|
สวัสดีเหล่านักเขียนชาวเด็กดีดอทคอมทุกคนจ๊ะ วันนี้พี่ปัดมีบทความดีๆของน้อง Anemone2526 มาฝากจ๊ะ เป็นบทความที่พูดถึงทิศทางของวรรณกรรมไทยในสายตาคลื่นลูกใหม่ อย่ารอช้าไปอ่านกันเลยดีกว่าจ๊ะ
ที่มา : Anemone2526 < My.iD >
จากมติชน
ร่วมวงสนทนากับบรรดาคนวรรณกรรมคราใด มักได้ยินข้อสงสัยหนึ่งเป็นประจำ"สังคมวรรณกรรมบ้านเราตอนนี้มีทิศทางเช่นไร"แม้นี่จะเป็นคำถามโลกแตก ประมาณว่าไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกัน แต่ก็เป็นคำถามที่สร้างความคึกคักให้แก่การแลกเปลี่ยนมุมมองอยู่ไม่น้อย เพราะความหลากหลายในคำตอบ และในวาระที่ 5 พฤษภาคมนี้ จะเป็นวันนักเขียน มติชนจึงขอนำเสนอบางนานาทรรศนะของคนวรรณกรรมคลื่นลูกใหม่ ที่มีต่อทิศทางบรรณพิภพไทย เผื่อความหลากหลายทั้งมวล อาจนำไปสู่การใคร่ ครวญและตระหนักรู้...นับจากบรรทัดนี้เป็นต้นไป
จรูญพร ปรปักษ์ประลัย "เรากำลังค้นหาคำตอบบางอย่าง ท่ามกลางทะเลอันเคว้งคว้าง ไม่มีทั้งแผนที่และเข็มทิศเราขยับเคลื่อนไปช้าๆ สำรวจความว่างเปล่ารายรอบ เรากอบเก็บความว่างเปล่านั้นมาอย่างไม่เข้าใจเราก่อร่างสร้างงานขึ้นจากความว่างเปล่าที่เก็บกลับมาในแต่ละครั้งและหลายครา ผลที่ได้มาก็เป็นความว่างเปล่าเฉกเช่นกัน"
เชตวัน เตือประโคน "ต้องมองแยกระหว่างคนอ่านหนังสือกับคนเขียนหนังสือ นักอ่านที่ถือว่าเป็นคอวรรณกรรมบ้านเราเป็นกลุ่มเฉพาะ กลุ่มคนที่อ่านช่อการะเกด ราหูอมจันทร์ อันเดอร์กราวน์ บลูทีน ก็เป็นคนกลุ่มเดียวกัน ทั้งยังไม่กว้างมากด้วย สังเกตได้จากยอดขาย พิมพ์ครั้งเดียวแต่ขายกันหลายปีกว่าจะมีพิมพ์ซ้ำ โดยเฉพาะหนังสือที่ไม่มีรางวัลการันตี แทบจะเรียกได้ว่าจมหายไปในร้านหนังสือ ส่วนหนึ่งเพราะหนังสือบ้านเราราคาแพง เนื่องจากการลงทุนผ่านจากทางฝ่ายผู้ผลิตอย่างเดียว แต่หากรัฐเข้ามาสนับสนุนหนังสือที่มองว่ามีคุณภาพ ก็จะทำให้ถูกลง คนซื้อหนังสือก็ไม่ต้องห่วงพะวงกระเป๋าสตางค์มาก
ทางฟากคนเขียนหนังสือ รู้สึกค่อนข้างคึกคักเป็นพิเศษ เพราะมีพื้นที่เปิดรับผลงานวรรณกรรมมากขึ้น ทั้งนิตยสารและสำนักพิมพ์ต่างๆ ที่ไม่ค่อยคุ้นชื่อ มีรางวัลวรรณกรรมขึ้นมามากมายนอกจากซีไรต์ ประกอบกับคนรุ่นใหม่หลายคนอยากเป็นนักเขียน เพราะมองว่าเป็นอาชีพที่อิสระ และเท่ในความคิดของบางคน สังเกตได้จากจำนวนงานที่ส่งประกวดแต่ละเวที งานเขียนในเว็บบล็อก หรือโพสท์ตามเว็บไซต์ แต่ทิศทางในอนาคต ก็คงจะเดินไปอย่างนี้ หากไม่มีนโยบายหรือผู้มีอำนาจใดเข้ามาเปลี่ยนแปลง
ภาณุ ตรัยเวช "ตอนนี้เป็นยุคที่หน่อนักเขียนรุ่นใหม่ เริ่มเติบใหญ่ ให้เห็นต้น เห็นใบกันบ้าง ชื่อของหลายๆ คน กำลังกลายเป็นตัวตนอันจับต้องได้ในสังคมและทางการตลาด ขณะที่นักเขียนรุ่นเคยใหม่ในช่วงห้าถึงสิบปีที่ผ่านมา กำลังจะถูกจัดขึ้นหิ้ง แต่ก็ไม่ได้มองว่านักเลงเก่าหยุดนิ่งอยู่กับที่ อย่างคุณเดือนวาด พิมวนา ที่ตอนนี้คงไม่อาจเรียกตัวเองว่านักเขียนใหม่ได้เต็มปาก ก็ยังคงพัฒนาฝีมืออย่างไม่หยุดหย่อน การเข้ามาและเขยิบไปของลูกคลื่น เป็นเรื่องธรรม ชาติ มิหนำซ้ำทิศทางวรรณกรรมในอนาคตอันใกล้คงเข้าทำนองเหล้าเก่าในขวดใหม่ อะไรที่คนรุ่นเดิมเคยขีดเส้นไว้ คนรุ่นใหม่ก็ยังคงเขียนกันต่อไป จากสมัยที่คุณปราบดาได้รางวัลซีไรต์ ก็สร้างแรงบันดาลใจ ก่อเกิดกระแสเด็กแนว หนังสือทำมือ แต่ในปัจจุบันฝุ่นที่เคยตลบคลุ้งเหล่านั้นได้ตกตะกอนลงแล้ว สุดท้ายก็กลับมาวนเวียนอยู่กับประเด็น "เพื่อชีวิต" จุดนี้น่าเสียดายและน่าหวั่นใจ ถ้ามองว่าการเมืองกำลังเข้าภาวะผันผวน คนไทยหมิ่นวิกฤตอัตลักษณ์ทางการเมือง ไม่ช้าเราจะตัดสินกันไม่ถูกว่าควรเชื่อผู้ใด กระทั่งว่าการเมืองคืออะไร ถ้าวรรณกรรม ซึ่งเป็นพื้นฐานความคิดของสังคม ยังย่ำเท้าอยู่กับอากัปกิริยา ซึ่งหยิบยืมมาจากคุณกุหลาบ คุณเสนีย์ บ้านเมืองเรามีปัญหาแน่ๆ ไม่ใช่ว่าไม่เห็นด้วยกับความคิดของคณะสุภาพบุรุษ แต่ในขนบเพื่อชีวิต สิ่งที่เราทำๆ กันอยู่คือลอกเลียนมา แต่อากัปกิริยาสมัยหนึ่ง ปัญญาชนเสียดสีผู้มีอำนาจ เชิดชูนักปฏิวัติ สิ่งเหล่านี้มันมีกาลเทศะ มีห้วงเวลา และสถานการณ์อันถูกแบบ ถ้าเราจะรับสืบทอดแนวความคิดเพื่อตรึกตรอง ดัดแปลง ปรับแก้อะไรที่ตกยุค และคงไว้ซึ่งสิ่งสร้างสรรค์ ก็เห็นด้วย แต่นี่เราดันลอกเลียน อากัปกิริยามาทั้งดุ้น คือเราก็ยังคงด่านักการเมือง โดยไม่สนใจว่าพวกเขาสมควรโดนด่าหรือเปล่า แล้วเชิดชูคนที่วางตัวเองตรงข้ามกับผู้มีอำนาจ ทั้งที่จริงๆ ในสังคมมีทั้งอำนาจสว่าง และอำนาจมืด คนที่เราเห็นว่าไม่มีอำนาจ อาจจะมีพลังมืดสนับสนุนอยู่ก็ได้
สรุปก็คือการที่เราลอกเลียนมาแต่ "อากัปกิริยา" แต่ไม่ยอมรับ "แนวความคิด" เป็นเรื่องอันตราย และเป็นเรื่องที่เกิดได้ง่ายในแวดวงวรรณกรรมบ้านเราเสียด้วย
ในอนาคตอยากให้มีประเพณี และวิถีประชาที่ปกป้องนักวิจารณ์ เปิดโอกาสให้คนออกมาแสดงความคิดเห็นต่อศิลปะงานเขียน ทุกวันนี้ภาพยนตร์ไทยไปไกลกว่าวรรณ กรรมไทย เพราะมีวัฒนธรรมการวิจารณ์ ภาพยนตร์สร้างออกมาไม่ดี ก็ถูกนิตยสาร หนังสือพิมพ์ติเตียน แต่สำหรับหนังสือ ประหนึ่งว่าพอผ่านแท่นพิมพ์ก็ตรงขึ้นหิ้งบูชา การที่นักอ่านชื่นชม และติเตียนหนังสือได้อย่างเปิดอก จะเป็นการสนับสนุนให้คนอยากอ่านหนังสือ กระตุ้นนักเขียนให้พัฒนาฝีมือ รวมไปถึงวางรากฐานการศึกษาด้าน ต่างๆ อีกด้วย"
ชาติวุฒิ บุณยรักษ์ "ถ้าเทียบกับเมื่อสิบปีก่อน ก็คงจะซบเซากว่าในอดีต ก็เพราะบริบททางสังคมเปลี่ยนไป เริ่มจากตัวแปรที่เป็นภายนอกซึ่งเป็นผลพวงจาก Globalization ส่งผลให้พฤติกรรมของปัจเจกเปลี่ยนแปลงไป ผู้คนหันไปหาสื่ออื่นที่ง่ายต่อการเสพที่สำคัญอีกอย่างคือ ความผิดพลาดของระบบการศึกษาของประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับอุดม ศึกษา มุ่งเน้นเพียงผลิตบัณฑิตมาป้อนสังคมทุนนิยม ท่องเป็นแต่คาถาต้นทุนต่ำ-กำไรสูงอยากร่ำรวย โดยไม่เคยและไม่มีสมรรถภาพพอที่จะคิดตั้งคำถาม และอย่าลืมว่าวัฒนธรรมการอ่านการเขียนในประเทศโลกที่สามอย่างเรา ยังไม่เคยเข้มแข็งพอ ถัดมาคือตัวแปรภายในแวดวงวรรณกรรมไทยเอง อาทิ การขาดหายไปของสังคมและวัฒนธรรมแห่งการวิจารณ์ เท่าที่พูดคุยกับนักวิจารณ์บางท่านมา ผมได้ข้อมูลที่ตรงกันเสมอคือ "ก็เขียนแล้วไม่รู้ว่าจะไปลงที่ไหน" ซึ่งก็สอดคล้องกับสถานการณ์ของ "สนาม" ทั้งเรื่องสั้น บทกวี และนิยาย ที่ค่อยๆ ทยอยหายไป
ในส่วนของสำนักพิมพ์ก็ทราบกันดีอยู่แล้ว ว่าหนังสือประเภทใดขายดี บู๊ธไหนคนซื้อแย่งกัน สำนักพิมพ์อยากได้งานประเภทไหนไปพิมพ์ ระหว่างงานเขียนที่สามารถเปลี่ยนชีวิตคนได้ กับ งานที่คนมีชื่อเสียงเขียนหรือจ้างคนอื่นเขียน ทั้งหมดนี้เริ่มต้นที่การปลูกฝังผ่านระบบการศึกษาที่ยังไม่ค่อยจะมีคุณภาพนัก เป็นต้นเหตุของ "สภาวะวิกฤตทางจิตสำนึกของปัจเจก"
นักเขียนประเทศนี้ไม่เคยอยู่ได้เหมือนคนทั่วๆ ไปด้วยการเขียนเพียงอย่างเดียว ก็เรื่องเดิมๆ ค่าตอบแทนมันต่ำ นักเขียนเยอะสนามมีน้อย อาจมีบางคนที่ทำได้ แต่ผมเชื่อว่ามีน้อยมาก
และที่สำคัญคือ รัฐบาลของประเทศนี้แทบจะไม่เคยหันมาสนใจปัญหานี้อย่างจริงจังเลยสักที แต่ก็ตลกดีทุกรัฐบาลกลับประกาศให้ "การอ่าน" เป็น "วาระแห่งชาติ" ทุกปี ฟังดูดีมากๆ แต่กลับไม่เคยมีการผลักดันจริงจัง ให้ส่งผลเชิงบวกต่อวรรณกรรมไทยเลย
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแปลงานวรรณกรรมไทยดีๆ ไปสู่สายตานักอ่านชาวโลก แล้ววรรณกรรมไทยจะไปถึงไหนได้อย่างไรละครับ เราต้องพยายามข้ามกำแพงของภาษาด้วยการแปลเป็นภาษาอังกฤษก่อน แล้วนำงานไปสู่สายตาของนักอ่านในตลาดนอกประเทศ ที่เหลือสำหรับภาษาอื่นๆ จะเป็นไปเอง
ประเทศญี่ปุ่นเล็กนิดเดียว แต่ประชาชนอ่านหนังสือมากที่สุดในโลก มีรางวัลทางวรรณกรรมกว่า 400 รางวัล ผมว่าประเทศเราก็ประวัติศาสตร์ก็ยาวนานนะ แต่ลองนับดูสิว่าประเทศเรามีกี่รางวัลกัน แล้วเท่าที่มีๆ อยู่นั่น สามารถส่งผลต่อภาพรวมของวรรณกรรมไทยในระดับ ไหนและอย่างไรบ้าง เป็นไปอย่างสร้างสรรค์หรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องคิดครับ
อุรุดา โควินทร์ "วรรณกรรมไทยในปัจจุบันหลากหลายขึ้น เปิดกว้างขึ้น มีนักเขียนที่เขียนเรื่องสะท้อนสังคมเมือง สังคมชนบท เรื่องความสัมพันธ์ เรื่องโรแมนติค เรื่องสืบ สวน และอื่นๆ นอกจากนั้นยังพบผู้คนในหลายอาชีพที่หันมาจับงานเขียน ทำให้ได้วรรณกรรมที่มีความลึกในเรื่องข้อมูลเฉพาะ ชอบบรรยากาศแบบนี้ เพราะเชื่อว่าทุกคนมีเรื่องเล่าของตัวเอง ขอเพียงค้นหาศักยภาพในการสร้าง สรรค์ หมั่นฝึกปรือ และอดทน
ไม่อยากคาดว่าวรรณกรรมจะเดินไปไหนทิศทางไหน เพราะในฐานะคนเขียนหนังสือ ความคาดหวังอาจกลายเป็นกรอบที่ล้อมตัวไว้ เชื่อเพียงว่า วรรณกรรมนั้นมีชีวิต และเป็นชีวิตนิรันดร์ ย่อมมีอนาคต มีการเปลี่ยนแปลง เราจะค้อมหัวยอมรับความเปลี่ยนแปลงนั้น"
อนุสรณ์ ติปยานนท์ "ทิศทางวรรณกรรมไทยแลดูเหมือนมีอนาคต แต่จริงแล้วผมกลับรู้สึกหดหู่ เรายังมีประเด็นถกเถียงทางวรรณกรรมน้อยเกินไป แต่กลับมุ่งถกเถียงแต่ความขัดแย้งส่วนตัว งานเขียนแบบเดิมที่แทบอธิบายสังคมสมัยใหม่ไม่ได้เลย ยังถูกทำซ้ำไม่หยุดหย่อน นักเขียนยังมุ่งติดกับรางวัลจนเกินจริง และใช้รางวัลเหล่านั้นติดรอบตัวไม่ต่างจากพลาสเตอร์ยา
เหตุผลง่ายๆ ที่มองเช่นนั้น ลองมองดูศิลปะแขนงอื่นเราจะเห็นว่าแวดวงวรรณกรรมกำลังรั้งท้าย แม้จะเปรียบได้ยาก แต่ภาพยนตร์หลายเรื่องนำเสนอความอัศจรรย์ของเรื่องเล่าได้มากกว่าวรรณกรรมเสียอีก ศิลปะในแกลอรี่สื่อความคิดยากๆ ได้ดีกว่าวรรณกรรม คุณภาพด้านจินตนาการของนักเขียนไทยกำลังเป็นคำถามที่ถูกลืม
ผมคิดว่าเราไม่ควรตั้งคำถามมากนักกับทิศทางเพราะมันคาดเดาได้ยากและอาจเป็นความฝันเฟื่องเกินไปว่าเรากำลังเคลื่อนไปทางนั้นหรือทางนี้ เมื่อแรกตัดถนนใหม่อาจมีถนนหลายสายที่น่าวิ่งแต่เมื่อเวลาผ่านไปเรากลับพบว่าปลายทางของมันอยู่ที่หุบเหว"
ลลภ สามสี
ต้องจำกัดความก่อนว่า "วรรณกรรม" คืออะไร หมายถึงเรื่องแต่งประเภทเรื่องสั้น นวนิยาย และกวีนิพนธ์ใช่ไหม ถ้าหมาย ความตามนี้ ผมคิดว่าอยู่ในยุคเฟื่องฟูทีเดียว เพราะมีนักเขียนรุ่นใหม่เกิดขึ้นมากมาย เป็นผลผลิตของวัฒนธรรมสถาพร ใยไหม แจ่มใส แม้ว่าเรื่องส่วนใหญ่จะอาศัยเพียงจินตนา การ แต่พวกเขาน่าจะพัฒนากลวิธีการเขียนได้ ถ้าไม่หยุดเขียน ก็จะเป็นนักเขียนที่มีคุณภาพขึ้นได้ ดูถูกเขาไม่ได้ เพราะเขาเหล่านี้ล่ะที่จะเติบโตเป็น ว.วินิจฉัยกุล โบตั๋น กฤษณา อโศกสิน และวันหนึ่งอาจจะวกเข้ามาสู่ความเป็น "วรรณกรรมคุณภาพ"
แต่ถ้าให้มองกลุ่มนักเขียนรุ่นใหม่ที่ทำงาน "วรรณ กรรม" ในแง่ที่เข้มข้น สะท้อนสังคม สะเทือนอารมณ์ คนรุ่นใหม่ในระยะนี้ที่ทำงานคุณภาพและทำอย่างต่อเนื่องแทบจะไม่มีจริง ส่วนใหญ่เป็นรุ่นอายุ 30
ซึ่งก็สัมพันธ์กับภาพรวม เพราะความสนใจอ่านและเขียนวรรณกรรมเพิ่มขึ้นในปริมาณที่น้อยลง พิมพ์หนังสือเล่มหนึ่งไม่ขาดทุนก็นับว่าคุ้มแล้ว แต่ถ้าหนังสือเล่มนั้นได้รับรางวัล ยอดขายก็อาจจะดีขึ้น แต่ก็ไม่เกิน 3,000 เล่ม ถ้าได้ซีไรต์ก็จะไปไกลหน่อย เพราะสังคมติดกับยี่ห้อนี้มาก สะท้อนให้เห็นวัฒนธรรมการอ่านที่อิงกระแสเป็นหลัก
สิ่งหนึ่งที่วัดทิศทางได้คือ ยอดขายจากงานสัปดาห์หนังสือครั้งล่าสุด อย่างงานของ ประชาคม ลุนาชัย ทุกครั้งหากเป็นงานเล่มใหม่ จะขายได้ประมาณ 500 กว่าเล่ม แต่งานนนี้กลับขายได้ไม่เกิน 100 เล่ม และงานอย่าง "มาตุภูมิเดียวกัน" ที่ได้รางวัลชมเชยจากงานสัปดาห์หนังสือก็ขายได้เพียง 100 กว่าเล่ม ผิดกับปีก่อนที่ "พญาอินทรี" กับ "นาฏกรรมเมืองหรรษา" ขายได้มากกว่า 500 เล่ม
ส่วนงานวรรณกรรมของมติชน ผมในฐานะบรรณาธิ การเล่มที่ดูแลด้านนี้ และเพื่อนร่วมงานก็ยังคงทำงานกันอย่างต่อเนื่อง เชื่อว่ายังมีคนที่ผลิตผลงานดีๆ อีกมาก และก็มีต้นฉบับหลั่งไหลเข้ามาตลอดเวลา
เราพิมพ์งานนักเขียนหน้าใหม่หลายคน และเป็นงานคุณภาพทั้งสิ้น
จริงๆ แล้วในเดือนหนึ่ง เราคืนต้นฉบับไปพอสมควร ถ้าเอาตรงนี้เป็นตัววัด ก็รู้ได้ว่าวรรณกรรมไทยยังคงเคลื่อนไหวอยู่ แต่ค่อนข้างเงียบเชียบเท่านั้นเอง
แต่ผมรู้สึกว่านักเขียนปัจจุบันหมกมุ่นอยู่กับตัวเองมากเกินไป ไม่ใส่ใจสังคมเหมือนนักเขียนสมัยก่อน เมื่อไม่มีแรงกระตุ้น งานจึงออกมาน้อย และเรื่องก็มีความน่าสนใจน้อยลง ซึ่งอาจจะเป็นเหตุให้กระแสธารวรรณกรรมไม่คุคลั่งถาโถม
เป็นมุมมองเพื่อการต่อยอด ที่ไม่อยากให้ผ่านเลย
เป็นไงบ้างจ๊ะ หลังจากที่ได้อ่านมุมมองของนักเขียนคลื่นลูกใหม่ที่มีต่อวรรณกรรมไทยแล้ว น้องๆนักเขียนชาวเด็กดีดอทคอมเห็นด้วยกับบทความนี้รึเปล่าจ๊ะ หรือถ้ามีความคิดเห็นเพิ่มเติมก็อย่าเก็บไว้คนเดียวนะจ๊ะเอาออกมาบอกคนอื่นด้วย
พี่ปัดขอขอบคุณบทความดีๆของน้อง Anemone2526 จ๊ะ
|
9 ความคิดเห็น
โห..ก็เดี๋ยวนี้คนบ้าเกมส์บ้าเทียวมากกว่าเมื่อก่อนด้วยแหละ
จะให้พูดอีกกี่ครั้งกี่หน "นักเขียนไทย" ก็ยังคงเป็นอย่างนี้อยู่ดีแหละ ไม่ได้ดูถูกหรือต่อว่าอะไรนะคะ แต่มันคือเรื่องจริงที่มีให้เห็นอยู่ทั่วไปบนแผงหนังสือ ในสื่ออินเตอร์เน็ตหรือที่อื่น ๆ ที่สามารถหามาเปรียบเทียบได้