ท่านประธานบริษัทมู่ อินเตอเนชั่นแนลคิดว่าตัวเองเป็น “ผู้ล่า” มาตลอด นึกไม่ถึงว่าเขาจะกลับมาเกิดใหม่ในร่างของนายน้อยมู่ผู้มีรูปลักษณ์อย่าง “ผู้ถูกล่า” แต่เมื่อมาพบกับสายเปย์ในตำนาน เทพเจ้าแห่งการสปอยล์อันดับหนึ่งในแผ่นดินผู้มีคติ
“หากเจ้าจะฆ่าคน ข้าจะช่วยวางเพลิง”
คิดๆ ดูแล้วชีวิตใหม่ของเขาก็ไม่เลวเหมือนกัน

...เพราะสุดท้ายแล้ว
คำว่า “หาก” มันไม่มีอยู่จริง

เพราะบ้างานมากเกินไป
เลยต้องไปเกิดใหม่แบบไม่ทันได้ตั้งตัว
อย่างที่เกริ่นไปแล้วเบื้องต้นนะคะ ว่า “มู่หยางเฟิ่ง” ตัวเอกเรื่องนี้เจ้าเล่ห์มากๆ ๆ ๆ ๆ แถมยังหาทางเอาประโยชน์เข้าตัวเก่งอีกต่างหาก ลองคิดดูสิว่า… จะมีวิญญาณดวงไหนเหมือนเขาบ้าง แทนที่เจอเจ้าหน้าที่เก็บวิญญาณแล้วจะกลัว แต่ไม่เลย เขาไม่หวาดกลัว ทั้งยังหาทางหลอกล่อ ใช้ช่องว่างของระเบียบการยมทูตส่งตัวเองไปยืมร่างสวมวิญญาณเกิดใหม่ในยุคจีนโบราณได้ซะแบบนั้น //จะเศร้าที่ตัวเองบ้างานจนต้องตายยังไม่มีเลยจ้า
...ตัวอย่างเนื้อหาบางตอน...
อ่านฉากนี้ไปก็สงสารยมทูตที่มาเก็บวิญญาณตัวเอกของเราไปนะคะ อะไรจะหัวการค้าขนาดนั้น ตายแล้วยังไม่ยอมปล่อยวางยอมเสียเปรียบง่ายๆ เลยสักนิด เจอหน้าท่านยมทูตปุ๊บก็ถามหาสวัสดิการหลังการตายปั๊บ ซ้ำยังถามย้ำรายละเอียดไปมาจนยมทูตปวดหัวทนไม่ไหวต้องยื่นคู่มือว่าด้วยกฎระหว่างยมทูตกับมนุษย์ให้มู่หยางเฟิ่งไปศึกษาด้วยตัวเอง และนั่นก็เป็นการเปิดโอกาสให้หมาป่าเจ้าเล่ห์หาช่องว่างของกฎบางอย่างยื่นเรื่องไปเกิดใหม่ในยุคโบราณตามที่พี่หญิงได้กล่าวไปแล้วด้านบนเลยค่ะ
...ตัวอย่างเนื้อหาบางตอน...
นายน้อยมู่ยืมศพคืนวิญญาณ
นายน้อยมู่ หรือ มู่หยางเฟิ่ง บุตรชายคนเล็กของแม่ทัพแคว้นเว่ย คือตัวตนใหม่ (ที่มีชื่อเหมือนชาติที่ผ่านมาเป๊ะ) ของตัวเอก มู่หยางเฟิ่งต้องมาอยู่ในร่างของคุณชายน้อยตระกูลมู่ที่ป่วยตายก่อนวัยอันควร… ซึ่งความน่าสนใจของพล็อตนิยายเรื่องนี้คือ หลังจากที่มู่หยางเฟิ่งเข้าไปอยู่ในร่างของนายน้อยมู่แล้ว เขาแทบจะไม่ปิดบังตัวตนที่เปลี่ยนไปของตัวเองเลยน่ะสิ ไม่ว่าก่อนหน้านี้ มู่หยางเฟิ่งจะเป็นเด็กที่มีนิสัยเงียบขรึมเบอร์ไหน หรือชอบเรียนรู้วรยุทธ์การต่อสู้ยังไง มู่หยางเฟิ่งคนใหม่นี้ไม่แคร์ใดๆ ทั้งสิ้น เขามุ่งมั่นทำในสิ่งที่ตนต้องการ... จนทำความลับแตกตั้งแต่ไปเยี่ยมท่านตาคนใหม่ของตนในครั้งแรกที่เจอเลยค่ะ (ฮ่า) //เหนือมู่อย่างเฟิ่งก็มีท่านตานี่ล่ะ ที่เจ้าเล่ห์กว่าเป็นสิบเท่า!
...ตัวอย่างเนื้อหาบางตอน...
นายน้อยมู่
คุณชายน้อยผู้หลงรัก “เงิน”
จุดเด่นของนายน้อยมู่คือ เป็นคนมีเป้าหมายชัดเจนมากกกก ตั้งแต่มาเกิดใหม่มู่หยางเฟิ่งก็วางเป้าหมายก่อนเลยว่า… ชีวิตนี้ เขาต้องเรียนรู้การใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่า และปัจจัยที่จะทำให้ได้ทุกสิ่งตามต้องการก็คือ “เงิน” มู่หยางเฟิ่งจึงเริ่มต้นวางแผนเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายนั้น เขาสร้างเครือข่ายการค้า ลงทุนทำร้านอาหาร ธุรกิจเสื้อผ้า เครื่องประดับ ตลอดจนชุดเกาะทหารสำหรับทำสงคราม เพื่อขูดเลือดขูดเนื้อขุนนางทั้งหลาย แล้วนำเงินเข้ากระเป๋าให้มากที่สุด! ด้วยมีคติประจำใจที่ว่า...จะเงินในท้องพระคลังหรือเงินของใคร เขาจะขโมยมันมาไว้ในกระเป๋าตัวเองให้หมด! เนื้อหาในช่วงแรกจึงเป็นเรื่องราวการหาเงินเข้ากระเป๋(า) ...แค่ก! การทำการค้าของมู่หยางเฟิ่งล้วนๆ เลยค่ะ
...ตัวอย่างเนื้อหาบางตอน...
และการที่มู่หยางเฟิ่งแสดงความสามารถออกมามากมายนี่เองก็ทำให้ชีวิตเดินมาถึงจุดเปลี่ยนค่ะ เขาถูกบีบคั้นจากฮ่องเต้ให้นำชุดเกราะที่พัฒนาขึ้น มาแลกกับชีวิตของคนสนิทที่ถูกจับตัวไปอย่างไม่มีทางเลือก จนทำให้มู่หยางเฟิ่งได้เรียนรู้ว่า… เงินที่มีนั้นไม่ได้สำคัญไปกว่าชีวิตของคนที่ตนรักเลยแม้แต่น้อย …และเหตุการณ์นี่เองก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ นายน้อยมู่ ต้องเข้าไปพัวพันกับการเมืองแบบไม่อาจหลีกเลี่ยง!
...ตัวอย่างเนื้อหาบางตอน...
แต่เดี๋ยวก่อน! อ่านมาถึงจุดนี้อย่าเพิ่งเข้าใจผิดว่าเนื้อหาของ “สามี ยอมให้ข้ากุมถุงเงินซะดีๆ ” จะมีแต่เครียดๆ ดราม่าๆ เพียงอย่างเดียวนะคะ ไม่ใช่เลยจ้า เรื่องความหวานเรื่องนี้ก็เด็ดไม่แพ้กัน ชินอ๋องพระเอกของเรานั้นวางแผนจีบน้องมู่ตั้งแต่น้องยังเป็นเพียงเด็กน้อย คอยยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือน้องมู่อยู่ตลอดเวลาไม่ว่าน้องต้องการจะทำอะไร (พร้อมเปย์และสปอยล์น้องสุดๆ) แม้แต่เหตุการณ์ที่น้องถูกฮ่องเต้เรียกไปข่มขู่ที่พี่หญิงได้กล่าวไปแล้วด้านบนก็ได้ท่านอ๋องนี่ล่ะ ตามมาปลอบโยน จนสร้างความประทับใจให้น้องมู่ ยอมใจอ่อนมอบใจให้ท่านอ๋องดูแลในที่สุด!
หลังจากอ่านนิยายเรื่องนี้จบลง พี่หญิงประทับใจคำพูดหนึ่งของมู่หยางเฟิ่งที่พูดกับฮ่องเต้ในตอนท้ายๆ เรื่องไม่น้อยเลยค่ะ “ฝ่าบาทไม่มีทางได้รับในสิ่งที่แม้แต่ฝ่าบาทก็ไม่เชื่อว่ามันเป็นไปได้” เพราะไม่เชื่อเลยมีสายตาคับแคบจนทำให้ฮ่องเต้ได้ทำสิ่งที่ผิดพลาดลงไปในท้ายที่สุด ก็เหมือนกับการเขียนนิยายของเรานั่นล่ะ ถ้าเราไม่เชื่อก่อนว่า “ทำได้” แล้วลงมือทำ เราก็ไม่มีทางที่จะเขียนนิยายสำเร็จขึ้นมาได้เลย นอกจากนี้ประเด็นเรื่อง “เงิน” ในเรื่องนี้ก็น่าสนใจค่ะ มีการสอดแทรกข้อคิดให้คนอ่านอย่างเราได้รู้ว่า… ชีวิตของคนเรานั้น มีอะไรอื่นๆ แวดล้อมอีกมากมาย ไม่ใช่แค่เงินเท่านั้น เราจึงไม่ควรใช้เงินเป็นตัวตัดสินทุกสิ่งทุกอย่าง และควรจะใช้ความรู้สึกให้มากขึ้นค่ะ
สุดท้ายนี้ พี่หญิงขอลาไปก่อน เจอกันใหม่ครั้งหน้า สวัสดีค่ะ
พี่หญิง
Illustration by Sukanya Ketchaiyo





.png)
.png)
.png)

.png)
.png)


1 ความคิดเห็น