ร่วมตามหา “ความลี้ลับของจิตใจคน” ใน ไป่อิ๋นน่า หมู่บ้านลับลี้ริมฝั่งน้ำ ผลงานแปลโดยสมเด็จพระเทพฯ []

วรรณกรรมแปลจีนที่บอกเล่าถึงวิถีชีวิตของชาวจีนในหมู่บ้านริมแม่น้ำเฮย์หลงเจียง
433 0



มาตามหา “ความลี้ลับของจิตใจคน”
ใน ไป๋อิ๋นน่า หมู่บ้านลับลี้ริมฝั่งน้ำ



สวัสดีค่ะ ชาวเด็กดีทุกคน มาเจอกับพี่หญิงกันอีกแล้วนะคะ วันนี้พี่หญิงจะชวนทุกคนไปทำความรู้จักพระราชนิพนธ์แปลเล่มล่าสุดในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีที่เพิ่งเปิดตัวไปในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติครั้งที่ 46 ที่ผ่านมานี่เอง
 

ร่วมตามหา “ความลี้ลับของจิตใจคน” ใน ไป่อิ๋นน่า หมู่บ้านลับลี้ริมฝั่งน้ำ ผลงานแปลโดยสมเด็จพระเทพฯ


ไป๋อิ๋นน่า หมู่บ้านลับลี้ริมฝั่งน้ำ

ผู้แปล: สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
ผู้เขียน : ฉือจื่อเจี้ยน ร่วมด้วย มั่วเหยียน และ ซูเฉี้ยว
สำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์
ราคา 195 บาท

 

“ไป๋อิ๋นน่า” หนังสือเล่มนี้เป็นพระราชนิพนธ์แปลในสมเด็จพระเทพพระรัตนราชสุดาฯ ภายในประกอบไปด้วยวรรณกรรมแปลจีนทั้งหมดสี่เรื่อง (หนึ่งเรื่องหลัก สามเรื่องรอง) โดยสามนักเขียนชื่อดัง ได้แก่…

เรื่องแรก ป๋อิ๋นน่า โดย ฉือจื่อเจี้ยน วรรณกรรมที่บอกเล่าถึงเรื่องราวของหมู่บ้านเล็กๆ ริมแม่น้ำแห่งหนึ่ง
เรื่องที่สอง คำไว้อาลัยให้หมา  โดย มั่วเหยียน วรรณกรรมจีนที่เล่าถึงเรื่องราวความผูกพันระหว่างคนกับสัตว์เลี้ยง
เรื่องที่สี่ ซุปที่น่าอร่อยน่ากลัวยิ่ง โดย ซูเฉี้ยว บอกเล่าเรื่องราวของการปรุงซุปที่น่าอัศจรรย์
เรื่องที่ห้า กินหม้อไฟในหน้า โดย ซูเฉี้ยว เรื่องราวการกินหม้อไฟในหน้าร้อนของหญิงสาวคนหนึ่ง


โดยส่วนที่พี่หญิงจะมาชวนพูดคุยในวันนี้คือ ไป๋อิ๋นน่า วรรณกรรมเรื่องหลักของหนังสือเล่มนี้ค่ะ 

ไป๋อิ๋นน่า เป็นชื่อของหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่มีขนาดเล็กมากๆ จนทำให้ไม่มีชื่อปรากฏอยู่ในแผนที่ริมฝั่งต้นแม่น้ำเฮย์หลงเจียง คนในหมู่บ้านส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่เป็นชาวประมงที่รักการหาปลายิ่งชีพ และเมื่อถึงฤดูที่ปลาว่ายผ่านแม่น้ำเฮย์หลงเจียง ทุกคนในหมู่บ้านจะวางทุกอย่างลง และจับปลาทั้งวันทั้งคืนให้ได้มากที่สุด (แม้แต่โรงเรียนก็หยุดทำการสอนเพื่อในเด็กๆ มาช่วยงานที่บ้านเลยค่ะ นี่มันวาระแห่งชาติชัดๆ)

และเนื้อหาของนิยายเรื่องนี้ก็เริ่มต้นจากจุดนี้นี่แหละ เมื่อฤดูกาลจับปลามาเยียน (หลังจากที่ไม่มีมาหลายปี) ชาวบ้านในหมู่บ้านทั้งหมดพร้อมใจกันหยุดทำกิจกรรมต่างๆ แล้วหันมามุ่งมั่นกับการจับปลาให้ได้เยอะที่สุด โดยมีความหวังว่าจะสามารถขายปลาให้พ่อค้าที่เดินทางเข้ามาในหมู่บ้านให้ได้จำนวนมากๆ แต่เหตุการณ์ที่ดูเหมือนจะดำเนินไปด้วยดี ก็มีอันต้องสะดุดลง เนื่องจากร้านค้าแห่งเดียวของหมูบ้าน ถือโอกาสขึ้นราคาเกลือจากเดิมหลายเท่าตัว จนทำให้ชาวบ้านเกิดความไม่พอใจ และรวมตัวกันต่อต้าน ไม่ยอมซื้อเกลือร้านบ้านตระกูลหม่ากันจนถึงที่สุด! แม้ว่า… ปลาที่จับมาจะต้องเน่าเสียไปก็ตาม…


ไม่มีใครเป็นคนที่เลวร้ายมาตั้งแต่ต้น...


การขึ้นราคาเกลือของครอบครัวตระกูลหม่า อาจทำให้ใครหลายคนมองว่าพวกเขาเป็นคนที่เห็นแก่ตัวที่ถือโอกาสขึ้นราคาสิ้นค้าในช่วงที่คนทั้งหมู่บ้านต้องการใช้ โดยไม่มีทีท่าว่าจะยอมลดราคาเลยแม้แต่นิดเดียว ทว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นล้วนมีที่มาที่ไปค่ะ ในอดีตครอบครัวตระกูลหม่าหาได้เป็นคนที่เลวร้ายมาตั้งแต่ต้น ไม่ได้แล้งน้ำใจ และงกเงินเหมือนที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน แต่เพราะประสบการณ์เลวร้ายที่พวกเขาเคยต้องสัมผัส เคยต้องเดือดร้อนเพราะไม่มีเงินไปรักษาโรคร้าย จนต้องไปก้มหน้าขอยืมเงินจากชาวบ้านคนอื่นๆ ที่ไม่ให้การต้อนรับ เหตุการณ์นี้ กลายเป็นปมในจิตใจ… และเมื่อพวกเขามีโอกาสจะได้เงิน ก็เป็นธรรดาที่พวกเขาจะทำทุกอย่างเพื่อเอาตัวรอด เหมือนกับคำกล่าวของผู้ใหญ่บ้านที่พูดถึงการเปลี่ยนแปลงของคำไว้น่าประทับใจในเรื่องมากๆ ว่า... "คนเราล้วนแต่เรียนรู้ที่จะเปลี่ยนไปเป็นคนไม่ดีในภายหลังได้"

แต่ก็นั่นล่ะ… หนทางการเอาตัวรอดของพวกเขาไม่ใช่เรื่องดี… เมื่อมันอยู่บนพื้นฐานของการเอารัดเอาเปรียบคนอื่นที่มากจนเกินไป…
 


ความโลภที่บังตานำไปสู่ความโกรธเกรี้ยว และโศกนาฏกรรม…..


เมื่อการเจรจาลดราคาเกลือไม่ได้ผล ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่หลายๆ ครอบครัวในหมู่บ้านจะพยายามคิดหาทางออกอื่นที่จะทำไม่ให้ปลาเน่าเสียไป และภรรยาของกำนันหมู่บ้านก็เป็นหนึ่งในนั้น เธอตัดสินใจที่จะเดินขึ้นเขาไปเพื่อเก็บเอาน้ำแข็งที่ยังไม่ละลายมาแช่ปลาของตัวเอง จนไปเจอหมี และเสียชีวิตลงในที่สุด

ซึ่งเหตุการณ์นี้ก็ได้กลายเป็นจุดพีคสำคัญที่ทำให้บ้านตระกูลหม่าตระหนักถึงสิ่งเลวร้ายที่เกิดจากการกระทำของตัวเอง แม้จะสายไปแล้วก็ตาม….
 

หลังจากอ่านหนังสือเล่มนี้จบ พี่หญิงก็เกิดคำถามขึ้นในใจเบาๆ นะคะว่า... ความจริงแล้ว สิ่งที่ทำให้เรื่องราวของหมู่บ้านนี้เดินทางเข้าสู่จุดเลวร้ายแบบนี้ มันเป็นเพราะอะไรกัน จะมีสาเหตุเพียงแค่ความเห็นแก่ตัวของครอบครัวหม่าเพียงอย่างเดียวจริงหรือ? ถ้ากำนันหมู่บ้านไม่รับสินบน และพยายามหาวิธีแก้ไขเรื่องราวอย่างเต็มที่มากกว่านี้ หรือถ้าภรรยาของกำนันปรึกษาสามีสักนิดก่อนออกเดินทางขึ้นเขา... เรื่องก็อาจจะไม่จบลงแบบนี้ก็ได้... การอ่านผลงานเรื่องนี้ ทำให้เราได้ตระหนักว่าแท้จริงแล้ว ทุกการกระทำของเรา และทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในสังคมล้วนแล้วแต่สัมพันธ์กันไปหมด เหมือนที่เขาบอกว่า... โยนหินลงน้ำ วงกระเพื่อมก็กระทบกับชายฝั่ง นั่นแหละค่ะ สิ่งที่เกิดขึ้นในเรื่อง ทุกอย่างเหมือนกงกรรมกงเกวียน เหตุไปเป็นผล เพราะคนนั้นทำอย่างนี้ จึงกระทบต่อคนนั้น ทำให้เกิดสถานการณ์แบบนั้นขึ้น... และสุดท้าย ทุกอย่างก็จบลงด้วยความเลวร้าย  

บางทีคำกล่าวที่ว่า มนุษย์ทุกคนคือฟันเฟืองสำคัญของสังคม และถ้าฟันเฟืองตัวใดตัวหนึ่งชะงัก ก็จะทำให้ฟันเฟืองตัวอื่นๆ ชะงักตามไปด้วย อาจเป็นความจริงก็ได้นะคะ เพราะฉะนั้น ในฐานะหนึ่งในสมาชิกของสังคม เราควรทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด เพื่อจะได้เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้สังคมก้าวไปข้างหน้าและมีแต่สิ่งดีๆ คนอื่นจะทำอย่างไร วางตัวอย่างไรไม่สำคัญ เราทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด พี่หญิงว่าน่าจะเพียงพอแล้วค่ะ 
 

พี่หญิง

ร่วมตามหา “ความลี้ลับของจิตใจคน” ใน ไป่อิ๋นน่า หมู่บ้านลับลี้ริมฝั่งน้ำ ผลงานแปลโดยสมเด็จพระเทพฯ
#นิยาย #นักเขียน

บทความที่นิยมอ่านต่อ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?