/>
Dek-D.com ใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสบการณ์ของ
ผู้ใช้ให้ดียิ่งขึ้น เรียนรู้เพิ่มเติมที่นี่
ยอมรับ

โทมัส เอดิสัน กับคำทำนายอนาคตที่แม่นยำในนวนิยายไซไฟที่ถูกลืมของเขา []

วิว

โทมัส เอดิสัน กับคำทำนายอนาคตที่แม่นยำ
ในนวนิยายไซไฟที่ถูกลืมของเขา

สวัสดีค่ะชาวเด็กดีทุกคน ถ้าหากพูดถึงชื่อของ “โทมัส อัลวา เอดิสัน” เรามักนึกถึงผู้ประดิษฐ์หลอดไฟ (เขามักจะถูกเข้าใจผิดว่าเป็นผู้คิดค้นหลอดไฟคนแรก) และสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ ที่สร้างความสะดวกสบายให้แก่ชีวิตสมัยใหม่ อาทิเช่น การพัฒนาระบบแสงที่ใช้งานได้จริง, แบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน, กล้องถ่ายภาพยนตร์, เครื่องเล่นแผ่นเสียง หรือแม้กระทั่งการทำซีเมนต์!   ด้วยผลงานที่หลากหลาย เอดิสันจึงได้รับการยกย่องว่าเป็น   "พ่อมดแห่งเมนโลพาร์ก"

เมื่อโทมัส เอดิสันเสียชีวิตในปี 1931 เขาถือสิทธิบัตรมากกว่า 1,000 รายการในสหรัฐอเมริกาแต่เพียงผู้เดียว แถมได้รับการยกย่องว่าเป็นสุดยอดนักประดิษฐ์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของโลกทั้งที่เรียนไม่จบ แต่น้องๆ อาจประหลาดใจเมื่อได้รู้สิ่งนี้...เอดิสันเองก็มีบทบาทด้านนวนิยายเหมือนกัน! ผลงาน In the Deep of Time ของเขาได้รับการตีพิมพ์ในปี 1896 และเป็นนิยายที่ทำนายอนาคตได้แม่นยำพอตัวเลยค่ะ

 



 

ทุกอย่างเริ่มต้นที่เอดิสันร่วมมือกับผู้สัมภาษณ์

วันหนึ่งในปี 1888 จอร์จ เพอร์สัน ลาธร็อป นักเขียนและบรรณาธิการของนิตยสารฮาร์เปอร์ ได้ตัดสินใจเข้าหาเอดิสันด้วยความตั้งใจที่จะเขียนชีวประวัติของนักประดิษฐ์ชื่อดังคนนี้ อันที่จริงลาธร็อปเคยเขียนบทความเรื่องเอดิสันไปแล้วในนิตยสาร และเขารู้ว่าเอดิสันไม่ถูกใจสิ่งนี้ เนื่องจากไม่ชอบพูดถึงชีวิตตัวเองในที่สาธารณะ ดังนั้นลาธร็อปจึงไม่แปลกใจที่เอดิสันปฏิเสธแนวคิดเรื่องชีวประวัติ

อย่างไรก็ตาม พอเป็นไอเดียของ “นวนิยายนิยายวิทยาศาสตร์” ที่เอดิสันเป็นคนคิดเรื่องราวทั้งหมด ส่วนลาธร็อปเป็นผู้ถ่ายทอดออกมาด้วยการเขียน กลายเป็นว่านักประดิษฐ์ผู้โด่งดังกลับชื่นชอบโปรเจกต์นี้เป็นพิเศษ เนื่องจากเอดิสันมีการศึกษาน้อย แม้เขาจะเป็นเจ้าของห้องสมุดขนาดใหญ่และเป็นนักอ่านตัวยง แต่เขาไม่รู้สึกว่าตัวเองมีความสามารถด้านนวนิยายหรือการเขียนหนังสือด้วยตัวเอง ดังนั้นเอดิสันจึงเชื่อว่านักเขียนมืออาชีพอย่างลาธร็อปสามารถคิดคำพูดและถ่ายทอดได้ดีกว่าเขาแน่นอน 

ลาธร็อปดีใจมาก เขาย้ายที่พักไปอยู่แถวๆ ห้องทดลองของเอดิสันในเวสต์ ออเรนจ์ รัฐนิวเจอร์ซีย์ในเดือนกันยายนปี 1890 และมาพบกับเอดิสัน 5 – 6 ครั้งด้วยความกระตือรือร้น เอดิสันเล่าเรื่องในหัวออกมาอย่างรวดเร็ว เร็วเกินกว่าที่ลาธร็อปจะตามทั้งหมดทันได้ อย่างไรก็ตามความกระตือรือร้นของเอดิสันก็ลดลงเมื่อเขาบอกกับลาธร็อปว่า “อยากประดิษฐ์สิ่งที่เป็นประโยชน์มากมาย รวมถึงนักเขียนนิยายเชิงกลที่จะกลายเป็นงานเขียนเมื่อเครื่องมีการเคลื่อนไหว” 

 


เอดิสันกำลังเขียนบางอย่างบนโต๊ะในปี 1905
(via: Library of Congress)

 

แต่เอดิสันไม่ว่างมากพอที่จะลงลึกถึงรายละเอียดเกี่ยวกับแนวคิดแห่งโลกอนาคตของเขา

สิ่งต่างๆ เริ่มมีปัญหาเมื่อเอดิสันส่งโน้ตถึง 33 หน้าให้ลาธร็อปในเดือนถัดมา ลาธร็อปได้บรรยายถึงเรือกลไฟ, เครื่องจักรสะกดจิต และสิ่งประดิษฐ์แปลกประหลาดอื่นๆ อย่างละเอียด จากนั้นส่งกลับมาหาเอดิสันเพื่อขอคำอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับคำศัพท์

ทว่าเอดิสันมีเรื่องอื่นที่สำคัญกว่าต้องทำ เพราะเขากำลังโฟกัสที่การผลิตกล้องถ่ายภาพยนตร์ที่เรียกว่า Kinetograph เอดิสันจึงส่งโน้ตเร่งรีบพร้อมภาพวาดของ “เรืออากาศ” อีกชุดหนึ่งให้แก่ลาธร็อป และมีการชี้แจงเล็กน้อยเกี่ยวกับความคิดสุดมหัศจรรย์ของตัวเอง หลังจากนั้นลาธร็อปจึงเขียนเนื้อหาประมาณ 2 – 3 บทส่งไปยังเอดิสันเพื่อขอคำอนุมัติ รอความเห็น แต่มันไม่เคยมาถึงลาธร็อปเลย…

อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ของลาธร็อปกับเอดิสันเป็นอันต้องพังลง เนื่องจากเอดิสันเข้าใจว่า    ลาธร็อปได้นำ “ความลับ” ของ Kinetograph ที่เขากำลังซุ่มประดิษฐ์ไปเปิดเผยลงนิตยสารฮาร์เปอร์โดยไม่ได้รับอนุญาต เอดิสันจึงตัดขาดกับลาธร็อปทันที ดังนั้นลาธร็อปจึงรับผิดชอบอีกครึ่งหนึ่งของนิยายเรื่องนี้แต่เพียงผู้เดียว

 


In the Deep of Time ตีพิมพ์ในสำนักพิมพ์ Seattle Post-Intelligencer วันที่ 27 ธันวาคม 1896

(via: Library of Congress) 

 

ในที่สุดเรื่องราวทั้งหมดก็ปรากฎในหนังสือพิมพ์ภายใต้ชื่อเรื่อง “In the Deep of Time”

ถึงแม้จะถูกเอดิสันตัดความสัมพันธ์ แต่ลาธร็อปก็พยายามพาตัวละครดำเนินไปจนถึงตอนจบของเรื่องในปี 1896 เมื่อผลงาน In the Deep of Time เผยโฉมบนหน้าหนังสือพิมพ์ในรูปแบบโนเวลลา (Novella) หรือเรื่องสั้นขนาดยาว ลาธร็อปอธิบายว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นจากการ “สนทนา” กับนักประดิษฐ์ผู้ยิ่งใหญ่ “เรื่องนี้เป็นผลจากการสนทนากับ โทมัส เอ. เอดิสัน ซึ่งเป็นเนื้อหาที่เขาเขียนโน้ตเพื่อการใช้งานของฉัน… สำหรับเรื่องนี้ ฉันเป็นคนเดียวที่รับผิดชอบ”

In the Deep of Time บอกเล่าเรื่องราวของ เจอรัลด์ เบมิส ตัวเอกสุดใจร้อนที่เข้าไปในเครื่องประดิษฐ์บางอย่าง เมื่อเขาตื่นขึ้นมาก็พบกับความมหัศจรรย์ของศตวรรษที่ 22 ที่น่าตื่นตาตื่นใจ ทั้งเรือลอยได้ที่ต้านแรงโน้มถ่วง การพูดคุยกับชาวดาวอังคาร และโรงงานที่ยึดครองเมืองทั้งเมือง! อย่างไรก็ตามเรื่องราวไม่ได้แข็งแกร่งพอที่จะโดดเด่นในยุคของนิยายไซไฟช่วงนั้น In the Deep of Time จึงได้หายไปหลังจากมีการรวมเล่ม และกลายเป็นนิยายที่ถูกลืมในที่สุด

 


เอดิสันในวัยหนุ่ม
(via:  britannica)

 

นี่คือสิ่งที่ “พ่อมดแห่งเมนโลพาร์ก” คาดการณ์ไว้สำหรับศตวรรษที่ 23

บางทีสิ่งที่น่าทึ่งมากที่สุดในนิยายเรื่องนี้อาจเป็น “ยานอวกาศที่เดินทาง 100,000 ไมล์ต่อวินาที” ทันทีที่ออกจากชั้นบรรยากาศของโลก เราจะสามารถเดินทางจากโลกถึงดาวอังคารได้ในเวลาเพียงแปดชั่วโมง! ดาวอังคารและโลกมีการติดต่อกันมาหลายสิบปี “โทรเลขดาวเคราะห์”

กลับมาบนโลก ผู้คนต่างพากันตะลึงไปกับ “เรืออากาศ” ซึ่งขับเคลื่อนด้วยปีกที่พลิ้วเหมือนผึ้ง มีสีขาว ขนาดเล็ก และไม่มีคนขับ เรืออากาศนี้มีหน้าที่ส่งไปรษณีย์ ขณะที่บนพื้นดิน ผู้คนขับรถสามล้อไฟฟ้าและรถม้าพร้อมแบตเตอรี่ที่สามารถชาร์จได้ที่ทุกๆ โรงแรม และยานพาหนะยอดนิยมอีกอย่างคือ “บอลลูนเดินได้” ซึ่งมีลักษณะเป็นตะกร้าบอลลูนที่มีใบเรือเหนือหัวและขาอลูมิเนียมยาวด้านล่าง  นอกจากนี้แนวคิดอื่นๆ ของเอดิสันยังมีทั้งการผลิตยา หรือแม้กระทั่งบางสิ่งที่ใกล้เคียงกับพันธุวิศวกรรมด้วย อาทิเช่น การกำจัดโรคในมนุษย์ที่เกือบเสร็จสมบูรณ์ และ “สังคมดาร์วินนานาชาติ” ที่จะเลี้ยงลิงที่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้!

 


(via:   National   Reviews)
 

สิ่งเหล่านี้สิเกิดขึ้นจริงตามนิยายของเอดิสัน

แม้ In the Deep of Time จะไม่ได้ดังเป็นพลุแตกในยุคนั้น แต่ก็มีความโดดเด่นในแง่ของสิ่งที่เอดิสันคาดการณ์ไว้ในอนาคตปี 2200 ซึ่งบางคำทำนายก็ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าแม่นยำ ในขณะที่บางอันยังคงเป็นแค่สิ่งที่เกิดขึ้นในนิยายไซไฟต่อไป เราลองมาดูกันหน่อยว่ามีอะไรบ้างที่เกิดขึ้นตามที่เอดิสันคาดการณ์ไว้ในงานเขียนชิ้นนี้

อย่างแรกคือ เอดิสันเล็งเห็นถึงการใช้ประโยชน์จากพลังงานแสงอาทิตย์อย่างจริงจังด้วย “เครื่องยนต์ดวงอาทิตย์” ที่สามารถแปลงแสงอาทิตย์เป็นพลังงานไฟฟ้าได้ ซึ่งเครื่องยนต์แสงอาทิตย์ของเขาได้กลายเป็น “โซลาเซลล์” ที่ใช้กันในปัจจุบัน 

ต่อมาเขายังจินตนาการถึงการถ่ายภาพในที่มืดด้วยการถ่ายภาพความร้อนบนฟิล์ม เช่นเดียวกับที่เรารู้ว่ามันคือการถ่ายภาพอินฟราเรดในปัจจุบัน รวมไปถึงผู้คนจะไม่กินสัตว์อีกต่อไป แต่เพลิดเพลินไปกับสิ่งทดแทนที่มนุษย์สร้างขึ้นเช่น “ สเต็กผัก” ซึ่งเป็นแนวคิดที่คุ้นเคยสำหรับนักช็อปซุปเปอร์มาร์เก็ตในปัจจุบัน พบเห็นบ่อยมากในอาหารเจที่มีการทำเลียนแบบเนื้อสัตว์ (แต่ไม่ใช่เนื้อสัตว์จริงๆ)
 

………………………
 

เป็นอย่างไรบ้างคะกับเรื่องที่พี่น้ำผึ้งนำมาฝากวันนี้ ได้เรียนรู้อะไรกันบ้างคะ? สำหรับพี่ได้เรียนรู้ว่า “การเขียนนิยายไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับทุกคน แต่ความพยายามจะช่วยเราให้สำเร็จ” ดูอย่างโทมัส เอดิสันสิ แม้จะเชี่ยวชาญด้านการประดิษฐ์คิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ แต่พอเป็นเรื่องของการเขียนนิยาย กลับมองว่ายากเกินไปสำหรับเขา เพราะคิดว่าตัวเองไม่ได้มีสำนวนการเขียนที่ดีเมื่อเทียบกับนักเขียนมืออาชีพ ทำให้เอดิสันไม่สามารถถ่ายทอดเรื่องราวสุดอลังในหัวออกมาเป็นตัวอักษรได้ทั้งที่อยากจะทำ ในขณะที่ลาธร็อปแม้จะเป็นนักเขียนมืออาชีพ แต่การเขียนนิยายโดยใช้พล็อตและความคิดจากเอดิสันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ถึงอย่างนั้นลาธร็อปก็มุ่งมั่นตั้งใจและพยายามจนทำสำเร็จ!

ถ้าหากน้องๆ กำลังเป็นนักเขียน (หรืออยากเขียน) ที่อ่านมาถึงบรรทัดนี้แล้วล่ะก็… อยากให้ทุกคนรู้ไว้เลยว่าตัวเองโชคดีมากขนาดไหนที่สามารถแบ่งปันจินตนาการของเราสู่ผู้อ่านได้ เพราะงั้นจงฝึกฝนและพัฒนาตัวเองต่อไป วันหนึ่งเราจะต้องประสบความสำเร็จในการเขียนนิยายอย่างที่ตั้งใจไว้แน่นอน จดจำคำพูดของเอดิสันไว้เลยว่า “คำว่าอัจฉริยะในความคิดของผม ประกอบด้วยพรสวรรค์เพียง 1% ส่วนอีก 99% มาจากความพยายาม” ดังนั้นไม่จำเป็นต้องมีพรสวรรค์ในการเป็นนักเขียน แต่ความขยัน ความพยายามและความตั้งใจมุ่งมั่นที่มากพอจะช่วยให้เราไปถึงฝั่งฝันได้      เพราะงั้นพยายามต่อไปนะคะทุกคน เพื่อความฝันในการเป็นนักเขียนของเรา!


 

พี่น้ำผึ้ง : )



ขอบคุณข้อมูลจาก

https://www.smithsonianmag.com/history/thomas-edisons-forgotten-sci-fi-novel-180967672
https://didyouknowfacts.com/thomas-edisons-forgotten-sci-fi-novel/
https://www.biography.com/news/thomas-edison-sci-fi-novel

Deep Sound แสดงความรู้สึก

https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=nampueng

พี่น้ำผึ้ง - ผู้เขียน

คอลัมนิสต์ประจำคอลัมน์นักเขียน

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#นิยาย #นักเขียน #โทมัส เอดิสัน #นิยายไซไฟ #นิยาย sci-fi #นิยายวิทยาศาสตร์ #ผู้คิดค้นหลอดไฟ #In the Deep of Time #นิยายทำนายอนาคต

บทความที่นิยมอ่านต่อ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป