/>
Dek-D.com ใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสบการณ์ของ
ผู้ใช้ให้ดียิ่งขึ้น เรียนรู้เพิ่มเติมที่นี่
ยอมรับ

ม่านหลังจันทร์ นัก (อยาก) เขียนที่เริ่มต้นจากคำติและด่าสู่นิยายที่มียอดวิวหลักล้าน! []

วิว

ม่านหลังจันทร์  นัก (อยาก) เขียนที่เริ่มต้นจากคำติและด่าสู้นิยายที่มียอดวิวหลักล้าน!

 

สวัสดีค่ะ ชาวเด็กดีทุกคนสำหรับนักเขียนที่เราพามาแนะนำให้ทุกคนได้รู้จักกันในวันนี้ เชื่อว่านักอ่านที่ชอบนิยายจีนโบราณทั้งหลายจะต้องคุ้นเคยแน่ๆ ค่ะ เพราะนอกจากเธอจะเป็นนักเขียนที่มีผลงานออกมาให้เราติดตามกันหลายเรื่องแล้ว ล่าสุดนิยายเรื่อง ย้อนเวลามาเป็นแฝด ยังมียอดวิวทะลุหลักล้านไปเรียบร้อย! ทั้งนิยายหลายๆ เรื่องของม่านหลังจันทร์ ยังได้รับความนิยมจนติดท็อปเด็กดีอยู่เป็นประจำอีกด้วยค่ะ

แต่เห็นเธอ ประสบความสำเร็จแบบนี้ รู้ไหมคะกว่าที่จะเดินมาถึงจุดนี้ได้ ไม่ง่ายอย่างที่คิด เธอเคยเป็นนักเขียนคนหนึ่งที่โดนนักเขียนคอมเมนต์ติ ด่า จนถึงขั้นขู่อาฆาตมาแล้ว แต่ด้วยเพราะเธอไม่ยอมแพ้ แม้จะรู้สึกท้อไปบ้าง มันก็ทำให้เธอกัดฟันสู้พัฒนาผลงานให้ดียิ่งขึ้นไป จนบัดนี้นอกจากจะไม่ได้รับคอมเมนต์ติหรือด่าแรงๆ เหมือนตอนเริ่มต้นเขียนแล้ว ผลงานของเธอยังมียอดวิวทะลุเกินหลักล้านไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วค่ะ

วันนี้เราก็เลยเชิญเธอมาพูดคุย แชร์ประสบการณ์ของเธอกันว่าตลอดเส้นทางนักเขียนนี้ เธอได้เผชิญหน้ากับอุปสรรคหรือเรื่องราวแบบไหนมาบ้าง พร้อมทั้งเคล็ดลับ หรือวิธีการรับมือกับเหตุการณ์เหล่านั้นอย่างไร ถึงทำให้สุดท้ายแล้ว ในที่สุดเธอได้รับการยอมรับจากนักอ่านมากมายอย่างในปัจจุบัน มาค่ะ มาร่วมติดตามเรื่องราวของ ม่านหลังจันทร์ กันได้เลยค่ะ

สวัสดีค่ะ ม่านหลังจันทร์นะคะ หรือจะเรียกว่าแนนก็ได้ค่ะ ปัจจุบันอายุเลขสองนำหน้า เลขสามอีกไม่นาน นามปากกาที่ใช้ตอนนี้จะมีด้วยกันสองนามปากกา คือ ‘ม่านหลังจันทร์’ สำหรับนิยายจีนโบราณ และ ‘กัญกาล’ สำหรับนิยายไทยซึ่งยังไม่ได้ปล่อยผลงานออกสู่สายตาสาธารณชน แต่สัญญาว่าอีกไม่นานเกินรอแน่นอนค่ะ

ผลงานที่ผ่านมามีด้วยกันสองเรื่อง คือ ย้อนเวลามาเป็นแฝด กับ เลือกอดีตชาติรัก ส่วนผลงานปัจจุบันมีเรื่องหลักคือ จางหนิงผิงอัน และ จอมนางเซียนอักขระ ค่ะ ปัจจุบันนอกจากเขียนนิยายแล้ว เรายังเป็นพนักงานประจำของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง และกำลังศึกษาปริญญาโทค่ะ

ม่านหลังจันทร์ คือนามปากกาแรกที่ใช้ในการเริ่มต้นชีวิตของการเป็นนักเขียน

ม่าน คือตัวของไรต์เองที่เป็นผู้เขียน มีที่มาจากสถานที่ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นในการทำงาน คือห้องนอนไรต์เอง และสิ่งที่ไม่ว่าใครเข้ามาก็ต้องทัก คือผ้าม่านสีแดง

ตอนแรกไรต์ก็คิดว่าจะใช้นามปากกาม่านสีแดงนะคะ เพราะมันบอกความเป็นตัวตนของไรต์ได้ดี แต่ไรต์รู้สึกว่ามันยังไม่ค่อยเหมาะกับนิยายที่แต่งอยู่ในตอนนั้น คือเรื่องย้อนเวลามาเป็นแฝด และอาจดูติดเรตไปหน่อย ฮ่า ๆ 

ต่อมาคือ จันทร์ ในที่นี้มาจากพระจันทร์ เนื่องจากเวลาในการเริ่มต้นงานเขียนคือกลางคืน จำไม่ได้ว่าจุดเริ่มต้นคือวันไหน แต่เป็นวันที่ไรต์เห็นจันทร์เสี้ยวผ่านหน้าต่างในห้องนอนค่ะ

ด้วยอาชีพนักเขียนคือคนที่อยู่เบื้องหลังการสรรค์สร้างตัวละครต่าง ๆ ไรต์จึงนำคำว่า หลัง มาเชื่อมกับความเป็นตัวตนของตัวเอง

ไรต์ คือคำว่าม่าน และจุดเริ่มต้นของการเป็นนักเขียนนิยายคือพระจันทร์ จึงกลายเป็น ม่านหลังจันทร์ ในทุกวันนี้ค่ะ

เริ่มต้นเขียนนิยายเพราะชอบอ่าน

จุดเริ่มต้นของการเขียนนิยาย มาจากความชอบอ่านและชอบดูค่ะ ไรต์เป็นคนหนึ่งที่ซื้อนิยายมาอ่านมากกว่า 1,000 เรื่อง

จำได้ว่าอ่านการ์ตูนครั้งแรกตอน ป.3 เรื่องแรกคือ F4 ที่เป็นฉบับการ์ตูน ซึ่งตอนนั้นมีซีรีส์ไต้หวันเรื่อง F4 พอดี (ใครทันแปลว่าเราอายุมากละนะ ฮา ๆ)

จุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ตรงนี้ทำให้ไรต์กลายเป็นคนที่รักการอ่าน อ่านได้ทุกอย่าง ยกเว้นหนังสือเรียนค่ะ (ไม่รู้จะมีใครเป็นเหมือนเราไหม แต่เราเป็นคนที่จำนิยายได้หมด แม้จะอ่านมานานแค่ไหนแล้วก็ตาม แต่จำเนื้อหาที่เรียนมาของสิบนาทีที่แล้วไม่ได้ พอครูเดินออกจากห้องไป ก็เหมือนเอาวิชาที่เราเข้าใจเมื่อสักครู่ไปด้วย แหะ ๆ) ตั้งแต่นั้นก็เก็บเงินซื้อนิยายอ่านเรื่อยมา จนปัจจุบันมีนิยายและการ์ตูนมากกว่า 1,000 เล่ม ยิ่งพี่สาวก็เป็นคนชอบอ่านนิยายด้วย มันเลยทำให้บ้านของเราเหมือนคลังหนังสือนิยายย่อม ๆ

พออ่านมาก ๆ บางครั้งก็รู้สึกขัดใจกับการดำเนินเรื่อง หรือบางครั้งก็อยากเปลี่ยนคู่ อยากให้คนนู้นเป็นพระเอก อยากให้คนนี้คู่กับคนนั้น มันเลยเป็นที่มาของการเริ่มแต่งนิยายค่ะ ลงนิยายออนไลน์ครั้งแรก เรานั่งรีเฟรชดูวิวตลอด!

สิ่งที่ยากในการเขียนนิยายคือ การยอมรับคำวิจารณ์

จริง ๆ ไรต์เขียนนิยายครั้งแรกตั้งแต่ช่วงประถมนะคะ แต่ด้วยวุฒิภาวะในตอนนั้น ทำให้แต่งนิยายออกมาไม่จบ หลักจากนั้นไรต์ก็กลายเป็นนักอ่านเพียงอย่างเดียว จนรู้สึกว่าเรามีจินตนาการที่อยากเปลี่ยนพล็อตของเรื่อง อยากให้เรื่องดำเนินไปอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว เราคือผู้อ่าน เรากำลังเพลิดเพลินกับจินตนาการของผู้อื่นอยู่ เราไม่สามารถบังคับตัวละครเหล่านั้นได้ ดังนั้นวิธีเดียวที่ตัวละครเหล่านั้นจะเป็นไปอย่างที่เราต้องการ คือเราต้องเป็นผู้เขียน เราต้องเป็นเทพที่บันดาลให้ตัวละครเดินไปในทิศทางที่เราต้องการ

เมื่อคิดแล้วตอนนั้นก็ลงมือแต่งทันทีเลยค่ะ เราแต่งผ่านโปรแกรมเอกสารธรรมดา พอแต่งไปได้สักหลายตอนก็เริ่มคิดต่อว่า เราจะเก็บจินตนาการนี้ไว้คนเดียว หรือเราจะแบ่งปันกับผู้อื่นดี?

เรารู้สึกว่ามันไม่มีอะไรเสียหาย ดังนั้นจึงเลือกลงนิยายกับเด็กดีเว็บที่เราชอบอ่านนิยายเป็นประจำ จำได้ว่าวันนั้นเรานั่งรีเฟรชหน้าต่างตลอด เพื่อคอยดูว่ามียอดวิวขึ้นไหม

วันแรกจำได้ว่ามีคนเข้ามาอ่านหลักร้อย และคอมเมนต์แรกที่ให้กำลังใจเราคือพี่สีดาเหมียวเหมียว เราไม่ได้รู้จักกัน แต่อยากจะบอกพี่เขามากว่า ขอบคุณคอมเมนต์ในวันนั้นที่ทำให้ไรต์หน้าใหม่อย่างเรา มีกำลังใจ

ทำให้เราสัญญากับเขาว่า เราจะไม่ทิ้งนิยายเรื่องแรกของเรา

เราสัญญากับเขาว่า เราจะแต่งให้จบ มันทำให้เราผ่านสิ่งที่ยากที่สุดมาได้ นั่นคือการเขียนนิยายจนจบ

สำหรับเราในฐานะนักเขียนแล้ว การเริ่มต้นไม่ใช่เรื่องยาก สิ่งที่ยากคือการต่อเรื่องและไม่ทิ้งนิยายไว้กลางทาง เราที่เป็นนักเขียนจะต้องทำให้นิยายจบโดยสมบูรณ์ที่สุดค่ะ

แม้จะเคยท้อ แค่ก็ไม่เคยคิดเลิกเขียนนิยาย

เชื่อไหมว่า ถ้าถามคำถามนี้กับนักเขียน 100 คน เกิน 90 คนจะต้องตอบว่า ท้อ 555+

ทุกสิ่งบนโลกใบนี้ต้องมีอุปสรรคแน่นอนค่ะ
สำหรับเรา ปัญหาที่เจอในฐานะนักเขียนแรก ๆ เลย คือการยอมรับคำวิจารณ์

ช่วงแรกที่ลงนิยาย มันมีดราม่าต่าง ๆ เกิดขึ้นเยอะมาก คำวิจารณ์ที่เราได้รับ แน่นอนว่ามันมีมาทั้งในรูปแบบของการให้คำแนะนำ ติ-ชม และคำด่า ทั้งด่าแบบหยาบคาย แบบประชดประชัน หรือแม้กระทั่งมาในแบบของการข่มขู่

มันส่งผลกระทบต่อความรู้สึกมากจนไม่อยากจะเขียนต่อแล้ว แต่เพราะคำสัญญาที่ให้ไว้กับนักอ่านคนแรก และได้รับกำลังใจจากนักอ่านอีกหลายท่าน ทำให้เรารู้สึกว่าเราทิ้งมันไม่ได้

แต่คำถามที่เกิดในใจเราตอนนั้นคือ เราจะจัดการกับความรู้สึกตัวเองยังไง

แน่นอนว่าเราคงไปห้ามเขาไม่ได้ ดังนั้นเราจึงต้องจัดการกับความรู้สึกของตัวเอง เราเลือกที่จะอธิบายมุมมองของเราให้เขาได้รับรู้ เลือกจะตั้งสติทุกครั้งที่ตอบคำถาม พอมันผ่านเหตุการณ์เหล่านั้นมาได้เรารู้สึกเลยว่า เราเติบโตขึ้นในฐานะนักเขียน

ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปหลังเริ่มเขียนนิยาย

ถ้าถามว่าชีวิตเราก่อนเริ่มเขียนนิยายกับหลังเขียนนิยาย เปลี่ยนแปลงไปบ้างไหม  เปลี่ยนค่ะ เปลี่ยนมากด้วย สิ่งที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดเลยคือการจัดการ

ต้องจัดการเวลาให้เป็นระบบ มีเวลาเขียนนิยาย มีเวลาไปทำงานวิจัย งานประจำก็ต้องไม่พลาด ที่สำคัญคือ จัดเวลาให้ตัวเองและครอบครัว ให้ร่างกายเราได้พัก ได้ใช้เวลากับคนที่รักบ้าง ถือเป็นการผ่อนคลายที่ดีนะคะ

หลังจากได้มาเขียนนิยายแล้วก็ทำให้มุมมองของเราต่ออาชีพนักเขียนเปลี่ยนไป

จากเดิม เราเคยเป็นแค่นักอ่าน เชื่อไหมว่า เราอ่านนิยายตอนหนึ่งประมาณ 5-10 นาที จากนั้นสิ่งที่เราจะทำต่อไปคือ คอมเมนต์บอกนักเขียนว่า มันค้าง ค้างมาก ขอตอนต่อไป และเฝ้ารอตอนต่อไปอย่างใจจดใจจ่อ

แต่พอเรามาเป็นนักเขียนแล้ว เราถึงรู้ว่าบางครั้งตอนหนึ่ง ๆ กว่าจะได้มาให้เราใช้เวลาเพียง 5 -10 นาทีในการอ่านนั้น นักเขียนอาจใช้เวลา 5-10 วันในการเขียนก็ได้

มันทำให้เรารู้สึกว่า นักเขียนที่เราเคยอ่านผลงานของเขามา เขาเก่งมากจริง ๆ นะ เขาสามารถอดทนใช้เวลาในการแต่งนิยายเรื่องหนึ่งให้เราได้สนุกและเพลิดเพลินไปกับมันได้ กลายเป็นทำให้เรารู้สึกว่าอาชีพนักเขียน คืออาชีพที่ยิ่งใหญ่ เพราะต้องแบกความหวังและความสนุกของนักอ่าน อาจสิบ ร้อย พัน หรือหมื่นคนไปกับตัวอักษรที่คุณใช้จินตนาการ และใช้ความพยายามในการถ่ายทอดให้พวกเขาได้รับรู้ สำหรับเราแล้วคนที่ทำอาชีพนักเขียน อย่างน้อยที่สุดสิ่งที่ต้องมี คือความรับผิดชอบ

รับผิดชอบต่อจินตนาการของตนเอง และรับผิดชอบต่อความสนุกของนักอ่าน ถ้าคุณเริ่มต้นแล้ว คุณต้องพาเขาไปให้ถึงตอนจบ

สำหรับเป้าหมายในเส้นทางการเขียนนิยาย แน่นอนว่าต้องเป็นการรังสรรค์ผลงานให้ออกมาดีที่สุดค่ะ ทำให้คนอ่านเข้าใจ และอินไปกับจินตนาการที่เราถ่ายทอดออกมา ให้เขารู้สึกประหนึ่งว่า เขาคือตัวละครอีกตัวในนิยายของเราค่ะ

ย้อนเวลามาเป็นแฝด นิยายยอดวิวหลักล้านกับผลตอบรับที่ไม่เคยคาดคิด!

เชื่อไหมว่าไม่เคยคิดเลยค่ะ เราคิดแค่ว่า ขอแค่มีคนเข้ามาอ่านและชอบในงานของเราสักร้อยคน เราก็ดีใจมากแล้ว แต่ตอนที่ยอดติดตามพุ่งไปถึงหลักพัน เชื่อไหมว่าเราดีใจจนตัวลอย ตอนที่แตะหลักหมื่น มันเหมือนฝัน

สิ่งที่ไม่อยากเชื่ออีกอย่างคือ ตอนที่ติดอันดับ มันเหมือนความเหนื่อยหายไป เหมือนมีแรงใจแปลก ๆ มากระตุ้นให้เราอยากเขียนงานต่อยอดที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ มันทำให้เรามีความสุข แต่ก็แอบกดดันนะว่าจะเขียนออกมาได้ดีพอที่คนที่ติดตามนิยายเราจะติดตามเราต่อไปไหมอะค่ะ

จุดเริ่มต้นของนิยายเรื่องนี้ มาจากการอ่านนิยายหลาย ๆ เรื่องรวมกัน แล้วเรารู้สึกว่ามันไม่ตรงใจเรา บวกกับตอนนั้นกำลังว่าง เราเลยคิดพล็อตขึ้นมาใหม่ แล้วตัดสินใจเริ่มต้นชีวิตนักเขียนค่ะ

สิ่งที่ทำใก้นิยายเรื่องนี้ได้รับผลตอบรับที่ดี สำหรับเราแล้วคิดว่าอย่างแรกเลย วินัยในการลงนิยาย ถ้าใครติดตามเรามาตั้งแต่ต้น ๆ จะรู้เลยว่า เราเป็นคนที่ลงนิยายตามนัด หรือก่อนนัดตลอดเวลา ถ้าเราได้สัญญาว่าจะลงวันนี้นะ เราจะลง ลงก่อนตลอด ไม่เคยลงหลัง เพราะไม่อยากให้ใครรอ

อย่างที่สองคือ เนื้อเรื่องของเรามั้งคะ อาจเป็นแนวที่นักอ่านหลาย ๆ ท่านชอบ มันเลยได้รับความนิยม ซึ่งต้องขอขอบพระคุณนักอ่านทุก ๆ ท่านมาก ที่สนับสนุนนักเขียนตัวเล็ก ๆ คนนี้เรื่อยมาด้วยค่ะ

จางหนิงผิงอัน นิยายภาคต่อที่ไม่ต่อของ ย้อนเวลามาเป็นแฝด

เรื่องนี้มันมีที่มาจากเรื่อง ย้อนเวลามาเป็นแฝด เราอยากแต่งภาคต่อที่ไม่ต่อของนิยายเรื่องนี้

โดยส่วนตัวแล้ว ในเรื่องย้อนเวลามาเป็นแฝด เราชอบตัวละคร เยี่ยฮ่าว ซึ่งเป็นน้องเล็กของเรื่อง เราเลยคิดว่าเราอยากจะทำภาคต่อของนิยายที่มีเยี่ยฮ่าวเป็พระเอก แต่เพื่อไม่ให้มีความเชื่อมโยงมากจนเกินไป เราเลยสร้างพระ-นางอีกคู่ขึ้นมา เป็นพระ-นางที่สร้างสีสันให้เรื่องนี้ได้ดำเนินเรื่องอย่างสุขนิยมค่ะ

เล่าถึงเสน่ห์ของเรื่องนี้ นิยายเรื่องนี้ไม่อิงประวัติศาสตร์ ไม่อิงความเชื่อใด ๆ เรียกว่าไม่อิงอะไรเลย เป็นเหมือนการที่เราสร้างโลกอีกใบหนึ่งขึ้นมาให้เซียนที่ในความเป็นจริง ยศอาจต่ำกว่าเทพ สามารถทุบตีเทพมังกรได้ ให้เห็นมุมน่ารัก ๆ ของเทพที่เรามักจะจินตนาการว่าต้องน่าเกรงขาม น่ากลัว น่าเคารพ กลายเป็นเทพมังกรตะมุตะมิน่ารัก ๆ รั่ว ๆ

โดยทั้งหมดก็ยังคงไว้ซึ่งคอนเซ็ปต์ของม่านหลังจันทร์ 
คือนิยายครอบครัว นิยายสีขาวค่ะ

ส่วนที่ว่าทำไมผลงานที่ผ่านมาถึงเลือกเขียนแนวจีนโบราณทั้งหมด ก็เพราะ ช่วงนี้อิน แล้วก็อ่านนิยายจีนโบราณมากกว่าแนวอื่น ๆ ค่ะ บอกเลยว่า นิยายในหมวด อดีต ปัจจุบัน อนาคต ของเว็บเด็กดี ไม่มีเรื่องไหนไม่สนุก ยิ่งเป็นเรื่องที่ติดท็อป 20 คือเรื่องที่เราพลาดไม่ได้เลย มันเลยทำให้ในหัวเราคิดออกมาแต่พล็อตนิยายจีนโบราณค่ะ

แต่อีกไม่นานเกินรอ ได้พบกับนิยายไทยแน่นอนค่ะ 

เพราะเงินเดือนไม่พอกับรายจ่าย เลยลองเปิดขายนิยาย

ต้องบอกก่อนว่า เราเป็นพนักงานประจำ และในช่วงโควิดไม่ได้รับผลกระทบทางเงินแต่อย่างใด แต่เงินที่เราได้มันไม่เพียงพอ ทั้งค่าใช้จ่ายของตัวเราเองและครอบครัว ไหนจะค่าเรียนที่ต้องใช้เงินหลักแสน มันไม่ใช่แค่ไม่พอเก็บ ต้องบอกว่ามันไม่พอใช้ด้วยซ้ำ

พอคิดแบบนั้น เราก็รู้สึกว่าไม่ได้ละ เราต้องหาเงินเพิ่มเพื่อเผื่ออนาคตที่ไม่แน่นอนของเรา ด้วยความลังเล เราเลยเลือกทดลองลงนิยายแบบอ่านล่วงหน้า ซึ่งเราคิดว่าเป็นตัวเลือกที่ดีทั้งกับนักอ่านและนักเขียน คือนักอ่านสามารถเลือกได้ว่าจะจ่ายเพื่อซื้อความค้าง หรือสามารถรอได้จนถึงช่วงเปิดฟรี โดยราคาที่ตั้งเราก็ไม่ได้ตั้งสูง ซึ่งผลตอบรับที่ได้ บอกเลยว่าดีเกินคาดไปมาก ๆ ค่ะ มันทำให้เราได้อีกทาง มีเงินเก็บ สภาพการเงินต้องเรียกว่าคล่องขึ้นกว่าแต่ก่อนพอสมควร ทำให้เราตัดสินใจขายแบบรายตอนและแบบแพ็กเกจให้นักอ่านอย่างไม่ลังเลค่ะ

แน่นอนว่านิยายที่ขายแบบรายตอนและแบบแพ็กเกจ เราจะตรวจสอบแล้วก่อนลงให้ได้ซื้อเสมอค่ะ

จากรายได้หลักร้อยสู้เงินหลักหมื่นในเวลาสั้นๆ 

เราติดเหรียญครั้งแรกปลายเดือนพฤศจิกายนปี 2563 เชื่อไหมว่า เวลาเพียงแค่ 2- 3 วัน ทำให้เรามีรายได้เกือบ 2,000 บาท สิ่งที่ตกใจยิ่งกว่าคือ เดือนธันวาคม เรามีรายได้จากการติดเหรียญ แค่ 4 ตอน เกือบ 10,000 บาท ตัวเราเองในตอนแรกคิดว่าน่าจะได้ไม่กี่ร้อย หรือเต็มที่ก็พันหนึ่ง ไม่เคยคิดเลยค่ะว่าจะได้แตะเงินหมื่นในเวลาสั้น ๆ แบบนี้

สำหรับน้อง ๆ ที่อยากลองเปิดขายนิยาย ไม่มีคำว่าไม่จริงสำหรับรายได้จากการเขียนนิยายกับเด็กดี เพียงแต่มันจะมากหรือน้อย อันนี้ต้องบอกว่าขึ้นอยู่กับนักเขียนแต่ละท่านจริง ๆ บางคนได้รับเงินหลักร้อย แต่บางคนได้หลักแสน ส่วนหนึ่งมันขึ้นกับเนื้อเรื่องว่าสนุก น่าสนใจ จนดึงดูดนักอ่านมากพอจะให้เขาเข้ามาสนใจนิยายของเราหรือไม่

อีกส่วนคือความขยัน ต้องมีวินัยในการลงนิยายค่ะ สำหรับใครที่กำลังคิดว่าจะเริ่มต้นเขียนนิยาย ขอให้ลงมือทำค่ะ แค่คุณลองทำ อะไรไม่เคยก็ทำ อะไรไม่รู้ก็ศึกษา ไม่ว่าคุณจะอายุเท่าไหร่ เรียนสูงแค่ไหน อยู่ในสถานะใด มันไม่ใช่ปัญหาสำหรับการเป็นนักเขียน ขอเพียงคุณมีใจรักในการเขียนนิยายเท่านั้นก็พอแล้วค่ะ

แน่นอนว่าผลลัพธ์มันก็น่าจะทำให้การเงินในชีวิตคุณคล่องขึ้นถ้าคุณขยันและมีวินัยมากพอ

อยากให้นักอ่านสนใจ คำโปรย คือสิ่งสำคัญ

แน่นอนว่า อย่างแรกเลยคือคำโปรย ตอนที่เราเป็นนักอ่าน สิ่งที่เราอ่านอย่างแรกคือคำโปรย ดูว่าน่าสนใจแค่ไหน ดังนั้นเราต้องทำคำโปรยให้น่าสนใจก่อน เพื่อดึงดูดให้คนเข้ามาอ่าน จากนั้นก็นำเสนอเนื้อเรื่องที่สนุกตามจินตนาการของเรา สำนวนและคำผิดก็มีส่วนให้นักอ่านติดตามเราต่อไปนะคะ ดังนั้นเราจะมองข้ามเรื่องนี้ไปไม่ได้

สุดท้ายคือการลงอย่างสม่ำเสมอ หากเราเว้นช่วงการลงไปนาน ๆ นักอ่านอาจลืมนิยายของเราก็ได้ ดังนั้น เราต้องมีวินัย อย่าดองงานค่ะ

สำหรับใครที่กำลังท้อ เราอยากจะบอกว่า ความสามารถของคนเราอาจไม่เท่ากันและไม่สามารถกำหนดได้ แต่ความพยายามคือสิ่งที่เรากำหนดเองได้

ลองสู้ให้สุดสักตั้ง เราเชื่อว่าผลลัพธ์ที่ได้จะทำให้คุณยิ้มอย่างมีความสุขในภายหลัง คุณท้อได้ แต่คุณจะถอยไม่ได้ เพราะไม่แน่ว่าความสำเร็จที่คุณฝันหามันอาจจะอยู่อีกแค่ไม่กี่ก้าวของคุณเท่านั้น มันกำลังรอให้คุณเดินไปหามันอยู่ค่ะ สู้ ๆ นะคะ

 

ถึงนักอ่านที่รัก…..

กำลังใจสำคัญในการเขียนนิยายของเราอันดับแรกเลย แน่นอนว่าเป็นคนอ่านค่ะ ทั้งคอมเมนต์ และการส่งกำลังใจ ทั้งหมดนี้เป็นแรงผลักดันให้เรามีความสุขในการเขียนนิยาย และที่ขาดไม่ได้เลย คือรายได้ที่ได้รับจริง

มันทำให้เห็นว่า สิ่งที่เราทำเป็นสิ่งมีค่ามีราคา คุ้มกับความเหนื่อยยากของเราที่นั่งเขียน ต้องขอบคุณผู้มีอุปการคุณทุกท่านมา ณ ที่นี้นะคะ

สุดท้ายนี้ ขออนุญาตฝากผลงานในตอนนี้นะคะ มีผลงานที่จบไปแล้วสองเรื่อง คือ ย้อนเวลามาเป็นแฝด และ เลือกอดีตชาติรัก สามารถซื้อได้ทั้งในรูปแบบออนไลน์และแพ็กเกจในเด็กดีค่ะ

ส่วนเรื่องที่กำลังลงในเด็กดีตอนนี้ก็มี จางหนิงผิงอัน และ จอมนางเซียนอักขระ และผลงานเรื่องอื่น ๆ ที่กำลังจะปล่อยออกมาในอนาคตกับทางเด็กดี ยังไงก็ฝากติดตามผลงานของนักเขียนตัวไม่น้อยนี้ด้วยนะคะ

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามผลงานเสมอมาค่ะ

ม่านหลังจันทร์

 

พี่หญิงเชื่อว่านักเขียนเด็กดีหลายๆ คนต้องเผชิญหน้ากับคอมเมนต์แย่ๆ กันมาไม่น้อยค่ะ และก็ต้องยอมรับเลยว่าคอมเมนต์ที่ได้จากนักอ่านแต่ละคนนั้นล้วนส่งผลกระทบต่อกำลังใจการเขียนของเราทุกคน แต่ก็อย่างที่ม่านหลังจันทร์ได้กล่าวเอาไว้ในบทสัมภาษณ์ว่าเมื่อเราได้ตัดสินใจเผยแพร่นิยายให้อ่านออนไลน์แล้ว การจะไปบังคับนักอ่านให้คอมเมนต์หรือไม่คอมเมนต์อะไรเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถควบคุมได้ แต่สามารถจัดการกับความรู้สึกตัวเองได้ การที่เราจะเขียนต่อได้หรือไม่มันก็ขึ้นอยู่กับว่าเราจัดการความรู้สึกยังไง อย่างม่านหลังจันทร์ เธอเลือกที่จะใช้สติตั้งรับกับทุกปัญหาที่ดาหน้าเข้ามา ไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคและใช้กำลังใจจากนักอ่านทุกคนที่ติดตามผลงานเป็นผลักดันในการเขียนนิยายต่อไป จนในผลงานของเธอก็ได้รับการยอมรับจากนักอ่านมากมาย 

พี่หญิงก็มาลองคิดตามดูนะ ถ้าวันนั้นวันที่ถูกด่าเธอเลือกที่จะยอมแพ้และไม่เขียนต่อไป ในวันนี้เธอก็คงจะไม่สามารถประสบความสำเร็จและได้รับการยอมรับจากนักอ่านมากมายขนาดนี้ หากตอนนี้ทุกคนกำลังจมอยู่กับความเศร้า ท้อจากคอมเมนต์ติ หรือคำพูดที่ไม่ดีทั้งหลายจนเลิกเขียนนิยายไป นั่นก็แสดงว่าทุกคนจะไม่มีวันเอาชนะคำพูดเหล่านั้นได้เลย ทุกคนจะยอมให้ทุกอย่างเป็นอย่างนี้จริงๆ หรือ ลองถามตัวเองดูกันค่ะ และไม่ว่าสุดท้ายแล้วเราจะตัดสินใจยังไง พี่หญิงก็ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนก้าวผ่านเวลาที่ยากลำบากนี้ไปด้วยกันค่ะ

ติดตามผลงาน ม่านหลังจันทร์ ได้ที่นี่

 

พี่หญิง

https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=ying

พี่หญิง - ผู้เขียน

มนุษย์บ้านิยายที่สิงอยู่แถวๆ คลังนิยายเด็กดีเป็นประจำ

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#นิยาย #นักเขียน #ม่านหลังจันทร์ #ย้อนเวลามาเป็นแฝด #สัมภาษณ์นักเขียน #นักเขียนมือใหม่ #เปิดขายนิยายเด็กดี #เคล็ดลับนักเขียน

บทความที่นิยมอ่านต่อ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป