/>

The Giving Tree : เมื่อพ่อแม่รังแกฉัน สอนให้รู้จักเสียสละ หรือเห็นแก่ตัวกันแน่! []

วิว

The Giving Tree : เมื่อพ่อแม่รังแกฉัน
สอนให้รู้จักเสียสละ หรือเห็นแก่ตัวกันแน่! 

          สวัสดีค่ะชาวเด็กดีทุกคน 50 กว่าปีที่ผ่านมามีวรรณกรรมสำหรับเด็กเกิดขึ้นเยอะมาก หลายเรื่องกลายเป็นดาวค้างฟ้าที่ถูกแนะนำให้เด็กทุกยุคทุกสมัยต้องอ่าน แต่ก็มีบางเรื่องก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์โจมตีอย่างหนักจนถูกแบนไปเลยก็มี ทว่าทุกงานวรรณกรรมล้วนมีคุณค่าในตัวเองเสมอ.. ตอนที่เรายังเด็กเราอาจจะอ่านวรรณกรรมเพื่อความสนุก ไม่ได้มองเห็นความซับซ้อนของกลไกบางอย่างที่นักเขียนแอบซ่อนเอาไว้ แต่พอเราโตขึ้น หนังสือนิทานบางเรื่องที่เราเคยอ่านแล้วไม่ได้คิดอะไรมาก กลับแฝงแง่คิดทางสังคม และคติสอนใจเอาไว้มากมาย 

          ดังเช่นผลงานของเชล ซิลเวอร์สเตน (Shel Silverstein) นักเขียนชาวอเมริกันผู้เขียนเรื่อง The Missing Piece, The Missing Piece Meets Big O, A Light in the Attic, Where the Sidewalk Ends และ The Giving Tree ผลงานเหล่านี้ของซิลเวอร์สเตนล้วนเต็มไปด้วยเรื่องราวของความสัมพันธ์ที่เมื่อมีพบก็ต้องมีจาก เขาสอดแทรกเรื่องราวและแง่คิดการเดินทางของชีวิตเอาไว้ในหนังสือภาพอย่างลึกซึ้ง จนไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นหนังสือสำหรับเด็กเลยค่ะ 

          กระทั่งผลงานที่ได้รับความนิยมมากที่สุดเรื่อง The Giving Tree ที่ถูกตีพิมพ์ไปเมื่อ 50 ปีก่อนถูกนำมาเป็นหัวข้อวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่เหมาะสมกับเด็ก เพราะมีเรื่องราวที่เต็มไปด้วยความสุดโต่ง สามารถตีความออกมาได้ทั้งด้านดี และด้านที่ไม่ดี ส่งผลให้ The Giving Tree กลายเป็นหนังสือที่ผู้ปกครองหลายคนนึกกลัว ไม่กล้านำมาเล่าให้ลูกฟัง และไม่อยากให้ลูกได้อ่าน.. ในบทความนี้พี่จึงอยากนำเสนอแง่คิดจากหลากหลายมุมมอง ให้น้องๆ ชาวเด็กดีได้คิดพิจารณากันว่า The Giving Tree นั้นกำลังสอนอะไรเราบ้าง 
 

ความรักของต้นไม้ : จุดเริ่มต้นของความรักไร้เงื่อนไข

          ใครที่ยังไม่เคยอ่าน The Giving Tree หรือ ความรักของต้นไม้ มาก่อน พี่ขอเล่าแบบย่อๆ ว่า มันเป็นหนังสือภาพสำหรับเด็กที่เล่าเรื่องราวของต้นไม้ต้นหนึ่งที่รักเด็กชายตัวน้อยคนหนึ่งมากๆ ตอนที่ยังเด็ก เด็กชายมักจะมาปีนป่ายเกาะกิ่งก้านเล่นกับต้นไม้แทบทุกวัน แต่แล้ววันหนึ่งเด็กชายก็หายไป เขาปล่อยให้ต้นไม้ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวเป็นเวลายาวนาน กระทั่งวันหนึ่งเด็กชายกลับมาหาต้นไม้อีกครั้งพร้อมบอกว่าเขาต้องการเงิน ต้นไม้ไม่มีเงินจึงมอบผลแอปเปิ้ลให้เด็กชายไปขาย หลังจากนั้นเด็กชายก็จะหายไป และกลับมาหาต้นไม้เพื่อบอกความต้องการของตัวเองแบบนี้อีกหลายครั้ง เช่น ต้องการบ้าน และต้องการเรือ ต้นไม้มีความสุขทุกครั้งที่ได้ทำอะไรเพื่อเด็กชาย จนกระทั่งต้นไม้เหลือเพียงแต่ตอไม้เก่าๆ ไม่สามารถมอบอะไรให้เด็กชายได้อีกแล้ว แต่เด็กชายบอกว่าเขาต้องการเพียงที่นั่งพัก ต้นไม้ดีใจที่ตอไม้เก่าๆ นี้สามารถมอบให้เด็กชายได้ ต้นไม้มีความสุขที่ได้ทำสิ่งเหล่านี้..

          จากที่เล่ามานั้น ข้อคิดจาก The Giving Tree ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดก็คือ “ความรักและความเสียสละ” ของต้นไม้ที่มอบให้เด็กชายอย่างไร้เงื่อนไข เพราะต้นไม้รักเด็กชายมาก จึงสามารถทุกสิ่งทุกอย่างที่มีเพื่อเด็กชายได้ แม้ในท้ายที่สุดจะไม่หลงเหลืออะไรเลยก็ตาม.. แต่ต้นไม้มีความสุข

พ่อแม่รังแกฉัน : ความรักของพ่อแม่ที่ทำร้ายลูกโดยไม่รู้ตัว

          ในเรื่อง The Giving Tree ทุกครั้งที่เด็กชายมาบอกความต้องการของตัวเองกับต้นไม้ และได้รับบางสิ่งบางอย่างกลับไป นักเขียนมักจะบรรยายว่า “ต้นไม้มีความสุข” เสมอ และเรามักจะพบประโยคนี้ราวๆ ห้าครั้งได้ 

          หากถามว่า “ต้นไม้มีความสุข” เพราะอะไร? อาจากล่าวได้ว่า ความรักของต้นไม้เปรียบเสมือนความรักของพ่อแม่ที่มอบให้ลูกได้ทุกอย่าง แม้จะถูกทอดทิ้งไว้ข้างหลัง แต่ก็ยังเป็นห่วงลูกเสมอ ซึ่งในเรื่องต้นไม้รักเด็กคนนี้ และเรียกเขาว่าเด็กชายตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง ขณะที่บริบทของเด็กชายนั้นแสดงให้เห็นว่าเขาโตขึ้นผ่านความต้องการของเด็กชาย ได้แก่ ต้องการเงินเพื่อซื้อสิ่งของ ต้องการบ้านเพื่อสร้างครอบครัว ต้องการเรือเพื่อออกเดินทาง และต้องการเก้าอี้เพื่อนั่งพัก แต่ละความต้องการของเด็กชายแสดงให้เห็นว่าเขากลายเป็นวัยรุ่น ชายหนุ่ม และคนแก่ ตามลำดับ ทว่าต้นไม้ซึ่งเปรียบดังพ่อแม่ก็ยังมองลูกของตัวเองเป็นดังเด็กน้อยเสมอ 

          เพราะเหตุนี้ เมื่อพ่อแม่กับต้นไม้คือสิ่งเดียวกัน สามารถกล่าวได้ว่าการกระทำของต้นไม้ที่มอบทุกสิ่งทุกอย่างให้เด็กชายนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง แม้จะเป็นความรักและความเสียสละของพ่อแม่ที่มีให้ลูก แต่การมอบทุกอย่างให้ตลอด อาจทำให้เด็กชายเติบโตด้วยตัวเองไม่ได้ เมื่อมีปัญหาก็จะกลับมาพึ่งพาแต่พ่อแม่ ไม่สามารถใช้ชีวิตด้วยตัวเองได้ จนนำมาซึ่งวลีพ่อแม่รังแกฉันในที่สุด 

พ่อแม่รังแกฉัน : เด็กไม่รู้จักโตจากผลผลิตของความรักที่มากเกินไป 

           ในขณะที่เรารับรู้ว่าต้นไม้มีความสุขอย่างไร เรากลับไม่เคยรับรู้ในมุมของเด็กชายเลยว่าเด็กชายมีความสุขไหม? 

          แรกเริ่มเราก็รับรู้แล้วว่าต้นไม้รักเด็กชายคนนี้มาก และเด็กชายก็รักต้นไม้เหมือนกัน ทว่าหากสังเกตให้ดีจะเห็นว่าเด็กชายนั้นดูเหมือนจะเป็นคนโดดเดี่ยว เขากระตือรือร้นที่จะเล่นกับต้นไม้ถึงขั้นมาเล่นด้วยทุกวัน ใช้ชีวิตอยู่กับต้นไม้ในระยะเวลาหนึ่งเลยก็ว่าได้ แสดงให้เห็นว่าเด็กชายนั้นไร้เพื่อน และอยู่ตัวคนเดียวจริงๆ ดังนั้นแล้วต้นไม้อาจจะเป็นผู้ปกครองเพียงคนเดียวที่เด็กชายเหลืออยู่ก็เป็นได้ 

          เมื่อเด็กชายโตขึ้นความเห็นแก่ตัวของเขาก็ชัดเจนขึ้น เขาใช้ประโยชน์จากต้นไม้แทบทุกอย่าง ตั้งแต่หาเงินเพื่อซื้อของ สร้างบ้าน สร้างเรือ และเมื่อตัวเองแก่ตัวลงก็มาใช้ตอไม้เก่าๆ ของต้นไม้ที่ตัวเองใช้ประโยชน์จนหมดสิ้นแล้วเป็นที่พักพิงในช่วงสุดท้ายของชีวิต... เด็กชายเป็นคนเห็นแก่ตัวไหม? ที่มาเอาทุกสิ่งทุกอย่างจากต้นไม้ไปใช้ประโยชน์จนไม่เหลือต้นไม้ต้นเดิมอีกต่อไป ไม่อาจกล่าวได้ว่าเขาเป็นคนแบบนั้น เพราะหากมองในมุมของเด็กชาย เราจะเห็นว่าเขาโดดเดี่ยว และทุกครั้งที่มีปัญหา (ความต้องการของเด็กชายในสิ่งต่างๆ ) เขามักจะมาหาต้นไม้ และบอกเล่าเรื่องราวให้ต้นไม้รับรู้เสมอ 

          นี่จึงเป็นความรัก ความเชื่อใจของเด็กชายที่มีต่อต้นไม้ ทุกครั้งที่เขามาหาต้นไม้ เขามักสมปรารถนาในสิ่งที่เขาหวังเสมอ เมื่อมีความต้องการครั้งต่อๆ ไป เด็กชายที่บริสุทธิ์จึงถูกมองว่าเป็นเด็กเห็นแก่ตัวที่รับความรักและความเสียสละจากต้นไม้อยู่เสมอ เป็นผู้รับเพียงฝ่ายเดียว และไม่เคยมอบอะไรกลับคืนเลย แต่หากเราลองพิจารณาในมุมของต้นไม้ การได้เจอเด็กชาย และทำให้เด็กชายสมปรารถนา อาจจะเป็นสิ่งที่ทำให้ต้นไม้มีความสุขมากกว่าการได้รับอะไรตอบแทนกลับมาก็ได้ 

          ท้ายที่สุดแล้ว หากถามว่าเด็กชายมีความสุขไหม เราไม่อาจตอบแทนเด็กชายได้เลยว่าเขามีความสุข แต่เชื่อเสมอว่าเด็กชายรักต้นไม้จริงๆ และความสุขของเขาคือการกลับมาหาต้นไม้นั่นเอง 

……….

          อย่างไรก็ตามวรรณกรรมหนึ่งเรื่อง คนอ่านต่างกัน มุมมองที่ได้ก็จะแตกต่างกันออกไป นี่เป็นเพียงมุมมองหนึ่งจากพี่เท่านั้นที่อยากนำเสนอให้ทุกคนได้เห็นถึงความขัดแย้งของ The Giving Tree ที่เป็นเรื่องโต้เถียงกันมานาน ซึ่งในมุมหนึ่งพี่คิดว่าการอ่าน The Giving Tree ให้ได้หลากหลายมุมมอง ต้องขึ้นอยู่กับประสบการณ์ และการมองโลกของแต่ละคนด้วย ดังนั้นแล้ว ในมุมของพี่จึงเห็นว่าหนังสือเรื่องนี้เหมาะสำหรับเด็กจริงๆ เด็กอ่านแล้วน่าจะเรียนรู้เรื่องการเป็นผู้ให้ และผู้รับได้ดี ขณะเดียวกันผู้ใหญ่ก็อาจจะได้เห็นว่าทำอย่างไรเด็กถึงจะโตไปไม่เห็นแก่ตัว ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็อยากให้ทุกคนได้ลองไปอ่านกันดูก่อน แล้วจะรู้ว่าหนังสือหนึ่งเรื่องให้อะไรมากกว่าที่คิด..

พี่แนนนี่เพน

ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก
 https://archive.org/stream/TheGivingTree/The_Giving_Tree_djvu.txt 
https://www.shmoop.com/giving-tree/literary-devices.html 
https://www.newyorker.com/books/page-turner/giving-tree-50-sadder-remembered
http://www.curiata.com/content/3120.php 
https://bookstr.com/article/the-deepest-childrens-book-guaranteed-to-make-you-emotional/?fbclid=IwAR3F9527D3Jktp9e1TrU64popjRqur7t4sdeN9_wkiDixlRL5xd0MALmU-k
Deep Sound แสดงความรู้สึก
https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=nannypen

พี่แนนนี่เพน - ผู้เขียน

สาวเหนือที่มีความสุขกับการเขียนนิยาย และเชื่อว่านิยายให้อะไรดีๆ กับสังคมเสมอ

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#นิยาย #นักเขียน #The Giving Tree

บทความที่นิยมอ่านต่อ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป