไปผจญภัยในโลกอันกว้างใหญ่และได้กลับบ้านที่เต็มไปด้วยความสงบสุข แม้ว่าพวกเขาจะต้องออกไปผจญภัยอีกก็ตาม (ฮา)

ความทรงจำของโตเว แยนสันเกี่ยวกับต้นกำเนิดของมูมินนั้นหลากหลาย เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ มักจะย้อนไปถึงวัยเด็กตอนที่เธออยู่กับญาติของแม่ในสวีเดน ที่นั่นเธอมักจะพุ่งเข้าไปในตู้กับข้าวตอนกลางคืน ทำให้ลุงของเธอต้องเตือนถึงเรื่อง "มูมินโทรล์" ที่ซุ่มอยู่ในความมืดเป็นประจำ

ในช่วงทศวรรษที่ 1930 สิ่งมีชีวิตเหล่านี้น่ากลัว ภาพวาดของแยนสันในช่วงนั้นมักจึงเป็นประมาณว่า มูมินเท้าบวม มูมินไม่เป็นที่ต้องการของใคร มูมินขี้โมโห มูมินเป็นหวัง ในบางครั้งเธอก็อธิบายไว้ในสมุดบันทึกของเธอว่ามูมินเป็นสิ่งมีชีวิตที่แปลกประหลากเหมือนผีและน่ากลัวเหมือนฝันร้าน มันเหมือนเป็นพลังลบที่ปลดปล่อยออกมาจากด้านมืดของจิตใต้สำนึก
 

ยินดีต้อนรับสู่โลก ‘มูมิน’ จากสงคราม ระเบิดนิวเคลียร์ และความโหดร้ายสู่หนังสือที่เปลี่ยนโลก
(via: goodreads)
 

ครั้งหนึ่ง ตอนที่แยนสันถูกถามว่าเธอเขียนมันมาเพื่อใคร? เธอตอบทันทีเลยว่าเขียนเพื่อตัวเอง ไม่ได้เขียนเพื่อเด็กที่ไหนเลย (ฮา) แต่ถ้ามูมินถูกส่งไปยังผู้อ่านคนใดคนหนึ่งแล้วล่ะก็ คนนั้นอาจะเป็นมิฟเฟิล (Miffle : ตัวละครในมูมินที่ขี้กลัว) ซึ่งมิฟเฟิลในที่นี้หมายถึงใครก็ตามที่กำลังเผชิญหน้ากับปัญหา สำหรับแยนสัน เธอคิดว่าสิ่งที่ดีที่สุดในการหลบหนีจากความเครียดคือการเข้าไปอยู่อีกโลกในช่วงขณะหนึ่ง

เธอบอกว่าจดหมายที่เธอได้รับจากส่วนใหญ่มักมาจากพวกมิฟฟิล (คำเปรียบเปรย) เด็กๆ เหล่านั้นมักขี้กลัว ขี้กังวลและโดดเดี่ยว พวกเขาเลยปลอบใจตัวเองด้วยการเข้าไปอยู่ในโลกของมูมิน แยนสันกล่าวว่าเพื่อที่จะเติมเต็มความสุขและให้เด็กๆ รู้จักโอบกอดความกลัว เด็กๆ ควรได้สัมผัสกับสิ่งที่ผู้ใหญ่มันจะลืม เช่น สัมผัสกับสิ่งที่เรียบง่าย ความรู้สึกปลอดภัยและการเผชิญหน้ากับความกลัว เธอไม่ต้องการปิดบังเด็กๆ เธออยากให้เด็กๆ รู้ว่าทั้งความลึกลับ ความอ่อนโยนและความโหดร้าย ทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งในโลกของพวกเขา เพราะงั้นหนังสือเด็กที่ดีควรมีองค์ประกอบของความกลัว ความวิตกกังวล แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องแฝงไปด้วยความมั่นใจด้วย

ชาวมูมินมักหลงทาง อีกทั้งหุบเขามูมินมักเกิดภัยพิบัติอยู่บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นพายุถล่มหรือทะเลบ้าคลั่ง อย่างไรก็ตาม แยนสันรักมัน เธอชอบทะเลในรูปแบบต่างๆ เธออธิบายเรื่องนี้ในชีวิตจริง ในภาพวาดของเธอ ในหนังสือมูมิน และในงานเขียนเรื่องอื่นๆ ของเธอ

มูมินอาศัยอยู่ในโลกที่มีสองสิ่งแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง หุบเขามูมินอุดมไปด้วยภูมิทัศน์ทางทะเลที่มีลำธาร ดอกไม้ มีบ้านที่มีเตากระเบื้อง ขณะเดียวกันอีกด้านหนึ่งคือทะเลทีี่ไม่อาจคาดเดาได้กับหมู่เกาะต่างๆ มีทั้งเกาะที่ไม่มีถ้ำและมีถ้ำ มีหอย มีแมลง มีสิ่งมีชีวิตใต้ท้องทะเลและเรือ การใช้ชีวิตในสถานที่สวยงามแต่เต็มไปด้วยอันตรายนี่แหละจึงเป็นความตึงเครียดที่เกิดขึ้นในโลกของมูมิน
 

ยินดีต้อนรับสู่โลก ‘มูมิน’ จากสงคราม ระเบิดนิวเคลียร์ และความโหดร้ายสู่หนังสือที่เปลี่ยนโลก
(via: goodreads)
 

ภายในช่วงเวลาอันยากลำบากของสงครามในฤดูหนาว (ความขัดแย้งระหว่างสหภาพโซเวียตและฟินแลนด์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 1939-1940) “The Moomins and the Great Flood” หนังสือเล่มแรกของเธอได้ถูกส่งไปยังสำนักพิมพ์ และมันก็ปรากฏตัวต่อหน้าสาธารณะชนหลังจากที่มีการประกาศสันติภาพไม่นาน มันเป็นช่วงเวลาแห่งความเศร้าหมองและอนาคตก็ดูจะห่างไกลจากคำว่าความหวัง อารมณ์ของยุคนี้สะท้อนให้เห็นชัดเจนในหนังสือ มันเป็นบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความกลัวและความขุ่นเคือง และมันยังอยู่ในพล็อตอีกด้วย ดังนั้นไม่ต้องสงสัยเลยว่านี่เป็นเรื่องราวของภัยพิบัติ แต่ก็เป็นการเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในครอบครัวด้วยเช่นกัน

น้ำท่วมใหญ่ในหนังสือมูมินเล่มแรกได้ท่วมแผ่นดินอันแห้งแล้งและทำให้ทุกคนตกอยู่ในอันตรายถึงตาย มันเป็นภัยพิบัติด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นอย่างมหาศาล ซึ่งความไม่แน่นอนของธรรมชาตินี่แหละที่สร้างความตื่นเต้นและให้ความรู้สึกเหมือนกำลังผจญภัย มันเป็นเรื่องราวเล็กๆ แต่สามารถทำให้ผู้อ่านทั่วโลกลุ้นตามได้ มูมินปาปาหายพร้อมกับเจ้าตัวปีศาจถุงเท้า (Hattifatteners) มูมินมามาและมูมินโทรล์เลยต้องออกตามหา! สายสัมพันธ์ในครอบครัวเป็นสิ่งที่ทำให้เรื่องของมูมินแข็งแกร่ง ในตอนท้ายของเรื่อง มันเป็นตอนจบที่เต็มไปด้วยความสุข ชาวมูมินได้ทำให้หุบเขากลับมาสงบสุขและสวยงามอีกครั้ง การผจญภัยสิ้นสุดลงและชีวิตก็ดำเนินต่อไปอีกครั้ง

 

ยินดีต้อนรับสู่โลก ‘มูมิน’ จากสงคราม ระเบิดนิวเคลียร์ และความโหดร้ายสู่หนังสือที่เปลี่ยนโลก
(via: goodreads)
 

ในเล่มสองของหนังสือมูมินอย่าง Comet in Moominland (ปี 1946) เองก็เกิดภายใต้เงาของสงครามเช่นกัน แม้ว่าจะไม่ใช่นิยายสงคราม แต่ก็เป็นหนังสือที่เกี่ยวกับภัยพิบัติที่ยิ่งใหญ่ ชาวมูมินยังคงเผชิญกับธรรมชาติและภัยพิบัติ แต่มันแค่เพิ่มเลเวลความรุนแรงและความอันตรายมากขึ้น เหตุการณ์ดำเนินเหมือนเคย จากหุบเขามูมินแสนสงบไปจนถึงฉากการทำลายล้างและความสยดสยองที่สะท้อนถึงคำทำนายว่าโลกจะแตก

ดาวหางวิ่งเข้าสู่โลก เตรียมพร้อมทำลายล้างทั้งโลกมูมินและโลกอื่นๆ เมื่อใดก็ตามที่ดาวหางเข้ามาใกล้ โลกจะร้อนขึ้นและธรรมชาติจะตาลปัตรกลับกัน ทะเลจะเหือดแห้ง ตั๊กแตนจะมาจากอียิปต์ และพายุเฮอร์ริเคนจะถล่ม เมื่อดาวหางพุ่งเข้าชนโลก ครอบครัวมูมินก็ย้ายไปอยู่ในถ้ำที่หุ้มด้วยฉนวนกันร้อนที่พวกเขาสร้างขึ้น ล้อมรอบด้วยเสียงฟ้าร้อง เสียงระเบิดและเสียงร้องของผู้คน พวกเขาไม่รู้ว่าเหตุการณ์ข้างนอกเป็นยังไงบ้าง
 

ยินดีต้อนรับสู่โลก ‘มูมิน’ จากสงคราม ระเบิดนิวเคลียร์ และความโหดร้ายสู่หนังสือที่เปลี่ยนโลก
(via: Mubi)

 

ช่วงเวลาแห่งความน่าสยดสยองจะมีความสมจริงได้ถ้าหากผู้แต่งเคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้มาก่อน ในระหว่างที่เกิดการโจมตีทางอากาศที่รุนแรง เราไม่มีทางรู้เลยว่าข้างนอกเกิดอะไรขึ้น มันทำให้เรารู้สึกวิตกกังวลและหวาดกลัว หากการจู่โจมเกิดขึ้นเป็นเวลานาน มันก็เป็นเรื่องง่ายมากที่เราจะเชื่อว่าทุกอย่างถูกทำลายไปหมด และใช่ค่ะ แยนสันหยิบเหตุการณ์เลวร้ายบางอย่างที่เกิดขึ้นในโลกมาเล่าผ่านทางตัวละครมูมิน

ในปี 1945 ระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิมาและนางาซากิมีโอกาสทำลายล้างโลกได้ นั่นหมายความว่ามันเลวร้ายยิ่งกว่าสิ่งที่ฟินแลนด์เคยประสบในช่วงสงครามเสียอีก มีความเป็นไปได้ที่ความขัดแย้งอันนำมาสู่การระเบิดของนิวเคลียร์นี้อาจส่งผลกระทบต่อผู้คนทั่วโลก ซึ่งเรื่องนี้มีผลโดยตรงต่อหุบเขามูมิน อ่านไม่ผิดหรอกค่ะ การที่โลกมีโอกาสถูกทำลายแค่เพียงเพราะกดปุ่มมีผลต่อหนังสือ ภัยคุกคามของการทำลายล้างที่เกิดขึ้นในโลกจึงเป็นสิ่งสำคัญและเป็นตีมหลักของหนังสือเด็กเล่มนี้
 

ยินดีต้อนรับสู่โลก ‘มูมิน’ จากสงคราม ระเบิดนิวเคลียร์ และความโหดร้ายสู่หนังสือที่เปลี่ยนโลก
ภาพวาดของโทเวในเรื่อง Comet in Moominland
(via: The Resident)

 

การระเบิดของนิวเคลียร์ทำให้สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติเปลี่ยนแปลงไป ในเรื่องมูมิน อากาศร้อนขึ้นเรื่อยๆ และท้องฟ้าก็มีประกายแดง ดูเหมือนว่าสิ่งมีชีวิตจะไม่สามารถดำรงชีวิตต่อไปอีกได้ มีเพียงแค่ถ้ำเท่านั้นที่ช่วยชีวิตชาวมูมิน พวกเขาเดินลึกเข้าไปในภูเขาและอยู่ที่นั่นโดยไม่รู้เลยว่ายังมีสิ่งมีชีวิตเหลือรอดอยู่ในโลกหรือไม่

นับว่าเป็นข่าวที่ดีมากเมื่อชาวมูมินรู้ว่าโลกยังไม่ถูกทำลาย ความชั่วร้ายเป็นเพียงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตและตอนนี้ท้องฟ้าก็กลับมาสดใสอีกครั้ง โลกร้อนระอุและสีแดงอันเป็นฝันร้ายของพวกเขาได้จบลงไป ในตอนนี้ “ทุกอย่างจบลงด้วยดี” เหมือนดั่งตอนจบอันเต็มไปด้วยความสุขที่เด็กสมควรได้รับ ดังประโยคในหนังสือที่ว่า

"The sky, the sun and the mountain are still there, she said solemnly. And the sea, Moomintroll whispered." Snufkin's mouth organ has all its notes again, and he plays it happily.

เช่นเดียวกับในหุบเขามูมิน นี่เป็นสิ่งที่ชาวฟินนิชรู้สึกเมื่อสงครามจบสิ้นลงและพวกเขาสามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้
 

ยินดีต้อนรับสู่โลก ‘มูมิน’ จากสงคราม ระเบิดนิวเคลียร์ และความโหดร้ายสู่หนังสือที่เปลี่ยนโลก
มูมินโทรล์
(via: tumbrl)

 

แม้นี่จะเป็นผลงานชิ้นแรกๆ ของโตเว แยนสัน แต่มูมินก็เป็นผลงานที่มีคุณภาพ การเล่าเรื่องของเธอทำให้มูมินมีความเป็นเอกลักษณ์และโดดเด่นกว่าหนังสือเด็กเรื่องอื่นๆ อีกทั้งในบางครั้งยังมีกรณีที่สำนักพิมพ์สับสน ไม่สามารถตัดสินใจได้ว่านี่เป็นหนังสือที่เหมาะกับเด็กหรือผู้ใหญ่

เมื่อหนังสือของเธอได้รับการเผยแพร่ครั้งแรกก็มีการพูดถึงความเหมาะสมในบริบทด้านการศึกษา กล่าวคือมูมินมักพูดคำหยาบและสาบานตลอดเวลา ต่อมาในปี 1970 มูมินไม่เป็นที่ยอมรับในฟินแลนด์เนื่องจากถูกมองว่าเป็นหนังสือที่พูดถึงมุมมองของครอบครัวชนชั้นกลางมากเกินไป

อย่างไรก็ตาม แยนสันก็บอกว่า “ฉันเขียนเพื่อความสนุกสนาน - แต่ไม่ได้เขียนเพื่อให้ความรู้” เธอบอกว่าเธอไม่มีปรัชญาหรือแนวโน้มทางการเมือง เธอแค่อยากจะบรรยายถึงสิ่งต่างๆ ที่ทำให้เธอหลงใหลหรือทำให้เธอตกใจ สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัวเธอก็เท่านั้น
 

 

ยินดีต้อนรับสู่โลก ‘มูมิน’ จากสงคราม ระเบิดนิวเคลียร์ และความโหดร้ายสู่หนังสือที่เปลี่ยนโลก
โตเว แยนสัน
(via: Daily Mail)

 

เป็นอย่างไรบ้างคะกับจุดเริ่มต้นของมูมินที่พี่น้ำผึ้งนำมาฝากในวันนี้ แม้ว่าในแต่ละช่วงเวลาของเราจะยากลำบากขนาดไหน แต่เราก็สามารถนำมันมาเป็นแรงบันดาลใจและเปลี่ยนให้เป็นพลังได้เสมอ ดังเช่นกับที่โตเว แยนสันตัดสินใจเปลี่ยนพลังลบของสงครามให้กลายเป็นพลังบวกด้วยการสร้างสรรค์ผลงานมูมินขึ้นมา...แล้วน้องๆ ละคะ คิดว่ายังไงบ้าง?
 

 พี่น้ำผึ้ง :)

ขอบคุณข้อมูลจาก
http://www.independent.co.uk
https://www.moomin.com

Deep Sound แสดงความรู้สึก

#นิยาย #นักเขียน #มูมิน #moomins #Tove Jansson's Moominland #หุบเขามูมิน #Moominland

บทความที่นิยมอ่านต่อ

1 ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป