วิจารณ์หนังสือ CARRIE (สตีเฟ่น คิง) : การถูก Bully ไม่ใช่เรื่องตลก! []

การถูก Bully ไม่ใช่เรื่องตลกอีกต่อไป...
6,574 9


วิจารณ์หนังสือ : CARRIE
เด็กคนหนึ่งกับการถูก Bully
ไม่ใช่เรื่องตลก!

---------------

สวัสดีน้องๆ นักอ่านชาวเด็กดีทุกคนจ้ะ สำหรับบทความนี้พี่นัทตี้ขอมานำเสนอเรื่องราวที่ฟังดูแล้วอาจจะเหมือนว่าไกลตัว แต่เอาจริงๆ มันกลับใกล้ตัวพวกเราทุกคนกันมาก นั่นก็คือเรื่องของการถูก Bully นั่นเอง โดยการถูก Bully นั้นเป็นสถานการณ์ที่เราทุกคนมีโอกาสที่จะได้เจอเท่าๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นจากสังคมในรั้วโรงเรียน หรือสังคมนอกรั้วโรงเรียนเองก็ตาม ซึ่งเราอาจจะเข้าใจว่ามันไม่ใช่เรื่องที่ร้ายแรงอะไร แต่ความจริงแล้วมันเป็นต้นเหตุการเกิดของโรคๆ หนึ่งที่เรารู้จักกันดีในชื่อว่า “โรคซึมเศร้า”

 
วิจารณ์หนังสือ CARRIE (สตีเฟ่น คิง) : การถูก Bully ไม่ใช่เรื่องตลก!

 
Carrie หรือชื่อภาษาไทยว่า สาวสยอง เป็นผลงานการเขียนเล่มแรกของเจ้าพ่อนิยายสยองขวัญ Stephen King โดยตีพิมพ์ไปเมื่อปีพ.ศ. 2517 (ก่อนเราจะเกิดกันอีกนะเนี่ย) ถึงแม้ว่าจะตีพิมพ์ไปนานแล้ว แต่ประเด็นสำคัญในเรื่องก็ยังสอนอะไรเราได้จนถึงทุกวันนี้ โดย Carrie เป็นการพูดถึงเรื่องราวในชีวิตของ แครี่ ไวท์ เด็กสาววัยมัธยมที่เป็นเด็กขี้อาย ไม่ชอบเข้าสังคม อาศัยอยู่กับแม่ที่เคร่งศาสนา จึงทำให้ถูกเลี้ยงดูมาไม่ต่างอะไรกับไข่ในหิน โดยแครี่ มักจะถูกเพื่อนที่โรงเรียนแกล้งอยู่เป็นประจำ จนเมื่อถึงงานพรอม วันสุดท้ายในรั้วโรงเรียน เธอก็ได้ระเบิดอารมณ์ที่อัดอั้นในใจทุกอย่างออกไป บอกเลยว่าผลที่ตามมานั้นเป็นภาพที่ไม่น่าดูเอาซะเลย...

 
วิจารณ์หนังสือ CARRIE (สตีเฟ่น คิง) : การถูก Bully ไม่ใช่เรื่องตลก!
แครี่กับแม่ผู้เคร่งศาสนาของเธอ

 

การเลี้ยงดูลูกแบบผิดๆ เป็นบ่อเหตุแห่งปัญหาทั้งหมด


อย่างที่พี่นัทตี้ได้บอกไปก่อนหน้านี้ว่าแครี่ของเราถูกเลี้ยงดูมาแบบไข่ในหิน เลยทำให้เธอต้องมีชีวิตอยู่แบบเด็กถูกกักบริเวณ เธอถูกสั่งห้ามไม่ให้คบเพื่อน แถมเมื่อเวลาที่จะทำอะไรก็ต้องอยู่ในสายตาของคนเป็นแม่ตลอดเวลา จนมีอยู่วันหนึ่งที่แครี่ดันเกิดไปตกหลุมรักเด็กหนุ่มคนหนึ่งขึ้นมา แม่ของเธอโกรธมากเมื่อได้รู้ความจริง เพื่อนๆ ลองนึกภาพดูสิจ๊ะ ว่าจากสาเหตุทั้งหมดทั้งมวลที่พี่นัทตี้ได้เล่ามา ถ้าเพื่อนๆ เป็นแครี่ เพื่อนๆ จะมีความรู้สึกกดดันมากแค่ไหน ยิ่งถูกกักให้อยู่แต่กับบ้านและโรงเรียนก็ยิ่งทำให้น่าอึดอัดเข้าไปใหญ่ แถมยังถูกสั่งไม่ให้คบหากับใครอีก อารมณ์และความอึดอัดของตัวละครตัวนี้มันเลยค่อยๆ เพิ่มระดับขึ้นมาเรื่อยๆ ดังนั้นจากประเด็นนี้มันเลยทำให้เราได้เห็นเลยว่าการเลี้ยงดูลูกนั้นมีส่วนสำคัญกับความคิดและการกระทำของเด็กคนนั้นเป็นอย่างยิ่ง!

 

วิจารณ์หนังสือ CARRIE (สตีเฟ่น คิง) : การถูก Bully ไม่ใช่เรื่องตลก!
แครี่ หลังจากถูกเพื่อนๆ รุมแกล้ง

 

การถูก Bully ไม่ใช่เรื่องตลก

 
ปัญหาการ Bully เป็นปัญหาที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน และถือว่าเป็นปัญหาที่ส่งผลเสียต่อสภาพจิตใจของคนๆ นั้นเป็นอย่างมาก โดยตัวละครของแครี่ ได้จำลองสถานการณ์มาให้เราได้เห็นทั้งหมดแล้ว ว่าในวันๆ หนึ่ง เธอนั้นถูกรังแกจากคนรอบข้างมากแค่ไหน ไม่ว่าจะเป็นจากแม่ของเธอ จากเพื่อนที่โรงเรียน และจากสาเหตุดังกล่าวนี้ได้ทำให้ตัวของเธอกลายเป็นคนที่มีอคติกับตัวเองไปในทันที 
 
ซึ่งพี่นัทตี้ก็เชื่อว่าคงมีน้องๆ หลายคนที่เคยถูกเพื่อนๆ รังแกกัน โดยสิ่งสำคัญที่สุดที่จะจัดการกับเรื่องนี้ได้คงหนีไม่พ้นการจัดการกับอารมณ์ของตัวเอง และเราควรจะมีความมั่นใจในตัวเองให้มากๆ มองเรื่องการถูกรังแกในแง่บวก เพราะนอกจากจะทำให้เราเข้มแข็งแล้ว ในสายตาของคนอื่นอาจจะรู้สึกว่าเราเฉยกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจนทำให้พวกเขาเลิกแกล้งเราไปเอง หรือถ้าเพื่อนๆ คนไหนมีวิธีจัดการกับการ Bully ยังไงก็มาแสดงความคิดเห็นแนะนำกันได้เลยนะ

 

วิจารณ์หนังสือ CARRIE (สตีเฟ่น คิง) : การถูก Bully ไม่ใช่เรื่องตลก!

 

เมื่ออารมณ์อยู่เหนือการควบคุม ความขาดสติก็ตามมา


อันนี้พี่นัทตี้เห็นว่าจะเป็นความจริงจ้ะ เพราะพี่นัทตี้เองก็เคยอยู่ในจุดๆ นี้มาแล้วเหมือนกัน เมื่ออารมณ์มันถูกระเบิดออกไป เราจะค่อยมานั่งสำนึกกันทีหลังว่าไม่น่าทำอย่างนั้นลงไปเลย ซึ่งตัวละครของแครี่เองก็เช่นกัน แต่เหตุการณ์สำหรับแครี่นั้นอาจจะดูหนักหนาเกินกว่าที่เด็กผู้หญิงคนนึงจะรับไหว การปลดปล่อยอารมณ์ออกไปเลยกลายเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเธอ จนทำให้เหตุการณ์ที่แย่อยู่แล้วกลับแย่ลงไปมากกว่าเดิม ซึ่งถ้าเรามองเราก็สามารถมองออกไปได้ 2 มุม คือ สมควรแล้วที่ทำ กับไม่สมควรเลยที่ทำ แล้วเพื่อนๆ ละจ๊ะ คิดว่าแครี่ทำถูกไหม?

 

วิจารณ์หนังสือ CARRIE (สตีเฟ่น คิง) : การถูก Bully ไม่ใช่เรื่องตลก!

 

พลังจิตเป็นตัวแทนของด้านมืดที่อยู่ข้างในของมนุษย์


พลังจิตกลายเป็นตัวแปรสำคัญของเรื่องขึ้นมาทันที เพราะมันสื่อได้ถึงอาวุธลับภายในตัวของเด็กสาวผู้อ่อนแอคนนี้ แต่ความจริงแล้วพลังจิตนั้นเป็นเพียงแค่การสื่อนัยยะบางอย่างที่เชื่อมโยงกับความเป็นจริงของมนุษย์เรา โดยพี่นัทตี้สามารถวิเคราะห์ได้ว่า พลังจิตของแครี่นั้นเป็นการแทนด้านมืดที่อยู่ข้างในของเธอออกมาให้เราได้เห็น เพราะอย่างที่เราทราบกันดีว่าแครี่ถูกกระทบกระเทือนทางจิตใจทั้งจากแม่และจากเพื่อนที่โรงเรียน เมื่อถูกทำร้ายเยอะๆ เข้า ความรู้สึกของการอยากแก้แค้นมันเลยสุมรวมกันจนกลายเป็นพลังในการทำร้ายคนรอบข้าง ไม่เว้นแม้แต่แม่ของเธอเองก็ตาม ซึ่งพี่นัทตี้เองก็คิดว่าทุกคนก็มีพลังด้านมืดเป็นของตัวเอง แต่จะเป็นอะไร และเลวร้ายแค่ไหนคนอื่นก็ไม่อาจจะรู้ได้นอกจากตัวของเราเอง 

 

วิจารณ์หนังสือ CARRIE (สตีเฟ่น คิง) : การถูก Bully ไม่ใช่เรื่องตลก!
โปสเตอร์หนังทั้ง 2 เวอร์ชัน
 
โดย Carrie นั้นนอกจากจะเป็นหนังสือแล้วยังมีการทำออกมาในรูปแบบของหนังอีกด้วย โดยมี 2 เวอร์ชันด้วยกัน เวอร์ชันแรกในปี ค.ศ. 1976 ส่วนเวอร์ชันล่าสุดในปี ค.ศ. 2013 นำแสดงโดยสาวโคลอี้ เกรซ มอเรตซ์ หวานใจของหนุ่มบรุคลิน เบคแฮม ซึ่งพี่นัทตี้มีโอกาสได้ดูเวอร์ชันแรกไป ขอบอกเลยว่าสนุกมาก ดูแล้วสะใจจริงอะไรจริง (เฮ้ย ไม่ใช่) ถ้าน้องๆ คนไหนไม่มีโอกาสได้อ่านหนังสือก็ลองไปหาหนังมาดูกันนะ เพราะอย่างที่พี่นัทตี้บอกว่ามันสะท้อนให้เราได้เห็นมุมมองในการใช้ชีวิตหลายๆ แง่มุมเลยทีเดียว

---------------


เป็นยังไงกันบ้างจ๊ะ หวังว่าทุกคนคงจะเพลิดเพลินกับการอ่านบทความนี้กัน นอกจากจะสนุกแล้วยังมีประโยชน์อีกด้วย เพราะเรื่องของการ Bully เป็นเรื่องที่ดูเหมือนจะไกลตัว แต่ถ้าเกิดขึ้นแล้วบอกเลยว่าต้องใช้สติในการรับมือกับปัญหาที่ตามมาแบบสุดๆ สำหรับน้องๆ คนไหนที่เคยเจอกับเหตุการณ์การถูก Bully ก็มาเล่าเป็นประสบการณ์ให้อ่านกันบ้างนะจ๊ะ พร้อมกับบอกวิธีการแก้ปัญหาของตัวเองมาด้วยก็ดี พี่นัทตี้รออ่านอยู่น้า เอาเป็นว่าวันนี้พี่นัทตี้ก็ขอตัวลาไปก่อน ไว้เจอกันใหม่บทความหน้า สวัสดีจ้ะ

 
พี่นัทตี้ :)


ขอบคุณภาพประกอบจากภาพยนตร์ Carrie
 
วิจารณ์หนังสือ CARRIE (สตีเฟ่น คิง) : การถูก Bully ไม่ใช่เรื่องตลก!
#นิยาย #นักเขียน #Carrie #สาวสยอง #สตีเวนคิง #Stephen king #สยองขวัญ #ระทึกขวัญ

บทความที่นิยมอ่านต่อ

ยอดถูกใจสูงสุด

  • ถูกลบเนื่องจาก:
    IP
    #2
    ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

    เราจัดการbullyด้วยการเผชิญหน้า (พุ่งชน) กับมันตรงๆ ซะ

    ผลคือเราชนะ ชนะ ชนะ พวกนี้ขี้ขลาดจะตายเวลาอยู่คนเดียว โจมตีมันตอนนี้แหละ ทำให้มันกลัวเราแทน

    ตอบกลับ
  • ถูกลบเนื่องจาก:
    ผู้มีความแค้น
    Guest IP
    #3
    ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

    อยากจะบอกว่า การอดทนเมื่อถูกกลั่นแกล้งเป็นเพียงหนทางนึง แต่ไม่ใช่บทสรุปเบ็ดเสร็จ การย้ำให้อดทน "มากเกินไป" ในแง่นึงเท่ากับเป็นการสั่งให้เหยื่อยอมจำนน และพวกคนที่รังแกจะยิ่งได้ใจหนักเข้าไปอีก เพราะทำให้พวกเขายิ่งรู้สึกว่าสามารถทำได้ และไม่ต้องรับผิดชอบอะไร (มีแต่เหยื่อที่ต้องรับผิดชอบฝ่ายเดียวโดยการ ทน ทน ทนมันเข้าไป อ่อนแอก็แพ้ไป) มนุษย์เรามันเลวร้ายอยู่อย่าง เวลาเห็นคนอื่นอยู่ดี ๆ ก็อยากเข้าไปทำร้าย ไปรุมกลั่นแกล้งรังแก ยิ่งคน ๆ นั้นดูมีอะไรดีมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งอยากทำลายมากเท่านั้น ถ้าเขาตอบโต้ ยิ่งสนุก แต่ถ้าไม่ตอบโต้อยู่เฉย ๆ ขอบอกเลยว่า -พวกที่เห็นว่าอีกฝ่ายไม่ตอบโต้เลยขี้เกียจแกล้งแล้วน่ะเป็นแค่ส่วนน้อย หรืออาจจะไม่มีจริงเลยก็ได้ แต่ในความเป็นจริง ยิ่งเห็นอีกฝ่ายทน -พวกนี้จะเหมือนกำลังล่าบอสในเกมที่ยากกว่าศัตรูธรรมดา เกิดความท้าทายว่าทำยังไงจะทำให้อีกฝ่ายหน้าเปลี่ยนสีและร้องออกมาให้ได้ และหนึ่งในวิธีการที่รุนแรงที่สุด ยิ่งกว่าการทำน้ำสีหกใส่หรืออะไร ก็คือ "การทำเหมือนผู้ถูกรังแกไม่มีตัวตน" ซึ่งเผลอ ๆ มันเจ็บปวดยิ่งกว่าเสียอีก (พวกนี้จะไม่ใช่แค่พวกมันที่จะเมินเฉย แต่จะสั่งหรือบังคับให้คนอื่น "เมิน" เป้าหมายไปด้วย และผลคือ เป้าหมายจะไม่มีเพื่อนเหลือเลย) (ถ้าจะเอาเลวร้ายกว่านี้ก็ถึงขั้นใส่ร้ายป้ายสีจนไม่มีที่ยืนแล้วล่ะ และมันก็มักจะตามมาหลังจากอีกฝ่ายไม่มีเพื่อนคอยช่วยเหลือแล้วด้วยวิธีการข้างต้น) วิธีแก้ไข เอาจริง ๆ มีห้าวิธีที่เด็ดขาด แต่ปัญหาอยู่ที่เรื่องความเป็นไปได้ - หนึ่ง ทนจนกว่าจะเรียนจบ หรือย้ายโรงเรียนไม่ต้องเจอกันอีก วิธีนี้เป็นวิธียอดนิยมอย่างนึง แต่ในแง่นึงก็เหมือน "พ่ายแพ้" และเราต้องหนีไป พวกมันก็ได้ครองที่อยู่เดิมของเราไป และในความเป็นจริงมันก็ไม่ง่าย (จู่ ๆ จะย้ายบ้าน ย้ายโรงเรียน ไม่ไปโรงเรียน อะไรพวกนี้เนี่ย ไม่ใช่นึกอยากทำก็ทำได้สักหน่อย) แถมมันมีไม่มากหรอกที่จะทนไหวได้ถึงตอนนั้น - สอง ขอความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่หรือผู้มีอำนาจมากกว่า(เช่นพ่อแม่ ครูอาจารย์) จริง ๆ วิธีนี้ก็อีกวิธีที่ยอดนิยมในทางปฏิบัติ และตามหลักมันก็ควรจะได้ผล ทว่ายุคสมัยนี้เปลี่ยนไป ไม่เหมือนสมัยเราเป็นเด็ก ผู้ใหญ่และผู้มีอำนาจ "เพิกเฉย" ต่อเรื่องพวกนี้มากขึ้น (จริง ๆ มาคิดดูดี ๆ -พวกที่เคยแกล้งคนอื่น โตมาเป็น-พวกนี้รึเปล่า ถึงได้ทำให้มันเละถึงขนาดนี้ได้หน้าตาเฉย) ที่ควรจะได้ผลส่วนมากเริ่มไม่ได้ผลแล้ว ค่านิยมสังคมเอนไปทาง "โทษเหยื่อ" มากขึ้นเรื่อย ๆ แม้กระทั่งพ่อแม่ยังด่าลูกว่าอ่อนแอไม่เข้มแข็งได้หน้าตาเฉยทั้งสถานการณ์แบบนี้ - สาม ตอบโต้ แสดงความแข็งแกร่งให้พวกมันเห็น อย่างที่บอก -พวกนั้นตัวเดี่ยว ๆ มันไม่กล้าหรอก โลกของการใช้กำลัง การแสดงพลังให้เหนือกว่าคือเบสิคของการเอาตัวรอด แต่อย่างว่า ขนาดวิธีตรงไปตรงมาแบบนี้ก็ใช่ว่าจะได้ผล ไม่ใช่ว่าพอเราชนะแล้วพวกมันจะยอมเป็นลูกน้องเราแต่โดยดีเสมอไป แต่มีอีกหลายเคสที่ยิ่งตอบโต้ -พวกนั้นยิ่งแค้น ยิ่งเอาคืน และอย่างที่บอก -พวกนี้ตัวคนเดียวไม่แน่จริง แต่ประเด็นคือ.... "มันชอบมาเป็นก๊กอย่างที่ว่าจริง ๆ นั่นแหละ" คน ๆ เดียวจะไปสู้หลายคนได้ยังไง และเผลอ ๆ บางที-พวกนี้ถ้าสู้ไม่ได้จริง ๆ มันก็จะใช้วิธี "ฟ้องครู" ทำตัวเป็นผู้เสียหายซะเอง แบบวิธีที่สอง และที่ตลกคือ "-พวกนี้มักมีโอกาสสำเร็จกว่าเรา" ซะงั้นเวลาฟ้อง สุดท้ายเราก็ดันโดนทำโทษจากอำนาจที่เหนือกว่าซะเอง.... - สี่ "ฆ่า" ให้หมด ฆ่าไม่ให้เหลือ -พวกไหนสันดาน Bully คนอื่น หรือ-พวกค่านิยมโทษเหยื่อ ยิ่งเด็กยิ่งสมควรตาย ก่อนจะโตมาแล้วสร้างความฉิบหายมากขึ้น ยิ่งเป็นกันทั้งประเทศ ก็สมควรลดจำนวนประชากรไม่ให้เหลือ อย่างน้อย ๆ ก็ไม่ให้พวกมันแพร่เชื้อต่อเป็นเยี่ยงอย่างได้อีก ใช้หลักการตามธรรมชาติเลย สังคมโลกเป็นของผู้ชนะ ถ้าอยากทำลายคนชั่วก็ต้องฆ่าคนชั่วให้หมดให้เหลือแต่คนดี แต่ปัญหา.... แน่นอน "ทำจริงได้ที่ไหนเล่า!!!!!" คนดี ๆ เขาไม่อำมหิตพอจะทำ ด้านจำนวน กำลัง เล่ห์เหลี่ยม ยังไงคนเลวก็ย่อมมีมากกว่า และมักจะชนะเสมอ สรุป ไม่มีวิธีไหนได้ผลจริง ๆ สักอย่าง (อ้าว) ตราบที่คนเรายังไม่เคยสำนึกจริง ๆ จัง ๆ ว่าที่ทำไปมันไม่ดี ไม่ถูกต้อง ยังคิดว่าพวกมากเป็นฝ่ายถูก อ่อนแอก็ตายไป และเรียกมันว่าการคัดเลือกโดยธรรมชาติ(แบบโคตรไร้ความรับผิดชอบ) วัฐจักรนี้มันก็ไม่มีวันจบสิ้นหรอก อาจจะนอกเสียจากว่า "คนดี" จะอำมหิตขึ้นมากพอจะทำแบบข้อสี่ และต้องทำจริงให้ได้ เสร็จแล้วไม่กลายเป็นพวกนั้นกลุ่มใหม่เสียเองเท่านั้น (พูดยังกะเป็นไปได้นี่..... สันดานมนุษย์....)

    ตอบกลับ
  • ถูกลบเนื่องจาก:
    IP
    #6
    ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้
    ตอบกลับ

6 ความคิดเห็น

    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #1
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      สมัยก่อนตอนป.4-ป.5 ช่วงย้ายมารร.ใหม่ๆที่จังหวัดหนึ่งโดนเพื่อนแกล้งต่างๆนาๆแต่ที่หนักสุดคือโดนเอาถุงนมมายัดใต้โต๊ะตอนไม่มารร. พอวันรุ่งขึ้นก็ถูกครูดุขณะเคารพธงชาติ ทั้งๆที่เราไม่ได้ทำอะไรผิดเลย ตอนนั้นเหมือนงงมาก

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #2
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      เราจัดการbullyด้วยการเผชิญหน้า (พุ่งชน) กับมันตรงๆ ซะ

      ผลคือเราชนะ ชนะ ชนะ พวกนี้ขี้ขลาดจะตายเวลาอยู่คนเดียว โจมตีมันตอนนี้แหละ ทำให้มันกลัวเราแทน

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      ผู้มีความแค้น
      Guest IP
      #3
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      อยากจะบอกว่า การอดทนเมื่อถูกกลั่นแกล้งเป็นเพียงหนทางนึง แต่ไม่ใช่บทสรุปเบ็ดเสร็จ การย้ำให้อดทน "มากเกินไป" ในแง่นึงเท่ากับเป็นการสั่งให้เหยื่อยอมจำนน และพวกคนที่รังแกจะยิ่งได้ใจหนักเข้าไปอีก เพราะทำให้พวกเขายิ่งรู้สึกว่าสามารถทำได้ และไม่ต้องรับผิดชอบอะไร (มีแต่เหยื่อที่ต้องรับผิดชอบฝ่ายเดียวโดยการ ทน ทน ทนมันเข้าไป อ่อนแอก็แพ้ไป) มนุษย์เรามันเลวร้ายอยู่อย่าง เวลาเห็นคนอื่นอยู่ดี ๆ ก็อยากเข้าไปทำร้าย ไปรุมกลั่นแกล้งรังแก ยิ่งคน ๆ นั้นดูมีอะไรดีมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งอยากทำลายมากเท่านั้น ถ้าเขาตอบโต้ ยิ่งสนุก แต่ถ้าไม่ตอบโต้อยู่เฉย ๆ ขอบอกเลยว่า -พวกที่เห็นว่าอีกฝ่ายไม่ตอบโต้เลยขี้เกียจแกล้งแล้วน่ะเป็นแค่ส่วนน้อย หรืออาจจะไม่มีจริงเลยก็ได้ แต่ในความเป็นจริง ยิ่งเห็นอีกฝ่ายทน -พวกนี้จะเหมือนกำลังล่าบอสในเกมที่ยากกว่าศัตรูธรรมดา เกิดความท้าทายว่าทำยังไงจะทำให้อีกฝ่ายหน้าเปลี่ยนสีและร้องออกมาให้ได้ และหนึ่งในวิธีการที่รุนแรงที่สุด ยิ่งกว่าการทำน้ำสีหกใส่หรืออะไร ก็คือ "การทำเหมือนผู้ถูกรังแกไม่มีตัวตน" ซึ่งเผลอ ๆ มันเจ็บปวดยิ่งกว่าเสียอีก (พวกนี้จะไม่ใช่แค่พวกมันที่จะเมินเฉย แต่จะสั่งหรือบังคับให้คนอื่น "เมิน" เป้าหมายไปด้วย และผลคือ เป้าหมายจะไม่มีเพื่อนเหลือเลย) (ถ้าจะเอาเลวร้ายกว่านี้ก็ถึงขั้นใส่ร้ายป้ายสีจนไม่มีที่ยืนแล้วล่ะ และมันก็มักจะตามมาหลังจากอีกฝ่ายไม่มีเพื่อนคอยช่วยเหลือแล้วด้วยวิธีการข้างต้น) วิธีแก้ไข เอาจริง ๆ มีห้าวิธีที่เด็ดขาด แต่ปัญหาอยู่ที่เรื่องความเป็นไปได้ - หนึ่ง ทนจนกว่าจะเรียนจบ หรือย้ายโรงเรียนไม่ต้องเจอกันอีก วิธีนี้เป็นวิธียอดนิยมอย่างนึง แต่ในแง่นึงก็เหมือน "พ่ายแพ้" และเราต้องหนีไป พวกมันก็ได้ครองที่อยู่เดิมของเราไป และในความเป็นจริงมันก็ไม่ง่าย (จู่ ๆ จะย้ายบ้าน ย้ายโรงเรียน ไม่ไปโรงเรียน อะไรพวกนี้เนี่ย ไม่ใช่นึกอยากทำก็ทำได้สักหน่อย) แถมมันมีไม่มากหรอกที่จะทนไหวได้ถึงตอนนั้น - สอง ขอความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่หรือผู้มีอำนาจมากกว่า(เช่นพ่อแม่ ครูอาจารย์) จริง ๆ วิธีนี้ก็อีกวิธีที่ยอดนิยมในทางปฏิบัติ และตามหลักมันก็ควรจะได้ผล ทว่ายุคสมัยนี้เปลี่ยนไป ไม่เหมือนสมัยเราเป็นเด็ก ผู้ใหญ่และผู้มีอำนาจ "เพิกเฉย" ต่อเรื่องพวกนี้มากขึ้น (จริง ๆ มาคิดดูดี ๆ -พวกที่เคยแกล้งคนอื่น โตมาเป็น-พวกนี้รึเปล่า ถึงได้ทำให้มันเละถึงขนาดนี้ได้หน้าตาเฉย) ที่ควรจะได้ผลส่วนมากเริ่มไม่ได้ผลแล้ว ค่านิยมสังคมเอนไปทาง "โทษเหยื่อ" มากขึ้นเรื่อย ๆ แม้กระทั่งพ่อแม่ยังด่าลูกว่าอ่อนแอไม่เข้มแข็งได้หน้าตาเฉยทั้งสถานการณ์แบบนี้ - สาม ตอบโต้ แสดงความแข็งแกร่งให้พวกมันเห็น อย่างที่บอก -พวกนั้นตัวเดี่ยว ๆ มันไม่กล้าหรอก โลกของการใช้กำลัง การแสดงพลังให้เหนือกว่าคือเบสิคของการเอาตัวรอด แต่อย่างว่า ขนาดวิธีตรงไปตรงมาแบบนี้ก็ใช่ว่าจะได้ผล ไม่ใช่ว่าพอเราชนะแล้วพวกมันจะยอมเป็นลูกน้องเราแต่โดยดีเสมอไป แต่มีอีกหลายเคสที่ยิ่งตอบโต้ -พวกนั้นยิ่งแค้น ยิ่งเอาคืน และอย่างที่บอก -พวกนี้ตัวคนเดียวไม่แน่จริง แต่ประเด็นคือ.... "มันชอบมาเป็นก๊กอย่างที่ว่าจริง ๆ นั่นแหละ" คน ๆ เดียวจะไปสู้หลายคนได้ยังไง และเผลอ ๆ บางที-พวกนี้ถ้าสู้ไม่ได้จริง ๆ มันก็จะใช้วิธี "ฟ้องครู" ทำตัวเป็นผู้เสียหายซะเอง แบบวิธีที่สอง และที่ตลกคือ "-พวกนี้มักมีโอกาสสำเร็จกว่าเรา" ซะงั้นเวลาฟ้อง สุดท้ายเราก็ดันโดนทำโทษจากอำนาจที่เหนือกว่าซะเอง.... - สี่ "ฆ่า" ให้หมด ฆ่าไม่ให้เหลือ -พวกไหนสันดาน Bully คนอื่น หรือ-พวกค่านิยมโทษเหยื่อ ยิ่งเด็กยิ่งสมควรตาย ก่อนจะโตมาแล้วสร้างความฉิบหายมากขึ้น ยิ่งเป็นกันทั้งประเทศ ก็สมควรลดจำนวนประชากรไม่ให้เหลือ อย่างน้อย ๆ ก็ไม่ให้พวกมันแพร่เชื้อต่อเป็นเยี่ยงอย่างได้อีก ใช้หลักการตามธรรมชาติเลย สังคมโลกเป็นของผู้ชนะ ถ้าอยากทำลายคนชั่วก็ต้องฆ่าคนชั่วให้หมดให้เหลือแต่คนดี แต่ปัญหา.... แน่นอน "ทำจริงได้ที่ไหนเล่า!!!!!" คนดี ๆ เขาไม่อำมหิตพอจะทำ ด้านจำนวน กำลัง เล่ห์เหลี่ยม ยังไงคนเลวก็ย่อมมีมากกว่า และมักจะชนะเสมอ สรุป ไม่มีวิธีไหนได้ผลจริง ๆ สักอย่าง (อ้าว) ตราบที่คนเรายังไม่เคยสำนึกจริง ๆ จัง ๆ ว่าที่ทำไปมันไม่ดี ไม่ถูกต้อง ยังคิดว่าพวกมากเป็นฝ่ายถูก อ่อนแอก็ตายไป และเรียกมันว่าการคัดเลือกโดยธรรมชาติ(แบบโคตรไร้ความรับผิดชอบ) วัฐจักรนี้มันก็ไม่มีวันจบสิ้นหรอก อาจจะนอกเสียจากว่า "คนดี" จะอำมหิตขึ้นมากพอจะทำแบบข้อสี่ และต้องทำจริงให้ได้ เสร็จแล้วไม่กลายเป็นพวกนั้นกลุ่มใหม่เสียเองเท่านั้น (พูดยังกะเป็นไปได้นี่..... สันดานมนุษย์....)

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      ผู้มีความแค้น
      Guest IP
      #4
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      ว่าแต่สงสัยจังครับ เมนต์ในเด็กดีทีไร ทำไมย่อหน้าที่แบ่งไว้ชอบกลับไปติดกันเป็นอันเดียวทุกที

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      ผู้มีความแค้น
      Guest IP
      #5
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      ลืมบอกวิธีที่ห้าไป แต่อันนี้มันออกเหมือนหนังหรือละครมากเกินไปหน่อย ช่วยเหลือมันตอนที่มันกำลังตกที่นั่งลำบากครับ วิธีนี้ในสังคมผู้ใหญ่อาจจะไม่ค่อยได้ผล แต่ในสังคมเด็ก ๆ อย่างน้อยถ้ายังเป็นคนมันก็ต้องมีบ้าง ที่พอเห็นคนที่ตัวเองเคยรังแกมาช่วยเหลือจากสถานการณ์อะไรสักอย่าง ก็จะเกิดสำนึกผิดต่ออีกฝ่าย สุดท้ายกลายเป็นเพื่อนกันได้ แต่แน่นอน วิธีนี้ก็ใช่ว่าจะดีที่สุดอีก ข้อเสียมันได้แก่ - พูดยังกะโอกาสแบบนั้นจะมีง่าย ๆ - ต่อให้ทำได้ มันก็ยังมีคนบางจำพวกที่ต่อให้แค่ในวัยเด็ก มันก็ไม่รู้จักคุณคน มองว่าเราโง่อีกที่ไปช่วยมัน(อ้าว)

      - ซวยที่สุดคือโดนมันพาไปเป็นพวกแล้วล้างสมองให้แกล้งคนอื่นต่อ.....

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #6
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้
      ตอบกลับ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?