/>

คุยกับ “รังสิมันต์” ในปี 2020 วันที่ "รักนาย My Ride" กลายเป็นซีรีส์! []

วิว

สังคมระหว่างนักอ่านและนักเขียน เป็นสังคมที่ดี
ถ้าบอกว่ามีกลิ่นก็กลิ่นหอมแหละ มันก็ทำให้เราอยากอยู่ในนี้ตลอดไป 

รังสิมันต์


สวัสดีค่ะชาวเด็กดีทุกคน ช่วงนี้นิยายจากเด็กดีกลายเป็นซีรีส์เยอะมาก หนึ่งในนั้นมีนิยายเรื่อง “รักนาย My Ride” ของหมอแพท เจ้าของนามปากกา “รังสิมันต์ (หมอตุ๊ด)” ด้วยค่ะ ซึ่งใครที่เคยกดเข้าไปอ่านนิยายเรื่องนี้เพราะคำโปรย บอกเลยว่าเราคือเพื่อนกันค่ะ “คนหนึ่งเป็นหมอ อีกคนขี่วินมอเตอร์ไซด์ มิตรภาพและความรักที่เริ่มจากการเป็นผู้โดยสารและคนขี่” ความรักระหว่างหมอหนุ่มที่กำลังอินเลิฟกับวินมอเตอร์ไซด์เจ้าประจำจะมาบรรจบกันได้อย่างไร ต้องไปติดตามกัน!  

เป็นยังไงคะ แค่พล็อตเรื่องจากคำโปรยก็น่าไปติดตามซีรีส์กันแล้วใช่ไหมเอ่ย ความรักของหมอหนุ่มกับพี่วินจะมาบรรจบกันได้ยังไง แบบนี้เราต้องไปหาคำตอบกันแล้ว พบปะพูดคุยในวันนี้พี่จึงชวนหมอแพทมาคุยเกี่ยวกับนิยายที่กำลังจะเป็นซีรีส์ให้เราได้รู้เบื้องลึกเบื้องหลังกัน (แอบสปอยล์ว่าวิชาการมากกก) และพาทุกคนไปรู้จักกับหมอแพทกันอีกครั้ง แต่เป็นหมอแพทในปี 2020 ที่จะอัปเกรดไปทำอะไรบ้างนั้น มาตามกันเลยค่ะ 


 

0 - หมอแพท 2020 ตั้งเป้าเขียน Novellas ให้ได้เดือนละเล่ม!

สวัสดีครับชาวเด็กดีทุกคน หมอแพทครับ นายแพทย์อุเทน บุญอรณะ นามปากการังสิมันต์ครับ ชีวิตตอนนี้ไม่มีอะไรอัปเดตเลยจริงๆ 5555 ยังทำงานเป็นหมอ ตรวจคนไข้ ว่างๆ ก็เขียนหนังสือ เขียนเพจเหมือนเดิมครับ 

ปี 2019 ที่ผ่านมา เป็นปีที่มีงานเขียนออกน้อยครับ เพราะงานประจำที่ตรวจคนไข้หนักขึ้นเยอะมาก T^T คนไข้วันวันหนึ่งปาเข้าไปร้อยกว่าเคสเลยครับ แต่ก็ดีใจที่ยังมีคนติดตามรออ่านนิยายอยู่ ส่วนมากแพทจะเขียนนิยายลงในทวิตเตอร์ครับ เป็นรายสัปดาห์ แล้วก็รวบเอามาลงใน Dek-D ทีเดียวไปเลย  ส่วนเรื่องที่ประทับใจในปี 2019 น่าจะเป็นเรื่องที่นิยาย “รักนาย My Ride” ของแพทได้รับการทาบทามไปทำเป็นซีรีส์ครับ ซึ่งก็จะฉายใน Line TV กลางๆ ปีครับ ตอนนี้แคสนักแสดงไปเรียบร้อยแล้วกำลังอยู่ในช่วงปรับบทครับ 

ส่วนเรื่องที่รู้สึกว่าพลาดหนักๆ เลยในปีที่ผ่านมามีเรื่องหนึ่งครับ คือเรื่องตัดสินใจพิมพ์หนังสือเรื่อง My Imaginary Boyfriend : แฟนผมไม่มีตัวตน ขายเองผ่านระบบร้านหนังสือครับ ตอนนั้นแพทคิดว่าอยากลองทำเองดูสักครั้ง และไหนๆ ทำแล้วก็ทำให้ดีไปเลยแล้วกัน… สรุปว่าขาดทุนครับ ไม่เยอะมากนัก แต่พอมองย้อนกลับไปพบว่าเราได้เรียนรู้เยอะมากเลยนะ เอามาเป็นบทเรียนได้ พอมาคิดดีๆ แล้วถือเป็นความผิดพลาดที่คุ้มค่ามากครับเพราะได้บทเรียนกลับมา 

เป้าหมายในปี 2020 ที่อยากทำให้ได้! เขียนหนังสือเพิ่มสิครับ 5555 ตอนนี้เทรนด์จะเริ่มมาทางนิยายขนาด novellas มากขึ้น ปีนี้คิดว่าจะพยายามเขียน novellas ให้ได้สักเดือนละเล่มเลยครับ แล้วก็อยากเขียนอะไรใหม่ๆ ที่ไม่ใช่วนๆ แค่เรื่องความรักอย่างเดียวครับ
 

1 - หมอกับนักเขียนบรรจบกันที่ “การใช้ชีวิต”

มันเป็นความใฝ่ฝันแรกของเด็กๆ ที่เป็นนักอ่านทุกคนแหละครับ อ่านแล้วก็อยากเขียนบ้าง ตอนที่จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยเนี่ย อยากเรียนอักษร เอกบรรณารักษ์ เพราะอยากทำงานในห้องสมุด กะว่าว่างๆจะอ่านหนังสือให้ชุ่มเลย แล้วก็จะเขียนหนังสือหลังเลิกงาน แต่เอาเข้าจริงๆ พอถึงเวลาสอบถึงเวลาเลือกคณะมันเหมือนอะไรๆ ก็ผ่านไปไวมาก พรวดเดียวเหมือนเราไม่รู้ตัวอ่ะครับ รู้สึกตัวอีกทีก็คือเปิดเทอมวันแรกในคณะแพทยศาสตร์ซะแล้ว 55555

แต่การเป็นหมอ มันทำให้ได้เห็น slice of life เยอะมากนะครับ นั่งทำงานเนี่ย ได้เจอคนทุกเพศ ทุกวัย ได้ฟังเรื่องราวคนไข้เยอะแยะ บางเรื่องน่าสนใจ บางเรื่องก็ชวนเสียน้ำตา บางเรื่องก็สนุกมากจนนึกว่าละคร  มันเป็นส่วนหนึ่งเลยครับที่ทำให้ได้เรียนรู้บทเรียนชีวิต แล้วก็อยากเอามาแบ่งปัน เลยออกมาเป็นนิยาย  จะว่าการเป็นหมอกับการเป็นนักเขียน มันมาบรรจบกันยังไง ผมว่ามันก็บรรจบกันที่ “การใช้ชีวิต” แหละครับ 
 

2 - โตขึ้น(แก่ขึ้น) เข้าใจอะไรมากขึ้น

งานเขียนโตขึ้นตามวัยครับ เชื่อไหม แม้เราจะพยายามบังคับตัวเองให้อยู่ที่วัยเดิม เขียนแนวที่เดิมๆ บังคับตัวให้เด็กลง สุดท้ายความคิดของเรามันจะดึงเรากลับสู่ตรรกะของเราเองอยู่ดีครับ เมื่อเราโตขึ้นบางเรื่องเราจะเข้าใจมันมากขึ้นก็จะถ่ายทอดมันออกมาได้ดีขึ้น  อย่างพี่อ่านนิยายรักมากเยอะมาก จนรู้สึกว่าไม่อินอะไรกับนิยายรักแล้ว พี่ก็จะอ่านนิยายที่มันแนวจิตวิทยามากขึ้น ความจิตวิทยาก็จะไหลผ่านตัวเราออมาสู่งานเขียนด้วย และเพราะทั้งการที่เป็นหมอ โตขึ้น(แก่ขึ้น) เข้าใจอะไรมากขึ้น มันก็จะสื่อออกมาผ่านงานเขียนหมดเลยครับ โดยมุมพี่ พี่มองว่า นักเขียนและงานเขียน โตพร้อมๆ กันครับ เหมือนเงาของเราเอง 
 


 

3 - จำเป็นไหมที่ต้องเขียนนิยายเพื่อสังคม

ผมไม่ได้มองว่าผมเขียนนิยายวายนะ 55555 ถ้าว่ากันตาม ขนบ นิยายวายตามบริบทของไทยจริงๆ นิยายของผมห่างไกลมาก นิยายของผมเป็นแนว slice of life หรือ coming of age มากกว่าครับ ส่วนมากจะพูดถึงการเติบโต การเปลี่ยนผ่าน การใช้ชีวิต การก้าวข้ามความรู้สึก อคติบางอย่าง ที่บังเอิญว่าตัวละครเป็น ชายชาย เท่านั้นเองครับ 

จำเป็นไหมที่ต้องเขียนนิยายเพื่อสังคม ตอนที่ผมเปิดตัวนิยายเรื่องแรก The our story ผมโดนสัมภาษณ์ว่า ถ้ามีคนบอกว่า นิยายเราชี้นำสังคมเนี่ย จะทำยังไง เพราะมันเป็นนิยายวายนะ ตอนนั้นผมตอบว่า ถ้ามีคนบอกว่านิยายผมชี้นำสังคมจริง ผมก็คงจะดีใจมากและขอบคุณ ไม่กลัวเลยครับ เพราะในนั้นพูดถึงเรื่องการรักครอบครัว การรับผิดชอบตัวเอง การเรียน ก่อนที่จะไปคิดถึงความรัก ประมาณว่าเราต้องรักตัวเองก่อน เราถึงจะรักคนอื่นได้  … ผมมองว่านิยายคงชี้นำสังคมไม่ได้หรอกครับ แต่นิยายอาจจะเป็นพิษต่อสายตาคนอ่านได้ ดังนั้นสำหรับคนอื่นผมคงตอบไม่ได้ แต่สำหรับผม ผมไม่ได้รับผิดชอบสังคมครับ ผมรับผิดชอบสายตา และความรู้สึกคนอ่าน 
 

4 - สังคมระหว่างนักอ่านและนักเขียน...น่าอยู่

เป้าหมาย… ง่ายอ่ะครับ คือเขียนไปเรื่อยๆ สร้างงานใหม่ไปเรื่อยๆ เติบโตทางงานเขียนไปเรื่อยๆ  คิดว่ามันง่ายๆ ตรงไปตรงมา และนักเขียนหลายๆ คนก็มีเป้าหมายแบบนี้แหละครับ เพราะความสุขของเราไม่อ่าน ก็เขียนนี่แหละ แล้วสิ่งที่ทำให้เรายังอยู่บนเส้นทางนี้ คิดว่าสังคมครับ สังคมระหว่างนักอ่านและนักเขียน เป็นสังคมที่ดี ถ้าบอกว่ามีกลิ่นก็กลิ่นหอมแหละ มันก็ทำให้เราอยากอยู่ในนี้ตลอดไป 



 

5 - จุดเริ่มต้นรักนาย My Ride มาจากเทรดบนทวิตเตอร์

นิยายเรื่องนี้เริ่มจากพี่เขียน thread สั้นๆ บน twitter ครับ เหมือนจะยาวสัก 12-13 ทวีตแค่นั้นเอง (flash fiction ประมาณนั้น) เป็นบทสนทนาระหว่างผู้โดยสารที่เป็นหมอกับพี่วิน แล้วคนรีทวิตเยอะมาก พี่นี่ใจฟูเลย มีคนบอกว่าเขียนเป็นเรื่องยาวๆได้ไหม สองสัปดาห์ถัดมาพี่ก็ลงรักนาย my ride ตอนแรกใน Dek-D เลยครับ

จริงๆ การเขียน flash fiction กับ novellas หรือ novellette ก็ไม่ค่อยแตกต่างกันนะครับ มีจังหวะการดำเนินเรื่อง โครงสร้างทางวรรณกรรมคล้ายกัน มี cardinal movement ของเนื้อเรื่อง 12 จังหวะเหมือนกัน (วิชาการจังเลย 5555)​ สำหรับพี่ พี่ก็แค่รวม cardinal movement ทั้ง 12 จังหวะมายืดให้ยาว และใส่บทสนทนา ตัวละครเพิ่มเติมลงไปก็แปลงร่างจาก flash fiction ไปสู่ novellas ได้แล้วครับ 
 

6 - ความสัมพันธ์ของคุณหมอกับวินมอเตอร์ไซด์แบบวิชาการ

มีนักจิตวิทยา นักวิชาการสายพฤติกรรมศาสตร์ จิตแพทย์ นักวิจัย หลายๆ คนมากพยายามที่จะหา pattern ของการพัฒนาความสัมพันธ์ อ้างอิงทฤษฏีมากมาย แต่ ปัจจุบันนี้ยังไม่มีโมเดลไหนที่ได้รับการยอมรับ และ apply ได้กับการอธิบายทุกการพัฒนาความสัมพันธ์เลย 

แต่แพทหยิบยก model ง่ายๆ อันหนึ่งขึ้นมาคือ attraction + maintainance ครับ คือคนเราจะต้องเจอกันก่อน และจะต้องมีเวลาให้เรียนรู้กันสักนิดหนึ่งก่อน ⇐ ถ้าเป็นขั้นตอนปกติคือการที่เขาดึงดูดเรา แบบหล่อดี หน้าตาดี เราอยากรู้จัก  แต่ตรงนี้พี่แทนที่ attraction ด้วย mission แทนคือ คนสองคนต้องเจอกันบ่อยๆ แต่ไม่ใช่เพราะดึงดูดกันเนอะ แต่เพราะอยู่ใน mission ของแต่ละชีวิต หมอกต้องส่งตะวัน ตะวันต้องไปบ้านพี่ปอ ทำให้สองคนต้องได้เจอกัน มีเวลาเรียนรู้กันมากขึ้น และเมื่อ maintainance สายสัมพันธ์ไปได้เรื่อยๆ มันจะพัฒนาขึ้นมา  (โอยย… ฟังดูวิชาการไปไหม? แต่มันดัดแปลงกับชีวิตจริงๆ ได้นะ เผื่อจะเอาไปจีบใคร) 

ส่วนตัวละคร ไม่มีคาแรกเตอร์อ้างอิงครับ สร้างคาแรกเตอร์จากวิธีการแบ่ง ¾ + ¼ ตามหลักจิตวิทยาการ design character ครับ อธิบายง่ายๆ นะ ตัวละครอ่ะ แค่เราเปิดตัวนิยายมา คนก็รู้แล้วว่าใครพระเอก ใครนางเอก และมักจะจบแฮปปี้ แต่ทำไมคนยังอ่านล่ะ? นั่นเพราะเขาไม่ได้อ่าน “ใคร” เขาอ่าน “ยังไง?” และ “ทำไม?” ต่างหาก เขาอ่านว่า ทำไมสองคนนี้มารักกันได้ และรักกันยังไง  และสิ่งที่ทำให้นิยายรักมันน่าติดตามคือ “ก็สองคนนี้มันไม่น่าจะรักกันได้นี่นา”​ ⇐ นี่คือจุดที่ทำให้นิยายรักน่าติดตาม

ดังนั้น ¾ ของทั้งคู่ (พระเอก นางเอก หรือ พระเอก นายเอก) ต้องดูแล้ว ไม่น่าจะไปด้วยกันได้ หน้าที่การงาน ฐานะ นิสัย หรืออะไรก็ได้ และ ¼  เป็นสิ่งที่ทั้งคู่เข้ากันได้ และซื้อใจกัน เป็นจุดอ่อนของทั้งคู่ ที่อีกฝ่ายมาตอบโจทย์ในใจ เช่น หมอกชอบคนใจดี ตะวันเป็นคนที่โคตรใจดี แม้จะฐานะ หน้าที่การงาน สังคมไม่เข้ากันเลย แถมแฟนก็มีแล้ว ⇐ ตรงนี้คือ ¾ ที่ทำให้คนอ่านลุ้นว่า จะทลายมันจนมาคบกันรักกันได้ยังไง
 


 

7 - #หมอกตะวัน เหมาะสมแบบคู่ชีวิต

เหมาะสมแบบ คู่ชีวิตครับ การคบกัน เป็นคู่ชีวิตที่ดีคือ อยู่กับเขาแล้ว เราอยากเป็นตัวเราที่ดีขึ้นในทุกๆ วัน เราอยากดีขึ้นไปเรื่อยๆ เพื่อเขา เพื่อเรา ถ้าใครสักคนทำให้เรารู้สึกแบบนั้นได้ (แบบที่ตะวันทำให้หมอกรู้สึก) นั่นคือเหมาะสมแบบ คู่ชีวิตครับ 
 

8 - พี่เฟืองกับกังหันคาแรคเตอร์ตรงที่สุด!

แพทก็ร่วมดูบทครับ แล้ววันแคสก็ไปร่วมดูการแคสด้วย แต่ไม่ได้เลือกนักแสดงนำครับ ไปเลือกนักเแสดงประกอบที่จะต้องมารับบทเป็น นักศึกษาแพทย์หมู่มวล ไปเลือกคนที่โหงวเฮ้งเหมือน นศพ.ของจริงๆครับ 5555

ส่วนนักแสดงที่คาแรคเตอร์ตรงกับตัวละครในความคิดเรา.. พี่เฟืองครับ ที่เล่นโดยคุณหมูเติ้ล  ที่จริงในหัวไม่เคยมีภาพพี่เฟืองเลยนะ แต่ทันทีที่เห็นประกาศว่าเป็นคุณหมูเติ้ลพี่นี่แบบ เออออออ มันใช่เลยว่ะ ใช่จริงๆ เป๊ะมากกกกก อีกคน พี่กังหัน ที่รับบทโดยน้องไมค์ครับ ไม่เหมือนแค่อย่างเดียวคือกังหันตัวสันทัด แต่น้องไมค์ตัวสูง แต่ด้วยคาแรกเตอร์ นิสัย แล้วรู้สึกว่ารับบทได้ไม่ติดอะไรเลยครับ แถมน้องไมค์ยังน่ารักมาก ไปตามอ่านนิยายเรื่อง The our story ซึ่งเป็นเรื่องภาคแยกของกังหันด้วย เพื่อจะได้เข้าใจบทตัวละครมากขึ้น 
 


 

9 - ฉากนี้ที่รอคอย! 

ฉากไปเที่ยวงานวัด วันลอยกระทงที่ภูเขาทองครับ เพราะมันไทยดี เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีแฟนคลับต่างประเทศรอดู คิดว่าฉากนี้ถ้าออกมาสวยๆ คนต้องพูดถึงลอยกระทงที่เมืองไทยเยอะแน่ๆเลยฮะ 
 

10 - กระแสของ รักนาย My Ride

ในส่วนของนิยายก่อน น้อยครับ 55555 โอยอาย คือนิยายเรื่องนี้ไม่ได้รับความนิยมเท่าไหร่นะครับ คนอ่านน้อย ยอดขายน้อย คนรู้จักน้อย 55555 แต่คงเพราะว่ามันตอบโจทย์บทประพันธ์ที่ผู้กำกับเขาหาน่ะครับ ก็เลยได้คัดเลือกให้มาทำ (ขอบคุณคร้าบบบบบ)  แต่พอลองแปลเป็นภาษาอังกฤษ กับสเปนแล้วปรากฏว่าการตอบรับจากต่างชาติดีกว่าในไทยเยอะมากครับ อย่างที่บอก นิยายพี่ไม่ใช่นิยายวาย มันเป็น coming of age มันมี  slice of life มากกว่าน่ะครับ ซึ่งตลาดต่างประเทศเขาชอบ 

ส่วนเรื่องซีรี่ส์ ได้รับการตอบรับพอสมควรครับ (ยังไม่กล้าบอกว่าเยอะ) และส่วนมากเป็นการชวนคุย ชวนถก และรอติดตาม พอดีช่วงนี้การเคลื่อนไหวยังไม่เยอะมากนัก คงตอบได้ประมาณเท่านี้ก่อนฮะ 
 


 

11 -   ความคาดหวังที่มีต่อนิยาย และซีรีส์?

หวังว่าจะมีคนรู้จักนิยายมากขึ้นครับ หวังว่าคนที่ดูซีรี่ส์ และติดตามจะมีรอยยิ้ม เอาแค่นี้พอละ ไม่หวังเยอะ 5555 แพทขอฝากผลงานนิยายวายที่ไม่ค่อยวายของพี่ด้วยนะครับ จะลง Dek-D เรื่อยๆ หรือตามในทวิตเตอร์ก็ได้ จะพยายามผลิตงานอย่างสม่ำเสมอครับ 

12 - ถึงชาวเด็กดีทุกคน

สำหรับนักอ่าน การอ่าน ทำให้เราเข้าใกล้หัวใจคนเขียนครับ  การอ่านสร้างอะไรดีๆ ให้เราเยอะแน่นอน ถ้าน้องๆ รักการอ่าน น้องมาถูกทางแล้วจริงๆ เชื่อพี่นะ พี่แก่แล้ว พี่ผ่านมาเยอะ 55555 ส่วนนักเขียน สิ่งที่นักเขียน ต้องทำมากกว่าเขียนคือ การอ่าน ครับ มีคำแนะนำอย่างเดียวคือ อ่านเยอะๆ แค่อ่านก็พัฒนางานเขียน และสร้างแรงกำลังใจให้เราอยากเขียนได้แล้วครับ 
 

..........

ชอบที่หมอแพทบอกว่าคู่ชีวิตที่ดีคือ อยู่กับเขาแล้ว เราอยากเป็นตัวเราที่ดีขึ้นในทุกๆ วัน เราอยากดีขึ้นไปเรื่อยๆ เพื่อเขา เพื่อเรา แล้วหมอกกับตะวันก็เป็นคู่ชีวิตที่หมอแพทสร้างขึ้นมาให้เราได้รู้จัก ผ่านคาแรคเตอร์ที่พออธิบายความสัมพันธ์แล้วสุดแสนจะวิชาการนั่นเอง ซึ่งหากใครที่กำลังติดตามซีรีส์เรื่องนี้อยู่ หมอแพทแอบสปอยล์แล้วนะคะว่าจะฉายใน Line TV กลางๆ ปีนี้แน่นอน รอติดตามกันได้เลย ส่วนใครที่เป็นนักเขียนลองดูไอเดียการเขียนจากหมอแพทได้นะ พี่คิดว่าการอ่านนั้นสำคัญมากๆ เหมือนที่หมอแพทบอกเลย ยิ่งเราอ่านมาก เรายิ่งได้ประสบการณ์มาก ถ้าหากใครที่ตันๆ หรือไม่ค่อยมีอารมณ์เขียนนิยาย ลองผันตัวไปเป็นนักอ่านแล้วหาไอเดียมาต่อยอดในงานเขียนเราดู ^^   

พี่แนนนี่เพน

ขอบคุณภาพจาก 

5 เรื่องต้องรู้! เปิดขาย “แพ็กเกจใหม่” อย่างไรไม่ให้เสียสิทธิ์แคมเปญ “ลดราคา”

https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=nannypen

พี่แนนนี่เพน - ผู้เขียน

สาวเหนือที่มีความสุขกับการเขียนนิยาย และเชื่อว่านิยายให้อะไรดีๆ กับสังคมเสมอ

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#นิยาย #นักเขียน #รังสิมันต์ (หมอตุ๊ด) #รังสิมันต์ #หมอตุ๊ด

บทความที่นิยมอ่านต่อ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?