/>

กว่าหลายทศวรรษที่สั่งสม “เยว่กวงไหน่ไน” ปั่นจักรยานโลดแล่นบนเส้นทางนักเขียนอย่างสุขสม!? []

วิว

กว่าหลายทศวรรษที่สั่งสม "เยว่กวงไหน่ไน"
ปั่นจักรยานโลดแล่นบนเส้นทางนักเขียนอย่างสุขสม!? 

          สวัสดีค่ะชาวเด็กดีทุกคน เชื่อว่านามปากกา "เยว่กวงไหน่ไน" หรือ "จันทรังสี" เป็นอีกหนึ่งนามปากกาที่ชาวเด็กดีน่าจะเคยได้เห็นชื่อผ่านตากันมาบ้าง ผลงานของนักเขียนท่านนี้ อาทิ ฝ่าบาท หม่อมฉันเป็นนกฮูก!, คุณหนูใหญ่ตระกูลจางแต่งงาน (แล้ว) และกาลครั้งหนึ่ง กาลครั้งไหน ล้วนเป็นผลงานการเขียนที่มีเอกลักษณ์ เต็มไปด้วยภาษาที่กระชับ และมีเกร็ดความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์จีนสอดแทรกในนิยายอย่างลงตัว อ่านแล้วได้ทั้งความสนุก และความรู้กันอย่างเต็มอิ่มแน่นอน

          แม้นิยายของเยว่กวงไหน่ไนในคลังนิยายเด็กดีจะมียอดวิวออนไลน์ไม่มากนัก แต่หากพูดถึงฝีมือการเขียนที่ได้ตีพิมพ์กับสำนักพิมพ์ และมีเรื่องสั้นลงนิตยสารดิฉัน แพรวสุดสัปดาห์ ต่วย’ตูน ขายหัวเราะ ฯลฯ ทั้งยังเคยเป็นกองบรรณาธิการนิตยสารมาแล้วถึงสามฉบับ คงปฏิเสธไม่ได้ว่าหากไม่มีฝีมือการเขียนที่ดี เธอคงก้าวมาเป็นนักเขียนมากฝีมือกว่าหลายทศวรรษไม่ได้..

          ตอนนี้คำถามที่ชาวเด็กดีน่าจะสงสัยกันก็คือ เยว่กวงไหน่ไน เป็นใครกันแน่?

          พี่แนนนี่เพนต้องขอเล่าให้ฟังก่อนว่า ในคราแรกที่อยากสัมภาษณ์นักเขียนนั้น เป็นเพราะงานเขียนของเธอมีเสน่ห์เฉพาะตัว จนอยากรู้จักตัวตนของเธอมากขึ้น ทว่าเมื่อโอกาสได้รู้จักเธอจริงๆ กลับพบว่าเบื้องหลังของนักเขียนสาวนั้น น่าสนใจ และน่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้ชาวเด็กดีได้แน่ๆ เพราะ..

          เยว่กวงไหน่ไน หรือ จันทรังสี คือ นักเขียนที่ใช้ชีวิตในยุโรปมายี่สิบกว่าปีแล้ว ปัจจุบันเธออาศัยอยู่ในประเทศเนเธอร์แลนด์กับสามีและลูกสาว มีหมาตัวหนึ่งที่เพิ่งตายไป ช่วงนี้เธอกำลังรีไรต์นิยายสำหรับอีบุ๊ก และมีโครงการเขียนนิยายจีนสามเรื่อง นิยายไทยสามเรื่อง กิจกรรมอื่นนอกเหนือจากนี้คือขี่จักรยาน เธอเป็นคนชอบขี่จักรยาน ชอบเดิน และชอบเที่ยว..

          จากไลฟ์สไตล์ และกิจกรรมที่เล่ามา บ่งบอกความเป็นตัวเธอได้ในระดับหนึ่ง แต่ไม่ได้ทำให้เรารู้จักตัวตนของเธอมากขึ้นแน่นอน เพราะฉะนั้น ในบทสัมภาษณ์นี้ เรามาทำความรู้จักนักเขียนสาวเจ้าของนามปากกาเยว่กวงไหน่ไนแบบเอ็กซ์คลูซีฟกันค่ะ 

- 1 -
ในวันที่อยากเขียนเพราะแค่สนุกกับการเขียน

          เยว่กวงเริ่มมีผลงานตีพิมพ์ตั้งแต่อายุประมาณสิบเจ็ดสิบแปด เขียนเรื่องสั้นและเรื่องยาวขนาดสั้นประมาณสี่ห้าตอนไปลงนิตยสารต่างๆ เช่น ดิฉัน แพรวสุดสัปดาห์ ต่วย’ตูน ขายหัวเราะ เขียนไปครั้งแรกก็ได้ลงเลย ได้ลงมาตลอดจนจำไม่ได้ว่าลงไปแล้วกี่เรื่อง เพราะอายุยังน้อย และไม่เคยคิดจะเป็นนักเขียน แค่สนุกกับการเขียน แล้วก็ดีใจที่ได้สตางค์ เพราะสมัยเด็กเป็นคนที่ใช้เงินเก่ง

          เรื่องยาวขนาดสั้นที่จำได้แม่นคือเรื่อง “ไอ้ตัวเล็ก” ลงแพรวสุดสัปดาห์ เอาเรื่องจริงของลูกพี่ลูกน้องมาเขียน ยืมชื่อเจ้าตัวมาใช้ด้วย รู้กันแค่สองคนคือตัวเรากับลูกพี่ลูกน้องคนนั้น พอได้ลงก็มีคนเขียนเข้าไปชมที่หนังสือแพรวเยอะมาก เราก็เอาค่าเรื่องมาแบ่งกับลูกพี่ลูกน้อง ประมาณว่าเป็นค่าปิดปากไม่ให้เขาบอกใคร พอลงจบทุกตอนทางกองบรรณาธิการส่งจดหมายมาขอสัมภาษณ์ แต่ตอนนั้นเราตกใจ กลัวว่าผู้ใหญ่ที่บ้านจะรู้ว่าเอาเรื่องในบ้านไปเขียน แล้วดันใช้ชื่อจริงของลูกพี่ลูกน้องเต็มยศเลยด้วย เลยตอบปฏิเสธไป จากครั้งนั้นเลยทำให้ไม่อยากเขียนนิยายอีก ฟังดูตลกนะคะ แต่ความเป็นเด็กทำให้เรากลัวไม่เข้าเรื่อง คิดไปเองว่าต้องถูกดุ

          มาตอนหลังใช้นามปากกาเป็นนามสกุลจริงกับชื่อเล่น แล้วมีคนไปถามป้าว่าเห็นนามสกุลป้าในหนังสือต่วย’ตูน ป้าเลยมาถามพ่อ พ่อมาถามเราอีกทีเพราะเห็นชอบเขียนโน่นนี่ เราเลยต้องยอมรับ ทีนี้ผู้ใหญ่เขาเฉยๆ เขาไม่ชม ซึ่งเขาอาจจะชอบก็ได้ แต่เขาไม่ชมเท่านั้นเอง เราเลยตีความไปว่าเขาคงไม่ชอบ ทีหลังเลยเปลี่ยนไปใช้นามปากกาอื่น ใช้มั่วไป

- 2 -
ในวันที่ไม่รู้สึกท้าทายกับงานเขียนเพราะรู้สึกอิ่มตัว

          หลังเรียนจบ เรามาทำงานนิตยสาร ทำด้วยกันทั้งหมดสามฉบับ ฉบับแรกทำเพียงระยะเวลาสั้นๆ ชื่อนิตยสาร Thailand Executive Profile เป็นนิตยสารสัมภาษณ์คนระดับสูง ประมาณนายกรัฐมนตรี ภรรยานายก เซเลบฯ เป็นนิตยสารภาษาอังกฤษทั้งเล่ม เรายังอายุน้อยไม่มีประสบการณ์ ไม่ได้สัมภาษณ์อะไรนอกจากติดตามบรรรณาธิการ พอมาทำนิตยสารฉบับที่สองคือ Silk Magazine เล่มนี้เป็นสองภาษา การทำงานที่นี่ทำให้เราเรียนรู้กระบวนการทำหนังสือทั้งหมด เป็นทั้งนักข่าว นักเขียนคอลัมน์​ นักสัมภาษณ์ บางครั้งก็ไปช่วยฝ่ายศิลป์จัดหน้า เพราะเป็นคนอยากรู้อยากเห็น อยากทำทุกอย่าง เป็นการเรียนรู้ที่สำคัญมาก นึกย้อนไปแล้วต้องขอบคุณพี่ๆ ทุกคนในสมัยนั้นที่ให้โอกาส

          นิตยสารเล่มสุดท้ายที่เข้าไปทำงานคือ Telecom User’s Guide ทำในตำแหน่งบรรณาธิการ เรียกว่าท้าทายมาก ตอนนั้นยังไม่รู้จักการบริหารงานที่ดี เป็นหัวหน้าที่ยังเด็กเกินไป แค่เขียนหนังสือได้ ตรวจงานได้ โชคดีว่ามีรุ่นพี่ในบริษัทนั้นช่วยเหลือ

          ทำงานหนังสือมาได้ระยะหนึ่ง เราก็ไปเรียนต่อที่ประเทศเยอรมนี คณะวรรณกรรม ยังเรียนไม่จบก็เลิกไปก่อน ไม่ใช่ไม่ชอบ แต่พอดีมีหนุ่มหลวมตัวมาขอแต่งงาน เลยย้ายประเทศมาอยู่เนเธอร์แลนด์ คิดว่าเดี๋ยวแต่งงานแล้วค่อยกลับไปเรียนใหม่ เอาเข้าจริงไม่ได้ทำ เพราะมีลูกเลยในปีถัดมา ทีนี้เลยยาว เปลี่ยนวิถีชีวิตจากสาวทำงานมาเป็นแม่บ้าน แล้วก็สนุกกับกิจกรรมอื่นจนเลิกเขียนหนังสือไปเลย ตอนไปเรียนต่อยังเขียนเรื่องสั้นส่งมาเมืองไทยอยู่บ้าง หลังแต่งงานเขียนเรื่องยาวขนาดสั้นอีกเพียงเรื่องเดียว เท่าที่จำได้นะคะ ลงนิตยสารดิฉัน แล้วก็ไม่ได้เขียนอีกเลย ไม่โหยหาด้วย เพราะตอนทำนิตยสารต้องเขียนคอลัมน์เยอะมาก ทำให้กลายเป็นคนพิมพ์เร็ว เขียนเร็ว คิดเร็ว แล้วมันเหมือนอิ่มตัว ไม่รู้สึกท้าทายกับงานเขียน

- 3 -
ในวันที่เยว่กวงไหน่ไน จันทรังสี และจันทรังสิ์ กลับมาเขียนนิยาย!

          นามปากกาจันทรังสี มาจากชื่อของแม่กับชื่อลูกสาว สองคนนี้ชื่อมีคำว่าจันทร- เติมคำว่ารังสีลงไป แปลว่าแสงจันทร์ รังสีของพระจันทร์ ทำนองนั้น พอมาเขียนเรื่องจีน เห็นว่าน่าจะมีชื่อจีนด้วย เลยแปลเอาจากนามปากกาจันทรังสี คือคำว่า “เยว่กวง” คำว่า “เยว่” แปลว่าพระจันทร์ “กวง” แปลว่าแสง ส่วนคำว่า “ไหน่ไน” แปลว่าคุณนาย หรือจะแปลว่าคุณยายคุณย่าก็ได้ ฟังแล้วขำดี ประมาณว่าคุณยายแสงจันทร์มาเขียนนิยาย

          ส่วนนามปากกาอื่น มีค่ะ คือ “จันทรังสิ์” ใช้ในการเขียนนิยายเยาวชน ผลงานล่าสุดคือ “วันเกิดของเค้าโมง” สำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์ ได้รับรางวัลชนะเลิศแว่นแก้วปีปัจจุบัน แล้วยังโชคดีได้รางวัลชมเชย หมวดหนังสือสำหรับเด็กวัยรุ่นจากสพฐ. เข้ารับพระราชทานรางวัลจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และหนังสือเล่มเดียวกันนี้ยังได้รองชนะเลิศอันดับหนึ่งจากเซเว่นบุ๊คอวอร์ดอีกด้วยค่ะ เป็นความปลาบปลื้มที่สุดที่ได้รับรางวัลจากพระหัตถ์สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ

วันเกิดของเค้าโมง : ชุด รางวัลวรรณกรรมแว่นแก้ว ครั้งที่ 14 ปี พ.ศ. 2561

 - 4 -
ในวันที่นิยายจีนเกิดจากฝีมือนักเขียนไทย

          ปกติไม่ใช่คนที่ชอบเขียนนิยายรักนะคะ ชอบเขียนนิยายหนักๆ มีความลึกลับอะไรอย่างนี้มากกว่า อย่างเรื่อง “เรือนผีหลอก” ที่เขียนลงในเด็กดีเป็นเรื่องแรกก็ไม่ใช่นิยายรัก นิยายหลังจากนั้นอีกสองเรื่องก็ไม่ใช่นิยายรัก แต่ได้ลองหัดเขียนนิยายรักเบาๆ ดูบ้างเหมือนกัน รู้สึกว่าไม่ถนัดนัก ยังไม่พอใจถึงที่สุด อย่างเช่นเรื่อง “กาลครั้งหนึ่ง กาลครั้งไหน” เป็นนิยายที่เราลองเขียนอะไรที่เบาลง ยังต้องฝึกหัดอีกมากค่ะ

          สำหรับแนวจีนโบราณ จุดเริ่มต้นมาจากตอนที่เขียนเรื่อง “เรือนผีหลอก” ซึ่งเป็นนิยายไทย ตอนนั้นไม่รู้จะเอาไปลงหมวดไหน เลยลงไปในหมวด “รักดราม่า” แล้วมีผู้อ่านมาบอกว่ามันไม่เข้ากับหมวด น่าจะเอาไปลง “อดีต ปัจจุบัน อนาคต” ไอ้เราก็ไม่รู้ว่าหมวดนั้นคืออะไร แต่ก็ทำตามไป เพราะตอนนั้นยังเป็นมือใหม่มากกับเว็บเด็กดี พอลงไปแล้วก็ตกใจ ทำไมหมวดนี้มีแต่นิยายจีน ดูไปแล้วยิ่งไม่เข้ากับหมวดเข้าไปใหญ่ แต่มันก็เป็นจุดที่ทำให้เราเห็นว่าคนไทยเขียนนิยายจีนกันเยอะ ตัวเองเป็นคนที่เคยเรียนภาษาจีน เคยอ่านนิยายจีน เลยรู้สึกว่าน่าสนุก ก็เลยลองเขียนกับเขาบ้าง เรื่องแรกที่เขียนคือ “ลำนำขนนก 706” ตอนนั้นรู้สึกสนุกกับการเขียนมาก แต่ก็ยากมาก เพราะไม่รู้จะใช้คำจีนในระดับไหนดี ควรเขียนให้อ่านง่าย หรือเขียนให้ตรงเป๊ะตามสำเนียง

          ความยากของการเขียนนิยายจีนคือ คนไทยจะชินกับคำจีนที่เคยใช้มาแต่ก่อน ซึ่งบ่อยครั้งมันไม่ตรงกับที่ราชบัณฑิตกำหนดให้ใช้ ถ้าไปยึดหลักราชบัณฑิต มันก็อาจจะดูตลก แปลก แต่พอไม่ยึดหลัก มันก็กลายเป็นใช้ไม่เหมือนกันเลยระหว่างผู้เขียนแต่ละคน หรือแต่ละสำนักพิมพ์ เรียกว่าอยู่ที่ผู้เขียนหรือผู้แปลเป็นคนพิจารณา

          ทำไมปัจจุบันนักอ่านชื่นชอบนิยายจีนกันเยอะมาก?

          เรื่องนี้น่าจะเป็นกระแสตามยุคสมัยนะคะ ถ้าเป็นสมัยก่อนนิยายจีนจะมีแต่กำลังภายในเป็นหลัก แนวอื่นมีน้อย เด็กรุ่นก่อนก็จะชอบนิยายกำลังภายใน แต่มาช่วงปีหลังๆ คนนิยมซีรีส์แนวรักและนิยายรักของจีนกันมาก ตลาดมีความต้องการ นักเขียนจึงหันมาเขียนกันมากขึ้น เพราะนักเขียนที่มาเขียนแนวนี้คงมีความชอบนิยายหรือซีรีส์จีนอยู่เป็นทุนเดิม หรือบางคนก็อาจจะเห็นว่าสำนักพิมพ์ต้องการ ถ้าเขียนแนวนี้จะมีโอกาสตีพิมพ์สูงขึ้น

 - 5 -
ในวันที่นิยายจีนเต็มไปด้วยเกร็ดประวัติศาสตร์

          เสน่ห์ของนิยายจีนโบราณน่าจะอยู่ที่ ประเทศจีนมีประวัติศาสตร์ที่บันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรยาวนานกว่าสี่พันปี ทำให้สามารถเลือกช่วงเวลาได้มาก มีหลายชนเผ่า หลายแคว้น หลายเหตุการณ์สำคัญ ปกติคนไทยเราก็ชอบอ่านนิยายจีน ญี่ปุ่น เกาหลี กันอยู่แล้ว เยว่กวงเองสมัยเด็กอ่านนิยายแปลเยอะมาก พอมาเขียนเองเลยรู้สึกสนุกไปด้วยค่ะ

          แต่เดิมเราเป็นคนสนใจประวัติศาสตร์อยู่แล้ว ตั้งแต่เด็กเลยค่ะ เป็นคนที่อ่านหนังสือได้ทุกประเภท แม้แต่พจนานุกรมหรือสารานุกรมก็อ่านได้หมด สนุกหมด ที่บ้านรับหนังสือพิมพ์ประมาณห้าฉบับต่อวัน เราเป็นคนเดียวที่อ่านหมดทุกฉบับ ในหนังสือพิมพ์บางฉบับก็มีนิยายจีนให้อ่านด้วย

          หาข้อมูลอย่างไรบ้าง?

          การหาข้อมูลก็แล้วแต่เรื่องที่จะเขียน เป็นเรื่องยุคไหนก็ซื้อหนังสือประวัติศาสตร์ในยุคนั้นมาอ่าน แม้แต่จะเขียนประโยคเดียว เช่น พระเอกไปกินข้าว เราก็จะหาข้อมูลด้วยว่ายุคนั้นเขากินข้าวอย่างไร มณฑลที่พระเอกอยู่เขากินข้าวกันไหม ข้าวขัดสีหรือข้าวขาว คือมันต้องรับกับยุคสมัย แต่ถึงจะเขียนอิงประวัติศาสตร์ก็ไม่ได้แปลว่าทุกสิ่งต้องตรงตามประวัติศาสตร์จริงหมด เพราะถ้าเป็นอย่างนั้น พระเอกนางเอกบางเรื่องคงเจอกันไม่ได้เลย เนื่องจากยุคก่อนไม่อนุญาตให้หญิงชายพบหน้า ผู้หญิงต้องอยู่แต่ในบ้าน อยู่ในห้อง แต่พอมาเป็นนิยาย เราก็ต้องให้ตัวละครมีโอกาสทำอะไรที่มันผิดไปจากธรรมเนียมเพื่อให้นิยายมันดำเนินไปได้ พอถึงตอนจบเราก็จะมาเขียนเกร็ดประวัติศาสตร์และเกร็ดธรรมเนียมให้ผู้อ่านทราบอีกครั้งว่า อะไรที่เป็นจริง อะไรที่โม้ ผู้อ่านจะได้แยกออก

          ชื่นชอบฉากหลังทางประวัติศาสตร์ส่วนไหนของจีน?

          ไม่มีส่วนไหนชื่นชอบเป็นพิเศษค่ะ แต่ด้วยความบังเอิญ ดูเหมือนจะเขียนนิยายในช่วงราชวงศ์เหนือใต้เยอะกว่าช่วงอื่น เช่นในเรื่อง “ฝ่าบาท หม่อมฉันเป็นนกฮูก!” เรื่อง “บันทึกลับมหาดเล็กแห่งเฉินเฉา” และเรื่องที่เพิ่งออกวางจำหน่ายคือ “สาวจอมคลั่ง ป่วนวังข้ามมิติ” ก็มีฉากหลังเป็นช่วงราชวงศ์เหนือใต้เช่นกัน ทั้งหมดนี้ไม่ได้ตั้งใจค่ะ

          ถ้าย้อนเวลากลับไปในยุคประวัติศาสตร์จีนได้?

          อยากย้อนเวลาไปเป็นขุนนางค่ะ อยากรับราชการ อยากเป็นที่ปรึกษาของฮ่องเต้ เป็นผู้หญิงหรือเป็นผู้ชายก็ได้ แต่ขอทำงาน เป็นคนชอบทำงาน ยิ่งงานต้องคิด เค้นสมอง ยิ่งชอบมาก ไม่เอาแบบรบทัพจับศึก กลัวเลือด และไม่เอาวังหลัง ไม่ชอบเรื่องแก่งแย่งอิจฉาริษยา ไม่ชอบการเป็นผู้หญิงที่ต้องรอให้ผู้ชายมาตัดสินชีวิต
 

 - 6 -
ในวันที่โลกของการเขียนนิยายไร้ซึ่งความคาดหวัง

          ผลตอบรับก็กลางๆ ค่ะ นิยายอยู่ในความนิยมประมาณกลางๆ บางเรื่องก็อาจจะมียอดวิวสูงหน่อย บางเรื่องก็น้อยหน่อย ประมาณว่าอาจจะอยู่ในท็อป 100 แต่ไม่ค่อยได้ขึ้นไปท็อป 20 นอกจากจะเป็นตอนจบซึ่งมีคนอ่านมากหน่อย

          สำหรับเราไม่มีความกดดันเลยค่ะ มีแต่ความกระตือรือร้น อยากเขียน เพราะไม่ได้เขียนหนังสือมานาน ไม่ได้รู้สึกเครียดกับความคาดหวังของนักอ่่าน เพราะธรรมชาติการอ่าน คนเราจะมีความชอบที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อย บางคนอ่านเรื่องนี้ของเราแล้วชอบมาก เรื่องหน้าเขาอาจจะรับไม่ได้ หนีไปเลย เหมือนตัวเราเองที่อาจจะชอบและไม่ชอบนิยายจากผู้เขียนคนเดียวกัน เพราะฉะนั้นทุกครั้งที่เขียนเรื่องใหม่ เราไม่เคยคาดหวังว่าคนอ่านเดิมจะยังอยู่ มันเหมือนเล่นเกมไปถึงด่านสุดท้ายแล้ว ฆ่าบอสยักษ์ ทุกอย่างจบ เมื่อเขียนเล่มใหม่ก็คือกลับมาที่เลเวล 1 ทุกอย่างต้องไต่เต้ากันใหม่ ถ้านักอ่านเดิมยังตามมา เราเรียกว่าโชคดี เป็นแต้มบุญสะสมที่มันอาจจะหายไปวันไหนก็ได้

          แล้วนักอ่านที่ติดตามเหนียวแน่นส่วนใหญ่เป็นคนที่ชอบประวัติศาสตร์ ทำให้มีการพูดคุยกันในคอมเมนต์สนุกดี แต่ละตอนมีคอมเมนต์ไม่มาก จึงตอบกลับได้สบายค่ะ ใครอยากรู้อะไรก็ถามมา เราเป็นคนพูดเก่งอยู่แล้ว พูดลิงหลับตกต้นไม้ แล้วก็พิมพ์เร็วมากด้วย เรียกว่าหนึ่งนาทีตอบเสร็จหมดทุกคอมเมนต์ ต้องบอกว่าโชคดีด้วยค่ะที่นิยายไม่ได้โด่งดัง ถ้ามีคนเมนต์เป็นร้อยๆ คงไม่ได้ตอบ

 - 7 -
ในวันที่การรีไรต์นิยายคือความทุกข์ที่ยินดีจ่าย

          ทุกข์ที่สุดจากการเขียนหนังสือ คือ เมื่อมีสำนักพิมพ์มาขอซื้อ เพราะเราต้องกลับไปรีไรต์ ฟังดูขำดีนะคะ คนส่วนใหญ่ชอบให้สำนักพิมพ์มาซื้อ ตัวเองก็ชอบ ดีใจทุกครั้งที่มีคนมาติดต่อ แต่สิ่งที่ทุกข์ทรมานที่สุดคือการรีไรต์ อย่างที่บอกน่ะค่ะ เมื่อเขียนจบ มันเหมือนเล่นเกมถึงด่านสุดท้ายไปแล้ว บอสตายแล้ว แต่ทีนี้เราต้องกลับมาที่เลเวล 1 ใหม่อีกครั้งเพื่อตรวจดูทุกย่างก้าว มีประเด็นไหนที่เราหลุดไป ตรวจชื่อตัวละครว่าสะกดถูกไหม บางทีมันหลงตา ผิดวรรณยุกต์ เราเป็นคนเขียนหนังสือเล่มไหน เราต้องรับผิดชอบมันไปจนถึงกระบวนการสุดท้าย แม้จะมีบรรณาธิการและพิสูจน์อักษรคอยช่วยเหลืออยู่แล้ว แต่ก่อนที่เราจะปล่อยงานออกไปให้พวกเขา เราต้องรู้สึกว่านี่คือสิ่งที่ดีที่สุดที่เราทำได้ เหมือนปรุงอาหารน่ะค่ะ เราอยากให้คนกินได้รับสิ่งมีประโยชน์ที่สุด เราก็ต้องใส่ใจที่สุด

- 8 -
ในวันที่การเป็นนักเขียนไม่ต่างจากการขี่จักรยาน

          ตัวเราเองโตขึ้นทุกวันค่ะ ไม่ว่าจะมีอายุมากแค่ไหน สิ่งที่เราพบเจอสอนเราทุกวัน เปลี่ยนแปลงเราทุกวัน การเขียนนิยายออนไลน์ลงเด็กดีเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะเราได้ฟีดแบคจากผู้อ่านทันที เหมือนได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิด เราเป็นคนให้ความสนใจกับการสื่อสารสองทาง ชอบฟัง ชอบพูด ทุกสิ่งที่ผู้อ่านเขียนบอกคือบทเรียนเล็กๆ ในแต่ละวันที่เรานำไปใช้

          อาชีพนักเขียนสำหรับตัวเรา มันไม่ใช่อาชีพ ถ้าปีนี้เขียนหนังสือ ปีหน้าไม่เขียน ปีหน้าจะบอกคนอื่นว่ามีอาชีพอะไรดี งานเขียนสำหรับเราเป็นกิจกรรมหนึ่งในชีวิตประจำวันที่ขณะนี้ทำอยู่ มันไม่ต่างจากการขี่จักรยาน การอ่านหนังสือ การเป็นอาสาสมัครในโครงการต่างๆ เราให้ความสำคัญกับทุกกิจกรรมที่ทำ ถ้าต้องถามจริงๆ ว่าอาชีพคืออะไร อาจจะตอบกว่าอาชีพทำกิจกรรม มากกว่าอาชีพเขียนหนังสือ เพราะการเขียนหนังสือไม่ใช่รายได้หลัก

          สิ่งสำคัญสำหรับการเป็นนักเขียนน่าจะเป็นหลักการเดียวกับอาชีพอื่น คือต้องเคารพงานที่เราทำและต้องคำนึงถึงสังคมเสมอ ทุกครั้งที่เขียนงานออกมา เมื่อเราอ่านเอง เรารู้สึกภูมิใจในสิ่งที่เรากำลังถ่ายทอดหรือเปล่า ผู้อ่านได้รับอะไรจากตัวหนังสือของเรา ที่ว่าได้รับนี่ไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นสาระอย่างยิ่งยวด แต่ต้องไม่ใช่สิ่งที่ทำลายสังคมหรือปลูกฝังทัศนคติอันเลวร้าย เสื่อมศีลธรรม คือต้องไม่ทำให้สังคมเกิดความรู้สึกว่าสิ่งเลวๆ เป็นเรื่องธรรมดา เพราะใครๆ เขาก็ทำกัน บางทีเราได้ยินคนพูดว่า นี่คือฉัน ฉันทำแบบนี้ ฉันมีอิสระที่จะเผยแพร่สิ่งผิดจรรยาบรรณ ผิดศีล ฯลฯ แต่ในความเป็นจริง คนเราอยู่ร่วมกันในสังคม ต้องคำนึงถึงผู้อื่นด้วย เพราะคนเรารับกระแสความรู้สึกนึกคิดจากคนในสังคมตลอดเวลา ถ้าเราปลูกฝังวินัย สังคมก็มีวินัย ถ้าเราปลูกฝังความรู้สึกผิดชอบชั่วดี สังคมก็มีความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ถ้าเราปลูกฝังเรื่องเพศ สังคมก็หมกมุ่นแต่เรื่องเพศ เราต้องการสังคมแบบไหน เราต้องช่วยกันสร้างค่ะ

          การเขียนนิยายให้อะไรเราบ้าง?

          เป็นงานอดิเรกที่สอดคล้องกับนิสัยค่ะ เพราะชอบตัวหนังสือ มันจึงให้ความเพลิดเพลินชนิดที่ไม่อาจหาอะไรเปรียบ จะมีความสุขสุดๆ ทุกครั้งขณะเขียน เรียกเล่นๆ ว่าอะดรีนาลีนแล่นปรู๊ดปร๊าด แล้วก็ดีต่อสุขภาพหูของคนในครอบครัวด้วย เพราะเวลาเขียนหนังสือคือเวลาที่เราสงบ ไม่พูดเยอะ

- 9 -
ในวันที่ความสำเร็จคือการทำทุกอย่างให้เต็มที่

          การประสบความสำเร็จในอาชีพนักเขียนคืออะไร วัดจากรางวัล หรือวัดจากอายุงาน หรือวัดจากกระแส มันคงต้องแยกออกจากกัน ซึ่งไม่ว่าจะวัดจากอะไรก็ตามที่กล่าวมาข้างต้น ตัวเองไม่ได้อยู่ในจุดนั้นค่ะ เป็นคนเขียนหนังสือธรรมดาที่มีคนอ่านนิดหน่อย ขายพอได้ สำนักพิมพ์ยังไม่ตัดหางปล่อยวัด แต่ก็มีฮึ่มๆ บ้าง

          ความฝันอันสูงสุดบนเส้นทางนักเขียน คิดว่าไม่มีจุดที่เรารู้สึกว่าเป็นจุดสูงสุดนะคะ นิยายหนึ่งเล่ม เขียนดีเลิศแค่ไหนก็ตาม คนตัดสินคือกลุ่มนักอ่าน ในโลกนี้มีนิยายดีงามพระรามเจ็ดมากมายที่เวลาเอ่ยชื่อแล้วคนไม่รู้จัก แต่กวาดรางวัลเพียบ เราจึงไม่เคยคิดว่าอะไรคือจุดสูงสุดของเส้นทางนักเขียน มันก็เหมือนอาชีพอื่นที่เราเลือกทำ เมื่อทำแล้วก็ต้องทำให้ดี ทำให้เต็มที่เท่านั้น

          มีความฝันที่อยากทำให้สำเร็จอีกไหม?

          ความฝันที่อยากทำคือ ทำโรงเรียนที่ไม่เหมือนโรงเรียนในระบบปัจจุบันค่ะ เด็กทุกคนสามารถเลือกเรียนสิ่งที่ชอบ ฝึกหัดสิ่งที่เขาถนัด ไม่ต้องถูกตีกรอบว่าเด็กคนหนึ่งต้องเรียนวิชาอะไร ต้องโตไปเป็นอะไร ถ้าเป็นแบบนี้แปลว่าล้มเหลว ถ้าเป็นแบบนั้นแปลว่าประสบความสำเร็จ เรามองว่ามนุษย์ควรมีอิสระมากกว่าที่เป็นอยู่ปัจจุบัน

- 10 -
ในวันที่ยังไม่ถึงฝั่งฝัน ต้องหัดปรุงก๋วยเตี๋ยวที่เรากินแล้วอร่อย!?

          สำหรับนักเขียนเด็กดีที่ต้องการมีผลงานตีพิมพ์ ทำความรู้จักกับตัวเองก่อนว่าเราชอบเขียนอะไร ถนัดแนวไหน แล้วศึกษาว่ามีสำนักพิมพ์ไหนที่รับงานประเภทนั้น อย่าเขียนเปะปะเลื่อนลอยโดยตั้งความหวังว่าเดี๋ยวแมวมองจะมาเห็นเอง มองเป้าหมายให้ชัดแล้วเดินไปทางนั้น เขียนให้จบแล้วหมั่นส่งสำนักพิมพ์ ระหว่างรอพิจารณาให้เขียนเรื่องใหม่ไปเลยทันที อย่าไปนั่งรออยู่เฉยๆ ไม่ทำอะไร เพราะถ้ารักจะเป็นนักเขียน ความขยันเป็นคุณสมบัติสำคัญกว่าพรสวรรค์ แต่ถ้าเขียนลงเด็กดีเพื่อความสุขส่วนตัวไม่ได้หวังตีพิมพ์ เขียนเลยค่ะ เขียนตามใจชอบ อย่าได้แคร์ว่ายอดวิวจะน้อยหรือมาก เขียนด้วยความรัก บางครั้งเราปรุงก๋วยเตี๋ยวกินเอง คนอื่นกินไม่อร่อย แต่เราอร่อยของเรา เท่านั้นพอ

          เคล็ดลับที่อยากบอกต่อ?

          สร้างตัวละครที่เราเชื่อว่าเขามีอยู่จริง มีมิติ เรารู้จักเขา ไม่จำเป็นต้องรู้จักทุกด้าน แต่ต้องมองเห็นเขาในห้วงความคิดของเรา ตัวละครบางตัวเราอาจไม่เห็นหน้าเขา แต่เราได้ยินเสียง รับรู้ว่าเขาทำสิ่งนั้นเพื่ออะไร เพราะอะไร ในขณะที่บางตอนบางฉากเราก็ปล่อยเขาโลดแล่นเอง ปล่อยเขาทำสิ่งที่เราไม่รู้ สื่อสารกับตัวละครของเราผ่านความรู้สึก ไม่ใช้ตัวอักษรของเราไปกำหนด
 

 - 11 -
ในวันที่คำวิจารณ์กลายเป็นครูที่ดีที่สุด

          สำหรับนักอ่านที่ติดตามผลงาน ทุกคนเป็นเหมือนครูที่ช่วยติตรงนั้น ชมตรงนี้ บ่นตรงโน้น ทำให้เราพัฒนาตัวเองได้ทุกวัน หลายคนตามไปอุดหนุนงานตีพิมพ์ เราขอบคุณมากค่ะ และขอบคุณแทนสำนักพิมพ์ด้วย ผู้อ่านบางคนอาจไม่กล้าติเราตรงๆ เราอยากบอกว่าไม่ต้องกลัวเลยนะคะ เราเป็นคนที่รับฟังความเห็นทุกคนได้ คำติทุกคำที่เราไปเจอ บางทีบรรณาธิการเอามาให้ดู เราจะนำมาคิด ทำอย่างไรให้มันดีขึ้น บางคนบอกว่าอ่านไม่เข้าใจ สำนวนแปลก อ่านแล้วอยากโยนทิ้ง เราจะนึกถึงทุกครั้งเมื่อนำมาเขียนเรื่องใหม่ ต้องเพิ่มลดอะไรแค่ไหน เราเป็นคนที่ไม่นอยด์กับคำติ ตรงกันข้าม เราจะนำมาวิเคราะห์และปรับปรุงเสมอ ยิ่งติยาวๆ ยิ่งดี จะได้ทราบเหตุผล

 - 12 -
ในวันที่เยว่กวงไหน่ไนโลดแล่นบนเส้นทางนักเขียน

          ตอนนี้เขียนเรื่อง “ท่านหญิงม้าไม้ ท่านชายเหมยเขียว” กำลังลงให้อ่านในเว็บเด็กดี เป็นหนึ่งในโครงการนิยายจีนสามเรื่อง เรื่องนี้เกิดในช่วงราชวงศ์เว่ยตอนปลาย เนื้อเรื่องมีความลึกลับเล็กน้อย สอบสวนนิดหน่อย การเมืองนิดนึง ความรักพอดีๆ และอีกเรื่องที่กำลังจะเป็นอีบุ๊ก กำลังรีไรต์อยู่ คือเรื่อง “กระเรียนเหลืองลาลับไม่หวนคืน” เรื่องหลังนี้มีเกร็ดประวัติศาสตร์และธรรมเนียมโบราณให้อ่านกันจุใจ

          แพลนอีกตัวคือการเขียนนิยายจีนขนาดยาวมาก ยาวเป็นร้อยๆ ตอน เพราะชอบเขียนอะไรที่ยาวๆ ซึ่งเราเองก็เข้าใจดีว่างานเขียนที่ยาวเกินไปนั้นตีพิมพ์ยาก แต่มันเป็นความชอบ ช่วงปีที่ผ่านมาทำงานตีพิมพ์ไปจำนวนหนึ่งแล้ว ถ้าจะทำงานแบบไม่ตีพิมพ์บ้างก็ไม่เป็นไร เราอยากกลับมาทำสิ่งที่ตัวเองชอบด้วย

          ผลงานที่เป็นรูปเล่มเพิ่งออกใหม่ล่าสุดคือ “สาวจอมคลั่ง ป่วนวังข้ามมิติ” สองเล่มจบ จากเป็นหนึ่งสำนักพิมพ์ เล่มนี้วาดปกโดยน้องพอรสซ่า สาวน้อยชั้นมัธยมที่เป็นแฟนคลับ ตัวเองภูมิใจและดีใจมากค่ะที่ได้ร่วมงานกับน้อง

          สำหรับช่องทางการติดตามพบกันในเว็บเด็กดีเลยค่ะ ลงงานเขียนที่นี่ตลอด ขอบคุณเว็บเด็กดีมากๆ ที่ช่วยเป็นสื่อกลางระหว่างผู้เขียนกับผู้อ่าน หวังว่าจะอยู่ด้วยกันไปนานๆ ค่ะ
 

………

          ในวันที่การเขียนนิยายกลายเป็นกิจกรรมอย่างหนึ่ง เยว่กวงไหน่ไน หรือ จันทรังสี ได้รังสรรค์ผลงานนิยายออกมาราวกับการเขียนนิยายไม่ใช่เรื่องยาก หากจะอ้างว่าเธอคือนักเขียนที่มากล้นด้วยประสบการณ์ จึงเขียนนิยายออกมาได้อย่างง่ายดาย พี่ขอบอกตรงนี้เลยว่า เราทุกคนสามารถสั่งสมประสบการณ์เหมือนดังนักเขียนสาวได้ ขอเพียงเรากล้าที่จะเขียน กล้าที่จะลงมือทำ “เรียนรู้ทุกวัน ฝึกตัวเองทุกวันให้ดีขึ้นกว่าเก่า และไม่นั่งอยู่กับที่” ดังคติประจำตัวของเยว่กวงไหน่ไนที่พาเธอโลดแล่นบนเส้นทางนักเขียนดังเช่นทุกวันนี้ 

          พี่หวังเป็นอย่างยิ่งว่าประสบการณ์ตรงจากเยว่กวงไหน่ไนในบทสัมภาษณ์นี้ จะทำให้ชาวเด็กดีได้เห็นมุมมองใหม่ๆ อยากลองทำอะไรสักอย่างที่ตัวเราเองทำแล้วมีความสุข และกลายเป็นกิจกรรมหนึ่งในชีวิตประจำวันที่ไม่มีวันเบื่ออีกเลย.. แล้วพบกันใหม่ค่ะ 

พี่แนนนี่เพน

5 เรื่องต้องรู้! เปิดขาย “แพ็กเกจใหม่” อย่างไรไม่ให้เสียสิทธิ์แคมเปญ “ลดราคา”

https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=nannypen

พี่แนนนี่เพน - ผู้เขียน

สาวเหนือที่มีความสุขกับการเขียนนิยาย และเชื่อว่านิยายให้อะไรดีๆ กับสังคมเสมอ

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#นิยาย #นักเขียน #เยว่กวงไหน่ไน #จันทรังสี #นิยายจีน #ฝ่าบาท หม่อมฉันเป็นนกฮูก #คุณหนูใหญ่ตระกูลจางแต่งงาน (แล้ว) #กาลครั้งหนึ่ง กาลครั้งไหน #จันทรังสิ์ #วันเกิดของเค้าโมง #รางวัลวรรณกรรมแว่นแก้ว

บทความที่นิยมอ่านต่อ

ยอดถูกใจสูงสุด

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?