“ลี้” ร เรือในมหาสมุท : การเป็นนักเขียนคือการเผชิญกับความผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า! []

วิว
 

“ลี้” ร เรือในมหาสมุท
กับนิยายพลังบวกที่ส่งต่อความคิดดีๆ ให้คนอ่าน 


สวัสดีน้องๆ ชาวเด็กดีทุกคนค่ะ ถ้าพูดถึงนิยายที่ทำให้เราอ่านไปยิ้มไปเหมือนคนบ้าได้ น้องๆ คงมีอยู่ในใจหลายเรื่องใช่ไหมคะ แล้วถ้าเป็นนิยายที่ทำให้น้องๆ ได้รับพลังบวกล่ะคะ พี่แนนนี่เพนเชื่อว่ามีไม่กี่เรื่องแน่ๆ ที่จะนึกออก วันนี้พี่อยากจะมาสร้างพลังบวกให้กับน้องๆ เหมือนนักเขียนสาวคนหนึ่งที่เธอได้สร้างสรรค์งานเขียนเรื่องหนึ่งขึ้นมา นิยายเรื่องนี้เป็นนิยายวายไทยที่นักอ่านหลายคนให้ฉายาว่าเป็นนิยายที่สร้าง “พลังบวก” ให้กับนักอ่านได้มากที่สุด และนักเขียนสาวที่พี่จะพาน้องๆ มารู้จักกันในวันนี้ เธอคือเจ้าของนามปากกา “ร เรือในมหาสมุท” เจ้าของผลงาน “เฟื่องนคร” นั่นเอง..
 
เมื่อพูดถึงนามปากกา ร เรือในมหาสมุท หลายๆ คนอาจจะรู้จักนามปากกานี้กันบ้างแล้ว พี่เองขอถือโอกาสเปิดตัวว่าเป็นแฟนคลับนิยายเรื่องเฟื่องนคร และติดตามผลงานของ “คุณลี้” มานานแล้ว คุณลี้มีตัวตนอีกด้านหนึ่งที่น่าสนใจ และพี่อยากให้น้องๆ ได้รู้จักเธอมากยิ่งขึ้น เพราะเธอคือนักเขียนรางวัลซีไรต์ประจำปี 2560 เจ้าของผลงาน “สิงโตนอกคอก” หนังสือรวมเรื่องสั้นแฟนตาซีแนวดิสโทเปียที่กลายเป็นหนังสือเล่มโปรดของนักอ่านหลายๆ คนไปแล้วนั่นเอง เรามาทำความรู้จักคุณลี้ในฐานะนักเขียนรางวัลซีไรต์ และในฐานะนักเขียนผู้สร้างพลังบวกกันค่ะ  
 
“ลี้” ร เรือในมหาสมุท : การเป็นนักเขียนคือการเผชิญกับความผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า!

แนะนำตัวกับชาวเด็กดีหน่อยค่า

สวัสดีค่ะ ลี้ นะคะ จิดานันท์ เหลืองเพียรสมุท หรือนามปากกา “ร เรือในมหาสมุท” ค่ะ สวัสดีเพื่อนนักอ่านชาวเด็กดีนะคะ
 

ผลงานรวมเรื่องสั้นเรื่อง “สิงโตนอกคอก” ที่ได้รับรางวัลซีไรต์ นักเขียนต้องการบอกอะไรกับนักอ่านและสังคมคะ 

คุณลี้ : สิงโตนอกคอก เป็นงานแฟนตาซีดิสโทเปีย นั่นคืองานแนวแฟนตาซีที่มีการเล่าถึงระบบการปกครอง / ระบบสังคมวัฒนธรรม ที่แตกต่างพิสดารไปจากโลกแห่งความจริง สำหรับคนที่ยังไม่เคยอ่าน เล่มนี้จะเป็นรวมเรื่องสั้นค่ะ มีเรื่องสั้นอยู่ในเล่ม 9 เรื่อง และลี้จะสร้างเมืองขึ้นมาในเรื่อง เรื่องละ 1 เมือง แต่ละเมืองก็จะมีอะไรแปลกๆ สนุกๆ อาจจะแปลกในแง่ของศาสนา อาจจะแปลกแบบมีหุ่นยนต์ มียานดาวเทียมทันสมัย เป็นโลกอนาคต หรือเป็นโลกแฟนตาซีที่ตัวละครมีชื่อเป็นภาษาอังกฤษอะไรอย่างนี้ แล้วเรื่องราวในแต่ละเมืองนั้นก็จะทำให้เราย้อนกลับมาคิดถึงชีวิตของเรา ถึงโลกใบที่เราอยู่ว่า เอ๊ะ โลกของเรา มีปัญหาแบบนี้มั้ย มีคนที่เจ็บปวด ทุกข์ทรมาน แบบนี้เหมือนกันมั้ย นักอ่านจะได้เห็นสิ่งที่มนุษย์ทุกหมู่เหล่าต่างก็ประสบ ไม่ว่าจะมนุษย์ในอดีต ในปัจจุบัน ในอนาคต ก็จะเจอปัญหาเหมือนๆ กันคือ ปัญหาเรื่องความดีความชั่ว เรื่องอำนาจ เรื่องความรัก เรื่องการมีอิสรภาพเหนือการตัดสินใจของตนเอง และอื่นๆ อีกมากมายค่ะ
 
หากน้องๆ อยากรู้จักอีกด้านหนึ่งของลี้ในฐานะนักเขียนซีไรต์มากขึ้น ทางเว็บเด็กดีเองก็มีบทสัมภาษณ์ในส่วนของผลงานซีไรต์และการสร้างพลังบวกอยู่ค่ะ (สามารถเข้าไปอ่านได้เลยค่ะกับบทสัมภาษณ์ 'จิดานันท์(ลี้)' นักเขียนซีไรต์ปีล่าสุดวัยเพียง 25! ผู้เคยถูกปฏิเสธต้นฉบับมาแล้วนับไม่ถ้วน
 
“ลี้” ร เรือในมหาสมุท : การเป็นนักเขียนคือการเผชิญกับความผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า!
 

รู้มาว่าคุณลี้จบเอกภาษารัสเซีย จากคณะศิลปศาสตร์มา ได้นำความรู้ในสาขาที่เรียนมาปรับใช้ในงานเขียนอย่างไรบ้างคะ 

คุณลี้ : ตอนนี้ตัวภาษาที่เราเรียนมา ไม่ค่อยมาอยู่ในงานเขียนเท่าไหร่ แต่ระหว่างที่เราเรียนเนี่ยเราจะได้ลงวิชาเลือกอื่นๆ ด้วย เป็นวิชาที่เราเลือกไปเรียนเอง เช่น ได้ลงวิชาปรัชญาจริยศาสตร์ วิชาปรัชญาการเมือง ปรัชญาศาสนา เนื้อหาในวิชาเหล่านี้จะเข้ามาอยู่ในงานเขียนเยอะค่ะ นำมาใช้เป็นประเด็นของเรื่อง
 

ทราบมาว่าสำนักพิมพ์แจ่มใสมีโปรเจ็กต์แปลงภาพยนตร์เรื่อง “ฉลาดเกมส์โกง” ให้มาอยู่ในรูปแบบของนิยายด้วย อยากให้คุณลี้เล่าถึงความพิเศษของการเปลี่ยนเรื่องเล่าจากภาพยนตร์มาเป็นการเล่าเรื่องในนิยายหน่อยค่ะ

“ลี้” ร เรือในมหาสมุท : การเป็นนักเขียนคือการเผชิญกับความผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า!
คุณลี้ : ตามปกติเราจะพบนิยายหลายเล่มที่ถูกนำไปทำเป็นภาพยนตร์ ฉลาดเกมส์โกงจะเป็นกระบวนการย้อนกลับนะคะ คือบทภาพยนตร์ถูกคิดขึ้นก่อน โดยคุณนัฐวุฒิ พูนพิริยะ และเมื่อภาพยนตร์ฉายแล้ว ทางสำนักพิมพ์แจ่มใสก็ติดต่อขอนำลิขสิทธิ์มาเขียนเป็นนวนิยาย ซึ่งความสนุกจะอยู่ที่การแทรกฉากต่างๆ ซึ่งตอนแรกทางทีมหนังจะสร้าง แต่ตัดออกไป เอากลับมาเล่าในนิยายอีกครั้ง และการนำฉากที่พวกเราเคยอ่านแล้วในภาพยนตร์ มาตีแผ่ให้ลึกขึ้น เล่าความรู้สึกของตัวละครให้ชัดเจนขึ้น นอกจากนั้นยังมีฉากใหม่เอี่ยมที่ลี้คิดขึ้นเองและเขียนเพิ่มไปด้วยนะคะ (แฟนๆ หนังไม่ต้องกังวลน้า การเพิ่มเติมทุกฉากได้รับการตรวจสอบและอนุมัติจากทาง GDH แล้วค่ะ)
 

คุณลี้เคยให้สัมภาษณ์ในงานกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน NLT Edutainment  ครั้งที่ 5 ที่จัดโดยสำนักหอสมุดแห่งชาติ ท่าวาสุกรี  เมื่อวันพุธที่ 4 เมษายน 2561 ว่า “ในชีวิตจริงเราสามารถโชว์สิ่งที่สวยงามได้  แต่เราไม่สามารถโชว์ความยากลำบากให้คนอื่นดูได้” อยากให้คุณลี้เล่าถึงช่วงเวลายากลำบากของการเป็นนักเขียนให้น้องๆ ชาวเด็กดีฟังหน่อยค่ะ

คุณลี้ :  จริงๆ ทุกคนคงรู้แหละ คนที่เขียนนิยายอยู่ในเด็กดีคงรู้กันอยู่แล้ว กว่าจะได้ต้นฉบับนิยายแต่ละเรื่อง มันใช้เวลาในการเขียน ใช้ความอดทน ใช้วินัย ใช้พลังกาย ใช้กำลังใจ มันต้องใช้หลายๆ อย่าง กว่านิยายจะเสร็จ เสร็จแล้วก็ไม่ได้หมายความว่าคนจะเข้ามาอ่าน มาคอมเมนต์ มันอาจจะเงียบเหมือนป่าช้า และมันก็ไม่ได้หมายความว่านิยายของเราจะต้องได้ตีพิมพ์แน่ๆ การเป็นนักเขียนคือการเผชิญหน้ากับความผิดหวังครั้งแล้วครั้งเล่า มันคือความผิดหวังและการปฏิเสธที่ยาวนานมากๆ
 
วันที่หอสมุดแห่งชาติ ลี้พูดแบบนั้นคือ มันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ในทุกๆ วงการค่ะ พอหนังสือตีพิมพ์  พอคุณเป็นนักร้องดัง พอคุณมีร้านอาหารที่ประสบความสำเร็จ ผู้คนจะเห็นตรงนั้น ตรงความสวยงามนั่น แต่มักจะไม่ได้เห็นเบื้องหลัง ไม่ได้เห็นวันที่คุณต้องพักเพราะพิมพ์ต่อไม่ไหว ตาสู้แสงไม่ไหว วันที่คุณซ้อมร้องเพลงจนหลอดเสียงอักเสบ วันที่คุณต้องยกข้าวสารสี่กิโลห้ากิโลขึ้นหลังปิ๊กอัพ ผู้คนจะเห็นตอนมันสว่างแล้ว มันสวยแล้ว
 
อืม...คุณจะได้เห็นตอนนี้ไง ตอนที่มีบทสัมภาษณ์ในเว็บเด็กดี ทุกอย่างสวยงาม ทุกอย่างดูดีจังเลย พี่เขาต้องสนุกมากแน่เลย แต่จริงๆ มันก็มีตอนที่ไม่สนุกเหมือนกัน มีตอนที่นิยายไม่มีคนอ่าน มีตอนที่นิยายไม่ผ่าน แต่ไม่มีใครมานั่งสัมภาษณ์ตอนนั้นไง จริงมั้ย
 

ย้อนไปที่นิยายเรื่อง “ชายใดเล่าจะแซ่บเท่าแฟนเก่าแม่” ที่ตีพิมพ์กับสำนักพิมพ์ EverY เนื้อเรื่องมีการแอบแฝงเรื่องค่านิยมลูกครึ่งได้อย่างเจ็บแสบมาก ในมุมมองของนักเขียนต้องการจะสื่อประเด็นดังกล่าวต่อสังคมในเรื่องอะไรคะ

“ลี้” ร เรือในมหาสมุท : การเป็นนักเขียนคือการเผชิญกับความผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า!
คุณลี้ : คือตอนเริ่มเขียนแฟนเก่าแม่ เราเลือกอีสานเป็นฉากหลัง และเราเลือกคนรุ่นพ่อแม่มาเป็นตัวละคร เราก็มองไป อีสานในรุ่นพ่อเรา มีอะไรบ้างที่เป็นบาดแผล เป็นจุดที่ยกมาเขียนได้ จุดแรกที่เลือกคือเรื่องคอมมิวนิสต์ และจุดที่สองเราเลือกสงครามเวียดนาม เราสนใจตรงนี้ สมัยก่อนไทยเราจะมีดาราลูกครึ่งเยอะมาก เป็นดาราลูกครึ่งที่พ่อเป็นทหารสงครามเวียดนามนี่แหละ แล้วก็ยังมีคนอีกเยอะที่อยู่ในอีสาน และเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของทหารอเมริกัน ในเรื่องเล่าถึงการที่พ่อซึ่งเป็นทหาร ทอดทิ้งลูกเพื่อกลับประเทศ มันมีความเจ็บปวดอยู่มาก เราเลือกจะหยิบตรงนี้มาเล่า และเอามาแสดงให้เห็นว่าเดี๋ยวนี้เปลี่ยนไปแล้ว ลูกครึ่งอีสานฝรั่งในยุคนี้กับยุคพ่อเรามันต่างกันโดยสิ้นเชิง “ความเป็นลูกจีไอ” กับภาพที่แสดงใน “อีนางเอ๊ยเขยฝรั่ง, ผู้บ่าวไทยบ้านอีสานอินดี้” มันคือคนละฉากกันอย่างสิ้นเชิง
 

คุณลี้คิดว่างานเขียนสไตล์สะท้อนสังคมเป็นแนวถนัดของเราแล้วรึเปล่าคะ มีงานเขียนแนวไหนที่อยากลองทำอีกบ้าง

คุณลี้ : ค่อนข้างถนัดงานที่เขียนและพูดถึงสิ่งรอบตัวค่ะ และสิ่งรอบตัวในที่นี้คือสังคม ตอนนี้กำลังทำงานใหม่ๆ คือ พยายามจะเขียนนิยายรักชายหญิงในรูปแบบหนึ่งอยู่ ยังไงอยากให้รอติดตามด้วย แต่น่าจะใช้เวลาหลายเดือนค่ะ
 

มาพูดถึงนิยายเรื่อง “เฟื่องนคร” กันดีกว่า พล็อตเป็นยังไง ได้แรงบันดาลใจจากไหนเอ่ย

“ลี้” ร เรือในมหาสมุท : การเป็นนักเขียนคือการเผชิญกับความผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า!คุณลี้ : เฟื่องนคร เป็นนิยายแนวดารา พระเอกเป็นดาราในวงการบันเทิงไทย เรื่องนี้เราจะเล่นประเด็นเรื่องการเป็นบุคคลสาธารณะในยุคโซเชียลเน็ตเวิร์ค ยุคที่ผู้คนวิพากษ์วิจารณ์บุคคลสาธารณะอย่างหยาบคาย รุนแรง ฯลฯ เราจะเล่าวิธีที่เฟื่องนครต้องรับมือกับสิ่งเหล่านี้ และวิธีที่เขาพยายามก้าวผ่านมันไป เราหยิบมาเล่าเพราะเห็นว่ามันเป็นประเด็นที่ค่อนข้างรุนแรงในสังคมในยุคนี้ค่ะ แต่ตัวนิยายก็จะไม่ได้หนักดราม่ามากนะคะมีจุดให้หวานแบบละมุนๆ อยู่เป็นช่วงค่ะ
 
นักอ่านจำนวนมากให้ฉายานิยาย “เฟื่องนคร” ว่าเป็น “นิยายพลังบวก” ในมุมมองของนักเขียนมองว่าเฟื่องนครเป็นพลังบวกในด้านไหนคะ
คุณลี้ : ตัวพระเอกหรือตาเฟื่องนครของพวกเราเนี่ย เขาจะพยายามรับมือกับคอมเมนต์หรืออะไรต่างๆ ในสังคมด้วยการมองโลกในแง่ดี แล้วนิยายก็จะพูดถึงพลังบวกเยอะมาก พูดถึงการเชื่อมั่นในความดีงาม อะไรแบบนี้ ซึ่งคนอ่านจะได้รับความรู้สึกเชิงบวกจากนิสัยของตัวพระเอกน่ะค่ะ
 

บทแรกเปิดตัวเฟื่องนครด้วย ‘เด็กๆ เรามาโพสต์แต่เรื่องดีๆ กันนะ’ อยากให้คุณลี้แชร์เรื่องราวพลังบวกของคุณลี้ให้น้องๆ ชาวเด็กดีหน่อยค่ะ

คุณลี้ : เมื่อกี้เล่าให้ฟังเรื่องความหดหู่ในการเขียนนิยาย แต่มันมีเหตุการณ์ดีๆ มากมายเกิดขึ้นระหว่างเขียนนิยายนะ มีคนมากมายที่รู้สึกดีขึ้นหลังจากได้อ่านตัวหนังสือที่เราเล่า มีคนที่ส่งข้อความมาหาเรา มาบอกว่าเขาเคยเคว้งคว้างอย่างไร เขาเคยเจ็บปวดอย่างไร และเขาร่าเริงขึ้น เขาสดใสขึ้น ซึ่งตรงนี้คือพลังบวก คือสิ่งที่ทำให้เราอยากเขียนหนังสือต่อไป และก็คือ...ข้อดีของโซเชียลมีเดีย แฮ่ ในเฟื่องนครจะบอกว่า โซเชียลเนี่ยทำให้เฟื่องล้ม ทุกคนร้ายกับเฟื่อง แต่จริงๆ โซเชียลมันก็ดีตรงที่เราใช้ส่งเรื่องราวดีๆ หากันได้ไวขึ้นเนอะ
 

อยากให้คุณลี้แทนสีให้ “เฟื่อง” กับ “กรม” หน่อยค่ะ อยากทราบว่าทำไมถึงเลือกสีเหล่านี้ให้ตัวละคร

คุณลี้ : เฟื่องน่าจะเป็นสีขาวกับเหลืองค่ะ ส่วนกรมเป็นสีกรมท่ากับขาว ตัวละครกรมค่อนข้างจะจืดๆ เหมือนน้ำเปล่าหน่อย เราเลือกสีขาวให้เขา และให้สีกรมท่าเพราะเป็นชื่อเขา ส่วนเฟื่อง จะถูกบรรยายหลายครั้งว่ามีผิวขาวผุดผ่อง ก็เลยให้สีขาว และสีเหลืองเนี่ยมันเป็นสีของความหวัง ความสดใสร่าเริง มองโลกในแง่ดี
 

ความสัมพันธ์ของตัวละครในเฟื่องนครเป็นความสัมพันธ์ที่ค่อยเป็นค่อยไป เรื่อยๆ ชวนให้ติดตาม แต่ไม่น่าเบื่อ อยากให้คุณลี้แนะนำเคล็ดลับ “การเล่าเรื่องแนวพัฒนาความสัมพันธ์” ให้นักเขียนเด็กดีได้นำไปปรับใช้หน่อยค่ะ

คุณลี้ : จริงๆ เราไม่มั่นใจเรื่องนี้เลย... เอางี้เราจะอธิบายสิ่งที่เราลองทำอยู่ แต่มันถูกต้อง 100% ไหมไม่รู้นะ คือเราเป็นคนชอบเขียนงานสไตล์เรื่อยๆ แต่เราจะกลัวอยู่ตลอดว่างานเราจะน่าเบื่อ เพราะงั้นเราจะพยายามดูงานว่า ใน 1 บทที่อัปไป มีเนื้อหาที่คิดว่า เออ ตื่นเต้น หรือ ดราม่า หรือ ตลก หรือ ฉากสวีทฟินๆ สัก 1 จุดมั้ย เอาสัก 1 จุด (หรือมากกว่า) ที่จะทำให้รู้สึกบทนี้ไม่น่าเบื่อ เช่น คนอ่านต้องมีฟีลลิ่งว่า บทนี้ดราม่าจังเลย หรือ บทนี้ตลกดีนะ หรือ บทนี้สนุกดีจังตอนอ่านฉากที่ไปโรงเรียน อะไรงี้ ไม่ใช่อ่านจบแล้วแบบ อ๋อ บทนี้ยังไม่มีอะไร ถ้าอ่านจบแล้วรู้สึกแบบนี้ มันมีโอกาสที่ฟีลของคนอ่านจะกลายเป็น แหม บทนี้น่าเบื่อ ควรพยายามทำให้แต่ละบทมีเหตุการณ์หรือจุดน่าสนใจในสักด้าน ถ้าสมมติบทไหนไม่มี คือเป็นช่วงเล่าเรื่อง หาอะไรตื่นเต้นใส่ไม่ได้ บทต่อไปต้องมีนะ อย่าให้มันอืดต่อกันหลายบท อันตรายแล้วแบบนี้ เรายังไม่แน่ใจว่าวิธีนี้เวิร์ค 100% มั้ย แต่รู้สึกว่าถ้าทำแบบนี้นิยายจะไม่น่าเบื่อจนเกินไปค่ะ
 
“ลี้” ร เรือในมหาสมุท : การเป็นนักเขียนคือการเผชิญกับความผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า!
 

คุณลี้อยากบอกอะไรกับนักอ่านผ่านนิยายเรื่องเฟื่องนครคะ

คุณลี้ : มีอย่างหนึ่งที่อยากบอกนักอ่านของเฟื่องอยู่ตลอด คือ เป็นกำลังใจให้นะ คือๆๆๆ คนอ่านชอบมาบอกว่า ดีจังที่นิยายอัป ตอนนี้ชีวิตฉันแย่มากเลย กดอ่านนิยายสักหน่อยจะได้สบายใจ วันนี้ฉันเหนื่อยจัง อะไรแบบนี้ เวลาเห็นคอมเมนต์นี้จะแบบรู้สึกว่า เฮ้ย เธอเป็นอะไร เป็นไงบ้างวันนี้ เหนื่อยมั้ย เกิดไรขึ้น เป็นกำลังใจให้นะ เป็น-กำ-ลัง-ใจ-ให้-น้า!
 

เรื่อง “เฟื่องนคร” เป็นหนึ่งในนิยายวายหลายเรื่องของคุณลี้ ไม่ทราบว่าเรื่องนี้เขียนง่ายหรือยากกว่าเรื่องก่อนๆ อย่างไรบ้างคะ

คุณลี้ : ในบรรดาวายที่เขียนมาทั้งหมดตอนนี้ เฟื่องนครคือเรื่องที่เขียนยากที่สุดค่ะ เป็นเรื่องที่ยาวที่สุดที่เคยเขียนมาในชีวิตนี้ และมีรายละเอียดเยอะมาก แก้แล้วแก้อีก มีรายละเอียดให้ใส่เพิ่มเรื่อยๆ เหนื่อยมาก ตอนเขียนนี่คือระเบิดพลังทุกหยาดหยดลงบนคีย์บอร์ด นี่ฉันบ่นออกเว็บทำไมเนี่ย...
 

คุณลี้เขียนนิยายมาหลายแนวแล้ว แต่ละแนวยากง่ายแตกต่างกันยังไงบ้างคะ

คุณลี้ : จริงๆ สำนวนภาษาอะไรต่างๆ จะใช้กลวิธีเหมือนกันค่ะ แต่เรื่องที่แก่นเรื่อง ประเด็นของเรื่อง หนักๆ เวลาเขียนจะเหนื่อยกว่า เช่น สิงโตนอกคอก ประเด็นจะหนักๆ ก็จะยากกว่าเขียนเรื่องรัก ส่วนเฟื่องนครนี่ถือว่าประเด็นหนักค่ะ แม้จะเป็นเรื่องรักก็เขียนยาก
 

สำหรับคุณลี้คิดว่านิยายวายไทยจำเป็นต้องมีฉากอัศจรรย์ไหมคะ คิดอย่างไรกับการมีหรือไม่มีฉากนี้

คุณลี้ :  เราไม่ใช่คนที่ต่อต้านฉากเรตค่ะ เราคิดว่าฉากเรตบางครั้งมันจำเป็นต้องมี เช่น เพื่อให้เกิดเหตุการณ์บางอย่างต่อไปในตัวเรื่อง ทำให้ความสัมพันธ์ของตัวละครพัฒนา (ดีขึ้นหรือแย่ลง) เกิดปมปัญหา หักเห ฯลฯ หรืองานบางประเภทก็มีฉากเรตเพื่อความบันเทิงของผู้รับสาร ซึ่งมันก็มีประโยชน์ในตัวของมัน เราเป็นคนโอเคกับการมีฉากเรตนะ ประเด็นของการมีฉากเรตไม่ใช่ ควรมีหรือไม่ คุณมีได้ แต่คุณจะใช้วิธีการอย่างไร เพื่อคัดกรองผู้รับสาร คัดกรองวัยวุฒิของผู้รับสาร ปกป้องเยาวชนในระดับที่สมควรปกป้อง
 

คุณลี้คิดว่านิยายวายไทยให้อะไรกับสังคมบ้าง

คุณลี้ : ให้อะไรกับสังคม มักจะถูกพูดในเชิง การให้ความรู้กับสังคม อะไรทำนองนั้น แต่เรามองว่าการให้ความบันเทิงกับผู้อ่าน การให้ความบันเทิงกับสังคม มันก็เป็นสิ่งที่ดีและมีประโยชน์นะ นิยายวายส่วนมากให้ความบันเทิงได้อยู่แล้ว ก็จะมีประโยชน์ในแง่นั้น นอกจากนี้ก็มีนิยายวายหลายๆ เรื่องที่เล่าประเด็นที่ลึกกว่านั้น บางเรื่องเล่าความเป็นมนุษย์ เช่น ความรัก ความเกลียด ความอาฆาต ที่ทำให้คนอ่านได้เข้าใจอารมณ์ของมนุษย์ บางเรื่องเล่าความเหลื่อมล้ำทางเพศ ทำให้คนอ่านได้เข้าใจสภาพที่เป็นไปในสังคมของเพศต่างๆ บางเรื่องก็เล่ารายละเอียดของอาชีพต่างๆ ก็ทำให้คนอ่านได้ความรู้
 
“ลี้” ร เรือในมหาสมุท : การเป็นนักเขียนคือการเผชิญกับความผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า!
 

เวลาเขียนนิยายส่วนใหญ่ได้ไอเดียมาจากไหนคะ

คุณลี้ : จากรอบๆ ตัวค่ะ เป็นคนที่ได้แรงบันดาลใจจากเรื่องในชีวิตประจำวันที่จำเจ แต่ไม่ค่อยได้จากการท่องเที่ยวหรือเหตุการณ์พิเศษ
 

ขอเคล็ดลับ(ที่ไม่ลับ)ให้นักเขียนมือใหม่สักหน่อยค่ะ

คุณลี้ : ใช้น้ำยาหยอดตาและตัดแว่นกรองแสง ล้อเล่น แต่จริงๆ มันสำคัญนะสองอย่างนี้ อยากให้ค่อยๆ เขียนให้จบค่ะ ถ้ามือใหม่จริงๆ เขียนทีละเรื่อง อย่าเขียนหลายเรื่องพร้อมกัน เขียนให้จบหนึ่งเรื่องก่อน ค่อยเริ่มเรื่องใหม่ ถ้าทำหลายเรื่องพร้อมกันมันมีโอกาสจะหลุดมือไปหมดเลย
 

การเขียนนิยายให้อะไรกับเราบ้างคะ

คุณลี้ : โดยมากแล้วมันจะช่วยบรรเทาอารมณ์ต่างๆ ของเราค่ะ คือ ถ้าสงสัย การเขียนเกี่ยวกับประเด็นนั้น พินิจพิจารณาเกี่ยวกับมัน จะทำให้เราหายสงสัย บางครั้งเราเจ็บปวด เศร้า การเขียนจะทำให้เราปล่อยมันออกไปและทำให้รู้สึกดีขึ้น แต่มีบ้างเหมือนกันที่การเขียนจะทำให้เราจมกับความเศร้ากว่าเดิม
 

ฝากถึงน้องๆ ชาวเด็กดีที่อยากเป็นนักเขียนหน่อยค่ะ มีคำแนะนำอย่างไรบ้าง

คุณลี้ : ถ้าเป็นนักเขียนในเด็กดี ควรลงนิยายสม่ำเสมอ อย่าดองนาน อาจจะมีเพจเฟซบุ๊กที่ช่วยให้เราติดต่อกับคนอ่านได้เร็วขึ้น ถ้ามันคืองานแรกๆ ของคุณ ยอดวิว ยอดคอมเมนต์ จะน้อยอยู่แล้วล่ะ ลี้เองก็เคยผ่านจุดนั้นจ้ะ อย่าไปหดหู่ อย่าเอาใจไปจับกับมันมาก เขียนต่อไป
 

สุดท้ายแล้ว ฝากผลงานเรื่อง “เฟื่องนคร” กับชาวเด็กดีหน่อยค่ะ 

คุณลี้ : เฟื่องนคร จะเล่าเรื่องที่พวกคุณเคยรู้ จะเล่าเรื่องที่พวกคุณเคยเห็น ไม่ว่าคุณจะชอบศิลปินนักร้องเกาหลี ชอบดาราไทยที่แสดงร้องเพลงละคร ชอบน้องๆ bnk หรืออาจจะชอบติดตามบล็อกเกอร์ ติดตามเน็ตไอดอล คุณจะพบเรื่องพวกนี้ เรื่องที่บุคคลสาธารณะเหล่านั้นถูกต่อว่า ถูกหัวเราะเยาะ ถูกเสียดสีอย่างโหดเหี้ยม เราว่าประเด็นนี้เป็นเรื่องที่ควรถูกพูดถึง ก็อยากให้ลองอ่านกัน
 
เฟื่องนคร จะตีพิมพ์กับสำนักพิมพ์ EverY และวางขายในงานหนังสือเดือนตุลาที่กำลังจะถึงนี้ หลังจากงานก็จะจัดจำหน่ายตามร้านหนังสือทั่วประเทศ นายอินทร์ B2S ซีเอ็ด ภายในเล่มจะมีตอนพิเศษด้วย เราเขียนตอนพิเศษไปยาวมากเลย ยังไงก็ขอฝากผลงานด้วยแล้วกันนะคะ แล้วพบกันในงานหนังสือค่ะ
 
“ลี้” ร เรือในมหาสมุท : การเป็นนักเขียนคือการเผชิญกับความผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า!
 
จบไปแล้วกับบทสัมภาษณ์ที่เต็มไปด้วยพลังอันล้นเหลือของนักเขียนสาวเจ้าของผลงานนิยายพลังบวก ก่อนอื่นเลยต้องขอขอบคุณ “คุณลี้” มากๆ เลยค่ะที่มาบอกเล่าเรื่องราวประสบการณ์ให้น้องๆ ชาวเด็กดี สำหรับการพูดคุยกับคุณลี้ในวันนี้ น้องๆ หลายคนคงได้คำตอบกันแล้วใช่ไหมคะว่าสไตล์งานเขียนของ “ร เรือในมหาสมุท” เป็นแนวไหน และนักเขียนมีวิธีคิดในการสร้างสรรค์ผลงานยังไงบ้าง พี่แนนนี่เพนมีความเชื่ออย่างหนึ่งว่านักเขียนเป็นผู้นำทางความคิดให้กับนักอ่าน และรู้สึกดีใจมากที่มีนักเขียนสร้างสรรค์งานเพื่อความบันเทิงและสังคมควบคู่กันไปแบบนี้อย่างคุณลี้อยู่ พี่หวังว่าน้องๆ ที่มีใจรักอยากเป็นนักเขียนจะได้รับแรงบันดาลใจดีๆ จากคุณลี้ไปไม่มากก็น้อย เป็นกำลังใจให้น้องๆ เสมอนะคะ
 
สุดท้ายนี้ ขอกลับมาที่เฟื่องนครสักครู่ พี่อยากบอกว่าพี่เตรียมตัวพร้อมมากที่จะไปรับ “เฟื่องนคร” มาดูแลเก็บไว้ในอ้อมอกอ้อมใจอย่างดี ถ้าใครอยากจะหาพลังบวกให้กับตัวเอง พี่รับรองว่านิยายเรื่องนี้จะไม่ทำให้ผิดหวังแน่นอนจ้า   
 
พี่แนนนี่เพน
 
“ลี้” ร เรือในมหาสมุท : การเป็นนักเขียนคือการเผชิญกับความผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า!
https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=nannypen

พี่แนนนี่เพน - ผู้เขียน

สาวเหนือที่มีความสุขกับการเขียนนิยาย และเชื่อว่านิยายให้อะไรดีๆ กับสังคมเสมอ

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#นิยาย #นักเขียน #เฟื่องนคร #ร เรือในมหาสมุท #สิงโตนอกคอก

บทความที่นิยมอ่านต่อ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?