​รู้หรือไม่! ประวัติน่าสนใจเบื้องหลัง 7 เจ้าหญิงจากเทพนิยายดังที่ทุกคนต้องรู้จัก []

วิว
 

รู้หรือไม่! ประวัติน่าสนใจเบื้องหลัง
7 เจ้าหญิงจากเทพนิยายดังที่ทุกคนต้องรู้จัก 
  
 
สวัสดีค่ะ ชาวนักเขียนนักอ่านเด็กดีทุก ถ้าใครอ่านเทพนิยายบ่อยๆ คิดว่าน่าจะพอเห็นภาพแบบเดียวกับแอดมินว่า... เทพนิยายต่างๆ นั้น ไม่ใช่เรื่องที่ถูกแต่งขึ้นใหม่หมดเสียทีเดียว แต่ว่าดูเหมือนนักเขียนผู้รวบรวมเนื้อหา จะอ้างอิงและได้แรงบันดาลใจจากบุคคลจริงในประวัติศาสตร์ หรือบางทีก็ได้แรงบันดาลใจจากเหตุการณ์สำคัญต่างๆ ที่เกิดขึ้น ผสมผสานเข้ากับจินตนาการของตน เมื่อเขียนออกมาเป็นเรื่อง ก็เลยสร้างความประทับใจให้กับคนอ่านได้มาก เพราะว่าเป็นเหตุการณ์จริง จึงทำให้คนอ่านรู้สึกอินไปกับเนื้อเรื่องนั่นเอง 
 
ในวันนี้ แอดมินได้รวบรวมเรื่องเล่าที่กลายเป็นแรงบันดาลใจ ทำให้นักเขียนสร้างสรรค์เจ้าหญิงจากเทพนิยายมาฝากกันค่ะ คิดว่าน่าจะเป็นเกร็ดความรู้ให้กับคนชอบอ่านเทพนิยายได้ไม่มากก็น้อย ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อนะคะ แต่พอรู้อย่างนี้แล้ว แอดมินคิดว่า เราน่าจะสรุปได้ว่า... “เทพนิยายไม่ได้เกิดด้วยความบังเอิญ แต่อาศัยตัวตนจริงของบุคคลและเหตุการณ์บางส่วนในประวัติศาสตร์ด้วย” และนั่นคือเหตุผลที่ทำให้คนรักเทพนิยายนั่นเองค่ะ 
 
​รู้หรือไม่! ประวัติน่าสนใจเบื้องหลัง 7 เจ้าหญิงจากเทพนิยายดังที่ทุกคนต้องรู้จัก
 
เบลล์ จากเรื่องโฉมงามกับเจ้าชายอสูร 
ทุกคนรู้จัก เบลล์ ในฐานะนางเอกของเรื่อง โฉมงามกับเจ้าชายอสูร หรือ บิวตี้แอนด์เดอะบีสต์ แต่ในเวอร์ชั่นต้นฉบับ เบลล์มีชื่อจริงว่า บิวตี้ (ที่แปลว่าสวย) ตรงๆ อย่างไรก็ตาม โฉมงามกับเจ้าชายอสูรเวอร์ชั่นของฝรั่งเศส รวบรวมโดย Gabrielle-Suzanne Barbot de Villeneuve ใช้ชื่อว่า Belle et La Bête ที่ตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1740 อาจเป็นแรงบันดาลใจให้กับดิสนี่ย์ก็เป็นไปได้ แต่ที่แน่ๆ เลยคือ เวอร์ชั่นต้นฉบับไม่มีแกสตัน ออกมาทำเรื่องน่ารำคาญให้เราได้เห็น ใจความหลักของเรื่องเล่านี้คือ เรื่องที่พ่อค้า ผู้เป็นพ่อเดินทางไปต่างเมือง และระหว่างทางกลับก็พบคฤหาสน์ของอสูรเข้า ความสวยงามของสวนกุหลาบทำให้เขาประทับใจ และอยากนำกุหลาบกลับมาให้บุตรสาว อสูรรู้ว่าโดนขโมยกุหลาบก็โกรธมาก และตั้งข้อแลกเปลี่ยนเป็นการแลกตัวลูกสาวคนใดคนหนึ่งของพ่อค้า ซึ่งคนที่มาก็คือ บิวตี้ นั่นเอง อยู่กับอสูรได้ไม่นาน บิวตี้ก็เกิดคิดถึงบ้านและขอกลับบ้าน อสูรตรอมใจอย่างหนักจนเกือบตาย บิวตี้รู้เข้าก็รีบกลับมาหาเขา เมื่ออสูรได้รู้ว่าบิวตี้รักเขาอย่างแท้จริง คำสาปก็หายไป และอสูรก็กลับเป็นเจ้าชาย ทั้งคู่ได้แต่งงานและอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขตลอดไป 
 
บุคคลเบื้องหลังแรงบันดาลใจของโฉมงามกับเจ้าชายอสูร : เชื่อกันว่าเรื่อง Belle et La Bête นั้นได้แรงบันดาลใจมาจากชีวิตจริงของ เปทรัส กอนซาลวัส (Petrus Gonsalvus) ชายผู้เกิดที่เกาะคานารีในปี ค.ศ. 1537 เขาคนนี้ถูกจับตัวและปฏิบัติไม่ต่างจากสัตว์ ผู้คนบนเกาะขังเขาไว้ในกรงเหล็ก และให้กินแต่เนื้อดิบกับอาหารสัตว์ ต่อมาเมื่ออายุ 10 ขวบ เปทรัสถูกมอบให้เป็นของขวัญแก่พระเจ้าเฮนรี่ที่สองของฝรั่งเศส พระเจ้าเฮนรี่ดูแลเปทรัสอย่างดี ให้การศึกษา และตั้งชื่อให้ หลังพระเจ้าเฮนรี่สวรรคต แคทเทอรีน เดอ เมดิซี พระมเหสีก็จัดการให้เปทรัสแต่งงานกับลูกสาวของผู้ดีมีตระกูลนามว่าแคทเทอรีน ทั้งคู่อยู่ด้วยกันนาน 40 ปี ให้กำเนิดบุตรชายหญิงจำนวน 7 คน   
 
​รู้หรือไม่! ประวัติน่าสนใจเบื้องหลัง 7 เจ้าหญิงจากเทพนิยายดังที่ทุกคนต้องรู้จัก
 
ราพันเซล จากเรื่องราพันเซล 
เรื่องประวัติของราพันเซลนี้ค่อนข้างซับซ้อน เวอร์ชั่นที่ทุกคนรู้จักดีคือ เวอร์ชั่นของพี่น้องกริมม์ ตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1812 โดยพี่น้องกริมม์เอง ก็บอกว่า ได้แรงบันดาลใจในการเขียนเรื่องราพันเซลมาจากผลงานของ Friedrich Schulz ที่ตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1790 ส่วน Friedrich Schulz ก็เขียนไว้ว่าได้แรงบันดาลใจจากเรื่อง แปร์ซิแนตต์ (Persinette) ของ Charlotte-Rose de Caumont de La Force ที่ตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1698 ซึ่งบอกไว้ว่าได้แรงบันดาลใจจากเรื่อง Petrosinella ของจิอามบาทิสต้า เบซิล ที่ตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1634
 
และเวอร์ชั่นสุดท้ายที่สืบค้นได้ ก็คือ เวอร์ชั่นของเบซิล เล่าเรื่องของผู้หญิงท้องที่อยากจะกินผักอย่างเหลือเกิน (ในเรื่องดูเหมือนหญิงนางนี้จะเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวเพราะไม่มีการพูดถึงสามีแต่อย่างใด) ด้วยความอยาก เธอปีนเข้าสวนข้างบ้านด้วยตัวเอง และขโมยพาร์สลี่ย์มา (ไม่ใช่หัวผักกาดที่เรียกว่าราพันเซลอย่างต้นฉบับหลังๆ) ระหว่างที่กินพาร์สลี่ย์อย่างตะกละตะกราม เธอก็โดนเจ้าของสวนซึ่งเป็นหมอผีจับได้ และได้ทำสัญญาแลกเปลี่ยนคือ ต้องมอบลูกในท้องให้กับหมอผีเป็นข้อแลกเปลี่ยน เมื่อลูกคลอด หญิงสาวตั้งชื่อลูกว่า Petrosinella ซึ่งคล้องจองกับพาร์สลี่ย์ หมอผียังไม่ได้มาพรากเด็กน้อยไปในทันที แต่มารับเมื่อเด็กอายุได้ 7 ขวบ และนำไปซ่อนไว้บนหอคอยที่ไม่มีประตูทางออก แต่ว่ามีหน้าต่างเพียงบานเดียว 
 
หลังจากนั้นเนื้อเรื่องก็จะคล้ายๆ กัน นั่นคือ เจ้าชายมาพบสาวสวย และปีนขึ้นไปบนหอคอยโดยอาศัยเส้นผมของเธอ จากนั้นทั้งคู่มีความสัมพันธ์กันจน Petrosinella ตั้งท้อง นางจึงบอกให้เจ้าชายเอาเชือกมา จะได้หนีไปพร้อมกัน จากนั้นก็วางยาหมอผี และยังขโมยลูกโอ๊ควิเศษไปด้วยสามผล เมื่อหมอผีตื่นขึ้นก็ตามล่าทั้งคู่ Petrosinella ได้โยนผลโอ๊คทีละผล และมันกลายเป็นอุปสรรคขัดขวางหมอผี ผลแรกกลายเป็นหมาดุร้าย (หมอผีแก้เกมด้วยการโยนขนมปังให้มันกิน) ผลที่สองกลายเป็นสิงโต (หมอผีปราบมันลงได้) และผลสุดท้ายคือหมาป่า ที่กินหมอผีเข้าไป ทำให้ Petrosinella และเจ้าชายเป็นอิสระ ทั้งคู่แต่งงานกันและอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขตลอดไป
 
บุคคลเบื้องหลังแรงบันดาลใจของราพันเซล :  นักวิจารณ์เชื่อกันว่า ตำนานเรื่องนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากนักบุญบาร์บาร่า ซึ่งเป็นชาวคริสเตียนจากประเทศกรีก นางมีชีวิตอยู่ในช่วงศตวรรษที่ 2 พ่อของนาง ซึ่งเป็นคนป่าเถื่อนไร้ศาสนาจับนางขังไว้ในหอคอย และไม่ให้นางได้เห็นเดือนเห็นตะวัน บาร์บาร่าแอบนับถือคริสเตียน ต่อมาเมื่อพ่อรู้ ก็พยายามจะฆ่านาง บาร์บาร่าพยายามหลบหนีแต่ถูกจับได้ และโดนทรมานจนตาย แต่ก็นับถือคริสเตียนจนวาระสุดท้าย และเมื่อสิ้นชีวิต นางได้กลายเป็นนักบุญบาร์บาร่า 
 
​รู้หรือไม่! ประวัติน่าสนใจเบื้องหลัง 7 เจ้าหญิงจากเทพนิยายดังที่ทุกคนต้องรู้จัก
 
จัสมิน จากเรื่องอาละดินกับตะเกียงวิเศษ 
คนส่วนใหญ่รู้จักอาละดินกับตะเกียงวิเศษ ผ่านการ์ตูนของดิสนี่ย์ ซึ่งต้นฉบับแท้จริงของเรื่องนี้ เป็นส่วนเล็กๆ ของหนังสือเรื่อง 1001 อาหรับราตรี ช่วงศตวรรษที่ 18 อังตวน กัลแลนด์ ได้นำผลงานต้นฉบับ ที่เป็นภาษาอาหรับไปแปลเป็นภาษาฝรั่งเศส และใช้ชื่อว่า The One Thousand And One Nights, Les Mille et Une Nuits อังตวนได้ระบุไว้ในคำนำว่า ได้ฟังเรื่องนี้มาจากนักเล่านิทานชื่อ Ḥannā Diyāb จากเมืองอเลปโป เนื้อหาในเรื่องนั้นคล้ายคลึงกับที่ปรากฏในภาพยนตร์การ์ตูน ซึ่งเล่าเรื่องของหมอผีที่พยายามหลอกล่ออะลาดินให้ไปขโมยตะเกียงวิเศษจากในถ้ำให้ แต่อะลาดินเอะใจ เลยไม่ยอมมอบตะเกียงให้หมอผี หมอผีจึงปิดปากถ้ำเสีย อะลาดินได้เจอกับยักษ์จีนี่โดยบังเอิญ และขอพรจากยักษ์ ทำให้กลายเป็นคนร่ำรวยและมีอำนาจ จนได้แต่งงานกับบุตรสาวของสุลต่าน หมอผีกลับมาแก้แค้นและขโมยเอาตะเกียงไป แล้วออกคำสั่งยักษ์ให้ทำร้ายอะลาดิน แต่อะลาดินใช้ไหวพริบจนสามารถกลับมาเอาชนะได้ หลังจากนั้น อะลาดินก็ทำลายตะเกียงและยักษ์จีนี่เสีย สำหรับในต้นฉบับนั้น มีจีนี่สองตน ตนหนึ่งอยู่ในแหวน และอีกตนอยู่ในตะเกียง โดยจีนี่ที่อยู่ในแหวนจะมีพลังอำนาจน้อยกว่า หมอผีเป็นคนมอบให้อะลาดิน เพื่อช่วยให้เขาขโมยตะเกียงวิเศษได้ง่ายขึ้น ความแตกต่างเล็กๆ น้อยๆ อยู่ที่จำนวนของยักษ์จีนี่ แต่นอกจากนี้ องค์ประกอบของเรื่องล้วนเหมือนกัน 
 
บุคคลเบื้องหลังแรงบันดาลใจของจัสมิน : ในเรื่องเจ้าหญิงไม่ได้ชื่อจัสมิน แต่มีชื่อสุดยาวว่า Badroulbadour เชื่อกันว่าชื่อจัสมินนี้ ได้แรงบันดาลใจมาจากนักแสดงชื่อว่า จัสมิน กาย แต่ก็เป็นแค่ข่าวลือเท่านั้น 
 
​รู้หรือไม่! ประวัติน่าสนใจเบื้องหลัง 7 เจ้าหญิงจากเทพนิยายดังที่ทุกคนต้องรู้จัก
 
ซินเดอเรลล่า จากเรื่องซินเดอเรลล่า 
แม้จะไม่ได้มีตัวจริงที่เป็นบุคคลชัดๆ แต่ดูเหมือนเรื่องของซินเดอเรลล่าจะปรากฎในทุกประเทศทั่วโลก อย่างในไทยก็มีปลาบู่ทอง ในจีนมีเรื่องของเย่ว์เฉินแห่งราชวงศ์ถัง ในฝรั่งเศสมีเรื่องของซินดอริญง ที่เขียนโดยชาร์ลส์ แปร์โรลต์ ส่วนในเยอรมัน เป็นเวอร์ชั่นของพี่น้องกริมม์ ซินเดอเรลล่าถูกเรียกว่า Aschenputtel และยังมีซินเดอเรลล่าเวอร์ชั่นอื่นๆ อีกหลายประเทศ อย่างไรก็ตาม ซินเดอเรลล่าเวอร์ชั่นเก่าที่สุดที่คนรู้จักคือโรโดฟิส (Rhodopis) ปรากฎในหนังสือเรื่อง Geographica ของชาวกรีก หนังสือเล่มนี้ได้รับการตีพิมพ์ในช่วง 7 ปีก่อนคริสตกาล ซินเดอเรลล่าเวอร์ชั่นแรก ไม่มีแม่เลี้ยง ไม่มีพี่สาวใจร้ายและไม่มีงานเต้นรำ สิ่งเดียวที่เหมือนกับเวอร์ชั่นอื่นๆ คือ โรโดฟิสทำรองเท้าหาย และคนที่เจอรองเท้าของเธอก็คือ เจ้าชาย พระองค์ตามหาเจ้าของรองเท้าและเมื่อพบก็ได้แต่งงานกัน เรื่องราวนั้นสั้นมาก เล่าอยู่แค่ไม่กี่บรรทัด จำกัดความได้ว่า “ระหว่างที่โรโดฟิสกำลังอาบน้ำ ก็มีเหยี่ยวตัวหนึ่งขโมยรองเท้าของเธอไป มันบินไปถึงเมมฟิส ระหว่างนั้นองค์กษัตริย์กำลังเดินอยู่ท่ามกลางที่โล่ง เจ้าเหยี่ยวได้ทิ้งรองเท้าลงที่ปลายเท้าของพระองค์ เมื่อพระองค์ได้เห็นรองเท้าแสนสวยคู่นั้น ก็ได้ส่งทหารออกตามหาเจ้าของไปทั่วประเทศ จนกระทั่งไปพบนางที่เมือง นูเครติส ทหารพานางมายังเมมฟิสและนางก็อภิเษกสมรสกับองค์ราชา เมื่อนางตายลง เรื่องราวของนางถูกสลักไว้บนหลุมศพ” 
 
​รู้หรือไม่! ประวัติน่าสนใจเบื้องหลัง 7 เจ้าหญิงจากเทพนิยายดังที่ทุกคนต้องรู้จัก
 
มู่หลาน จากเรื่องมู่หลาน 
ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันในประเด็นที่ว่า ฮัวมู่หลานมีตัวตนจริงหรือไม่ บางทีอาจจะมีก็ได้ เพียงแต่ว่า ประวัติศาสตร์ทำให้เรื่องราวของเธอดูยิ่งใหญ่เป็นตำนานมากกว่าจะเป็นคนธรรมดาคนหนึ่งที่มีชีวิตเหมือนกับพวกเรา เวอร์ชั่นที่เก่าที่สุดของมู่หลาน เป็นเพลงที่ร้องเล่าต่อๆ กันมา ชื่อว่า “The Ballad of Mulan” บทเพลงนี้ขับขานในช่วง ค.ศ. 368-557 เล่าถึงเด็กสาวคนหนึ่ง ที่พ่อผู้ชราถูกเรียกตัวไปเกณฑ์ทหาร เด็กสาวเป็นห่วงว่าผู้เป็นพ่ออาจจะต้องเสียชีวิตจึงอาสาไปแทน นางต้องอยู่ในสนามรบเป็นระยะเวลา 10-12 ปี แน่นอนนางเป็นนักรบที่เก่งกาจมาก จนกระทั่งได้รับรางวัลจากฮ่องเต้ แต่นางได้บอกฮ่องเต้ว่า ไม่ต้องการบรรดาศักดิ์ใดๆ อย่างเดียวที่นางต้องการคือ กลับไปเลี้ยงอูฐและม้า และกลับบ้านไปเจอครอบครัว ฮ่องเต้มอบสิ่งที่นางต้องการให้ นางได้กลับบ้าน ถอดชุดทหารออก ปล่อยผมยาว แต่งหน้าสะสวย เมื่อกลับมาพบกับเพื่อนๆ ทหารอีกครั้ง พวกเขาต้องประหลาดใจที่นางกลายเป็นผู้หญิง แน่นอนในการ์ตูนดิสนี่ย์ ได้มีการเพิ่มบทบาทของพระเอกเข้ามาด้วย แต่ในชีวิตจริงนั้น มู่หลานไม่ได้พบชายในดวงใจ หน้าที่ของนางคือเป็นทหารเท่านั้น 
 
​รู้หรือไม่! ประวัติน่าสนใจเบื้องหลัง 7 เจ้าหญิงจากเทพนิยายดังที่ทุกคนต้องรู้จัก
 
สโนไวท์ จากเรื่องสโนไวท์ 
พล็อตเรื่องสโนไวท์ในการ์ตูนนั้น มาจากเทพนิยายของพี่น้องกริมม์ที่ตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1812 เพียงแต่เวอร์ชั่นการ์ตูนได้เพิ่มเรื่องจูบเข้าไปให้โรแมนติกหน่อย แต่ว่าในต้นฉบับ สโนไวท์ไม่ได้ฟื้นเพราะจูบ แต่นางฟื้นเพราะโลงแก้วกระทบกระเทือน ทำให้แอปเปิ้ลอาบยาพิษกระเด็นออกจากปาก และตอนจบของเรื่อง ก็แตกต่างไปด้วย เพราะราชินีใจร้ายทำเนียนๆ มาร่วมงานแต่งของสโนไวท์กับเจ้าชาย นางจึงโดนจับและลงโทษให้สวมรองเท้าเหล็กที่เพิ่งถูกเผามาร้อนๆ และโดนบังคับให้เต้นรำไปเรื่อยๆ จนขาดใจตาย
 
บุคคลเบื้องหลังแรงบันดาลใจของสโนไวท์ : นักประวัติศาสตร์เชื่อกันว่า สโนไวท์เป็นตำนานที่ได้แรงบันดาลใจมาจากบุคคลจริง นั่นก็คือ Margarete von Waldeck เคาน์เตสสาวชาวเยอรมัน บุตรสาวของพระเจ้าฟิลิปที่ 4 มาร์กาเร็ตถือกำเนิดในปี ค.ศ. 1533 เมื่ออายุได้ 16 แม่เลี้ยงของเธอ Katharina of Hatzfeld เกิดความอิจฉาในรูปร่างหน้าตาของลูกเลี้ยงสาวสวย เลยหาทางขับไล่ไปอยู่ที่ บรัสเซลล์ มาร์กาเร็ตได้พบรักกับเจ้าสาว ผู้ภายหลังดำรงตำแหน่งพระเจ้าฟิลิปที่สองแห่งสเปน อย่างไรก็ตาม ทั้งพ่อและแม่เลี้ยงต่างไม่เห็นด้วยกับความรักครั้งนี้ เพราะมองว่าเป็นปัญหาทางการเมือง ท้ายที่สุด มาร์กาเร็ตก็เสียชีวิตในวัยเพียง 21 ผลจากการชันสูตรพบว่า เธอโดนวางยาพิษ หลักฐานทางประวัติศาสตร์ชี้ไปที่พระเจ้าฟิลิปที่สอง ว่าแค้นใจที่ถูกปฏิเสธ จึงฆ่าเธอเสีย แต่เมื่อเวลาผ่านไป นักประวัติศาสตร์หลายคนมองว่า... บางที ผู้อยู่เบื้องหลังอาจเป็นแม่เลี้ยงของมาร์กาเร็ตก็เป็นได้ 
 
นอกจากตำนานของมาร์กาเร็ตแล้ว ก็ยังมีผู้หญิงอีกคนจากบาวาเรีย คนนี้มีชื่อว่า Maria Sophia von Erthal เกิดเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน ค.ศ. 1729 เธอเป็นบุตรสาวของเจ้าชายฟิลิป คริสทอพ วอน เออร์เทล และบารอนเนส วอน เบทเทนดอฟฟ์ หลังจากบารอนเนสเสียชีวิต เจ้าชายฟิลิปได้สมรสใหม่กับคลอเดีย เอเลิซาเบ็ธ มาเรีย วอน เวนนิงเก็น เคาน์เตสแห่ง Reichenstein เคาน์เตสชังลูกเลี้ยงเป็นอย่างมาก ต่อมา เจ้าชายได้มอบกระจก อันเป็นผลผลิตของ Lohr Mirror Manufacture (Kurmainzische Spiegelmanufaktur)ให้กับแม่เลี้ยงสาวผู้นี้ โดยกระจกมีความพิเศษคือ สามารถโต้ตอบได้ แต่จะเป็นการพูดซ้ำๆ ที่ถูกบันทึกเอาไว้ ตัวกระจกถูกเรียกว่า “กระจกพูดได้” และเป็นของขวัญที่ได้รับความนิยมกันมากในหมู่ชนชั้นสูงในยุคนั้น
 
200 ปีต่อมา เชื่อกันว่า พี่น้องกริมม์ ได้มีโอกาสพบเห็นกระจกบานนี้ ในปราสาทของเจ้าชายหรือที่เรียกกันว่าปราสาท von Erthal ซึ่ง ณ ตอนนั้นถูกนำมาปรับเป็นพิพิธภัณฑ์ในชื่อ Spessart Museum ประวัติเล็กๆ น้อยๆ ของกระจก และเรื่องเล่าที่น่าสนใจของแม่เลี้ยงสาวผู้หลงใหลความสวยความงาม น่าจะทำให้พี่น้องกริมม์เกิดแรงบันดาลใจ และเป็นที่มาของเรื่องสโนว์ไวท์ในเวลาต่อมาเป็นของยอดนิยมในยุคนั้นที่สามารถพูดได้ (ปัจจุบัน กระจกบานนี้ถูกเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์ Spessart Museum) ตัวกระจกนั้นถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1720  
 
​รู้หรือไม่! ประวัติน่าสนใจเบื้องหลัง 7 เจ้าหญิงจากเทพนิยายดังที่ทุกคนต้องรู้จัก
 
โพคาฮอนทัส จากเรื่องโพคาฮอนทัส 
ในภาพยนตร์ของดิสนี่ย์ เธอได้พบรักกับจอห์น สมิธ ผู้เป็นนักเดินทาง ทั้งสองเป็นคู่รักต่างชาติ ต่างภาษา ต่างเผ่าพันธุ์ และเป็นต้นแบบของคำกล่าวที่ว่า “ความรักไร้พรมแดน” ทว่า เรื่องราวจริงทางประวัติศาสตร์ ไม่ใช่แบบนั้นเลย โพคาฮอนทัสต้องเผชิญกับความเจ็บปวด การทารุณร่างกาย ถูกข่มขืน และทำร้ายศักดิ์ศรีโดยคนผิวขาว นักประวัติศาสตร์ถึงกับสรุปว่า เธอเป็นผู้หญิงที่ต้องพบชะตากรรมเลวร้ายและมืดมนที่สุดในประวัติศาสตร์ แน่นอนว่าชื่อจริงของโพคาฮอนทัสไม่ใช่ชื่อนี้ แต่เป็น Matoaka แปลว่า... ดอกไม้ระหว่างสายน้ำ หรือสายน้ำระหว่างเนินเขา ชีวิตของโพคาฮอนทัส เริ่มต้นเมื่ออายุได้ 14 ปี ณ ตอนนั้นเอง ที่เธอได้พบกับจอห์น สมิธ นักเดินทางผู้เข้ามายังแผ่นดินอเมริกา  
 
ในภาพยนตร์ โพคาฮอนทัสคือคนที่ช่วยชีวิตของจอห์น สมิธ พ่อของเธอต้องการสังหารเขา แต่เธอห้ามเอาไว้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว เชื่อกันว่าโพคาฮอนทัสในวัยเยาว์ ไม่น่าจะมีอำนาจถึงขนาดนั้น นอกจากนี้ เธอไม่ได้แต่งงานกับจอห์น สมิธอย่างที่ถูกนำเสนอในภาพยนตร์ แต่ว่าถูกลักพาตัวและบังคับให้แต่งงานกับจอห์น รอล์ฟ ทั้งๆ มีสามีอยู่แล้ว เธอเดินทางมาที่อังกฤษในปี ค.ศ. 1617 ป่วยและตายที่นั่นเมื่ออายุได้เพียง 21 ปี  
 
ทีมงานนักเขียนเด็กดี 
 
ขอบคุณภาพประกอบและข้อมูลจาก 
https://io9.gizmodo.com/9-real-people-who-may-have-inspired-fairy-tales-1643862034
https://listverse.com/2016/03/01/10-real-people-who-might-have-inspired-fairy-tales/
https://www.silverpetticoatreview.com/2014/10/29/top-10-women-whose-lives-came-resemble-fairy-tales/
https://www.bustle.com/p/12-famous-fairytale-princesses-the-real-stories-folktales-actual-history-that-inspired-them-8554483 
https://www.ranker.com/list/real-life-inspiration-for-snow-white-and-the-seven-dwarves/genevieve-carlton 
​รู้หรือไม่! ประวัติน่าสนใจเบื้องหลัง 7 เจ้าหญิงจากเทพนิยายดังที่ทุกคนต้องรู้จัก
https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=writer_team

ทีมงาน writer - ผู้เขียน

ทีมงาน writer

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#นิยาย #นักเขียน #เจ้าหญิงจากเทพนิยาย #เทพนิยาย

บทความที่นิยมอ่านต่อ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป