ROOM : เรียนรู้สิ่งที่ตัวละครทำ
เมื่อต้องกักตัวเพื่อเอาชีวิตรอด!
สวัสดีค่ะน้องๆ ชาวเด็กดีทุกคน ในช่วงกักตัวอยู่บ้านเพื่อหลีกเลี่ยงโรคระบาดจาก COVID-19 สิ่งที่หลายๆ คนทำนอกจากการทำงานอยู่บ้านแบบ Work from home แล้ว ยังมีกิจกรรมอื่นๆ ให้ทำอีกมากมายเลยค่ะ เช่น การดูหนัง อ่านหนังสือ หรือไม่ก็เล่นโซเชียลติดตามข่าวสารต่างๆ ส่วนตัวพี่แนนนี่เพนทำมาหมดทุกอย่างแล้วค่ะ โดยเฉพาะการดูหนังเรื่องที่ยังไม่เคยดู ถือเป็นกิจกรรมที่ช่วยคลายเครียดได้ดีมากๆ เลยค่ะ กระทั่งวันหนึ่งพี่บังเอิญดูหนังเรื่อง ROOM ที่ดัดแปลงมาจากวรรณกรรมในชื่อเดียวกัน และเล่าถึงเรื่องราวของเด็กชายวัย 5 ขวบที่เติบโตมาพร้อมกับแม่ในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ แห่งหนึ่ง หลังจากที่พี่ดูจบ สิ่งที่ติดค้างอยู่ในใจของพี่และอยากเอามาแชร์ต่อมากๆ ก็คือเรื่องราวของสองแม่ลูกในระหว่างที่ถูกขังอยู่ในห้องนั่นเองค่ะ ยิ่งในช่วงที่เรากำลังกักตัวกันอยู่แบบนี้ พี่ขอสปอยล์เลยว่าสิ่งที่ตัวละครทำไม่ใช่แค่เอาการเอาตัวรอด แต่ยังสอนให้เราทำเพื่อตัวเองอีกด้วย
ROOM : เหยื่ออาชญากรรมกับห้องปิดตายที่ไม่เคยปิดกั้นความอยากรู้อยากเห็นของมนุษย์
อย่างที่เล่าไปว่าหนังเรื่อง ROOM ดัดแปลงมาจากวรรณกรรมในชื่อเดียวกัน ตัวต้นฉบับปี 2010 เขียนโดย เอ็มมา โดโนฮิว (Emma Donoghue) นักเขียนชาวไอริชที่ได้แรงบันดาลใจมาจากข่าวอาชญากรรมการกักขังหน่วงเหนี่ยว และความรุนแรงทางเพศ เธอแต่งเรื่องราวของเด็กวัยห้าขวบจากเคสของฟริตเซล (Fritzl) พ่อที่ขังลูกสาวไว้ 24 ปี แล้วข่มขืนจนมีลูกกับเธอเจ็ดคน และคดีในศาลปี 2008 ที่หญิงสาวชาวเพนซิลเวเนียจับเด็กขังไว้เป็นเวลาแปดปีในห้องเล็กๆ ห้องหนึ่งคล้ายกับห้องในนิยายที่เธอเขียนเลยค่ะ
ในหนังสือเล่าเรื่องราวผ่านสายตาของ แจ็ค เด็กชายวัยห้าขวบที่อาศัยอยู่กับแม่ในห้องสี่เหลี่ยมห้องหนึ่ง ภายในห้องประกอบด้วยห้องครัวเล็กๆ ห้องน้ำ ตู้เสื้อผ้า เตียง และโทรทัศน์ สิ่งที่เห็นผ่านสายตาของเด็กชายเป็นสิ่งของทั้งหมดที่เขารู้จักตั้งแต่เกิดมา แจ็คเชื่อว่าโลกนี้มีเพียงห้อง และสิ่งต่างๆ ที่เขาเห็น (รวมถึงตัวเขาและแม่) เท่านั้นที่เป็นของจริง เพราะมันเป็นโลกเดียวที่เขารู้จัก และตอนเด็กๆ แม่ของเขาเล่าว่าข้างนอกคืออวกาศ และคนในโทรทัศน์คือเอเลี่ยนนอกโลก
เมื่อแจ็คอายุ 5 ขวบ แม่ของเขาก็ค่อยๆ บอกความจริงถึงสาเหตุที่พวกเขาต้องมาอยู่ในห้องแห่งนี้ แม้จะเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนแต่ในสถานการณ์คับขันที่พวกเขาสองแม่ลูกอาจถูกฆ่าทิ้งเมื่อไหร่ก็ได้ ทำให้แจ็คได้รู้ว่าโลกที่เขาเห็นไม่ได้มีแค่ในห้องนี้เท่านั้น ในโทรทัศน์ที่เขาดูอยู่ทุกวันนั่นต่างหากที่เป็นโลกภายนอกของจริง ในห้องแห่งนี้คือสถานที่กักขังแม่ของเขาที่ถูกลักพาตัวมากว่าเจ็ดปี เธอถูกขืนใจ และคลอดเด็กชายตามลำพัง
แจ็คและแม่วางแผนหลบหนีออกจากห้องสี่เหลี่ยมที่มีระบบรักษาความปลอดภัยแห่งนี้ ด้วยการให้เด็กชายแกล้งจนกระทั่งแกล้งตาย คนร้ายจึงยอมพาเด็กชายออกไปด้านนอกห้อง และแจ็คก็อาศัยจังหวะนั้นวิ่งหนีไปหาคนมาช่วย แม้ว่าการสื่อสารของเด็กชายวัยห้าขวบจะค่อนข้างเข้าใจยาก และไม่คุ้นเคยกับโลกภายนอก แต่เขาก็นำความช่วยเหลือกลับไปยังห้องแห่งนั้น และช่วยแม่ออกมาได้สำเร็จ
โดยเรื่องราวหลังจากที่ทั้งคู่ออกมาจากห้องแคบๆ นั้น นอกจากจะเป็นการปรับตัวของคนแม่ที่ต้องรักษาสภาพจิตใจ ยังมีเรื่องราวของเด็กชายที่ต้องเริ่มต้นเรียนรู้โลกใบใหม่ที่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม รวมถึงการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนมากขึ้นอีกด้วย สิ่งที่ทำให้หนังสือเรื่องนี้น่าอ่านมากๆ ก็คือ ชีวิตของเหยื่ออาชญากรรมที่ต้องเผชิญกับสังคมที่อยากรู้อยากเห็น และขุดคุ้ยเรื่องราวสะเทือนใจขึ้นมา จนทำให้เหยื่อและครอบครัวต้องจมกับความทุกข์ในอดีตซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้ว่าพวกเขาจะได้อิสรภาพจากห้องเล็กๆ แต่ก็ยังต้องถูกจองจำจากสายตาของคนในสังคมอยู่ดี เรื่องราวของ Room แม้จะจบแบบฟ้าหลังฝน แต่ระหว่างทางและตลอดไป กลับไม่อาจลบเลือนความโหดร้ายของมนุษย์ลงได้เลย
ทั้งนี้ สิ่งที่น่าสนใจใน ROOM และน่าจะเป็นประโยชน์ต่อทุกคนในช่วงกักตัวนี้มากๆ ก็คือ ช่วงเวลาการถูกขังอยู่ในห้องของสองแม่ลูกนั่นเองค่ะ มาดูกันว่าตัวละครทำอะไรกันบ้าง และเราเรียนรู้มาปรับใช้ได้อย่างไร
เราต้องอยู่อย่างมีความหวังในห้อง=สังคมที่สิ้นหวัง
จากเรื่องราวของหญิงสาวที่ถูกลักพาตัวจากชายคนหนึ่ง ถูกขืนใจ และกักขังอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมที่มีระบบรักษาความปลอดภัยดีเยี่ยม ถามว่าหญิงสาวไม่พยายามคิดหาวิธีหลบหนีจากสถานที่แห่งนี้เลยหรือ เธอทำแล้วค่ะ แต่ไม่เคยสำเร็จแลย ไม่มีใครอยากถูกขังอยู่กับคนที่ทำร้ายเราทั้งร่างกายและจิตใจหรอกค่ะ แต่เมื่อเธอเลือกไม่ได้ และไม่อาจจบชีวิตลง เพราะยังมีหวังว่าในวันหนึ่งเธอจะต้องกลับไปหาครอบครัวให้ได้ สิ่งนี้ต่างหากที่ทำให้เธอยอมจำนนเพื่อรักษาชีวิต และเฝ้ารอวันที่ความหวังจะเป็นจริงขึ้นมา แม้จะต้องทนทุกข์ทรมานนานถึง 7 ปี แต่ท้ายที่สุดเธอก็ได้กลับไปพบครอบครัวอีกครั้ง
เรื่องราวของหญิงสาวแสดงให้เห็นว่าความหวังทำให้ชีวิตของเธอดำเนินต่อไปได้ แม้จะไม่ได้สมหวังในทันที แต่การอดทนอยู่ในห้องแคบๆ ที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง และต้องต่อสู้กับความโหดร้ายในแต่ละวัน ก็ทำให้เห็นว่า ชีวิตเรานั้นโชคชะตาไม่ได้เป็นคนกำหนดเสมอไป แต่เป็นตัวเราที่มีส่วนกำหนดชะตาชีวิตด้วยเหมือนกันค่ะ
หากใครที่กำลังรู้สึกว่ากำลังสิ้นหวัง อยากให้เติมแรงใจ เติมความหวังให้ตัวเราก่อน ฟ้าหลังฝนไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในนิยายเท่านั้นนะคะ เพราะสิ่งที่เราเรียนรู้จากตัวละครหญิงสาวที่เป็นเหยื่ออาชญากรรมคนนี้ได้ก็คือ การอยู่อย่างมีความหวังในห้องที่เรารู้สึกสิ้นหวังให้ได้ ถึงแม้ว่าเราจะต้องยอมจำนนต่อเรื่องราวที่เกิดขึ้นแบบไม่คาดคิด แต่หากใจเราไม่ยอมสิ้นหวัง อดทนและพยายามหาหนทางที่เราพอทำได้ ความหวังที่เราตั้งไว้ก็จะเป็นจริงขึ้นได้ในสักวันหนึ่งแน่นอนค่ะ
อย่าปล่อยให้พื้นที่จำกัดความคิดและจินตนาการของคุณ
หลังจากที่หญิงสาวคลอดเด็กชายออกมา เธอก็ได้ดูแลฟูมฟักลูกชายของเธออย่างสุดความสามารถเท่าที่พื้นที่เล็กๆ แห่งนี้จะอำนวยให้ได้ เธอเป็นแม่ที่ดีคนหนึ่งเลยค่ะ พยายามเลี้ยงลูกให้ดีที่สุด ทั้งเรื่องสุขภาพร่างกายที่ต้องทานอาหารให้ครบมื้อ การรักษาสุขภาพฟัน การออกกำลังกายในห้องแคบๆ และการดูโทรทัศน์ที่แม้จะต้องโกหกเด็กชายในบางเรื่อง แต่ทั้งหมดนี้ก็แสดงให้เห็นว่าเธอใส่ใจต่อสภาพร่างกาย และจิตใจของเด็กคนหนึ่งมากๆ สิ่งเหล่านี้ทำให้เราเห็นว่าห้องแคบๆ ห้องหนึ่งสามารถทำอะไรได้มากมาย และสามารถเลี้ยงดูเด็กคนหนึ่งให้เติบโตขึ้นมาอย่างกล้าหาญได้
อย่างในวันนี้ วันที่เรามีโอกาสอยู่ห้องเป็นระยะเวลายาวนาน เราทำอะไรที่สามารถขับเคลื่อนตัวเราให้เติบโตขึ้นมาได้บ้าง ไม่ว่าห้องๆ หนึ่งจะเต็มไปด้วยความเครียด ความทุกข์ หรือความกดดัน สิ่งที่คนเป็นแม่ทำเพื่อลูกน้อยนั้น นอกจากจะไม่ทำให้ห้องปิดตายเป็นอุปสรรคแล้ว ยังพยายามสร้างจินตนาการให้เด็กชาย และสอนเขาให้เติบโตขึ้นมาเป็นเด็กกล้าหาญอีกด้วย เราในปัจจุบันที่มีสื่อการเรียนรู้ออนไลน์ครบเครื่อง ก็ต้องพยายามปรับตัว ลองพยายามเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เพื่อสร้างความสุข และทำให้เราไม่รู้สึกทุกข์เมื่อต้องอยู่ในห้องเพียงคนเดียวให้ได้เช่นกัน
จงตั้งคำถามและเรียนรู้สิ่งต่างๆ ด้วยความกล้า
แม้ว่า ROOM จะมีเรื่องราวอาชญากรรมเกี่ยวกับการลักพาตัว การกักขัง และความรุนแรงทางเพศ แต่ด้วยเรื่องราวที่เล่าผ่านสายตาของเด็กชายวัยห้าขวบทำให้เราได้เห็นอีกด้านหนึ่งของการเติบโต และค่อยๆ เรียนรู้ว่าโลกใบนี้มีอะไรซ่อนอยู่บ้าง ในมุมของเด็กชายเราอาจจะไม่ค่อยเห็นความสิ้นหวังสักเท่าไหร่ แต่สิ่งที่เห็นบ่อยๆ คือ ความสงสัยในสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น เป็นการตั้งคำถามด้วยความไร้เดียงสา และยังต้องให้ผู้ใหญ่คอยเปิดหน้าต่างแต่ละบานให้เห็นโลกแต่ละด้านชัดเจนมากขึ้น
สิ่งที่เราเรียนรู้ได้จากเด็กชายวัยห้าขวบที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของแผนการหลบหนีด้วยความกล้าหาญ ก็คือ การตั้งคำถามและการเรียนรู้ แม้ว่าเด็กชายจะเติบโตในห้องแคบๆ กับแม่เพียงแค่สองคน แต่จินตนาการของขาไม่เคยหยุดนิ่ง พยายามเรียนรู้โลกใบเล็กๆ ที่เป็นโลกทั้งใบนี้อย่างดีที่สุด และพยายามอยู่ในโลกอย่างมีความสุขเช่นกัน ซึ่งเราเองก็สามารถเรียนรู้และเติบโตขึ้นได้อีกครั้งเหมือนกันค่ะ
พี่แนนนี่เพนช่วงว่างๆ ก็เขียนนิยายค่ะ เอาความรู้สึกสิ้นหวังทุกอย่างโยนใส่ตัวละครไปให้หมด และก็วาดฝันจินตนาการไปว่าเราจะรอดจากความสิ้นหวังนี้ไปได้ยังไง เส้นทางที่พี่เลือกก็ไม่ได้สวยหรูหรอกค่ะ แค่คิดว่าความหวังสามารถผลักดันตัวเราไปได้ไกลมากกว่าความทุกข์ ต่อให้เจออุปสรรคแต่ใจที่มีความหวังจะพาเราอดทนไปถึงฝั่งฝันได้มากกว่าใจที่มีความทุกข์แน่นอน
ยิ่งพอได้เห็นตัวละครแม่ลูกใน ROOM ใช้ชีวิตในห้องกันทั้งยามสุขและยามทุกข์ ยิ่งแสดงให้เห็นว่าการที่เรากักตัวอยู่ในห้องนั้นไม่ได้เป็นเรื่องที่แย่เสมอไป หลายคนอาจจะมองว่าโลกสวย ทำไม่ได้หรอกความคิดแบบนี้ จริงๆ แล้วมันขึ้นอยู่กับผู้อ่านและผู้ชมแต่ละท่านด้วยเหมือนกันที่อาจจะได้เรียนรู้ในมุมมองที่แตกต่างกันออกไป ในส่วนของพี่แนนนี่เพนมองว่าการถูกขังอยู่ในห้องแคบๆ ของสองแม่ลูก ทำให้เราเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันมากขึ้น อย่างน้อยก็อยากให้ทุกคนมีความหวังในชีวิต และไม่ยอมแพ้ต่อความสิ้นหวังค่ะ ^^
พี่แนนนี่เพน
.jpg)





0 ความคิดเห็น