/>

7 ข้อคิดในการใช้ชีวิตบนโลกดาร์กๆ ที่ “คุณแม่มาลี” จาก Maleficent อยากบอกเรา []

วิว


 

7 ข้อคิดในการใช้ชีวิตบนโลกดาร์กๆ ที่
“คุณแม่มาลี” จาก Maleficent อยากบอกเรา 

เทพนิยาย โดยเฉพาะเทพนิยายดัดแปลงจากดิสนี่ย์ มีอิทธิพลกับพี่มากตั้งแต่เด็กยันโต บอกเลยว่าพี่นี่แหละเติบโตมากับแม่มดผู้ชั่วร้ายจากเจ้าหญิงนิทรา (Sleeping Beauty) เมื่อดิสนีย์จับมาเลฟิเซนต์มาทำเป็นเรื่องราวโลดแล่นบนจอภาพยนตร์ทั้ง Maleficent และ Maleficent: Mistress of Evil พี่จึงรู้สึกตื่นเต้นมากที่จะได้สัมผัสกับอีกด้านหนึ่งของมาเลฟิเซนต์ หรือคุณแม่มาลี ที่สามารถเปลี่ยนมุมมองของเราที่มีต่อตัวร้ายในเทพนิยายได้เลยทันที ทำให้เราเข้าใจที่มาที่ไปว่าเหตุใดตัวร้ายถึงกลายเป็น “ตัวร้าย” 

เหนือสิ่งอื่นใด เรื่องราวของคุณแม่มาลียังสอดแทรกแง่คิดหลายอย่าง เป็นหนังที่ดีมากๆ มีตั้งแต่สอนให้เรารู้จักมองโลกอีกแง่มุม สอนให้เรารู้จักการเป็นผู้นำ และการใช้ชีวิตในโลกอย่างสงบสุข ซึ่งในวันนี้พี่ได้รวบรวมมาฝากทุกคนใน 7 ข้อคิดในการใช้ชีวิตบนโลกดาร์กๆ ที่ “คุณแม่มาลี” จาก Maleficent อยากบอกเรา เชื่อเถอะว่ามันจะช่วยให้เรามองโลกได้กว้างขึ้นกว่านี้แน่นอน

 


 

ไม่มีใครดีชั่วมาตั้งแต่เกิด ทุกอย่างเราเลือกเอง

มายา แองเจโลเคยกล่าวไว้ว่า “เมื่อมีคนเปิดเผยตัวเองกับคุณครั้งแรก ให้เชื่อพวกเขา” และนี่ก็สอดคล้องกับ “มาเลฟิเซนต์” ไม่มีผิด วินาทีแรกที่เราได้สัมผัสเธอ เรารู้เลยว่า เธอไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นปีศาจร้าย เธอเป็นตัวละครที่จิตใจดี อ่อนโยน มีเมตตา เธอเชื่อในความดีงามของมนุษย์ ตอนนั้นเธอได้พบกับเด็กชายสเตฟานที่พยายามขโมยหินวิเศษจากป่า เธอเตือนและกระตุ้นให้เขาเอากลับไปคืนที่เดิม แล้วมิตรภาพก็เกิดขึ้น 

จากความเป็นเพื่อนกลายเป็นเรื่องราวความรัก จนกระทั่งความโลภเข้าบังตาชายหนุ่ม เขาลอบตัดปีกอันงดงามของมาเลฟิเซนต์ไป ก่อนที่เธอจะถูกหักหลังและโดนทำร้าย ซึ่งนั่นทำให้มาเลฟิเซนต์เปลี่ยนเป็นคนพยาบาท กลายเป็นปีศาจร้ายที่เธอและทุกคนรอบตัวเธอไม่เคยคิดว่าจะเป็น แต่ทันทีที่เธอรู้จักการให้อภัยและการปล่อยวาง มาเลฟิเซนต์ผู้มีเมตตาก็กลับมาดังเดิม ด้วยเหตุนี้เราจึงสามารถเชื่อได้เลยว่า “เนื้อแท้ของมาเลฟิเซนต์ไม่ได้เป็นปีศาจร้าย” แต่เธอแค่ยอมให้ด้านมืดของตัวเองมาควบคุมก็เท่านั้น

เช่นเดียวกับมาเลฟิเซนต์ พวกเราเป็นได้ทั้งวายร้ายและฮีโร่ เพราะมันไม่มีใครดีชั่วมาแต่กำเนิด โลกไม่ได้ถูกแบ่งแยกว่าใครเป็นคนดีหรือคนชั่ว พลังของทั้งสองสิ่งแค่กำลังพำนักและต่อสู้อย่างต่อเนื่องอยู่ภายในตัวพวกเรา และในท้ายที่สุดสิ่งที่กำหนดเราไม่ใช่ด้านมืดของเรา (ด้านมืดคือสิ่งที่เราต้องยอมรับเพราะมันเป็นส่วนหนึ่งของเรา) แต่เป็นตัวเลือกของเราต่างหาก สมมติว่าถ้าตอนนั้นมาเลฟิเซนต์ให้อภัยสเตฟาน การแก้แค้นจะไม่เกิด ออโรร่าจะไม่ถูกสาป และเรื่องราวนี้จะไม่เกิดขึ้นเลย

 


 

อย่าเชื่อทุกสิ่งที่รู้ เพราะประวัติศาสตร์เขียนโดยผู้ชนะ

ในภาพยนตร์ Maleficent: Mistress Of Evil ภาคล่าสุด คุณแม่มาลีได้แบ่งปันเรื่องราวอีกด้านนึงของเธอให้ทุกคนฟัง เธอพูดถึงว่ามนุษย์ทำให้เธอเป็นวายร้ายได้อย่างไร เธอพยายามทำสิ่งที่ถูกต้องเท่านั้น (การปกป้องเมืองทิพย์) จากนั้นเรื่องราวของเธอก็บิดเบี้ยวและเธอก็กลายเป็นคนเลว เมื่อดู Maleficent และ Maleficent: Mistress Of Evil ทำให้เราสามารถมองเห็นประเด็นของเธออย่างชัดเจน เธอไม่ได้เป็นตัวร้าย เธอถูกเข้าใจผิด เห็นได้ชัดจากความจริงที่ว่า ผู้คนในเมืองทิพย์ไม่เห็นว่ามาเลฟิเซนต์เป็นตัวร้าย พวกเขามองเธอในฐานะผู้นำที่ยิ่งใหญ่ 

แน่นอนว่าวิธีที่เรามองขึ้นอยู่กับเรื่องราวที่เราได้ยิน สิ่งที่เรารับรู้ ประวัติศาสตร์ที่เราอ่าน เหมือนกับคำกล่าวที่ว่า “ประวัติศาสตร์เขียนโดยผู้ชนะ” นั่นแหละค่ะ คนจะเขียนเรื่องราวเวอร์วังหรือพูดอะไรก็ได้ แม้ว่าตอนนั้นเราอาจจะทำทุกอย่างได้ถูกต้องและดีที่สุดแล้ว แต่ถ้ามีคนมองว่าเราเป็นคนไม่ดี มันก็ช่วยไม่ได้ สิ่งที่เราสามารถทำได้คือการยืนหยัดทำสิ่งที่ถูกต้องต่อไป อย่าให้ความคิดเห็นของคนอื่นทำให้เราไม่ทำสิ่งที่ถูกต้อง

คุณแม่มาลีสอนให้เรารู้ว่า อย่าเชื่อทุกสิ่งที่เราได้ยิน เห็นได้ชัดว่ามาเลฟิเซนต์ ศาสตราจารย์สเนปหรือแม่มดชั่วร้ายแห่งตะวันตกไม่ได้เป็นปีศาจร้ายอย่างที่เราคิดไว้ในตอนแรก เราไม่เคยรู้เรื่องแท้จริงของนิทานที่เราได้อ่าน คำบอกเล่าที่เราได้ยิน แม้แต่สายตาของเราก็ยังไม่สมบูรณ์แบบเลย มีบกพร่องมีเอียง เช่นเดียวกันนั่นแหละ เราไม่รู้ว่าความจริงเป็นอย่างไร เพราะงั้นมันถึงสำคัญมากๆ ที่เราไม่ควรตัดสินผู้อื่น

 


 

ความโลภนำมาสู่หายนะได้ง่ายๆ

บทเรียนง่ายๆ ที่ถ่ายทอดตั้งแต่ต้นเรื่อง มาเลฟิเซนต์ตกหลุมรักเด็กหนุ่มที่ทรยศเธอด้วยการตัดปีกนางฟ้าของเธอเพื่อให้ตัวเองกลายเป็นพระราชา เขาเกิดจากภูมิหลังที่ต่ำต้อย เขาลืมและทำลายความรักเพื่ออำนาจ ตัดภาพมาที่ชีวิตจริง เราเห็นสิ่งนี้เกิดขึ้นซ้ำๆ ในสังคมของเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับปัญหาทางการเมืองและการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นทั่วโลกในยุคปัจจุบัน โทนของภาพยนตร์เปลี่ยนจากความสว่างและสีสันไปสู่ความมืดมนเพราะความโลภสะท้อนถึงความกลัวและความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในโลกของเรา นั่นเป็นเหตุผลที่คิดว่ามันยอดเยี่ยมมากเมื่อภาพยนตร์จบลงด้วยการกลับไปสู่ธีมที่มีสีสันสดใส

มาเลฟิเซนต์ไม่เพียงแค่บอกเล่าเรื่องราวที่ชัดเจนเกี่ยวกับ “ความโลภ” และสิ่งที่ความโลภทำร้ายคนเท่านั้น (ในที่นี้คือความโลภของพระราชาทำให้เจ้าหญิงออโรร่าผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ถูกสาปตั้งแต่เกิด) แต่ยังแสดงให้เห็นว่าเราสามารถค้นพบความสุขและความหวังได้ในท้ายที่สุดเสมอ ยิ่งไปกว่านั้น เรายังสามารถเอาชนะกิเลสอันเกิดจากความโลภในเรื่องทรัพย์สิน เงินทอง อำนาจ หรือสิ่งอื่นใดที่เราอาจต้องการ 

หากเราไม่มีหนทางในการค้นหาความหวังและความสุขท่ามกลางความโลภและการคดโกง มนุษย์คงจะสูญพันธุ์ไปเมื่อหลายพันปีก่อนแล้ว แต่นี่เรามีการปรับตัวและยังเต็มไปความหวัง เราเลยสามารถเอาชีวิตรอดภายใต้ความยุ่งเหยิงที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ได้

 


 

ผู้นำที่แย่คือผู้นำที่ใช้ “ความกลัว” นำพา

ใน Maleficent: Mistress Of Evil ราชินีอิงกริดเชื่อว่า “ความกลัว” เป็นกุญแจสำคัญในการชักนำคนอื่นๆ ด้วยความกลัว เธอจะสามารถควบคุมทุกอย่างได้อย่างสมบูรณ์ เธอทำให้คนอื่นมากมายกลายเป็นคนเลว มาเลฟิเซนต์ไม่ได้ทำผิดสักนิด พวกนางฟ้าแห่งเมืองทิพย์ก็ไม่ได้ชั่วร้าย ความตายมาถึงอาณาจักร ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องจริง เพียงแต่มันเป็นสิ่งที่ราชินีอิงกริดใช้เพื่อควบคุมและปกครองอาณาจักร 

ความกลัวไม่ใช่กุญแจสู่ความเป็นผู้นำ บทเรียนยิ่งใหญ่จาก Maleficent: Mistress Of Evil ที่สอนเราในเรื่องของความเป็นผู้นำ สิ่งที่สร้างขึ้นคือวัฒนธรรมแห่งความกลัว ผู้คนจึงทำทุกอย่างเพื่อให้เธอพอใจ เพราะถ้าพวกเขาไม่ทำ ชีวิตของพวกเขาอาจตกอยู่ในอันตราย

ผู้นำที่แย่จะใช้ความกลัวเพื่อนำทีมของพวกเขา พวกเขาแสดงให้ลูกทีมเห็นผลลัพธ์ที่แย่ที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ พวกเขาสร้างศัตรูจากว่าที่พันธมิตรในอนาคต และพวกเขาใช้ความกลัวเพื่อควบคุมเหล่าผู้ตาม ในทางกลับกัน ผู้นำที่ยิ่งใหญ่จะใช้ความคิดเชิงบวกเพื่อนำทีมของตัวเอง พวกเขาแสดงให้ลูกทีมเห็นว่าอะไรดีๆ ที่เป็นไปได้ พวกเขาช่วยให้คนของตัวเองเข้าใจการเติบโต และช่วยให้เห็นพันธมิตรที่เป็นไปได้ ดังนั้นหากอยากเป็นผู้นำที่ดี จงอย่าใช้ความกลัวมาเป็นตัวนำ ให้ใช้พลังบวก และความเป็นไปได้ในการนำทีมของตัวเอง

 


 

เราสามารถหาเวลาให้กับสิ่งที่สำคัญเราได้เสมอ

ใน Maleficent: Mistress Of Evil เหล่านางฟ้าได้สวมมงกุฎให้ออโรร่าและพยายามวิ่งไล่ตาม แต่ออโรร่ากลับอ้างว่าเธอไม่มีเวลามากพอที่จะมาเล่นสนุกกับเหล่านางฟ้า เธอเริ่มหงุดหงิดหัวเสียมาก ทว่าภายใต้ความหงุดหงิดที่เกิดขึ้น เธอตกลงไปในน้ำ จากนั้นเป้าหมายสุดท้ายของเกมนี้ปรากฏขึ้น เจ้าชายฟิลลิปอยู่ที่นั่นเพื่อขอออโรร่าแต่งงาน ทันใดนั้นทัศนคติของออโรร่าก็เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เธอไม่จำเป็นต้องเร่งรีบอีกต่อไป เธอสามารถหาเวลาให้เจ้าชายฟิลลิปได้เสมอ

ใช่ค่ะ เราอาจมีวันที่วุ่นวาย มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ต้องจัดการ แต่เราจะทำอย่างไรล่ะเมื่อสมาชิกในครอบครัวหรือคนที่เรารักเข้ามาในวันของเรา? จะบอกว่าเราไม่ว่างเหรอ? หรือจะหาเวลาสักหน่อยเพื่อใช้ร่วมกับเขา? หรือว่าจะแบ่งเวลาเพื่อใช้กับคนที่สำคัญสำหรับเรา? 

คนที่ประสบความสำเร็จรู้ว่าพวกเขาต้องสร้างสมดุลระหว่างหน้าที่กับความสัมพันธ์ของตัวเอง อย่าลืมแบ่งเวลาให้คนที่เรารักหรือสิ่งที่สำคัญสำหรับเรา เช่น ถ้าเราอยากเป็นนักเขียนนิยาย เราก็ต้องหาเวลามาเขียนนิยายให้ได้ แม้ว่าจะเพียงเล็กน้อยก็ตาม 

 


 

การให้อภัยคือสิ่งที่ประเสริฐที่สุด

มาเลฟิเซนต์ต้องยกโทษให้กษัตริย์ที่ทำลายจิตใจเธอ เธอต้องให้อภัยตัวเองที่พูดหยาบคายและทำให้ชีวิตของใครบางคนตกอยู่ในอันตราย เธอต้องให้อภัยตัวเองที่เธอรู้สึกโกรธและอยู่ในที่หม่นหมองเป็นเวลาหลายปี ออโรร่าต้องยกโทษให้มาเลฟิเซนต์ที่สาปเธอ เมื่อสิ่งต่างๆ ได้รับการฟื้นฟูแล้ว มาเลฟิเซนต์จะได้ปีกของเธอกลับคืนมาและป่าก็กลายเป็นสถานที่ๆ มีสีสันสดใสและมีชีวิตชีวาหลังจากการให้อภัย

นี่ทำให้เรารู้เลยว่าการยึดถือความโกรธ อาฆาตพยาบาท ความเจ็บปวด ปฏิเสธที่จะให้อภัยคือการทำร้ายตัวเอง  พี่เคยอ่านคำคมนึงนะ เขาบอกว่า “การยึดถือความแค้นไว้ก็เหมือนกับการวางยาพิษและรอให้อีกคนหนึ่งตายจากไป” เพราะงั้นไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น รู้จักปล่อยวาง ให้อภัย แล้วเราจะเป็นอิสระเหนืออารมณ์ด้านลบทั้งปวง เหมือนอย่างที่คุณแม่มาลีได้ปีกกลับคืนมาและเป็นอิสระจากด้านมืดค่ะ 

 


 

รักแท้มีหลายรูปแบบ ไม่จำเป็นต้องเป็นเชิงโรแมนติกเสมอไป

เมื่อพูดถึงรักแท้ คนส่วนใหญ่มักนึกถึงความรักโรแมนติกของหนุ่มสาว แต่มาเลฟิเซนต์แสดงให้เห็นว่าเพื่อน สมาชิกในครอบครัวและคนที่เรารักต่างเป็นแหล่งที่มาของความรักที่แท้จริง เมื่อจูบของเจ้าชายไม่ได้ช่วยปลุกออโรร่าให้ตื่นขึ้น แต่มาเลฟิเซนต์ต่างหากที่ทำให้เธอตื่นขึ้นมาได้ด้วยจุมพิตบนหน้าผาก ตอนที่คุณแม่มาลีคิดว่ามันหมดหวังแล้วที่มาเลฟิเซนต์จะฟื้นคืนชีพและความหวังทั้งหมดกำลังจะหายไป 

คุณแม่มาลีสอนให้เรารู้ว่า แรงดึงดูดและความหลงใหลไม่ได้เป็นรักแท้ หากแต่ความรักที่แท้จริงใช้เวลาหลายปีมากในการพัฒนา ต้องเผชิญทั้งความยากลำบากและอื่นๆ อีกมากมาย เพื่อดูว่าคนที่เรารักยืนเคียงข้างเรา เข้าใจเราและเคารพเรามั้ย ซึ่งรักแท้ไม่จำเป็นต้องเป็นความรักแบบหนุ่มสาว แต่เพื่อน ครอบครัวและคนอื่นๆ ก็สามารถเป็นรักแท้ของเราได้ ลองเปิดใจให้กว้างดูสิ การค้นหารักแท้ที่น่ารักกำลังรอเราอยู่นะ

 

..........
 

“มาเลฟิเซนต์” อาจเป็นหนึ่งในรีเมคเทพนิยายคลาสสิคเรื่องโปรดของพี่ มันทำให้เรามองเห็นด้านต่างๆ ของมาเลฟิเซนต์ ที่สามารถหยิบไปเชื่อมโยงกับตัวเองและสิ่งรอบข้างได้มากกว่าตัวละครอื่นๆ ในเทพนิยายที่เป็น “วายร้าย”  ผ่านโทนของภาพยนตร์ไปจนถึงการแสดงทางอารมณ์ของตัวละคร

มาเลฟิเซนต์ทำให้เราตระหนักถึงมุมมองและความสำคัญของชีวิตและเพื่อนมนุษย์มากกว่าที่คาดหวังไว้ และยังทำให้เรารู้จักมองโลกอีกมุมมองนึงโดยไม่ตัดสินใครด้วยค่ะ แล้วทุกคนล่ะ คิดเห็นยังไงกับ "มาเลฟิเซนต์" บ้าง?


 

พี่น้ำผึ้ง :)

 

ขอบคุณรูปภาพจากภาพยนตร์

ขอบคุณข้อมูลจาก

https://www.aboutlifeandlove.com/life-lessons-from-maleficent
https://www.fandom.com/articles/psychology-maleficent
https://thoughtcatalog.com/clara-minieri/2014/06/10-things-i-learned-from-disneys-maleficent/
https://www.theodysseyonline.com/five-life-lessons-maleficent-taught-me
https://thoughtcatalog.com/clara-minieri/2014/06/10-things-i-learned-from-disneys-maleficent/

Deep Sound แสดงความรู้สึก

https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=nampueng

พี่น้ำผึ้ง - ผู้เขียน

คอลัมนิสต์ประจำคอลัมน์นักเขียน

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#นิยาย #นักเขียน #maleficent #maleficent: mistress of evil #มาเลฟิเซนต์ #คุณแม่มาลี #แองเจลีน่า โจลี่ #ดิสนี่ย์ #เจ้าหญิงนิทรา #sleeping beauty

บทความที่นิยมอ่านต่อ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป