WONDER บทเรียนจากการ 'บูลลี่' ที่สอนให้เราโตขึ้นจากคำว่า 'เพื่อน' []

วิว

WONDER บทเรียนจากการ 'บูลลี่'
ที่สอนให้เราโตขึ้นจากคำว่า 'เพื่อน'


สวัสดีน้องๆ ชาวเด็กดีทุกคนค่ะ ไม่นานมานี้ หลายๆ คนน่าจะเคยได้ยินข่าวเกี่ยวกับการกลั่นแกล้งกันของเด็กๆ ในโรงเรียนจนได้รับบาดเจ็บและถึงแก่ความตายกันมาบ้างพอสมควร พฤติกรรมบางอย่างของเด็กที่ถูกแกล้งและเด็กที่กลั่นแกล้ง มีคำอธิบายทางการแพทย์ว่าเป็นไปตามการเลี้ยงดูของครอบครัว และสภาพสังคมที่เด็กเติบโตมา.. พี่แนนนี่เพนเองก็เคยถูกเพื่อนสนิทแกล้งล้ออยู่หลายครั้งเหมือนกัน นานเข้าพี่ก็เริ่มไม่ชอบและกลายเป็นความหงุดหงิดที่ถูกล้อแต่เรื่องเดิมๆ จนพาลไม่อยากคบเพื่อนคนนี้อีก แต่โชคดีที่พี่มีความอดทนมากพอ และเป็นโชคดีชั้นที่สองที่พี่ได้มีโอกาสอ่านวรรณกรรมเยาวชนเรื่อง "Wonder" เรื่องราวของเด็กชายที่มีใบหน้าอัปลักษณ์กับการต้องออกไปใช้ชีวิตนอกบ้านเป็นครั้งแรก.. อ่านถึงตรงนี้หลายๆ คนน่าจะพอเดากันออกว่าเรื่องราวต่อจากนี้ต้องดราม่าแน่ๆ พี่ไม่ขอสปอยล์ล่วงหน้า แต่จะขอพาน้องๆ ทุกคนไปรู้จักกับเด็กชายออกัสต์ เด็กชายที่สอนให้พี่โตขึ้นจากคำว่า "เพื่อน" 
 
WONDER บทเรียนจากการ 'บูลลี่' ที่สอนให้เราโตขึ้นจากคำว่า 'เพื่อน'
 

WONDER เมื่อชีวิตเลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกที่จะเป็นได้

วรรณกรรมเยาวชนเรื่อง Wonder ผลงานของอาร์. เจ. ปาลาซิโอ (R.J. Palacio) เป็นวรรณกรรมที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเรื่องจริงของผู้เขียนในปี 2008 หลังจากที่เธอได้ทำร้ายจิตใจเด็กคนหนึ่งที่มีใบหน้าผิดปกติ.. อาร์. เจ. ปาลาซิโอ เล่าถึงแรงบันดาลใจของวรรณกรรรมเรื่องนี้ว่า เธอเห็นลูกของเธอจ้องมองเด็กคนหนึ่งที่มีใบหน้าผิดปกติ เธอกลัวเด็กคนนั้นจะรู้สึกไม่ดีจึงดึงลูกของเธอออกมา แต่หลังจากนั้นเธอก็ตระหนักได้ว่า การกระทำของเธอต่างหากที่กำลังทำร้ายจิตใจเด็กคนนั้น..
 
ด้วยความรู้สึกผิดของอาร์. เจ. ปาลาซิโอ เธอจึงเขียนวรรณกรรมเรื่อง Wonder ขึ้นมา เพื่อเล่าเรื่องราวของออกัสต์ พูลแมน เด็กชายคนหนึ่งที่เกิดมาพร้อมกับความผิดปกติทางพันธุกรรม ทำให้ใบหน้าของเด็กชายมีความผิดปกติ และแปลกประหลาดจากเด็กทั่วไป แม้ว่าครอบครัวของออกัสต์จะพยายามหาหนทางมารักษามากมาย แต่ก็ไม่สามารถปิดบังความผิดปกติบนใบหน้าได้อยู่ดี ออกัสต์ถูกจ้องมองจากคนอื่นอยู่บ่อยๆ เขาพยายามเข้าใจว่าทำไมเขาถึงถูกมองด้วยสายตาแปลกๆ จากคนอื่น จนกระทั่งวันหนึ่ง ออกัสต์ต้องออกไปเผชิญโลกภายนอกด้วยการไปโรงเรียน หลังจากที่เขาเรียนโฮมสคูลอยู่บ้านมานานถึงสิบปี การไปโรงเรียนของออกัสต์ไม่ได้แปลกจากที่เขาเคยกังวล เด็กชายถูกมองราวกับตัวประหลาด ต้องนั่งกินข้าวคนเดียว ถูกทำให้รู้สึกเหมือนไม่มีตัวตน และถูกกลั่นแกล้งจากเด็กคนอื่นๆ ด้วยหลายวิธี โรงเรียนแห่งนี้เป็นสังคมที่ออกัสต์ต้องเรียนรู้และปรับตัวให้มากขึ้น เพราะเมื่ออยู่กับครอบครัวทุกคนพร้อมให้ความรักเขา ในขณะที่โรงเรียนนั้น เขาต้องเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตด้วยตัวเอง ไร้คนปกป้อง และต้องอยู่ให้ได้ หลังจากนั้นไม่นาน ออกัสต์ก็มีเพื่อนที่ทำให้เขาไม่โดดเดี่ยวและไม่มองเขาด้วยสายตาหวาดกลัวอีก เด็กชายมีความสุขกับเพื่อนมากๆ และเสียใจกับเพื่อนมากๆ เช่นกัน 
 
อาร์. เจ. ปาลาซิโอ เขียนนิยายเรื่องนี้เพื่อให้เราเห็นมุมมองของเด็กที่มีความผิดปกติบนใบหน้า ว่าเขามีความรู้สึกยังไงเมื่อถูกคนรอบข้างมองมาด้วยสายตาแปลกๆ นอกจากนี้ ในหนังสือยังแบ่งออกเป็นพาร์ทของตัวละครอื่นๆ อีกหลายคน เช่น พี่สาวของออกัสต์ แจ็ค วิลล์ และซัมเมอร์ ตัวละครเหล่านี้จะเล่าเรื่องราวต่อเนื่องกันไปเรื่อยๆ ทำให้เราเห็นมุมมองของคนอื่นๆ ที่มีต่อออกัสต์ด้วย ซึ่งการเล่าเรื่องแบบนี้ทำให้เราได้เห็นความจริงว่า "ทุกคนมีสองด้านเสมอ" เราไม่ควรตัดสินใครเพียงเพราะการกระทำจริงๆ ค่ะ และในท้ายที่สุดเด็กชายและเพื่อนของเขาก็ได้เรียนรู้ว่ามิตรภาพที่แท้จริงเป็นยังไง แม้ออกัสต์จะเลือกเกิดไม่ได้ แต่เขาก็เป็นเพื่อนที่ดีสำหรับทุกคน..
 
WONDER บทเรียนจากการ 'บูลลี่' ที่สอนให้เราโตขึ้นจากคำว่า 'เพื่อน'
 

เด็กชายใบหน้าประหลาด - สัญลักษณ์ของความไม่สมบูรณ์แบบในชีวิต  

เรื่องราวของออกัสต์มีปัญหาอยู่เรื่องเดียวก็คือ "ใบหน้าที่ผิดปกติ" เพราะนอกจากหน้าตาที่ผิดปกติแล้ว ชีวิตของออกัสต์ถือเป็นเด็กปกติทั่วไปมากๆ ค่ะ เด็กชายเรียนเก่งและมีความฝัน เขาชอบสตาร์วอร์ ติดเกม และมีเพื่อนเล่นเป็นน้องหมา เขามีครอบครัวที่อบอุ่น มีพ่อแม่ที่อารมณ์ดี และมีพี่สาวที่คอยอยู่เคียงข้างเขาเสมอ พี่คิดว่าชีวิตของออกัสต์แทบไม่มีอะไรให้น่าห่วงเลยค่ะ นอกจากโลกภายนอกที่มีอาวุธอันแหลมคมที่ชื่อว่า "สายตา" ..น้องๆ ลองคิดตามดูนะคะว่าการที่เราจ้องมองคนอื่นๆ นั้น มีเหตุผลอะไรบ้างที่ดึงดูดเราให้มองแบบนั้น มันเป็นเรื่องปกติมากๆ เลยค่ะที่เราจะมองสิ่งที่แตกต่างจากตัวเราเอง พี่ยืนยันได้ว่าเราไม่ผิด หากเผลอจ้องมองมากเกินไป แต่เมื่อเรามองแล้วเราคิดอะไรอยู่นั่นแหละ เป็นสิ่งสำคัญที่อยากให้ลองคิดดู 
 
ออกัสคือสัญลักษณ์ของความไม่สมบูรณ์แบบในชีวิต เขาเป็นตัวแทนของมนุษย์ทุกคนที่เกิดมาไม่สมบูรณ์ในด้านใดด้านหนึ่ง เด็กชายเป็นเด็กที่ไม่สมบูรณ์ทางร่างกาย แต่เขามีครอบครัวที่อบอุ่น คอยอบรมเลี้ยงดู ให้การศึกษาในแบบที่ควรจะได้รับ สำหรับคนอื่นๆ นั้น อาจจะเป็นความไม่สมบูรณ์ด้านครอบครัว ด้านการอบรมเลี้ยงดู การศึกษา ฐานะทางครอบครัว ฯลฯ ซึ่งล้วนแต่เป็นส่วนบกพร่องที่ทุกคนต้องเคยพบเจอ เพียงแต่บางครั้ง เรามองไม่เห็นหรือเห็นมันไม่ชัดเจนเท่าสิ่งที่ปรากฏบนร่างกายเท่านั้นเอง ดังนั้นแล้ว ในเมื่อเด็กชายเปลี่ยนหน้าตาตัวเองเพื่อใครไม่ได้ ทำไมเราไม่ลองเปลี่ยนสายตา(มุมมอง)ของเราดูล่ะคะ มองเขาเป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่ง เพื่อนร่วมโลกคนหนึ่ง ไม่รังเกียจ หรือแสดงตัวออกห่าง เพียงเท่านี้เราก็จะไม่รู้สึกผิดต่อเขา และเขาก็จะไม่รู้สึกว่าตัวเองเป็นตัวประหลาดเช่นกัน แบบนี้น่าจะง่ายกว่ารึเปล่าคะ?.. 
 
WONDER บทเรียนจากการ 'บูลลี่' ที่สอนให้เราโตขึ้นจากคำว่า 'เพื่อน'
 

บทเรียนจากการ 'บูลลี่' ที่ได้จากการคบเพื่อน

เป็นเรื่องง่ายมากที่เราจะบูลลี่หรือกลั่นแกล้งคนอื่นด้วยคำพูดหรือการกระทำ เพียงเพราะคิดว่านี่เป็นส่วนหนึ่งของความสนิทสนม หรือทำไปเพราะความสนุกสนานเท่านั้น Wonder คือหนังสือที่ไม่ได้บอกว่าเราควรหยุดบูลลี่เมื่อไหร่ หรือควรจะหยุดการบูลลี่ยังไง แต่ทุกตัวละครในเรื่องสะท้อนให้เห็นเหตุและผลของการบูลลี่ได้อย่างชัดเจน ซึ่งพี่คิดว่าอาร์. เจ. ปาลาซิโอ ต้องการให้เราเห็นมุมมองของคนที่กระทำความผิดมากกว่า เพราะจากเรื่องราวทั้งหมด เราจะเห็นมุมมองของทุกตัวละครที่มีต่อตัวออกัสต์อย่างชัดเจน เป็นความสับสน และความหวาดกลัวที่จะเผชิญหน้ากับปัญหา ไม่ใช่เพียงแค่ออกัสต์เท่านั้นที่ต้องเริ่มต้นใหม่ เด็กๆ ทุกคนก็ต้องเริ่มเรียนรู้การเห็นอกเห็นใจคนอื่นด้วยเช่นกัน ซึ่งพี่ขอยกตัวอย่างบทเรียนจากการบูลลี่ให้น้องๆ ได้เข้าใจ ดังนี้
 
  • โดดเด่น และ โดดเดี่ยว แม้จะอ่านด้วยเสียงคล้ายๆ กัน แต่ความหมายตรงข้ามกันสุดๆ เลยค่ะ ออกัสต์มีใบหน้าที่ผิดปกติทำให้เขาโดดเด่นอย่างไม่รู้ตัว และเพราะความผิดปกตินี้เองทำให้เขาแตกต่างจากสังคม จนต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว.. พ่อของออกัสต์เคยบอกเด็กชายว่า 'ให้ยกมือตอบวิชาละครั้งแม้ว่าลูกจะรู้เยอะแค่ไหนก็ตาม' คำสอนของพ่อสะท้อนความเป็นจริงในสังคมของเด็กได้ดีมากเลยค่ะ หลายๆ คนในสังคมไม่ชอบคนเก่งเกินหน้าเกินตา และไม่ชอบลูกรักของคุณครู ซึ่งนี่เป็นความคิดของเด็กๆ ที่อยากเป็นที่ยอมรับในสังคมบ้าง แต่เขามีข้อบกพร่องบางอย่างที่ไม่สามารถเป็นได้ จึงเกิดการกลั่นแกล้งคนที่โดดเด่นกว่าด้วยการไม่คบหานั่นเอง 
     
    • เป็นมิตร กับ เป็นเพื่อน เป็นสองคำที่มีความหมายแตกต่างกันอีกแล้วค่ะ ออกัสต์ได้เจอทั้งคนที่เป็นมิตรและเป็นเพื่อนในเวลาเดียวกัน เด็กชายไม่ทันได้คิดว่าโลกภายนอกไม่ได้มีเฉพาะคำว่า "เพื่อน" เท่านั้น เขาเคยโดดเดี่ยวมาก่อน เมื่อมีคนคอยอยู่ข้างๆ เขาก็ไม่ผิดที่จะคิดว่านี่คือเพื่อนของเขา แต่โลกความเป็นจริงนั้นโหดร้ายกว่าที่เด็กคนหนึ่งจะเรียนรู้ได้ในวันเดียว.. เพื่อนบางคนก็เป็นได้แค่มิตรจริงๆ เขาเข้ากันได้กับทุกคน แต่เขาอาจจะไม่ใช่เพื่อนของเราก็ได้ แล้วเราจะแยกสองคำนี้ออกจากกันยังไงดีล่ะ.. สำหรับ Wonder แล้ว เพื่อนที่ผู้เขียนต้องการสื่อคือเพื่อนที่ยินดีช่วยเหลือและปกป้องเราจากใจจริงค่ะ ส่วนคนที่เป็นมิตรนั้น คือคนที่เข้าหาเราด้วยความไม่จริงใจ ต่อหน้าเราอาจจะเป็นมิตรที่ดีแต่ลับหลังเราแล้ว เราอาจจะกลายเป็นคนไม่รู้จักของเขาก็ได้ ซึ่งเรื่องแบบนี้ต้องใช้เวลาพิสูจน์ค่ะ 
       
    • ยอมรับ และ ปิดกั้น สองคำนี้เป็นลักษณะของตัวละครที่ปรากฏอยู่ในฝั่งของคุณครู และผู้ปกครองที่ส่งผลถึงเด็กได้มากที่สุด ในฝั่งของคุณครูเป็นการสอนให้เด็กๆ ยอมรับในความแตกต่างด้วยการแสดงออก ปฏิบัติกับออกัสต์เหมือนเด็กนักเรียนคนอื่นๆ เพื่อแสดงให้เห็นว่าเราทุกคนมีส่วนที่เหมือนกันมากกว่าต่างกัน และเราสามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันได้อย่างปกติ นอกจากนี้ คุณครูยังมีคติสอนใจให้เด็กๆ ได้อ่านกันด้วย บางคติเด็กๆ อาจจะไม่เข้าใจ แต่เป็นนัยยะสำคัญที่ช่วยสอนผู้ใหญ่ได้ดีทีเดียว ทั้งนี้ ในส่วนของผู้ปกครอง มีส่วนที่ต่อต้านและพยายามปิดกั้นความแตกต่างด้วยการสอนลูกให้เห็นว่าความแตกต่างนั้นเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ และควรออกห่าง ซึ่งผลลัพธ์ของการปิดกั้นก็คือ เด็กๆ ไม่กล้าเข้าใกล้เพื่อนใหม่ และใช้สายตาเป็นอาวุธ เพื่อแสดงออกว่าไม่ต้อนรับ และไม่อยากอยู่ใกล้ ซึ่งการกระทำเช่นนี้ส่งผลให้เด็กเกิดการแบ่งแยก และนำมาซึ่งการต่อต้านคนที่แตกต่างจากพวกพ้องนั่นเอง
       
 WONDER บทเรียนจากการ 'บูลลี่' ที่สอนให้เราโตขึ้นจากคำว่า 'เพื่อน'

Coming of Age เราโตขึ้นจากความคิดไม่ใช่อายุ 

Wonder เป็นหนังสือที่สะท้อนเรื่องราวของเด็กในช่วง Coming of Age ได้ทุกช่วงวัย แม้แต่วัยผู้ใหญ่เอง ก็เป็นเรื่องที่ควรหยุดคิดและควรเปลี่ยนแปลงด้วยเหมือนกัน เด็กชายใบหน้าประหลาดเป็นเด็กชายพลังบวกที่ทำให้เราเห็นด้านที่ยังก้าวต่อไปได้ หากในชีวิตจริงมีเรื่องราวแบบนี้เกิดขึ้นจริงๆ เด็กชายคนนั้นคงไม่กล้าไปเรียน และหวาดกลัวสังคมมากแน่ๆ นี่จึงเป็นหนังสือที่สอนทั้งเด็กและผู้ใหญ่ให้รู้จักสิ่งที่เรียกว่าความคิดมากขึ้น
 
สอนเด็กให้โตเป็นผู้ใหญ่ 
วรรณกรรมเรื่องนี้ท้าทายเด็กๆ ด้วยกฏเกณฑ์ทางสังคมเป็นอย่างมาก ตัวละครทุกตัวถูกเลี้ยงดูและเติบโตมาแตกต่างกัน เด็กบางคนเชื่อฟังทุกอย่างที่พ่อแม่สอน บางคนไม่ได้รับความรักจากครอบครัวจึงกลายเป็นเด็กเรียกร้องความสนใจ บางคนเกิดมาในครอบครัวฐานะปานกลางต้องใช้จ่ายอย่างประหยัด ฯลฯ ทั้งหมดนี้ ล้วนเป็นปัจจัยภายนอกที่เด็กๆ แต่ละคนได้รับการหล่อหลอมมาแตกต่างกัน แต่สิ่งที่เด็กๆ เหมือนกันคือ "ความต้องการเป็นที่ยอมรับในสังคม" เด็กๆ หลายคนยอมไม่เป็นตัวของตัวเองเพื่อให้คนอื่นยอมรับ บางครั้งไม่เห็นด้วยแต่ก็ต้องทำเป็นเห็นด้วย เพื่อนไม่ชอบใครเราก็ต้องไม่ชอบตาม จะสังเกตได้ว่านี่เป็นเรื่องทั่วๆ ไปที่มักเกิดขึ้นในสังคมเพื่อนอยู่แล้ว แต่นี่คือ Coming of Age ที่แท้จริงค่ะ.. หากเด็กคนไหนสามารถก้าวผ่านความคิดของตัวเองได้ รู้ว่าสิ่งไหนผิดสิ่งไหนถูก สิ่งไหนควรทำไม่ควรทำ หากเขารู้แต่เขาไม่สามารถทำได้ นี่ก็เป็นส่วนหนึ่งที่กำลังสอนให้เขาเติบโตเช่นกัน เพราะ Coming of Age สำหรับเด็กๆ แล้วไม่ใช่การต้องเลือกในสิ่งที่ถูกหรือผิด แต่เป็นการคิดว่าสิ่งที่พวกเขาทำอยู่มันคืออะไร และทำไมพวกเขาถึงทำมันมากกว่า 
 
สอนผู้ใหญ่ให้กลับไปสอนเด็ก
เพราะผู้ใหญ่เป็นคนสอนให้เด็กรู้จักความปกติและความไม่ปกติ สอนให้เด็กรู้จักว่าสิ่งไหนทำแล้วจะได้รับการชื่นชมหรือทำแล้วถูกลงโทษ.. ทุกอย่างที่ผู้ใหญ่ทำล้วนเป็นพฤติกรรมที่ทำให้เด็กๆ เลียนแบบและนำไปใช้กับคนอื่นๆ อาร์. เจ. ปาลาซิโอ เขียนเรื่องนี้เพราะเธอรู้สึกผิดที่ทำพฤติกรรมแบบนั้นกับเด็กคนหนึ่ง เรื่องราวของเธอสะท้อนให้เห็นว่ายังไม่สายไปที่เราจะเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อคนอื่น บางครั้งเราอาจไม่ได้ตั้งใจทำร้ายจิตใจใคร แต่สภาพสังคมที่เติบโตมาอาจเป็นตัวหล่อหลอมให้เราเป็นคนในแบบที่เราไม่อยากเป็นก็ได้ ดังนั้น วรรณกรรมเรื่องนี้นอกจากสอนเด็กให้เป็นผู้ใหญ่แล้ว ยังสอนให้ผู้ใหญ่เห็นใจเด็กในอนาคตอีกด้วย  
 
WONDER บทเรียนจากการ 'บูลลี่' ที่สอนให้เราโตขึ้นจากคำว่า 'เพื่อน' 
 
วรรณกรรมเรื่องนี้สอนพี่ว่าอย่าตัดสินใครจากหน้าปก ทุกคนมีสองด้านเสมอ ถ้าเราเลือกมองใครสักคนจากภายนอก จากนิสัย จากสิ่งที่เขากระทำ แล้วตัดสินเขาในทันที เราอาจจะพลาดอะไรดีๆ ในชีวิตไปก็ได้ พี่เคยบอกว่าพี่เคยถูกเพื่อนล้อแล้วพี่ไม่ชอบ แต่หลังจากนั้น พี่ได้ลองพูดคุยกับเพื่อนแบบจริงจังว่าทำไมถึงต้องล้อ ต้องทำให้เรารู้สึกอาย คำตอบของเพื่อนคือ "เพื่อนเห็นเราเครียดเลยอยากทำให้หายเครียด" ซึ่งพอได้ฟังคำตอบพี่ก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาบ้าง เพราะหนึ่ง เราได้เปิดใจคุยกัน และสอง รู้สึกดีที่มีเพื่อนคอยห่วงใยเรา แม้ว่าบางครั้งการแกล้งล้อของเพื่อนจะทำให้เรารู้สึกไม่ดีก็ตาม ซึ่งถ้าหากเราไม่ชอบ เราควรบอกเพื่อนตรงๆ จะดีกว่าค่ะ เพราะการถูกบูลลี่ไม่ใช่เรื่องตลกที่ใครๆ ก็รับได้แน่นอน พี่หวังว่าน้องๆ ที่ถูกเพื่อนแกล้งด้วยเรื่องเล็กๆ น้อยๆ จะมีโอกาสได้กลับไปคุยกับเพื่อนอีกครั้งนะคะ และหวังว่าทุกอย่างจะจบลงด้วยดีเหมือนดังเรื่องราวของเด็กชายออกัสต์และพี่.. เป็นกำลังใจให้ทุกคนเสมอค่ะ 
 
พี่แนนนี่เพน 
 
ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก

WONDER บทเรียนจากการ 'บูลลี่' ที่สอนให้เราโตขึ้นจากคำว่า 'เพื่อน'
 
https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=nannypen

พี่แนนนี่เพน - ผู้เขียน

สาวเหนือที่มีความสุขกับการเขียนนิยาย และเชื่อว่านิยายให้อะไรดีๆ กับสังคมเสมอ

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#นิยาย #นักเขียน #WONDER #Bullying #ชีวิตมหัศจรรย์วันเดอร์ #บูลลี่ #วรรณกรรมเยาวชน #Choosekind

บทความที่นิยมอ่านต่อ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป