รวมมาให้แล้ว 8 ความจริงสุดดาร์ก
ของวันคริสต์มาสที่คุณไม่เคยรู้!
"ทารกตัวน้อยนามเยซู ชายฉลาดสามคน และติดตามดาวดวงนั้น" ทั้งหมดคือความหมายที่แท้จริงของคริสต์มาส (Christmas) ซึ่งตรงกับวันที่ 25 ธันวาคมของทุกปี คริสต์มาสอาจเป็นช่วงเวลาที่หลายคนมีความสุขกับการเฉลิมฉลอง หรืออาจเป็นเทศกาลที่ต้องจ่ายเงินเยอะแยะเพื่อจัดงาน หรือเป็นเทศกาลที่เปิดโอกาสให้ครอบครัวได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตา เด็กๆ ต่างพากันตั้งหน้าตั้งตารอของขวัญจากลุงซานต้าใจดี คริสต์มาสอาจเป็นได้หลายอย่าง ไม่ว่าคริสต์มาสสำหรับแต่ละคนจะเป็นอะไร แต่ท้ายสุดแล้วการเฉลิมฉลองนั้นมีรากฐานมาจากยุคสมัยก่อนคริสเตียน ประเพณีที่เรายึดถือกันทุกวันนี้มีต้นกำเนิดที่ดำมืดและน่ากลัวกว่าที่เรารู้ ซึ่งเรื่องราวของวันคริสต์มาสจะดาร์กขนาดไหน วันนี้พี่น้ำผึ้งรวมมาฝากให้แล้วจ้า ไปดูกันเลย

ภาพวาดของกษัตริย์เวนเชสลาส
(via: Public Domain)
ต้นกำเนิดเพลง "Good King Wenceslas" มาจากคนจริงที่ถูกแทงและโดนหั่นร่างออกเป็นชิ้นๆ
"Good King Wenceslas" หนึ่งในเพลงเฉลิมฉลองเทศกาลคริสต์มาสชื่อดัง เขียนโดยนักแต่งเพลงชาวอังกฤษนามว่าจอห์น เมสัน นีล บอกเล่าเรื่องราวของกษัตริย์ชาวโบฮีเมียที่เดินทางฝ่าฟันสภาพอากาศหนาวจัดเพื่อให้ทานแก่ชาวนาผู้ยากจนในวันที่ 26 ธันวาคม (วันที่สองของวันคริสต์มาส) ในระหว่างการเดินทาง ผู้ติดตามของเขากำลังจะยอมแพ้ต่อสภาพอากาศที่หนาวเย็น แต่สุดท้ายก็สามารถเดินตามรอยเท้าของกษัตริย์ได้ ก้าวไปทีละก้าวผ่านหิมะที่ลึกและหนาวเหน็บ แม้เนื้อเพลงจะเกี่ยวกับพระราชาผู้ใจดีที่ช่วยเหลือชาวนาที่ยากจนในพายุหิมะ อย่างไรก็ตามคนส่วนใหญ่ไม่รู้หรอกว่าแรงบันดาลใจของเพลงนี้มาจากบุคคลจริงๆ ที่ตายอย่างน่ากลัว
เวนเชสลาสที่ 1 ดยุคแห่งโบฮีเมียเกิดในปี 907 หลังจากการตายของวาราทิสเลาส์ที่ 1 พ่อของเขา เวนเชสลาสถูกเลี้ยงดูโดยดราโฮมิรา แม่ของเขาซึ่งเป็นลูกสาวของหัวหน้าเผ่าเพแกน ในเดือนกันยายนปี 935 เวนเชสลาสถูกฆ่าตายตามคำสั่งของพี่ชาย เขาถูกแทงซ้ำๆ ด้วยหอกขณะที่สวดอ้อนวอนต่อพระเจ้า ก่อนร่างของเขาจะถูกหั่นเป็นชิ้นๆ แล้วแยกชิ้นส่วนที่หน้าโบสถ์ พอรู้เบื้องหลังแบบนี้แล้ว รู้สึกสยองปนสงสารเลย

Kalanda (Christmas Carols)
Nikiforos Lytras (1832 – 1904)
ในปี 1700 บางครั้งคณะประสานเสียงคริสต์มาสก็พังประตูเข้ามาเพื่อขออาหารและน้ำจากชาวบ้าน
ทุกวันนี้การร้องเพลงคริสต์มาส (carols) หน้าบ้านเป็นเรื่องปกติของชาวตะวันตก แต่ครั้งหนึ่งมันเคยเป็นประเด็นที่ถูกหยิบมาถกเถียงและเป็นการกระทำที่อันตราย ในงานเขียนบนเว็บไซต์ Salon โทมัส คริสเตนสัน นักเขียนและนักประวัติศาสตร์เล่าถึงเรื่องราวของคณะประสานเสียงคริสต์มาส (carolers) หรือ wassailers ในศตวรรษที่ 17 ว่า พวกเขาจะมาถึงบ้านที่เงียบสงบโดยไม่บอกกล่าว สิ่งที่ต้องการคืออาหารกับเครื่องดื่มที่ดีที่สุดของชาวบ้าน
บางครั้งพวกเขาจะข่มขู่ ใช้ความรุนแรงเพื่อข่มขืน รวมทั้งทำลายทรัพย์สิน แน่นอนว่าระหว่างทำสิ่งเหล่านั้น พวกเขาจะร้องเพลงด้วยเนื้อเพลงเช่น "เรามาที่นี่เพื่อรับสิทธิ์ของเรา (We've come here to claim our right) / และถ้าคุณไม่เปิดประตู (And if you don't open up your door) / เราจะวางมันลงบนพื้น (We'll lay it flat upon the floor)"
ในต้นปี 1700 รัฐมนตรีคนหนึ่งได้ต่อต้านธรรมเนียมคริสต์มาส โดยเฉพาะอย่างยิ่งการฝึกฝนเรื่องการร้องเพลงประสานเสียงคริสต์มาส เขาบ่นว่าการร้องเพลงประสานเสียงทำให้ผู้คนต่างพากัน “ก่อจลาจล (Rioting), ก่อรังเพลิง (Chambering - จริงๆ แล้วคือการล่วงประเวณี) และความป่าเถื่อน (Wantonness)” ฟังดูแล้วก็น่ากลัวจริงๆ ดีนะที่สมัยนี้ไม่เป็นแบบนั้นแล้ว

เทศกาล Saturnalia
(via: Getty)
งานเลี้ยงคริสต์มาสมีต้นกำเนิดมาจากเทศกาลที่ป่าเถื่อน
รู้หรือไม่ เราไม่ได้เฉลิมฉลองคริสต์มาสในวันที่ 25 ธันวาคมมาตั้งแต่แรก เพราะกว่าจะตัดสินวันที่พระเยซูประสูติอย่างเป็นทางการก็ใช้เวลานานกว่า 300 ปีหลังจากสมเด็จพระสันตะปาปาจูเลียสที่ 1 สิ้นพระชนม์ แต่ก่อนหน้านั้นมีวันประสูติของพระเยซูอย่างน้อยสามวันที่แตกต่างกัน คือ 29 มีนาคม 6 มกราคม และบางครั้งในเดือนมิถุนายน โดยดั้งเดิม วันที่ 25 ธันวาคมตรงกับวันเทศกาล Saturnalia ของชาวโรมัน อ้างอิงตามสารานุกรมบริทานิกา
เทศกาลโบราณ Saturnalia เริ่มต้นวันที่ 19 ธันวาคมและยาววนไป คุณธรรมและความยับยั้งชั่งใจเป็นสิ่งที่ถูกซ่อนในช่วงนี้ โรงเรียนถูกปิด อาชญากรถูกปล่อยตัว ไม่มีผู้ทำผิดคนใดถูกลงโทษ นอกจากนี้ยังสามารถดื่มเหล้าเบียร์ได้อั้น ทาสได้รับอนุญาตให้เปลี่ยนสถานที่กับเจ้านายของพวกเขา ส่วนคนร่ำรวยแจกของขวัญให้คนจน ที่พีคที่สุดคือ มีคนหนึ่งที่ได้รับเลือกให้เป็นกษัตริย์ในช่วงเทศกาลนี้ ฟังแล้วแอบกลัวเบาๆ ดี่นะที่ทุกวันนี้ไม่มีใครฉลองเทศกาล Saturnalia แล้ว!

ที่ยอร์ก มินส์เตอร์มีการแขวงมิสเซิลโทแบบพิเศษ
(via: YouTube)
มิสเซิลโทเคยถูกใช้ในการให้อภัยอาชญากร
แม้ตอนนี้เราจะเห็นว่ามิสเซิลโทมีไว้เพื่อให้คู่รักจูบกันอย่างโรแมนติก แต่เจ้าพันธุ์ไม้กาฝากนี้มีต้นกำเนิดที่ดาร์กกว่านั้น มันถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของมิตรภาพโดยดรูอิด และด้วยเหตุนี้มันจึงถูกแบนโดยผู้นำศาสนาในอังกฤษ ซึ่งน้องๆ สามารถอ่านเรื่องราวเกี่ยวกับมิสเซิลโทได้ที่ไขข้อข้องใจ เหตุใดต้องจุมพิตใต้ช่อมิสเซิลโทด้วย?!
หลังจากนั้นไม่นาน โบสถ์ยอร์ก มินส์เตอร์ในสหราชอาณาจักรเริ่มจัดบริการ "มิสเซิลโทพิเศษ" ในทุกๆ ฤดูหนาว ในช่วงที่มีบริการนี้คนที่เป็นอาชญากรที่อยู่ในเมืองสามารถมาใต้ต้นมิสเซิลโทเพื่อสารภาพบาป จากนั้นพวกเขาจะได้รับอภัยโทษจากการกระทำผิดของตัวเอง ทางผู้จัดกล่าวว่ามันคือการประกาศอย่างชัดเจนว่าเป็น "สาธารณะและสากลเสรีภาพ อภัยโทษและเสรีภาพทุกประการของผู้ด้อยโอกาสกับคนชั่วร้ายที่ประตูโบสถ์และประตูเมืองทั้งสี่แห่งสวรรค์" ซึ่งทุกวันนี้เราสามารถเห็นมิสเซิลโทบนแท่นบูชาของโบสถ์ในช่วงเทศกาลวันหยุด
คลืบคลานไปตามปล่องไฟเชื่อมโยงกับตำนานเหนือธรรมชาติที่น่ากลัวนับสิบ
กลายเป็นว่าซานตาคลอสไม่ใช่คนเดียวที่สามารถคืบคลานเข้าไปในบ้านโดยไม่มีใครสังเกตผ่านปล่องไฟ มีตำนานในยุโรปมากมายที่บอกเล่าเรื่องราวของสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติ ทั้งที่เป็นประโยชน์และเป็นอันตรายที่แอบเข้าไปในบ้านผ่านปล่องไฟ
ตำนานฝั่งสก็อตแลนด์และอังกฤษเล่าถึง "บราวนี่" จิตวิญญาณของครอบครัวที่เป็นประโยชน์ซึ่งเข้ามาและอยู่บ้านในตอนกลางคืนผ่านปล่องไฟ ในยุคกลาง ผู้คนเชื่อว่า "แม่มด" เข้าไปในบ้านผ่านปล่องไฟ ในกรีกก็อบลินส์ถูกเรียกว่า "Kallikantzaroi" เป็นสิ่งมีชีวิตที่รู้จักกันดีว่าชอบคลานเข้าไปในบ้านผ่านปล่องไฟและคุกคามคนในครอบครัว
ขณะที่เมืองเพนซิลเวเนีย อเมริกาเองก็มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า "เพลซ์นิกเกิล" หรือ "เบลซ์นิกเกิล" ที่คอยลักลอบเข้าบ้านผ่านปล่องไฟเพื่อให้รางวัลเด็กดีด้วยส้มและลงโทษคนซนด้วยแส้ในช่วงศตวรรษที่ 19 ด้วยค่ะ บอกแล้วว่ามีหลากหลายจริงๆ
"A Charlie Brown Christmas" มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นโฆษณาเชิงพาณิชย์ของ Coca-Cola
แม้หัวข้อนี้จะไม่ค่อยดาร์กเมื่อเทียบกับข้ออื่นๆ แต่ก็เป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจไม่แพ้กัน เชื่อว่าหลายคนคงเคยผ่านหูผ่านตาภาพยนตร์การ์ตูน "A Charlie Brown Christmas" ที่ว่าด้วยเรื่องราวการผจญภัยของชาร์ลี บราวน์และผองเพื่อนจากแก๊ง Peanuts ซึ่งออกฉายครั้งแรกในปี 1965 แต่ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ เดิมทีผู้จัดทำภาพยนตร์ตั้งใจจะทำเพื่อโฆษณาเครื่องดื่มน้ำอัดลมชื่อดัง "โค้ก"
ภาพยนตร์ต้นฉบับประกอบด้วยสไลด์ชื่อเรื่องที่บอกผู้ชมว่า รายการนี้ได้รับการสนับสนุนจากบริษัท Coca-Cola ต่อมาเพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงทัศนคติเกี่ยวกับการผลิตภัณฑ์ ทาง CBS เครือข่ายสถานีโทรทัศน์อเมริกันได้แก้ไขการอ้างอิงโค้กในรายการเพื่อไม่ให้ดูโจ่งแจ้งมากเกินไปค่ะ เพิ่งรู้จริงๆ นะคะเนี่ยว่าเป็นโฆษณาของโค้กเนี่ย!
การแขวนถุงเท้าในวันคริสต์มาสอาจเชื่อมโยงกับความยากจน
ตกแต่งบ้านด้วยการแขวนถุงเท้าดูจะเป็นกิจกรรมที่น่าสนุกในช่วงเทศกาลคริสต์มาส แต่ประเพณีนี้อาจมีต้นกำเนิดมาจากเรื่องราวความเจ็บป่วยและความยากจนที่น่ากลัว ตามหนังสือของ Donald E. Dossey ที่ชื่อว่า "Holiday Folklore, Phobias, and Fun" ประเพณีนี้เชื่อมโยงกับเรื่องราวของบิชอปสมัยศตวรรษที่ 4 ที่ได้ยินชายสูงอายุคร่ำครวญถึงความจริงที่ว่า เขาไม่มีเงินมากพอที่จะส่งลูกสาวสามคนของเขาด้วยสินสอดทองหมั้นได้ ซึ่งในเวลานั้นผู้หญิงที่ไม่มีสินสอดทองหมั้นจะไม่สามารถแต่งงานได้และอาจถูกบังคับให้ค้าประเวณีเพื่อเลี้ยงดูตัวเอง
ตามตำนานเล่าว่า เซนต์นิโคลัสรู้สึกสะเทือนใจกับชะตากรรมของชายชราผู้นี้เป็นอย่างมาก เขาจึงพุ่งตัวเข้าไปในบ้านของครอบครัวนี้ตอนกลางคืน ก่อนหย่อนถุงทองคำลงไปในถุงเท้าของพวกเขาซึ่งแขวนไว้ที่เตาผิงเพื่อรอมันแห้ง หลังจากนั้นผู้หญิงทั้งสามและพ่อของพวกเธอก็มีชีวิตอยู่อย่างมีความสุขตลอดไป ซึ่งต่อมาบิช็อปคนนี้ได้กลายเป็นเซนต์นิโคลัส นักบุญอุปถัมภ์ของเหล่าเด็กๆ และก็เป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจสำหรับซานตาคลอส
ประเพณีการวางคุ้กกี้และนมให้ลุงซานต้าเกิดขึ้นในช่วงสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ
ดูเหมือนว่าการวางนมและคุ้กกี้ให้ซานต้าจะเป็นประเพณีที่หลายๆ แห่งปฏิบัติ แต่ที่จริงแล้วมันเริ่มเป็นที่นิยมในอเมริกา ตอนช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ ซึ่งที่มาของการวางนมและคุ้กกี้ในช่วงเศรษฐกิจลำบากเกิดจากพ่อแม่ของพวกเด็กๆ เอง
การวางคุ้กกี้และนมให้ซานต้ารวมถึงแครอทสัก 2 - 3 ชิ้นให้กวางเรนเดียร์ของเขาเป็นประเพณีที่แพร่หลายในอเมริกาช่วงปี 1930 ที่เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ในเวลานั้นพ่อแม่หลายครัวเรือนพยายามสอนลูกๆ ของพวกเขาให้เห็นถึงความสำคัญของการให้ผู้อื่น และแสดงความขอบคุณสำหรับของขวัญที่พวกเขาโชคดีมากพอที่ได้รับในวันคริสต์มาส ซึ่งประเพณีได้รับการสืบทอดมายาวนาน 80 ปีต่อมาเด็กจำนวนมากยังคงวางคุกกี้และนมให้ซานต้า ไม่ว่าจะออกจากใจของพวกเขาเองหรือเป็นสินบนเพื่อรับของขวัญอีกเพิ่มเติมจากชายมีหนวดที่ร่าเริงในชุดสูทสีแดง
...................
เป็นอย่างไรบ้างคะกับ 8 เรื่องราวสุดดาร์กของวันคริสต์มาสที่พี่น้ำผึ้งนำมาฝากในวันนี้ อ่านบางข้อแล้วแอบสะเทือนใจไม่น้อยเลย โดยเฉพาะเรื่องต้นกำเนิดเพลง "Good King Wenceslas" ที่กษัตริย์ใจดีถูกพี่ชายตัวเองฆ่าตายในตอนท้าย ในขณะที่ประเพณีการวางคุกกี้และนมให้ซานตาคลอสก็ทำให้พี่รู้สึกประทับใจและอดยิ้มไม่ได้ ทำให้รู้ว่าภายใต้ความมืดมิดของชีวิตที่ต้องเผชิญกับความลำบากในภาวะเศรษฐกิจแย่ พ่อแม่ก็ยังสอนให้เรารู้จักแบ่งปันและสำนึกรู้คุณคน ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ไหน "การให้" และ "การขอบคุณ" คือสิ่งสำคัญที่ทำให้เราเป็นคนน่ารักน่าเอ็นดูขึ้น แล้วน้องๆ ล่ะคะ...คิดเห็นยังไงบ้าง? อย่าลืมเล่าให้พี่ฟังด้วยนะ
พี่น้ำผึ้ง :)
ขอบคุณข้อมูลจาก
https://en.wikipedia.org/wiki/Good_King_Wenceslas
https://www.have-a-merry-christmas.org/good-king-wenceslas.html
https://www.whychristmas.com/story/wisemen.shtml
https://www.salon.com/2011/12/24/occupychristmas/
https://www.britannica.com/topic/Saturnalia-Roman-festival
https://www.tripsavvy.com/facts-and-figures-about-york-minster-1662731
https://books.google.co.uk/books?id=LsjagvvkveEC&lpg=PA236&ots=awcgG-5mNY&dq=mamoris+chimney&pg=PA236&redir_esc=y#v=onepage&q=mamoris%20chimney&f=false
https://books.google.co.uk/books?id=Z4kDhSpGahwC&lpg=PA97&dq=brownie+chimney&pg=PA96&redir_esc=y#v=onepage&q&f=false
https://books.google.co.uk/books?id=Pc4oAAAAYAAJ&q=karakondjo&redir_esc=y
https://books.google.co.uk/books?id=AMfnCwAAQBAJ&lpg=PA54&dq=%22santeclaus%22&pg=PA50&redir_esc=y#v=onepage&q&f=false
https://www.coca-colacompany.com/news
https://books.google.co.uk/books/about/Holiday_Folklore_Phobias_and_Fun.html?id=NmmlyIfjOiwC&redir_esc=y
https://www.history.com/news/dont-forget-santas-cookies-and-milk-the-history-of-a-popular-christmas-tradition





2 ความคิดเห็น
อีกเรื่องที่ดาร์คพอๆกันที่น้อยคนจะรู้ คือตอนที่พระเยซูคริสต์ประสูติ มีกษัตริย์องค์หนึ่งชื่อแฮโรดได้รู้ข่าวว่าจะมีพระเยซูเกิดและจะเป็นกษัตริย์ของชาวยิว เขาเลยสั่งทหารให้ฆ่าเด็กทารกในเมืองหมดทุกคนเพราะกลัวว่าตัวเองจะถูกชิงบัลลังไป เป็นอะไรที่เศร้ามากกก
//สะดุ้ง
กรณีคนที่นับถือคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกจะรู้อยู่แล้วค่ะ ถ้าได้เข้าเรียนที่โรงเรียนคริสต์และเรียนคำสอน(เช่นเรา)
มี ปีศาจนักล่าวันคริสมาสต์ ครัมปัส (krampus)ด้วย ด้านตรงข้ามสุดโต่งของลุงแซนต้า แซ้นตาให้ขวัญเด็กดี ตานี่ให้ถ่านหินเด็กไม่ดี ไม่ดีมากโดนไม้ตะบองฟาด ไม่ดีมากๆๆๆๆ โดยจับลงถุงไปเลยแล้วเอาไปโยนทิ้งแม่น้ำ