เทคนิคน่าสนใจ สร้างพล็อตนิยายด้วยรูบิค 9 หน้า
สวัสดีค่ะ สมาชิกนักเขียนเด็กดีทุกคน วันนี้แอดมินมาพร้อมบทความน่าสนุกที่จะช่วยให้คนที่กำลังสับสนกับการสร้างพล็อตสามารถจัดการชีวิตได้ดีขึ้น นั่นคือ บทความสร้างพล็อตด้วยรูบิค 9 หน้า!!!
ก่อนอื่นเลย สร้างกล่องมาก่อนค่ะ ทำตารางสร้างกล่องที่มี 9 หน้า 3 แถวแนวนอนและ 3 แถวแนวตั้งให้พร้อม แถวบนเขียนเลข 1-3 แถวกลางเขียนเลข 4-6 และแถวสุดท้ายเขียนเลข 7-9 ตัวเลข 1-9 เป็นเหมือนตัวแทนขั้นตอนไปสู่พล็อตแต่ละพล็อต ซึ่งต่อเนื่องกัน

ช่องที่ 1 คือ “เรามาอยู่ที่นี่ทำไม”
มันคือการมองบรรยากาศรอบๆ ดูว่าสถานการณ์รอบตัวเป็นอย่างไร ในช่องนี้ อยากให้คุณเขียนถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในเรื่อง เหตุผลที่เรื่องราวของคุณเกิดขึ้น ใครเป็นตัวละครหลัก เขาทำอะไรอยู่ และทำไมเขาถึงโดดเด่น ถ้าอย่างในลอร์ด ออฟ เดอะ ริง ตัวละครหลักคือโฟรโด ที่มีปัญหากับแหวน และทำให้ต้องออกเดินทาง ช่องแรกนี้จะเชื่อมโยงกับช่อง 2 และ 4 ซึ่งจะพูดถึงการกระทำของตัวละคร
มันคือการมองบรรยากาศรอบๆ ดูว่าสถานการณ์รอบตัวเป็นอย่างไร ในช่องนี้ อยากให้คุณเขียนถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในเรื่อง เหตุผลที่เรื่องราวของคุณเกิดขึ้น ใครเป็นตัวละครหลัก เขาทำอะไรอยู่ และทำไมเขาถึงโดดเด่น ถ้าอย่างในลอร์ด ออฟ เดอะ ริง ตัวละครหลักคือโฟรโด ที่มีปัญหากับแหวน และทำให้ต้องออกเดินทาง ช่องแรกนี้จะเชื่อมโยงกับช่อง 2 และ 4 ซึ่งจะพูดถึงการกระทำของตัวละคร
ช่องที่ 2 คือ “เปิดเผยรายละเอียดของตัวละคร”
ก็คือการสร้างบุคลิกที่ชัดเจน เขียนลงไปว่าตัวละครมีนิสัยอย่างไร รู้สึกอย่างไร มันจะเชื่อมโยงกับช่อง 1 บรรยายไปว่าเขากำลังคิดอะไรสับสนกับอะไรกับสถานการณ์รอบตัว นอกจากนี้ก็จะเชื่อมโยงกับช่องที่ 3 และ 5 ด้วย อย่างในเรื่องลอร์ด ออฟ เดอะ ริง โฟรโดก็ได้เตรียมพร้อมออกเดินทางไปคืนแหวน และได้เพื่อนอย่างแซม เมอร์รี่ และพิพพินมาร่วมทางด้วย
ก็คือการสร้างบุคลิกที่ชัดเจน เขียนลงไปว่าตัวละครมีนิสัยอย่างไร รู้สึกอย่างไร มันจะเชื่อมโยงกับช่อง 1 บรรยายไปว่าเขากำลังคิดอะไรสับสนกับอะไรกับสถานการณ์รอบตัว นอกจากนี้ก็จะเชื่อมโยงกับช่องที่ 3 และ 5 ด้วย อย่างในเรื่องลอร์ด ออฟ เดอะ ริง โฟรโดก็ได้เตรียมพร้อมออกเดินทางไปคืนแหวน และได้เพื่อนอย่างแซม เมอร์รี่ และพิพพินมาร่วมทางด้วย
ช่องที่ 3 คือ “จุดเริ่มต้นเปิดเรื่อง”
บางครั้งก็เรียกว่าจุดเปลี่ยนหลักของเรื่อง การกระทำของตัวละครจากช่องที่ 2 ก็จะส่งผลต่อช่องนี้ แรงบันดาลใจ แรงกระตุ้น การแสดงออกของตัวละคร มันอาจเป็นบวกหรือลบได้หมด และมันจะส่งผลกระทบกับช่องที่ 2 และ 6
บางครั้งก็เรียกว่าจุดเปลี่ยนหลักของเรื่อง การกระทำของตัวละครจากช่องที่ 2 ก็จะส่งผลต่อช่องนี้ แรงบันดาลใจ แรงกระตุ้น การแสดงออกของตัวละคร มันอาจเป็นบวกหรือลบได้หมด และมันจะส่งผลกระทบกับช่องที่ 2 และ 6
ช่องที่ 4 คือ “ความซับซ้อน” หรือ “การเปิดเผยนิสัยของตัวละคร”
ตัวละครของคุณมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ก็จะต้องเขียนออกมาให้คนอ่านรับรู้ ช่องนี้สัมพันธ์กับช่องที่ 1, 5 และ 7 ความซับซ้อนของตัวละครทำให้เกิดช่องที่ 1 เพราะเขาเป็นคนแบบนั้นแบบนี้ ก็เลยได้มาอยู่ในสถานการณ์นี้ และจะนำไปสู่การกระทำต่างๆ ในช่องที่ 5 และการเอาชนะศัตรูในช่องที่ 6
ตัวละครของคุณมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ก็จะต้องเขียนออกมาให้คนอ่านรับรู้ ช่องนี้สัมพันธ์กับช่องที่ 1, 5 และ 7 ความซับซ้อนของตัวละครทำให้เกิดช่องที่ 1 เพราะเขาเป็นคนแบบนั้นแบบนี้ ก็เลยได้มาอยู่ในสถานการณ์นี้ และจะนำไปสู่การกระทำต่างๆ ในช่องที่ 5 และการเอาชนะศัตรูในช่องที่ 6
ช่องที่ 5 คือ “จุดเชื่อมโยง”
เป็นได้หลากหลาย อาจเป็นสถานที่หลัก สถานการณ์บางอย่าง หรือความรู้สึกภายในจิตใจของคนหรืออะไรก็ตาม อะไรที่ทำให้ตัวละครของเราเชื่อมโยงกับที่อื่นๆ มันสัมพันธ์กับช่องที่ 2, 4, 6 และ 8 โดยตรง และสัมพันธ์กับช่องที่ 1, 3, 7 และ 9 ด้วยเช่นกัน เช่น การที่โฟรโดได้ทดลองใช้แหวน ก็ส่งผลทำให้เซารอนมองเห็นคณะเดินทาง และยังทำลายสภาพจิตใจของโฟรโด แต่ขณะเดียวกันก็ช่วยให้เรื่องดำเนินต่อไปได้
เป็นได้หลากหลาย อาจเป็นสถานที่หลัก สถานการณ์บางอย่าง หรือความรู้สึกภายในจิตใจของคนหรืออะไรก็ตาม อะไรที่ทำให้ตัวละครของเราเชื่อมโยงกับที่อื่นๆ มันสัมพันธ์กับช่องที่ 2, 4, 6 และ 8 โดยตรง และสัมพันธ์กับช่องที่ 1, 3, 7 และ 9 ด้วยเช่นกัน เช่น การที่โฟรโดได้ทดลองใช้แหวน ก็ส่งผลทำให้เซารอนมองเห็นคณะเดินทาง และยังทำลายสภาพจิตใจของโฟรโด แต่ขณะเดียวกันก็ช่วยให้เรื่องดำเนินต่อไปได้
ช่องที่ 6 คือ “การกระทำสำคัญที่ทำให้ทุกอย่างพัง” หรือ “จุดเปลี่ยนเชิงลบ”
สัมพันธ์กับช่องที่ 3 และ 5 เพราะมันคือการพูดถึงปัญหา และส่งผลต่อช่องที่ 3, 5, 9 ด้วย ช่องที่ 6 พูดถึงอุปสรรคที่ขัดขวางไม่ให้ตัวละครไปสู่เป้าหมายได้
สัมพันธ์กับช่องที่ 3 และ 5 เพราะมันคือการพูดถึงปัญหา และส่งผลต่อช่องที่ 3, 5, 9 ด้วย ช่องที่ 6 พูดถึงอุปสรรคที่ขัดขวางไม่ให้ตัวละครไปสู่เป้าหมายได้
ช่องที่ 7 คือ “การเอาชนะ”
หรือก็คือ ฝ่ายตัวเอกชนะ อีกฝ่ายแพ้ หรือฝ่ายใดเพลี่ยงพล้ำน่ะแหละ สัมพันธ์กับช่องที่ 4 และ 8 ความซับซ้อนของตัวละครทำให้เกิดปัญหานี้ขึ้น อย่างเช่นฉากที่แกนดัลฟ์ต่อสู้และตกลงไป แต่ก็ทำให้ทุกคนได้ไปต่อ หรือโบโรเมียร์เปิดเผยว่าพ่ายแพ้ต่อแหวนจนอยากแย่งชิงไป เป็นต้น
ช่องที่ 8 คือ “การเปิดเผยข้อมูลบางอย่าง”
สัมพันธ์กับช่องที่ 5 เหมือนเป็นการเชื่อมโยงกัน บรรยายถึงความจริงที่ทำให้สถานการณ์กลายเป็นแบบนี้ได้ เช่น โฟรโดแยกทางไปคนเดียวเพราะหมดหวังในตัวโบโรเมียร์ หรือการที่แกนดัลฟ์ตกลงไปในหลุม ทำให้คณะแตกแยกทางกันไป
ช่องที่ 9 คือ “ผลตอบแทน”
เหมือนเป็นการได้ประโยชน์จากการกระทำที่เกิดขึ้น สัมพันธ์กับช่องที่ 6 และ 8 โยงใยกันนุงนัง อาจมีการกระทำบางอย่างทำให้ข้อมูลเปิดเผยและส่งผลต่อเนื้อเรื่อง
หนึ่งในจุดสำคัญของการวางโครงสร้างพล็อตคือ จุดเริ่มต้น ถ้าเริ่มจากตรงไหนก็ต้องสร้างรอยต่อที่เหมาะสมกลมกลืนกันไป เมื่อได้เริ่มเขียนแล้ว คุณจะต้องคิดให้ต่อเนื่อง มองเป็นภาพรวม เส้นเรื่องต้องชัด และต้องมีกระบวนการวิเคราะห์ที่ดี สร้างความเชื่อมโยงกัน แม้เราจะแยกพล็อตออกเป็น 9 ช่อง แต่ทั้ง 9 ช่องต้องสอดคล้องและเกี่ยวกัน ไม่ใช่มีช่องใดช่องหนึ่งโดดเด้งออกมา แตกต่างจากช่องอื่นๆ จนทำให้คนอ่านงงว่า… ยังงี้ก็ได้ด้วยเหรอ ยังไงเวลาเขียนลองเช็กจุดนี้ให้ดี จะได้ไม่มีคำวิจารณ์ว่า… นิยายเรื่องนี้เขียนอะไร อ่านแล้วไม่เห็นจะเหมือนเป็นเรื่องเดียวกันเลย
ทีมงานนักเขียนเด็กดี

1 ความคิดเห็น
งงๆนะ รู้สึกว่าผล๊อตโครงกระดูกใช้ง่ายกว่า