เมื่อ Bird Box ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของการปิดตา แต่แฝงไปด้วยเรื่องของคนที่ป่วยทางจิต (มีสปอยล์) []

วิว
 

เมื่อ Bird Box ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของการปิดตา
แต่แฝงไปด้วยเรื่องของคนที่ป่วยทางจิต
(มีสปอยล์)


สวัสดีค่ะชาวเด็กดีทุกคน ตั้งแต่เน็ตฟลิกซ์ปล่อยภาพยนตร์แนวระทึกขวัญเรื่อง Bird Box ออกมา หนังเรื่องนี้ก็ทำลายสติแซงหนังทุกเรื่องด้วยการมียอดบัญชีผู้ชมสูงสุดถึง 45 ล้านคนภายใน 7 วันแรกเลยทีเดียว แม้จะมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าหนังเรื่องนี้ดัดแปลงผิดเพี้ยนไปจากหนังสือต้นฉบับอยู่มาก แต่ก็ไม่ได้ทำให้อรรถรสหรือแก่นเรื่องขาดหายไป พี่แนนนี่เพนเคยอ่านหนังสือเรื่อง Bird Box และดูหนังมาเรียบร้อยแล้ว ทำให้พี่เห็นว่าความแตกต่างนั้นเกิดจากหลายปัจจัย มีตัวละครบางตัวที่เปลี่ยนชื่อหรือเพิ่มเข้ามา รวมถึงตอนจบก็แอบเปลี่ยนไปบ้างเพียงเล็กน้อย นอกจากนี้หลังจากดูหนังแล้ว พี่แนนนี่เพนยังมองเห็นอีกแง่มุมหนึ่งเกี่ยวกับมนุษย์ สังคม และปัญหาทางจิตที่สอดแทรกอยู่ในเรื่องเล่าได้อย่างเนียนๆ อีกด้วย หากใครกลัวว่าจะมีสปอยล์ อาจจะต้องหลบหลีกกันนิดหนึ่ง แต่หากใครอยากเข้าใจเรื่อง Bird Box มากขึ้น เรามาเริ่มค้นหาความจริงกันเลยค่ะ 

Clip

BIRD BOX ตัวอย่างภาพยนตร์จาก Netflix

Bird Box = Can't See นกในกล่องกับสังคมที่จำกัดอิสรภาพของมนุษย์

นิยายเรื่อง "Bird Box" หรือชื่อไทยว่า "มอง อย่าให้เห็น" เป็นผลงานของจอร์จ มาเลอร์แมน (Josh Malerman) ที่เล่าเรื่องราวของโลกหลังเกิดหายนะ (Post-Apocalyptic) และมนุษย์จำเป็นต้องดำเนินชีวิตต่อไปท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง เมื่อโลกที่อาศัยอยู่เกิดเหตุการณ์ฆ่าตัวตัวตายขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ และคนที่ตายอย่างประหลาดทั้งสามคนต่างเห็นอะไรบางอย่างก่อนจะถึงแก่ความตายในที่สุด ผู้คนที่ได้รับรู้ข่าวคราวต่างหวาดผวาและขังตัวเองอยู่แต่ในบ้าน จนท้ายที่สุด คนที่อยากรอดชีวิตรู้เพียงว่าพวกเขาต้องปิดตาเพื่อไม่ให้เกิดโอกาสมองเห็น "มัน" และใช้ชีวิตโดยปราศจากการมองเห็นเท่านั้นจึงจะอยู่รอด จุดนี้น่าจะเป็นประเด็นที่ทำให้คนสนใจกันมากว่าคนเหล่านี้จะใช้ชีวิตอยู่ต่อไปอย่างไร และพวกเขาจะรอดพ้นจากความตายได้ไหม 

ในหนังสือเล่าถึงโลกหลังเกิดหายนะได้ประมาณ 5 ปี เป็นการเล่าตัดสลับไปมาระหว่างอดีตกับปัจจุบัน ผ่านตัวละครหญิงที่ชื่อ "มาลอรี" ในอดีตเธอเป็นหญิงสาวที่อุ้มท้องจากการมีวันไนท์แสตนด์และไม่สามารถติดต่อพ่อของลูกได้ ส่วนปัจจุบัน เธอเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ต้องดูแลเด็กสาวและเด็กชายให้อยู่รอดปลอดภัย มาลอรีได้รับข่าวจากสัญญาณวิทยุว่ามีสถานที่ปลอดภัยอยู่ไม่ไกล เธอจึงพยายามหาทางไปที่นั่นและละทิ้งบ้านที่เธอใช้เป็นหลุมหลบภัยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มาลอรีพาลูกๆ ล่องเรือไปตามแม่น้ำทั้งที่ยังปิดตาอยู่ เธออาศัยสัญชาตญาณการเอาตัวรอดที่สั่งสมมาด้วยการใช้เสียงรอบข้างนำทางไปเรื่อยๆ จากนั้นเรื่องราวก็เล่าถึงช่วงเวลายากลำบากในอดีตของหญิงสาวว่าสาเหตุที่ทำให้เธอกลายเป็นแม่ที่แสนโดดเดี่ยวนั้นเกิดจากอะไร รวมถึงวิธีการเลี้ยงลูกแบบไม่ผูกพันของเธอที่เรียกลูกๆ ว่าเด็กชายและเด็กหญิง นอกจากนี้ ยังมีการเอาตัวรอดด้วยการหาเสบียงทั้งที่ยังปิดตาอยู่ และเหล่าผู้รอดชีวิตจำต้องเห็นแก่ตัวเพื่อความอยู่รอด ทั้งหมดนี้ คือเรื่องราวที่ทำให้คนอ่านและคนดูคาดเดาได้ยาก เช่นเดียวกับการคาดเดาจิตใจของมนุษย์ จนสร้างความน่าติดตามให้กับนิยายเรื่องนี้เป็นอย่างมาก 

นอกจากนี้ นิยายเรื่องนี้ยังมีความหมายแฝงและสัญลักษณ์ตลอดแทบทั้งเรื่อง แม้แต่ชื่อเรื่องเองก็มีความหมายแฝงที่แสดงให้เห็นแก่นเรื่องได้ทั้งหมด คำว่า "Bird Box" ก็คือนกที่อยู่ในกล่องอันมืดมิด ไม่สามารถบินหนีไปไหนได้ เพราะมันถูกจำกัดพื้นที่ และการมองเห็นแทบทั้งหมด เปรียบได้กับสังคมมนุษย์ที่มีคนจำนวนมากอาศัยอยู่ร่วมกัน จำเป็นต้องมีกฏระเบียบเพื่อรักษาความสงบสุขของทุกคน ซึ่งข้อห้ามมากมายในสังคมก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้อิสรภาพของมนุษย์ลดน้อยลงไปด้วย เพราะทุกคนจำเป็นต้องดำเนินชีวิตตามกรอบที่สังคมวางไว้ ไม่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างอิสระ เช่นเดียวกับตัวละครในเรื่องที่ต้องปิดตาเอาไว้และขังตัวเองอยู่แค่ในบ้าน ซึ่งบ้านเปรียบเสมือนกล่องเช่นเดียวกับนกในกล่องนั่นเอง 

เมื่อ Bird Box ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของการปิดตา แต่แฝงไปด้วยเรื่องของคนที่ป่วยทางจิต (มีสปอยล์)

5 ทฤษฎีว่าด้วยเรื่องปัญหาสุขภาพจิตจากการตีความเรื่อง Bird Box 

การที่เราต้องปิดซ่อนอะไรบางอย่างเอาไว้ ถือเป็นการปิดบังสภาวะและตัวตนไปด้วย เช่นเดียวกับเรื่อง Bird Box มีปมหนึ่งในเรื่องที่เล่าถึงผู้รอดชีวิตคนอื่นที่ไม่ต้องปิดตาว่าพวกเขาเหล่านั้น "เป็นบ้า" หรือเป็นคนที่ทุกข์ทรมานจากปัญหาสุขภาพจิต พวกเขาเหล่านี้ไม่ได้รับผลกระทบจากสิ่งมีชีวิตที่มองไม่เห็น และหลายครั้งเรื่องราวภายในเรื่องชวนให้เราดำดิ่งเห็นถึงปัญหาสุขภาพจิตที่แฝงมากับสัญลักษณ์ที่เราเองก็คาดไม่ถึง 

เมื่อ Bird Box ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของการปิดตา แต่แฝงไปด้วยเรื่องของคนที่ป่วยทางจิต (มีสปอยล์)

1. สัตว์ประหลาด

"มัน" หรือ "สัตว์ประหลาด" เป็นสิ่งที่คลุมเครือที่สุดในเรื่องนี้ มันมักจะถูกบรรยายว่าเป็นสิ่งที่โผล่ไปมาได้ในทันที มีเงาร่างสีดำคล้ายหมอกให้ผู้พบเห็นรู้สึกหวาดกลัวและขวัญผวา ซึ่งสัตว์ประหลาดในเรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงปัญหาสุขภาพจิตในเรื่องของความหดหู่ และความวิตกกังวล ฯลฯ เมื่อใครก็ตามเห็นสัตว์ประหลาด พวกเขามักพ่ายแพ้และถูกบังคับให้ฆ่าตัวตาย เทียบได้กับคนที่ต้องเผชิญสภาวะซึมเศร้า หรือวิตกกังวล ฯลฯ เมื่อพวกเขาไม่สามารถเอาชนะสภาวะจิตใจที่อ่อนแอได้ ท้ายที่สุดพวกเขาก็เลือกจบชีวิตลงด้วยการฆ่าตัวตาย และ Bird Box ได้แสดงให้เห็นว่าหากเรามีปัญหาสุขภาพจิต เราทุกคนก็มีความเสี่ยงในการฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้นอย่างมาก 

ตัวอย่างจากในหนัง ตัวละครที่ชื่อแกรี่ได้วาดภาพสิ่งที่มีลักษณะเหมือนสัตว์ประหลาด และแต่ละภาพวาดนั้นแตกต่างกันออกไป สิ่งที่สะท้อนจากการมองเห็นภาพสัตว์ประหลาดเหล่านี้คือ คนที่ป่วยหรือมีปัญหาสุขภาพจิตจะเห็นตัวตนที่แท้จริงของสัตว์ประหลาด แม้ว่าในเรื่องแกรี่ดูเหมือนจะปกติแทบทุกอย่าง แต่เขามองเห็นสัตว์ประหลาดนั่นเท่ากับว่าเขาเริ่มมีปัญหาสุขภาพจิตแล้ว 

เมื่อ Bird Box ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของการปิดตา แต่แฝงไปด้วยเรื่องของคนที่ป่วยทางจิต (มีสปอยล์)

2. ผ้าปิดตา

ใน Bird Box เราจะเห็นว่าผ้าปิดตาคืออุปกรณ์สำคัญที่ช่วยป้องกันสายตาจากสัตว์ประหลาด และป้องกันไม่ให้เราตกหลุมพลางในสังคมที่เรารับรู้เรื่องราวการฆ่าตัวตายจากปัญหาสุขภาพจิตอยู่บ่อยครั้ง เราจะสังเกตเห็นได้ว่าสังคมในปัจจุบันเปิดเผยเรื่องปัญหาสุขภาพจิตจนกลายเป็นเรื่องปกติ เช่น ความรู้สึกหดหู่ และความวิตกกังวล ซึ่งเราทุกคนล้วนเผชิญกับความรู้สึกแบบนี้จนกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว เช่นเดียวกับในเรื่องที่ตัวละครทุกคนเห็นสัตว์ประหลาด (ซึมเศร้า / วิตกกังวล) แต่พวกเขาคิดว่าเป็นสิ่งที่สามารถป้องกันได้ เพียงแค่ใส่ผ้าปิดตา พวกเขาบางคนไม่ต้องการความช่วยเหลือ และกลัวว่าจะถูกตัดสินอย่างไม่เป็นธรรม เช่น ถูกกล่าวหาว่าป่วยเป็นโรคทางจิตเวช การสวมผ้าปิดตาจึงเป็นการปิดกั้นการรับรู้ปัญหาด้วยเช่นกัน

3. คนที่ป่วยทางจิต

คนที่ป่วยทางจิตในเรื่องดูเหมือนจะเป็นคนที่รอดพ้นจากพลังของสัตว์ประหลาด บุคคลเหล่านี้สามารถมองเห็นสัตว์ประหลาดและอยู่ร่วมกับมันได้ ตัวละครในเรื่องไม่ได้ตายด้วยวิธีที่เต็มไปด้วยเลือด แต่พวกเขากลับช่วยสัตว์ประหลาดให้เข้ามาทำลายมนุษย์ได้มากขึ้น ด้วยการปิดตาไม่ยอมรับรู้การมีตัวตนของสัตว์ประหลาด และเชื่อตามที่ได้ยินได้เห็นมาว่า คนที่ป่วยทางจิตแล้วฆ่าตัวตาย พวกเขามักเห็นปีศาจและต้องการทำร้ายคนอื่น ซึ่งพวกเขาไม่ได้พยายามทำร้ายตัวเองเสมอไป เป็นการแสดงให้เห็นว่ามนุษย์กลัวการเป็นผู้ป่วยทางจิต หากพวกเขายอมรับว่าตัวเองมีอาการซึมเศร้า / วิตกกังวล ท้ายที่สุดพวกเขาอาจจะเผชิญหน้ากับความตาย ซึ่งหารู้ไม่ว่าการสะสมอาการเหล่านี้ไปนานๆ นั้น อาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพจิตได้เร็วยิ่งขึ้น 

เมื่อ Bird Box ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของการปิดตา แต่แฝงไปด้วยเรื่องของคนที่ป่วยทางจิต (มีสปอยล์)

4. นก

ไม่มีใครรู้ว่าทำไมนกถึงอยู่รอดปลอดภัยจากสัตว์ประหลาด แต่ตัวละครทุกคนรู้ว่านกจะส่งเสียงร้องเมื่อมีสัตว์ประหลาดมาอยู่ใกล้ๆ เมื่อลองคิดเกี่ยวกับสัญชาตญาณของสัตว์ และลองคิดว่าสัตว์ป่วยเป็นโรคทางจิตเวชได้ไหม สิ่งที่เรามั่นใจได้อย่างหนึ่งคือสัตว์มีสัญชาตญาณเอาตัวรอดที่ดีมากๆ พวกมันสัมผัสได้ถึงอันตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามา ซึ่งในหนังสือตัวละครใช้นกเป็นดังสัญญาณเตือนภัย และใช้พวกมันคอยเฝ้ายามให้ แต่ในหนังมาลอรีเจอนกสามตัวนี้และเก็บมาเลี้ยงไว้ นกเหล่านี้เป็นเหมือนสัญลักษณ์ของความหวังที่ช่วยให้ตระหนักได้ว่าท่ามกลางสัตว์ประหลาดมากมาย นกยังคงเป็นสัตว์อย่างปกติ ไม่ได้มีอาการบ้าหรือเปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใด 

เมื่อ Bird Box ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของการปิดตา แต่แฝงไปด้วยเรื่องของคนที่ป่วยทางจิต (มีสปอยล์)

5. มีคำถามมากมายที่ยังไม่ได้รับคำตอบ

ในเรื่องมีปมที่ยังไม่คลี่คลายและไม่ได้รับการเฉลยแต่อย่างใดว่าทำไมต้องเป็นคนที่ป่วยทางจิตเท่านั้นถึงอยู่รอดปลอดภัย มีคนจำนวนมากที่สงสัยว่าทำไมคนที่ป่วยทางจิตถึงได้เห็นสัตว์ประหลาดและไม่คิดฆ่าตัวตาย, การปิดตาด้วยเศษผ้า กระดาษ หรือแม้แต่การหลับตาช่วยป้องกันสัตว์ประหลาดได้อย่างไร และหากเรื่องราวทั้งหมดนี้ต้องการแสดงให้เห็นถึงปัญหาสุขภาพจิตจริงๆ ทำไมคนตาบอดถึงไม่ได้รับผลกระทบกันล่ะ เพราะในท้ายที่สุด มาลอรีกับลูกๆ ได้มุ่งหน้าไปยังโรงเรียนคนตาบอดที่มีกลุ่มคนรอดชีวิตอยู่จำนวนมาก และฉากจบในหนังกับในหนังสือช่างแตกต่างกันได้น่ากลัวสุดๆ ไปเลย โดยในหนังนั้นได้จบแบบสร้างความหวังให้กับผู้คนว่าพวกเขาเจอที่ลี้ภัยแล้ว แต่ในหนังสือเรากลับพบว่าคนจำนวนมากจำเป็นต้องควักลูกตาตัวเองออกมาเพื่อความอยู่รอด เมื่อลองพิจารณาดู เราจะพบว่าคนตาบอดนั้นไม่สามารถแหกกฏหรือข้อห้ามในการกลับมามองเห็นได้อีก เมื่อไม่สามารถมองเห็นได้ ก็เหมือนตัดขาดการรับรู้ในด้านใดด้านหนึ่งออกไป อาจจะเป็นบางเรื่องที่ทำให้เครียดหรือวิตกกังวล ซึ่งก็ไม่แน่นอนเสมอไปว่าคนตาบอดจะไม่พบเจอกับสัตว์ประหลาด ดังนั้น นี่จึงเป็นคำถามที่ยังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจน 

นอกจากประเด็นเรื่องปัญหาสุขภาพจิตแล้ว ยังมีประเด็นเรื่องความกลัวการเป็นพ่อแม่, ความเชื่อที่แฝงไปด้วยความศรัทธาทางศาสนา, บททดสอบที่เปิดเผยสันดานมนุษย์ และสัญลักษณ์อื่นๆ เช่น เรือและแม่น้ำที่เปรียบดังอุปสรรค, บ้านที่เปรียบดังสถานที่อันปลอดภัย เป็นต้น พี่แนนนี่เพนยังมีอีกหลายคำถามและอีกหลายข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่อง Bird Box ที่ยังหาคำตอบไม่ได้ แต่ประเด็นที่ยกมาในวันนี้ถือเป็นเรื่องที่พี่คาดไม่ถึงว่าเหมือนกันว่าจะมีคนคิดแบบนี้ด้วย ซึ่งพี่ก็อยากให้บทความนี้เป็นเรื่องราวดีๆ ที่อยากมาแชร์ให้ทุกคนได้เห็นอีกแง่มุมหนึ่งที่หลายๆ คนมองเห็น และอาจเชื่อมโยงคำถามบางคำถามที่ค้างคาใจเราได้ด้วย ใครที่ยังไม่เคยอ่านหนังสือพี่อยากแนะนำให้หามาอ่านดู เพราะเรื่องจริงๆ ในหนังสือนั้นทั้งลึกและบรรยายได้ชวนขนหัวลุกไม่แพ้ในหนังแน่นอนค่ะ 

พี่แนนนี่เพน 

ขอบคุณแหล่งที่มาและภาพจาก

https://www.theverge.com/2018/12/30/18161741/

https://www.thesun.co.uk/tvandshowbiz/8089672

https://nerdist.com/bird-box-movie-book-differences/ 

https://www.theodysseyonline.com/birdbox-netflix-theories 


Deep Sound แสดงความรู้สึก

https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=nannypen

พี่แนนนี่เพน - ผู้เขียน

สาวเหนือที่มีความสุขกับการเขียนนิยาย และเชื่อว่านิยายให้อะไรดีๆ กับสังคมเสมอ

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#นิยาย #นักเขียน #Bird Box #มอง อย่าให้เห็น #Josh Malerman #Post-Apocalyptic #วันสิ้นโลก #Netflix

บทความที่นิยมอ่านต่อ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป