/>

What If It's Us : รักครั้งนี้ เริ่มต้นจากความกล้าที่จะรัก []

วิว

What If It's Us
รักครั้งนี้ เริ่มต้นจากความกล้าที่จะรัก 


สวัสดีค่ะ ชาวเด็กดีทุกคน กลับมาเจอกันอีกครั้งแล้วนะคะ หลังจากที่พาทุกคนไปทำความรู้จักกับงานแปลจีนมาหลายครั้ง วันนี้เราก็ขอวนไปแถบยุโรปกันบ้าง กับนิยายเรื่อง What If It's Us นิยายแปลจากสำนักพิมพ์แจ่มใสผลงานของสองนักเขียน เบ็คกี้ อัลเบอร์ทัลลี (Becky Albertalli) ที่หลายคนรู้จักกับเจ้าตัวผ่านผลงาน simon vs. the homo sapiens agenda นิยายที่เคยถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ในชื่อ love simon อีเมลลับฉบับไซมอน ร่วมกับ อดัม ซิลเวร่า (Adam Silvera) เจ้าของผลงาน they both die at the end ที่ต้องขอสารภาพเลยว่าพี่หญิงยังไม่คุ้นเคยกับนักเขียนคนนี้เท่าไหร่ เพิ่งจะมาทำความรู้จักกันครั้งแรกก็ผ่าน What If It's Us นี่ล่ะ



What If It's Us

ผู้เขียน : Becky Albertalli,Adam Silvera
ผู้แปล : Tulip
สำนักพิมพ์ : everY
ราคา : 299 บาท


คำโปรย

แน่นอนว่าการตามหาหนุ่มหน้าตาดีที่ได้เจอที่ที่ทำการไปรษณีย์ในนิวยอร์กเป็นเรื่องยาก
แต่ผมเชื่อว่าจักรวาลพาให้เราสองคนมาเจอกันแล้ว
ผมแค่ต้องเพิ่มความพยายามเข้าไปอีกหน่อยเพื่อให้เรื่องราวของเราดำเนินต่อไปได้
ผมจึงเริ่มปรึกษาเพื่อนรอบตัวว่าจะตามหาเขายังไงได้บ้าง
แม้มันจะวุ่นวายไปสักหน่อยในตอนเริ่มต้น
แต่ด้วยความช่วยเหลือของเพื่อนก็ทำให้ผมพบกับเขาเข้าจนได้
และเรื่องราวของเราสองคนก็เริ่มที่ตรงนั้น...ที่บอร์ดประกาศของร้านดรีมแอนด์บีนค็อฟฟี่
ที่ที่จักรวาลได้ทำหน้าที่ของมัน และผมก็สานต่อความสัมพันธ์ที่จักรวาลได้วางเอาไว้…

*******************
 



****************

“นายคิดว่าจักรวาลอยากให้เรามาเจอกันงั้นเหรอ”

****************
 

เพราะจักรวาลพาเราให้มาเจอกัน ณ สำนักงานไปรษณีย์

คุณจำได้ไหมว่าเจอกับคนที่คุณรักครั้งแรกที่ไหน?

และไม่ว่าคำตอบของคุณจะเป็นอะไร แต่สำหรับ “อาเธอร์” กับ “เบน” แล้ว พวกเขาเจอกันครั้งแรก ณ ที่ทำการไปรษณีย์

 What If It's Us เป็นนิยายที่เหล่าถึงความรักของ “อาเธอร์” และ “เบน” ที่มีจุดเริ่มต้นจากการพบกันโดยบังเอิญในที่ทำการไปรษณีย์แห่งหนึ่ง พวกเขารู้สึกสนใจกันและกันตั้งแต่แรกพบ และอาเธอร์ก็ตกหลุมรักรอยยิ้มของ “เบน” แบบถอนตัวไม่ขึ้น จนเผลอเดินตามอีกฝ่ายเข้าไปในไปรษณีย์ทั้งๆ ที่ตัวเองไม่มีของไปส่งสักชิ้นเลยค่ะ 

แต่ก็นั่นล่ะ ถึงแม้อาเธอร์จะใจกล้าเดินตามเบนเข้าไปยังไปรษณีย์ และชวนอีกฝ่ายคุย แต่เขาก็ยังใจไม่กล้าพอที่จะขอสานต่อความสัมพันธ์ จนกระทั่งอีกฝ่ายเดินหายไป อาเธอร์ถึงได้รู้ตัวว่าพลาดโอกาสเดียวที่จะทำความรู้จักกับ “ผู้ชาย” คนแรกที่ทำให้เขาตกหลุมรักไปซะแล้ว และแม้แต่อีกฝ่ายชื่ออะไร อาเธอร์ก็ยังไม่รู้เลย

งานนี้การจะตามหา “ชายหนุ่มปริศนา” ท่ามกลางประชากรหลายล้านคนในมหานครนิวยอร์กจึงไม่ใช่เรื่องง่าย อาเธอร์ต้องเก็บทุกรายละเอียดที่ได้เจอในวันนั้นมาเป็นเบาะแส และสิ่งเดียวที่เขาคิดได้คือเสื้อสกีนคำว่า...ดรีมแอนด์บีนค็อฟฟี่ ชื่อร้านกาแฟที่เขาเห็นผ่านตาอยู่บ่อยๆ 

เมื่อได้เบาแสะมาแล้วคราวนี้อาเธอร์เลยเล่นหนักจัดใหญ่ แปะป้ายประกาศตามหาคน พร้อมรูปประกอบที่เจ้าตัวลงทุนใช้สิ่งที่รู้ทั้งหมดไปค้นมาจาก โซเชียล เน็ตเวิร์ก ไว้ในร้านกาแฟที่ว่า เล่นเอา “เบน” ที่มาดื่มกาแฟในร้านประจำ สะดุ้งตกใจรีบเอาใบประกาศออกจากบอร์ดแทบไม่ทันเลยล่ะ แต่เดี๋ยวก่อน! เห็นเบนแสดงอาการแบบนี้ ใช่ว่าเขาจะไม่ดีใจที่มีคนมาตามหานะ เจ้าตัวดีใจมากๆ จนรู้สึกเหมือนฝันไปเลยล่ะ เพราะจริงๆ แล้วเบนก็เฝ้าตามหา “อาเธอร์” ในมหานครอันกว้างใหญ่นี้เช่นกัน 

ว้าว อ่านแล้วช่างให้ความรู้สึกโรแมนติกจริงๆ คนสองคนที่เจอกันโดยบังเอิญ ตกหลุมรักกันและกัน แล้วต่างฝ่ายก็เฝ้าตามหาอีกคน โดยที่ไม่รู้จักแม้แต่ “ชื่อ”

 


new york city

ความรักครั้งนี้เป็นไปได้ถ้าคุณ.... กล้าที่จะจีบ กล้าเปิดใจ และกล้าที่จะรัก

สิ่งที่รู้สึกว่าน่าสนใจมากๆ เลย ของ What If It's Us ก็คือนิยายเรื่องนี้เล่าผ่านมุมมองบุรุษที่ 1 สลับกับระหว่าง “อาเธอร์” และ “เบน” ในลักษณะบทต่อบท หากบทแรกเปิดตัวด้วยความรู้สึกของอาเธอร์แล้ว เบนก็จะเป็นผู้สายต่อเรื่องราวในบทที่สอง ชวนให้อ่านแล้วรู้สึกเหมือนกำลังดูหนังรักโรแมนติกอยู่เลยค่ะ ซึ่งจุดนี้เองมันก็ทำให้เราเข้าใจถึงความคิดทั้งของเบนและอาเธอร์ จนทำให้เราสังเกตได้อย่างชัดเจนเลยว่าอุปสรรคชิ้นใหญ่ในความสัมพันธ์ของทั้งคู่คือ ความลังเล ไม่แน่ใจ ไม่กล้า และความกลัวในอนาคต

ยิ่งเนื้อหาเรื่องนี้ มีการแบ่งการเล่าเรื่องราวออกเป็น 3 ส่วน มันก็ยิ่งส่งผลให้เราเห็นความรู้สึกที่ว่านี้สื่อออกมาชัดเจนมากๆ เลยค่ะ 

อาเธอร์ มักจะถามตัวเองอยู่เสมอว่า ทำไมตัวเองถึงไม่กล้ารุกเข้าไปสานสัมพันธ์ และขอช่องทางการติดต่อกับเบนตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอ มักจะถามตัวเองอยู่เสมอๆ ว่าถ้าหากวันนั้น เขากล้ามากกว่านี้อีกนิด ถ้าหากเขาไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายเดินจากไปเฉยๆ ก็คงจะไม่ต้องมานั่งจิตใจไม่สงบ เฝ้าตามหาอีกฝ่ายอย่างไม่มีจุดหมายปลายทางแบบนี้ ไม่ต่างจาก “เบน” ที่ถามตัวเองอยู่ตลอดเวลาเช่นกันว่า… ถ้าวันนั้นไม่เลือกที่จะเดินจากมา เขาก็คงจะไม่ต้องทนคิดถึงอีกฝ่ายอยู่ตลอดเวลาอย่างนี้ ซึ่งความรู้สึกที่ว่านี้ได้ถูกถ่ายทอดออกมาอยู่ตลอดเวลาผ่านเนื้อหาในส่วน Part one ถ้าหาก… และมันได้ทิ้งบทเรียนอันแสนสำคัญเอาไว้ว่า บางครั้งความลังเลใจเพียงนิดเดียวก็อาจทำให้เราสูญเสียโอกาสบางอย่างไปตลอดกาล

และถึงแม้ว่าเนื้อหาในส่วนของ Part two เป็นเรา อาเธอร์จะตามหาเบนและสานต่อความสัมพันธ์ตามที่ตั้งใจไว้ได้สำเร็จ แต่ปัญหารบกวนจิตใจของทั้งคู่ก็ยังไม่หมดไป อาเธอร์ เอาแต่กังวลว่าตัวเองจะทำให้เบนไม่ประทับใจ จนกลัว ลนลานไปเสียทุกอย่าง ส่วน “เบน” ถึงแม้จะตัดสินใจออกเดตกับอาเธอร์ แต่เขาก็ยังแอบพะวงถึงแฟนเก่าอยู่ตลอดเวลา และยังไม่กล้า “เปิดเผยตัวตนจริงๆ” ของตัวเองให้อาเธอร์ได้รู้ ความสัมพันธ์ของทั้งคู่จึงตกอยู่ในสถานการณ์ต่างฝ่ายต่าง “ตั้งกำแพง” ในใส่กัน ทำให้การออกเดตแต่ละครั้งมักจะเกิด “ข้อผิดพลาด” ที่ทำให้เบนและอาเธอร์เกิดความไม่พอใจ จนเลือกที่จะเริ่มต้น “เดตครั้งแรก” ใหม่อยู่เรื่อยๆ เพื่อสร้างเดตที่แสนเพอร์เฟกต์ให้สำเร็จ

ซึ่งพี่หญิงก็แอบลุ้นอยู่นานเลยค่ะ ว่าเมื่อไหร่นะ ที่ทั้งคู่จะสร้างเดตครั้งแรกได้สำเร็จสักที ฮ่า 

และเมื่อสำเร็จ เรื่องราวก็จะเดินทางเข้าสู่ Part Three และเราเท่านั้น เนื้อหาในส่วนสุดท้ายที่จะเล่าถึง ความหวาดกลัวในอนาคตของเบน ที่เกิดขึ้นเพราะอาเธอร์ไม่ได้เป็นชาวนิวยอร์กตั้งแต่แรก เขาเพียงมาฝึกงานในช่วงปิดเทอมหน้าร้อนเท่านั้น และเมื่อเปิดภาคเรียน อาเธอร์ก็จะต้องกลับไปยังบ้านของตัวเองในที่สุด

และนั่นก็เป็นต้นเหตุที่ทำให้ “เบน” ไม่กล้าเปิดรับ “อาเธอร์” เข้ามาในใจได้เติมร้อย เกิดเป็นช่องวางระหว่างกัน และมันก็เกือบทำให้ “เบน” เสีย “อาเธอร์” ไปตลอดกาล จนสุดท้ายแล้ว “เบน” ก็ได้บทเรียนราคาแพงที่ทำให้เขาเลือกอยู่กับ “ปัจจุบัน” อย่างมีความสุข มากกว่าหวาดกลัว “อนาคต” ที่ยังมาไม่ถึง 
 


เปิดมุมมองความรักของกลุ่ม LGBT 

อีกหนึ่งประเด็นที่รู้สึกว่าน่าสนใจของเรื่องนี้ ก็คือ การเล่าถึงสังคมของชายรักชาย ในเรื่อง หลังจากอ่านจบ พี่หญิงสัมผัสได้อย่างชัดเจนถึงการยังไม่เปิดใจรับเต็มร้อยของคนในสังคม แม้เราอาจจะพูดได้ว่า สถานการณ์ของเพศทางเลือกในสังคมตอนนี้ได้รับการยอมรับมากขึ้น และในหลายๆ ประเทศก็มีการตรากฎหมายการแต่งงานระหว่างเพศเดียวขึ้นมาแล้ว แต่เราก็ปฏิเสธไม่ได้เลยจริงๆ ว่าในสังคมเรายังมีคนบางส่วนที่มองกลุ่มเพศทางเลือกเป็นสิ่งผิดปกติ และไม่ได้ยอมรับการมีอยู่ของกลุ่มคนดังกล่าว

ซึ่ง “อาเธอร์” ก็คือกลุ่มชายรักชายที่ยังหวาดกลัวสายตาของคนภายนอก เขากลัวการถูกไม่ยอมรับ กังวลว่าจะถูกรังเกียจจากคนในสังคม ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน ครอบครัว หรือคนทั่วไป และผลของความหวาดกลัวเหล่านี้ก็ได้ส่งผลกระทบให้เขาต้องแตกหักกับเพื่อนสนิทเพราะความไม่เข้าใจ 

แต่สิ่งหนึ่งที่น่าประทับใจมากๆ ก็คือประเด็นเกี่ยวกับครอบครัวในเรื่องค่ะ เพราะไม่ว่าสังคมภายนอกจะมองคนกลุ่มนี้เป็นอย่างไร คนที่เข้าใจและพร้อมยอมรับในตัวตนของ “อาเธอร์” กับ “เบน” เสมอก็คือครอบครัว ไม่ว่าทั้งคู่จะเป็นอย่างไร พ่อและแม่ก็พร้อมจะสนับสนุน และให้คำปรึกษาดีๆ กับลูกตัวเองอยู่เสมอเลยค่ะ มันช่วยให้เราอ่านแล้วสัมผัสได้ถึงทัศนคติดีๆ ที่ทำให้เรากล้าที่จะยอมรับตัวเอง และกล้าที่จะเปิดเผยให้โลกได้รับรู้ถึงตัวตนของเราจริงๆ

 

*************

 

ด้วยเหตุนี้ What If It's Us จึงเป็นนิยายที่สอนให้เรายอมรับความแตกต่าง และเรียนรู้ที่จะมีความสุขกับปัจจุบันนะคะ หลังจากอ่านแล้ว เราจะเห็นได้เลยว่า “เบน” และ “อาเธอร์” เป็นคู่ที่ไม่มีอะไรเหมือนกันสักอย่างเดียว ทั้งทัศนคติ ความชอบ หรือแม้แต่นิสัย แต่พวกเขาก็ได้พิสูจน์ให้เราได้เห็นว่าสิ่งเหล่านี้มันไม่มีความหมายอะไรเลย ถ้าเพียงแค่เราเปิดใจ เรียนรู้ และยอมรับในตัวตนของอีกฝ่าย เหมือนอย่างที่ “อาเธอร์” ยอมรับตัวตนของ “เบน” แม้ว่ามันจะแตกต่างไปจากสิ่งที่เขาจินตนาการไว้ตอนพบกันครั้งแรกก็ตาม ไม่ต่างไปจาก “เบน” ที่เลือกจะมีความสุขกับปัจจุบันมากกว่ากังวลถึงอดีตอันผิดพลาด และหวาดกลัวอนาคตที่ยังมาไม่ถึงนั่นเองค่ะ


หากใครกำลังมองหานิยายวายแปลที่อ่านแล้วให้ทัศนคติดีๆ และมอบพลังด้านบวกให้คุณแล้วล่ะก็ บอกเลยว่า What If It's Us เป็นตัวเลือกที่จะไม่ทำให้ทุกคนผิดหวังแน่นอน!


 

พี่หญิง


https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=ying

พี่หญิง - ผู้เขียน

มนุษย์บ้านิยายที่สิงอยู่แถวๆ คลังนิยายเด็กดีเป็นประจำ

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#นิยาย #นักเขียน #What If It's Us #นิยายวายแปล #นิยายวาย แปลฝรั่ง #love simon #เบ็คกี้ อัลเบอร์ทัลลี #อดัม ซิลเวร่า #Becky Albertalli #Adam Silvera #นิวยอร์ก #new york city #เปอโตริโก #จอร์เจีย #LGBT

บทความที่นิยมอ่านต่อ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?