วิจารณ์หนังสือ : Call Me by Your Name เรื่องราวของความรักที่มนุษย์คนหนึ่งพึงมีโดยไม่สนเพศ []

เรื่องราวรักครั้งแรกอันหอมหวานกลางฤดูร้อนในความทรงจำของ ‘เอลิโอ’ และ ‘โอลิเวอร์’ ณ ประเทศอิตาลีที่จะตราตรึงอยู่ในใจคุณตราบนานเท่านาน
6,365 4


วิจารณ์หนังสือ : Call Me by Your Name 
เรื่องราวความรักที่มนุษย์คนหนึ่งพึงมีโดยไม่สนเพศ

 

สวัสดีค่ะน้องๆ ชาวเด็กดีทุกคน ช่วงฤดูร้อนแบบนี้ พี่น้ำผึ้งก็มีหนังสือดีๆ เกี่ยวกับความทรงจำดีๆ ในช่วงหน้าร้อนมาฝากค่ะ ขอเกริ่นก่อนว่า หนังสือเรื่องนี้เป็นแนว coming of age และที่สำคัญเป็นนิยายวายชายรักชายด้วยค่ะ ซึ่งหนังสือเล่มที่ว่าจะเป็นอะไรไปไม่ได้เลย นอกจาก Call Me by Your Name หรือ เอ่ยชื่อคือคำรัก (ในภาษาไทย) นั่นเองค่ะ

ต้องขอออกตัวก่อนว่า หนังสือนิยายเล่มนี้แตกต่างจากนิยายวายเล่มอื่นๆ อย่างมากค่ะ เนื่องจากพอลองอ่านจนจบแล้ว พี่น้ำผึ้งรู้สึกเลยว่าเรื่องนี้ได้ก้าวข้ามข้อจำกัดทางเพศไปโดยสิ้นเชิงเลยล่ะค่ะ มันทั้งสวยงามและลึกซึ้ง จนไม่ได้รู้สึกว่าเป็นชายรักชาย แต่เป็นคนสองคนที่รักกัน เป็นความรู้สึกรักที่บริสุทธิ์ แต่ก็ยังมีกรอบความคิดทางสังคมที่จำกัดไว้

 

 วิจารณ์หนังสือ : Call Me by Your Name เรื่องราวของความรักที่มนุษย์คนหนึ่งพึงมีโดยไม่สนเพศ
(via: Mongrel Media)

 

Call Me by Your Name
เขียน อังเดร อาซิแมน


Call Me by Your Name เป็นผลงานของอันเดร อาซิแมน (André Aciman) ซึ่งกลายมาเป็นภาพยนตร์ชื่อดังเมื่อปลายปี 2017 ที่ผ่านมาและยังได้รับการส่งชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ถึง 4 รางวัล นอกจากนี้ ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังได้ผู้กำกับภาพฝีมือดีชาวไทยอย่างคุณสยมภู มุกดีพร้อม ไปร่วมงานด้วย ตัวหนังเรียกได้ว่าทำออกมาได้ดีมากๆ เกินคำบรรยาย พี่น้ำผึ้งยกให้เป็นภาพยนตร์ในดวงใจเลยค่ะ

ส่วนตัวหนังสือนับว่าค่อนข้างแตกต่างกับภาพยนตร์พอสมควร ภาพยนตร์จะทำให้เราได้ซึมซับสถานที่ บรรยากาศจริงๆ ส่วนหนังสือจะเน้นเจาะลึกความคิดของเอลิโอ และทำให้เราได้มองเห็นการเปลี่ยนแปลง การเปรียบเทียบเชิงสัญลักษณ์ต่างๆ ได้ชัดเจนและละเอียดว่าค่ะ
 

วิจารณ์หนังสือ : Call Me by Your Name เรื่องราวของความรักที่มนุษย์คนหนึ่งพึงมีโดยไม่สนเพศ
ฉากเจอกันครั้งแรกของเอลิโอและโอลิเวอร์
 

เรื่องราวทั้งหมดนั้นเกิดขึ้นเมื่อช่วงฤดูร้อนในตอนเหนือของประเทศอิตาลี เอลิโอจะต้องสละห้องนอนให้กับแขกที่มาช่วยงานวิชาการของพ่อทุกๆ ฤดูร้อน และแขกในวัย 17 ปีของเขาก็คือโอลิเวอร์ หนุ่มอเมริกันวัย 24 ปีที่เปรียบเสมือน ‘ดวงอาทิตย์’ ของเรื่อง เป็นผู้ชายเพียบพร้อมที่ใครๆ ก็หลงรัก เจ้าของวลีเด็ดอย่าง “Later.”

พล็อตหลักของนวนิยายเรื่องนี้ คือ รักแรกที่ไม่มีวันเลือนหายไปจากความทรงจำ เรื่องราวดำเนินไปอย่างเรียบง่าย ไม่หวือหวา แต่ลึกซึ้งในทุกตัวอักษร ผ่านมุมมอง ความรู้สึกนึกคิดของเอลิโอ จนเหมือนกับว่าเรากำลังอ่านไดอารี่ของเอลิโอที่เก็บรายละเอียดอย่างครบถ้วนในทุกแง่มุม
 

วิจารณ์หนังสือ : Call Me by Your Name เรื่องราวของความรักที่มนุษย์คนหนึ่งพึงมีโดยไม่สนเพศ
 

ตัวละครเปรียบเสมือนคนจริงๆ

ตรงนี้พี่น้ำผึ้งต้องขอชื่นชมเลยว่าคนเขียนถ่ายทอดความรู้สึกออกมาผ่านตัวอักษรได้ลึกซึ้งมากๆ จนคนอ่านรู้สึกว่าเอลิโอมีตัวตนอยู่จริงๆ เป็นมนุษย์จริงๆ ที่กำลังเล่าเรื่องชีวิตของตนให้เราฟังอยู่ เพราะในทุกย่อหน้า ทุกคำมันเต็มไปด้วยความรู้สึกจริงๆ ค่ะ นอกจากนี้ เอลิโอยังมีอารมณ์โกรธ เศร้า มีความสุข มีความปรารถนา สลับกันไปมาแบบที่คนปกติเป็น มีแนวคิดที่เป็นธรรมชาติ และนับว่าค่อนข้างโตเลยทีเดียวเมื่อเทียบกับอายุ

เอลิโอ เป็นตัวละครที่ให้ความรู้สึกเหมือนมีอยู่จริง เอลิโอนับว่าเป็นเด็กฉลาดค่ะ เติบโตมาในครอบครัวนักวิชาการที่อบอุ่น พ่อแม่เปิดกว้างและให้อิสระในการใช้ชีวิต เอลิโอมีความรู้รอบตัว มีความมั่นใจตามประสาเด็กวัยรุ่น แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นคนอ่อนโยนและไร้เดียงสา ในขณะที่โอลิเวอร์เป็นคนมีเสน่ห์ตามฉบับหนุ่มอเมริกัน ร่าเริง ฉลาด และเป็นผู้ใหญ่
 

วิจารณ์หนังสือ : Call Me by Your Name เรื่องราวของความรักที่มนุษย์คนหนึ่งพึงมีโดยไม่สนเพศ
 

การเปรียบเทียบเชิงสัญลักษณ์ทำให้นิยายมีเสน่ห์มากขึ้น

อย่างที่บอกค่ะ หนังสือเล่มนี้เต็มไปด้วยการเปรียบเทียบ อุปมาอุปไมยแทบจะทุกหน้าเลยทีเดียว เพราะฉะนั้น สำหรับน้องๆ ที่ชื่นชอบการดื่มด่ำความงดงามเชิงวรรณศิลป์ การใช้ภาษา พี่แนะนำอย่างแรงค่ะ แม้บางครั้งจะรู้สึกว่าเป็นภาษาที่ค่อนข้างเวิ่นเว้อไปบ้าง แต่ก็จัดว่าสวยงามชวนให้คล้อยตามจริงๆ ค่ะ โดยเฉพาะฉากต่างๆ ในเรื่องที่มีการบรรยายดีมาก ทั้งเรียบง่ายและเป็นศิลปะ ทว่ากลับทำให้คนอ่านสามารถซึมซับตามได้และอินไปกับทุกๆ ซีนค่ะ

นอกจากนี้ ประโยคที่บอกว่า “เรียกผมด้วยชื่อของคุณ และผมจะเรียกคุณด้วยชื่อของผม (Call me by your name, and I’ll call you by mine.)” ถ้าลองพิจารณาก็จะพบว่าความหมายลึกซึ้งมากเลยนะคะ มันไม่ใช่แค่ร่างกายที่หลอมหลวมเป็นหนึ่งเดียว แต่สื่อไปถึงจิตวิญญาณและความสัมพันธ์ที่แท้จริงของทั้งคู่
 

วิจารณ์หนังสือ : Call Me by Your Name เรื่องราวของความรักที่มนุษย์คนหนึ่งพึงมีโดยไม่สนเพศ
สัญญาสงบศึกระหว่างทั้งคู่
 

ในเรื่องของการใช้สัญลักษณ์ หนังสือเขียนออกมาได้ประณีตและลึกซึ้งมาก ชวนให้คิดแล้วคิดอีก มีทั้งการยกหนังสือ เพลง สถานที่ บุคคล ปรัชญาต่างๆ (ซึ่งพี่ก็ไม่รู้จักค่ะ เปิดกูเกิ้ลหาเอา) มารวมกันไว้อย่างมีนัยยะ ทำให้คนอ่านรู้สึกเหมือนว่าเรากำลังอยู่ในอิตาลีเมื่อยุค 80 จริงๆ  

ที่พี่น้ำผึ้งชื่นชอบที่สุดในหนังสือเล่มนี้คงจะเป็นการใช้สัญลักษณ์นี่ล่ะค่ะ เรียกได้ว่าค่อนข้างลึกซึ้ง แต่สามารถซึมซับและย่อยง่าย ไม่ว่าจะเป็นตอนที่เอลิโอเช็คแฮนด์กับแขนรูปปั้นที่โอลิเวอร์ถือ หรืออีกตอนหนึ่งที่สำคัญ ก็คือตอนที่โอลิเวอร์เข้ามานวดไหล่ให้เอลิโอ ตอนนั้นโอลิเวอร์ต้องการจะสื่อความหมายว่าเขาชอบและสนใจในตัวเอลิโอ แต่เอลิโอเลือกที่จะเลี่ยงออกมาเพราะความขวยเขิน
 

วิจารณ์หนังสือ : Call Me by Your Name เรื่องราวของความรักที่มนุษย์คนหนึ่งพึงมีโดยไม่สนเพศ
ฉากนวดไหล่ที่ต่างฝ่ายต่างตีความกันคนละแบบ

นอกจากนี้ บทสนทนาและการพูดคุยของทั้งสองคนยังดูเรียบง่ายแต่ก็แฝงไปด้วยแนวคิด การพยายามเข้าหาและทำความรู้จักอีกฝ่าย การหยั่งเชิงเพื่อให้ได้รับรู้ความรู้สึกของอีกคน ซึ่งตรงนี้เอลิโอเรียกมันว่า “การตีปิงปอง” เพราะเขาจำเป็นต้องตีลูกปิงปองไปให้อีกฝ่าย เพื่อดูว่าโอลิเวอร์จะตีกลับมาในรูปแบบไหน ซึ่งซีนหยั่งเชิงเนี่ยมีเยอะมาก ทั้งคำพูด บทสนทนา หรือการกระทำ อย่างเช่นตอนที่เอลิโอจงใจบรรเลงเปียโนขัดกับความต้องการของโอลิเวอร์

ฉากบรรเลงเปียโนนับเป็นอีกหนึ่งฉากที่พี่น้ำผึ้งประทับใจอย่างมากเลยค่ะ ในความคิดพี่ พี่คิดว่าการที่เอลิโอจงใจเปลี่ยนโน้ตไปเรื่อยๆ โดยบอกว่า มันเป็นรูปแบบถ้าหากนักดนตรีคนต่างๆ จะเล่นนั้น อาจเป็นการเปรียบเทียบถึงการที่คนเรามักจะทำตามในรูปแบบของคนอื่น แต่สุดท้ายแล้ว เอลิโอก็เล่นเพลงนั้นในแบบฉบับของตนเอง และนอกจากนี้ ฉากนี้ยังนับว่าเอลิโอจงใจตีปิงปองใส่โอลิเวอร์อย่างแรงเลยล่ะค่ะ 
 

วิจารณ์หนังสือ : Call Me by Your Name เรื่องราวของความรักที่มนุษย์คนหนึ่งพึงมีโดยไม่สนเพศ
เอลิโอและเพื่อนหญิงที่แอบชอบเขา
 

หรือไม่ว่าจะเป็นตอนที่เอลิโอเล่าเรื่องอัศวินที่หลงรักเจ้าหญิง ด้วยวลีเด็ดที่ว่า “พูดหรือตาย อะไรดีกว่ากัน” ซึ่งฟังมาจากแม่ให้แก่โอลิเวอร์ฟัง ก็นับว่าเป็นการตีปิงปองอย่างหนึ่งเลยล่ะค่ะ อีกหนึ่งตอนที่พี่น้ำผึ้งชอบมาก ก็คือตอนที่เอลิโอเรียกมันว่าสถานการณ์ "หน้ามืดตามัว (swoon)" ซึ่งตรงนี้ เอลิโอก็ได้บรรยายไว้อย่างชัดเจนว่า
 

          ‘มันรู้สึกเหมือนความกลัว ความกังวล เหมือนกับว่าในอีกหนึ่งนาทีต่อจากนี้ ถ้าเขาไม่เคาะประตู ผมคงจะต้องตาย แต่คงเร็วกว่านี้ถ้าเขาไม่เคาะมันเลย ผมเรียนรู้ที่จะแง้มหน้าต่างไว้ นอนอยู่บนเตียงทั้งชุดคลุมสำหรับอาบน้ำ ทั้งตัวของผมรุ่มร้อนและวิงวอน ได้โปรด ได้โปรดบอกผมหากผมผิดไป บอกผมทีว่าทั้งหมดนี้ผมแค่จินตนาการขึ้นเอง เพราะมันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเป็นจริงสำหรับคุณ และถ้าหากมันเป็นจริงสำหรับคุณเช่นกัน คุณก็คงเป็นคนที่โหดร้ายที่สุดที่ยังมีชีวิต’
 

เห็นได้ชัดเลยนะคะว่าเอลิโอกำลังกระวนกระวายใจและสับสนอย่างมาก ซึ่งตรงจุดนี้ก็ได้ชี้ให้เห็นถึงความสับสนที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของตนเองในวัยรุ่นได้อย่างดีเลยล่ะค่ะ ไม่ว่าจะเป็นฉากที่เอลิโอปฏิเสธที่จะสวมใส่เสื้อที่เป็นของขวัญจากคู่รักเกย์ และฉากที่เอลิโอจีบผู้หญิงที่แอบชอบเขา ทั้งหมดนั้นเกิดจากการที่เอลิโอยังไม่ยอมรับในตอนแรกว่าชอบเพศเดียวกัน

นอกจากนี้ อาซิแมนยังถ่ายทอดความลุ่มหลงและความปรารถนาของเอลิโอผ่านตัวอักษรได้อย่างเป็นธรรมชาติและน่าหลงใหล ต้องยอมรับเลยว่า ในท้ายที่สุด เอลิโอก็สามารถก้าวข้ามเส้นกรอบที่สังคมขีดไว้ในเรื่องของเพศ และความรักอย่างสิ้นเชิง สังเกตได้จากความนึกคิดของเอลิโอและการยอมรับว่าตนรักโอลิเวอร์เข้าเต็มหัวใจ

 

วิจารณ์หนังสือ : Call Me by Your Name เรื่องราวของความรักที่มนุษย์คนหนึ่งพึงมีโดยไม่สนเพศ
การเรียกชื่อเอลิโอด้วยชื่อของโอลิเวอร์
และเรียกชื่อโอลิเวอร์ด้วยชื่อของเอลิโอ

 

ความรักไม่ได้มีข้อจำกัดแค่เพศ

ในส่วนของความรัก พี่น้ำผึ้งไม่แน่ใจว่าควรเรียกแบบนี้หรือเปล่านะคะ เพราะในหนังสือเอลิโอก็ไม่ได้กล่าวคำว่ารักเลยสักครั้ง แต่กลับถ่ายทอดความรักที่เปลือยเปล่า ปราศจากข้อติดค้างกังขาใดๆ ผ่านการกระทำ การบรรยาย ความรู้สึกได้อย่างชัดเจน เมื่อได้อ่านแล้วก็รู้สึกว่าเป็นความรักจริงๆ ถ้าถามว่าการกระทำทั้งหมดนั้นเกิดจากอะไร ก็ตอบได้แค่ว่าเกิดจากความรักทั้งนั้นเลยค่ะ

ในสายตาของเอลิโอ รวมถึงคนอ่านเอง โอลิเวอร์นับว่าเป็นตัวละครที่บุคลิกดูเข้าถึงง่าย แต่ในความเป็นจริงกลับเดาใจอะไรไม่ได้เลย ถ้าให้พูดภาษาบ้านๆ ก็คงจะเป็นเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายนั่นแหละค่ะ บางทีก็ทำเหมือนจะชอบ แต่หลายทีก็ทำเหมือนไม่ชอบ จนเอลิโอต้องเก็บการกระทำคำพูดของผู้ชายคนนี้มานั่งคิดวิตกอยู่ร่ำไป เชื่อว่าคนที่เคยแอบชอบใครสักคนก็คงเคยเป็นเหมือนกันใช่มั้ยคะ

แม้โอลิเวอร์จะดูเก่งกล้าและเป็นผู้ใหญ่จนเหมือนกับว่าเกิดช่องว่างระหว่างอายุ แต่ในฉากที่โอลิเวอร์เต้นรำนั้น เอลิโอก็รู้สึกเหมือนได้เติมเต็มช่องว่างโดยการที่โอลิเวอร์ปลดปล่อยความเป็นตนเองออกมา เพื่อให้เห็นถึงมุมที่สดใส ร่าเริง และอ่อนเยาว์ราวกับวัยรุ่น

 

วิจารณ์หนังสือ : Call Me by Your Name เรื่องราวของความรักที่มนุษย์คนหนึ่งพึงมีโดยไม่สนเพศ
 

ครอบครัวที่เปิดใจให้กับการรักเพศเดียวกัน

อีกหนึ่งตอนที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยก็คงเป็นตอนที่เอลิโอได้พูดคุยกับคุณเพิร์ลแมน พ่อของเขานั่นล่ะค่ะ พ่อของเอลิโอนับว่าเป็นตัวละครที่มีความสำคัญและเหมาะสมอย่างยิ่งที่จะเป็นแบบอย่างให้กับผู้ปกครองและทุกครอบครัว เนื่องจากมีความคิดที่เปิดกว้างและเข้าใจลูกของตนอย่างมากเลยล่ะค่ะ ไม่ว่าจะเป็นตอนที่พ่อของเอลิโอบอกว่า

          ‘ถ้ามีลูกมีบาดแผล จงถนอมดูแลมัน ถ้าลูกมีเปลวเพลิงในใจ จงอย่าได้พยายามดับมัน ลูกอาจจะอยากให้ผู้คนลืมเรื่องของลูกให้เร็วที่สุด แต่พอเห็นคนอื่นลืมเรื่องของเราได้เร็วกว่าที่เราอยากลืม มันก็ทำให้เรารู้สึกว่าความรักของลูกนั้นไร้ค่า ลูกอย่าได้พยายามเร่งแก้ปัญหาเหล่านี้ เพราะมันเป็นการทำให้ตัวเองอยู่ในกรอบเกณฑ์ที่สังคมกำหนดไว้ แล้วลูกก็จะไม่เหลือความรักมากพอที่จะให้ใคร พ่อไม่อยากให้ลูกเฉยเมยกับสิ่งที่อยู่ในใจ แต่การไม่รู้สึกอะไรเลยก็เป็นสิ่งที่สูญเปล่าเช่นกัน'

นอกจากแสดงให้เห็นว่าครอบครัวจะอยู่กับเราเสมอไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นแล้ว หนังสือยังต้องการจะสื่อให้เราเห็นว่า เราไม่จำเป็นจะต้องลืมทุกสิ่งทุกอย่างที่เลวร้าย กลับกัน เราควรจะจดจำมัน เพื่อให้เรายังมีความรู้สึกกับทุกสิ่ง และอย่างน้อยก็เป็นเครื่องการันตีว่าครั้งหนึ่งเราเคยประสบกับมันมาแล้ว อย่างเช่นที่เอลิโอก็ยังจดจำได้ว่าครั้งหนึ่ง เขาเคยรักโอลิเวอร์

ท้ายที่สุดแล้ว ทั้งเอลิโอและโอลิเวอร์ก็ได้เติบโตขึ้นไปคนละทิศทาง แม้มันจะเป็นประสบการณ์ที่บอบช้ำแต่ก็นับว่าเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้เอลิโอเติบโตขึ้นได้ เขาได้เรียนรู้หลายสิ่งหลายอย่างจากความรักครั้งนี้ และเขาก็ยังจำเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อฤดูร้อนในวัย 17 ปีของเขาได้เป็นอย่างดี

 

วิจารณ์หนังสือ : Call Me by Your Name เรื่องราวของความรักที่มนุษย์คนหนึ่งพึงมีโดยไม่สนเพศ
พ่อของเอลิโอที่รู้เรื่องทุกอย่างมาตั้งแต่ต้น


สุดท้ายนี้พี่น้ำผึ้งยิ่งกว่าแนะนำทั้งหนังสือและภาพยนตร์เรื่อง Call Me by Your Name ให้แก่น้องๆ ทุกคนเลยค่ะ เรื่องราวของเอลิโอและโอลิเวอร์ทำให้นักอ่านรู้สึกอิ่มเอมใจเหมือนกับกำลังมีความรักครั้งแรก อบอุ่นเหมือนกับอยู่ในช่วงฤดูร้อน แต่ในขณะเดียวกันก็ช่วยตกตะกอนความคิดของนักอ่านได้เป็นอย่างดี Call Me by Your Name ไม่ใช่แค่นิยายวายหรือนิยายชายรักชาย แต่เป็นนิยายที่เล่าเรื่องราวของความรักที่มนุษย์คนหนึ่งพึงมีโดยไม่สนว่าเป็นเพศไหนต่างหาก

พี่น้ำผึ้ง :)

 

ขอบคุณรูปภาพจากภาพยนตร์และแฟนเพจ Call Me by Your Name
 

Deep Sound แสดงความรู้สึก

 
#นิยาย #นักเขียน #นิยายวาย #ชายรักชาย #Y #call me by your name #cmbyn

บทความที่นิยมอ่านต่อ

ยอดถูกใจสูงสุด

2 ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?