/>

“ผีน้อย” เรื่องเล่าไร้เดียงสากับสัญลักษณ์ความเป็นผี []

วิว

“ผีน้อย” เรื่องเล่าไร้เดียงสากับสัญลักษณ์ความเป็นผี 

สวัสดีค่ะชาวเด็กดีทุกคน ในช่วงยุค 90 มีนิทานสำหรับเด็กหลายเรื่องเลยค่ะที่นำเรื่องราวของ "ผีเด็ก" มาแต่งเป็นเรื่องเล่าเพื่อสร้างความบันเทิง สมัยนั้นหากพูดถึงผีน้อยที่โดดเด่นและเป็นที่ชื่นชอบของเด็กทุกคนมากที่สุดแล้ว เชื่อว่าคงไม่มีใครไม่รู้จัก "แคสเปอร์" ผีน้อยสุดน่ารักจากภาพยนตร์การ์ตูนเรื่อง The Friendly Ghost ที่ครองใจเด็กๆ ทุกคนด้วยพล็อตที่เน้นเรื่องราวการผจญภัย ความไร้เดียงสา และภูมิหลังอันน่าสงสาร นอกจากนี้ ยังมีตัวละครผีเด็กนามว่า "จอร์จี้" จากนิทานสำหรับเด็กเรื่อง "ผีน้อย" (The Little Ghost) ที่ได้รับความนิยมจากนักอ่านเช่นกัน แม้จอร์จี้จะไม่เป็นที่จดจำเท่าแคสเปอร์ แต่เพราะมีรูปร่างที่ไม่น่ากลัวและมีเรื่องราวที่คล้ายๆ กัน ทำให้นักอ่านหลายคนเก็บตัวละครผีน้อยทั้งสองตนนี้เอาไว้ในใจ ยามนึกถึงผีน้อยทีไร แคสเปอร์และจอร์จี้ก็กลายเป็นตัวละครที่ควรค่าแก่การนึกถึง.. ด้วยความนิยมผีน้อยของคนในยุค 90 ทำให้พี่แนนนี่เพนสนใจว่าเพราะเหตุใด นิทานสำหรับเด็กถึงได้สร้างตัวละครให้มีบทบาทเป็นผี! เมื่อลองนึกถึงนัยยะบางอย่างที่ซ่อนอยู่ ทำให้พี่อยากชวนทุกคนมารู้จักความไร้เดียงสาของผีเด็กเหล่านี้ผ่านเรื่องเล่าผีๆ กันค่ะ

ผีน้อยแคสเปอร์ = เด็กหัวไม่ดีที่เต็มไปด้วยมิตรภาพ

ก่อนจะไปค้นหานัยยะบางอย่างที่ซ่อนอยู่ มารู้จัก "ผีน้อย" กันก่อนดีกว่า เรื่องแรกเป็นเรื่องของผีน้อยที่ใครๆ ต่างก็หลงรักนามว่า "แคสเปอร์" จากการ์ตูนเรื่อง The Friendly Ghost ของซีมัวร์ ไรท์ และโจ โอริโอโร ก่อนจะถูกสร้างเป็นภาพยนตร์ แคสเปอร์เคยเป็นนิทานภาพสำหรับเด็กที่ไม่ได้รับความนิยมมาก่อน มีหลายทฤษฏีเชื่อว่าเพราะตัวละครเป็นผี ทำให้หลายสำนักพิมพ์ปฏิเสธ เพราะคาดว่าจะขายให้เด็กไม่ได้ จนเมื่อพาราเมาท์ตัดสินใจนำนิทานเรื่องนี้มาสร้างเป็นภาพยนตร์การ์ตูน ผู้คนแทบจะทุกเพศทุกวัย ล้วนตกหลุมรักแคสเปอร์เข้าอย่างจัง จนไม่มีตัวละครผีน้อยตนไหนลบล้างต้นแบบผีน้อยสุดน่ารักตนนี้ลงได้

เรื่องราวของแคสเปอร์ผีน้อยสุดน่ารัก เป็นเรื่องของผีเด็กที่อาศัยอยู่กับผีผู้ใหญ่ในบ้านหลังหนึ่ง แคสเปอร์เป็นผีน้อยที่โตมาอย่างโดดเดี่ยว มีเพื่อนๆ เป็นผีผู้ใหญ่ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวและประสบการณ์อันน่าขนลุก เด็กน้อยถูกอบรมสั่งสอนจากผีผู้ใหญ่ในบ้านว่าหน้าที่ของผีคือการหลอกให้คนกลัว แต่แคสเปอร์เป็นเด็กจิตใจดี เขามีความเป็นมิตร และอยากเป็นเพื่อนกับคนมากกว่า เมื่อต้องแกล้งหลอกคน จิตใจลึกๆ ของเขาจึงไม่มีความสุข และล้มเหลวทุกครั้งที่อยากทำให้คนหวาดกลัว วันหนึ่งเมื่อแคสเปอร์ตัดสินใจออกจากบ้านหลังนี้ เพื่อออกผจญภัยและตามหาบางอย่าง เขาค้นพบอุปสรรคที่ทำให้เขาต้องโดดเดี่ยว และไม่มีความสุขนั่นก็คือการเป็นผี..

ระหว่างการเดินทาง แคสเปอร์พบเจอทั้งคนและสัตว์มากมาย แม้เขาจะพยายามเป็นมิตร แต่สิ่งที่เขาได้รับกลับมาล้วนเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ในตอนที่แคสเปอร์รู้สึกสิ้นหวังจนไปนอนรอความตายบนรางรถไฟทั้งที่เปล่าประโยชน์ที่จะตายเพราะเขาเป็นผีอยู่แล้ว เขาบังเอิญเจอกับบอนนีและจอห์นนี เด็กทั้งสองถูกชะตากับแคสเปอร์จึงชวนเขาให้ไปอยู่ที่บ้านด้วยกัน แม้ว่าแม่ของเด็กๆ จะหวาดกลัวแคสเปอร์ในตอนแรก แต่เมื่อแคสเปอร์สามารถช่วยเหลือครอบครัว(แบบไม่ตั้งใจ) ด้วยการทำให้เจ้าของที่ดินที่เต็มไปด้วยความโลภไม่กล้าเข้ามาวุ่นวายอีก เขาก็ได้รับการยอมรับ และกลายเป็นสมาชิกใหม่ของบ้านหลังนี้
 

ผีน้อยจอร์จี้ = เด็กเอาแต่ใจที่เต็มไปด้วยความฝัน

สำหรับเรื่องที่สอง เป็นเรื่องของ "ผีน้อย" จากนิทานเรื่อง Das kleine Gespenst หรือ The Little Ghost ของออตฟรีด พร็อยสเลอร์ (Otfried Preussler) นักเขียนนิทานสำหรับเด็กชาวเยอรมันชื่อดัง ออตฟรีดเขียนนิทานสำหรับเด็กหลายเรื่อง และทุกเรื่องของเขาล้วนได้รับแรงบันดาลใจจากสิ่งต่างๆ รอบตัวเสมอ นิทานเรื่องนี้ก็เช่นกัน เขาได้แรงบันดาลใจมาจากเรื่องเล่าของคุณย่าในสมัยเด็กๆ

ผีน้อย "จอร์จี้" เป็นเรื่องราวของ ผีน้อยผู้โดดเดี่ยวที่ปรารถนาจะใช้ชีวิตในตอนกลางวัน จอร์จี้เป็นผีตัวน้อยที่อ่อนโยน เขาอาศัยอยู่ในปราสาท Eulenstein ด้วยการนอนหลับตลอดทั้งวัน และตื่นขึ้นมาเพียงชั่วโมงเดียวในเวลาเที่ยงคืนของทุกคืน เขาใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงที่ตื่นขึ้นมาไปกับการท่องเที่ยวในปราสาท เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ และไปเยี่ยมนกฮูกเพื่อนเพียงตัวเดียวของเขา จอร์จี้มีความฝันอยากเห็นโลกในเวลากลางวัน เขาพยายามทำทุกวิถีทางให้ตื่นขึ้นมาในตอนเช้า แต่ก็ล้มเหลวทุกครั้ง เขาตื่นในเวลาเที่ยงคืนตามเสียงจากหอนาฬิกา และหลับไปอีกครั้งในเวลาตีหนึ่ง 

แต่แล้ววันหนึ่ง จอร์จี้ก็ตื่นขึ้นมาพร้อมกับแสงสว่างในตอนกลางวัน นาฬิกาชีวิตของเขาเปลี่ยนจากเที่ยงคืนเป็นเที่ยงวัน และหมดลงในยามบ่าย เมื่อจอร์จี้ตื่นเต้นกับการเจอแสงแดด ทำให้เขาสัมผัสแสงอย่างมีความสุข ทว่าร่างกายโปร่งแสงสีขาวของเขากลับเปลี่ยนสีกลายมาเป็นสีดำ จอร์จี้หลบเลี่ยงแสงแดดด้วยการหนีลงท่อระบายน้ำ และหาทางออกจากเมืองที่มาเที่ยวเล่นเพื่อกลับไปยังปราสาท ในที่สุดเขาจำเป็นต้องหลบซ่อนตัวในศาลาว่าการกับนายกเทศมนตรีที่ไม่เชื่อเรื่องผี ขณะที่หลบภัยอยู่นั้น ผีน้อยได้เจอกับนายพลซึ่งเป็นศัตรูเก่า ผีน้อยรู้สึกโกรธจนตามหลอกหลอนนายพลอย่างที่เคยทำเมื่อ 325 ปีก่อน จนทำให้ขบวนงานสำคัญทางประวัติศาสตร์ได้รับความวุ่นวาย และชาวเมืองเดือดร้อนกันถ้วยหน้า เมื่อผีตัวน้อยรู้ตัวว่าเขาทำผิดพลาดไป เขาก็พยายามแก้ไขทุกอย่าง โดยได้รับความช่วยเหลือจากเด็กๆ ในเมือง และจากเพื่อนนกฮูกของเขา
 

ผีน้อย ตัวแทนของเด็กไร้ตัวตนที่ต้องการมิตรภาพ

จากเรื่องราวของผีเด็กทั้งสองเรื่อง จะเห็นว่าผีน้อยทั้งสองล้วนเป็นผีที่อยู่อย่างโดดเดี่ยว (แม้จะมีเพื่อนเป็นสัตว์อยู่แล้วหรือมีในภายหลัง) แต่ผู้บรรยายล้วนบอกว่าพวกเขาต่างโดดเดี่ยว และสิ่งที่ทำให้พวกเขาเหมือนตัวคนเดียวคือ "ความเป็นผี" ที่ไม่สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้นั่นเอง เมื่อลองพิจารณาถึงเรื่องราวต่างๆ จะเห็นว่าอุปสรรคที่ทำให้ผีตัวน้อยทั้งสองตนไม่เป็นที่ยอมรับล้วนเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ "ความไร้ตัวตน" และ "การถูกตัดสิน" เพราะ "แตกต่าง" จากพวกนั่นเอง

แคสเปอร์และจอร์จี้นอกจากจะมีรูปร่างโปร่งแสงเป็นสีขาวเหมือนกันแล้ว พวกเขาต่างมีนิสัยเป็นมิตร รักความสนุกสนาน และชอบการผจญภัย เรื่องราวของพวกเขาเริ่มต้นในทิศทางที่คล้ายๆ กัน คือตามหาบางสิ่งบางอย่าง และจบลงด้วยมิตรภาพจากผองเพื่อนที่ได้มาระหว่างการผจญภัย หากสังเกตให้ดีจะเห็นว่าเรื่องราวระหว่างทางเป็นการสลัด ละทิ้งความไร้ตัวตนออกไป กล้าเปลี่ยนแปลงตัวเอง และเผชิญกับโลกกว้างมากขึ้น ผลตอบแทนสำหรับคนที่กล้าออกจากคอมฟอร์ทโซนก็คือการถูกยอมรับ และเป็นส่วนหนึ่งของสังคมนั่นเอง

นิทานสำหรับเด็กทั้งสองเรื่องนี้อาจมีแก่นเรื่องหลักคือมิตรภาพ แต่เหตุการณ์โดยรวมล้วนต้องการสื่อถึงการถูกยอมรับ และการมีตัวตนในสังคม เด็กๆ ที่ได้อ่านนิทานเรื่องนี้จะเข้าใจว่าพวกเขาสามารถเป็นเพื่อนกับทุกคนได้ ตราบใดที่พวกเขาสามารถเล่นสนุกด้วยกันได้ ไม่มีใครอยากอยู่คนเดียว และไม่เป็นที่ยอมรับจากเพื่อนๆ ทำให้พวกเขาเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่นมากขึ้น ขณะเดียวกันสำหรับผู้ใหญ่ที่ได้อ่าน อาจจะมองไปถึงเรื่องของการเหยียดเชื้อชาติ หรือความรุนแรงจากการกลั่นแกล้งกันได้ สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าตัวช่วยที่สำคัญสำหรับเด็ก แท้จริงแล้วก็คือผู้ปกครองนั่นเอง หากอบรมสั่งสอนเด็กๆ อย่างถูกต้อง และเข้าใจพวกเขาให้มากขึ้น เด็กๆ เหล่านี้จะไม่มีทางไร้ตัวตนและรู้สึกโดดเดี่ยวแน่นอน 
 

การผจญภัยคืออิสรภาพที่เด็กๆ ทุกคนอยากเจอ!?

น่าสนใจว่าทำไมผีน้อยเหล่านี้ถึงอยากไปผจญภัยกันเหลือเกิน ตั้งแต่แรกแล้วที่พวกเขาโดดเดี่ยว แต่พวกเขาก็มีสัตว์เลี้ยงคอยเป็นเพื่อนคุย ทั้งแคสเปอร์และผีน้อย ทั้งคู่ต่างต้องการอิสรภาพ เพราะพวกเขารู้สึกเหมือนถูกกักขังด้วยกรอบของกฏเกณฑ์บางอย่างนั่นเอง เริ่มกันที่แคสเปอร์ เขาเป็นเด็กที่โตมากับผีผู้ใหญ่ก็จริงแต่เขาได้รับการอบรมที่เต็มไปด้วยความหวัง เหมือนผีก็มีกฏเกณฑ์ที่ต้องทำ ต้องเป็นกันให้ได้ คือโตมาเป็นผีที่น่ากลัวและมีหน้าที่คอยหลอกหลอนคน คล้ายๆ กับผู้ใหญ่สอนเด็กว่าต้องโตไปเป็นข้าราชการ โตไปเป็นครู ไม่ก็หมอ สิ่งเหล่านี้เป็นแบบแผนที่ทำให้เด็กที่หลอกคนไม่เก่งอย่างแคสเปอร์รู้สึกว่าตนด้อยค่า เหมือนเป็นผีที่ไม่สมบูรณ์ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับแคสเปอร์ ทำให้เขาลดคุณค่าตัวเองทั้งที่เขามีพื้นฐานจิตใจที่ดี สามารถเข้ากับคนได้ และไม่คิดหลอกหลอนใครให้กลัว ขณะเดียวกันจอร์จี้ ผีน้อยที่ควรใช้ชีวิตในตอนกลางคืน กลับปรารถนาจะใช้ชีวิตในตอนกลางวัน เขาแหกกฏเพราะเขาเชื่อในพลังของตัวเอง เขาเชื่อว่าช่วงเวลากลางวัน เป็นช่วงเวลาสั้นๆ ที่เขาสามารถเจอเรื่องราวที่น่าสนใจได้ สิ่งเหล่านี้เป็นเหมือนแรงผลักดันให้ผีเด็กทั้งสองเลือกออกจากพื้นที่ปลอดภัย เพื่อเจออิสรภาพที่เต็มไปด้วยสิ่งใหม่ ที่พวกเขาสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง
 

ผีน้อยสีขาวกับตำนาน White Lady 

ในแคสเปอร์ไม่ได้บอกที่มาว่าทำไมต้องเป็นผีเด็กตัวสีขาว แต่ออตฟรีด พร็อยสเลอร์ ผู้แต่งซึ่งเป็นนักเขียนชาวเยอรมันได้เล่าถึงที่มาของตัวละครจอร์จี้ว่า เมื่อเขายังเด็กยายของเขาได้เล่าเรื่องของผีผู้หญิงชุดขาว (White Lady) ให้ฟังบ่อยๆ ซึ่งตามตำนานของตะวันตกผีผู้หญิงชุดขาว เป็นผีบรรพบุรุษที่ทำนายการเกิดและการตายในครอบครัวของลูกหลาน เชื่อกันว่าเธอคือดวงวิญญาณของบรรพบุรุษที่เสียชีวิตไปแล้ว และเป็นผีสาวที่พบบ่อยที่สุดในโลกตะวันตก แม้ว่าจะพบผีผู้หญิงชุดขาวต่างสถานที่ หรือมีหน้าตาเป็นคนละคนกัน แต่ผีผู้หญิงชุดขาวเหล่านี้ ล้วนมีลักษณะเหมือนกันคือ มีร่างกายสีขาว ดูโปร่งแสง และมักแต่งกายด้วยชุดสีขาว ชุดเจ้าสาว หรือชุดนอน บางตำนานเล่าว่าผู้หญิงชุดขาว เป็นเหยื่อของการฆาตกรรมหรือการฆ่าตัวตาย พวกเธอมักจะเสียชีวิตก่อนที่จะบอกตำแหน่งของสมบัติที่ซ่อนอยู่ เป็นดั่งผีคอยปกป้องสมบัตินั่นเอง ออตฟรีดเล่าว่าเขาได้แรงบันดาลใจจากตำนานเหล่านี้ และจำฉากที่ผีผู้หญิงไปปรากฏตัวในห้องนอนของชายหนึ่งได้ ผีสาวไล่ชายคนนั้นออกจากปราสาท และตามหลอกหลอนเขา เมื่อได้ไอเดียจากตำนาน จึงเกิดเป็นเรื่องราวของผีน้อยตัวสีขาวโปร่งแสงขึ้นมา ซึ่งความเป็นมาของผีน้อยแคสเปอร์ก็น่าจะมีความคลึงกันตามตำนานตะวันตกเช่นกัน


จากเรื่องราวเหล่านี้ แม้ผีเด็กทั้งสองตนจะเต็มไปด้วยความสนุกสนานระหว่างการผจญภัยกับเพื่อนใหม่ แต่เบื้องหลังของผีน้อยทั้งสองตน กลับเหมือนเรื่องราวของคนธรรมดาที่เจอทั้งความความหวัง ความผิดหวัง และความล้มเหลวอยู่เสมอ พี่แนนนี่เพนเชื่อว่าใครก็ตามที่ได้อ่านนิทานหรือตามไปดูภาพยนตร์การ์ตูนของผีน้อยทั้งสองเรื่องนี้ เมื่อดูจบนอกจากความสนุกที่ได้รับแล้ว สิ่งที่จะติดอยู่ในใจของทุกคนก็คือความกล้าของพวกเขา แม้เราจะมองเห็นความขลาดกลัวในตัวของแคสเปอร์และจอร์จี้ แต่ท้ายที่สุด พวกเขาก็ผ่านความล้มเหลว และความผิดหวังต่างๆ มาได้ด้วยตัวเอง ขอเพียงเราทุกคนเชื่อมั่นในตัวเอง ไม่ว่าจะกี่ความผิดหวัง เราก็จะผ่านเรื่องร้ายๆ ไปได้แน่นอน

พี่แนนนี่เพน

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก 
https://en.wikipedia.org/wiki/The_Little_Ghost
https://www.visionkino.de/fileadmin/user_upload/Unterrichtsmaterial/filmhefte/Filmheft-Das-kleine-Gespenst.pdf
http://felixgeremus.com/?portfolio=das-kleine-gespenst
https://www.imdb.com/title/tt2186566/


 

https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=nannypen

พี่แนนนี่เพน - ผู้เขียน

สาวเหนือที่มีความสุขกับการเขียนนิยาย และเชื่อว่านิยายให้อะไรดีๆ กับสังคมเสมอ

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#นิยาย #นักเขียน #The Friendly Ghost #The Little Ghost

บทความที่นิยมอ่านต่อ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป