|
มาลงตอนที่2 ตามสัญญาแล้วจ้า...สำหรัยน้องๆที่รออยู่(มีเปล่าหว่า?)ก็โทษทีนะจ๊ะที่พี่นัทเอามาลงให้ช้าไปหน่อย...แต่มาช้ายังดีกว่าไม่มาเนอะ...อิอิ
ภาษาไทยของเรานั้นมีเสน่ห์ตรงที่มีคำมากมายให้เลือกใช้กับบุคคลที่มีความรู้แตกต่างกันได้มากมาย ศัพท์ภาษาไทยได้บางคำนั้นมีความอลังการ ฟังครั้งเดียวแม้จะไม่ทราบความหมาย แต่จะทราบถึงนัยแห่งคำได้ดีว่า นั่นคือ คำที่ใช้กับบุคคลชั้นสูง ในการเขียนหนังสือเพื่อสื่อความหมายนั้นไม่จำเป็นที่จะต้องใช้ศัพท์สูงๆ เพื่อแสดงออกถึงความรู้ของผู้เขียนอย่างมากเกินเหตุ เพราะศัพท์สูงๆบางคำมาจากภาษาอื่นและยังมีการลด ทอน เพิ่ม ในรูปคำตามกระบวนการทางด้านภาษามาอย่างสลับซับซ้อนจนยากแก่การทำความเข้าใจ ทำให้การสื่อความหมายถูกปิดกั้น และก่อให้เกิดความล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ดังนั้น การเขียนหนังสือเพื่อสื่อเรื่องราวต่างๆ จึงควรใช้คำคุ้นเคยในชีวิตประจำวันจะดีกว่า โดยเลือกสรรคำที่สุภาพ ทุกคนฟังแล้วเข้าใจในทันที ไม่ต้องกลับไปเปิดพจนานุกรมเพื่อค้นความหมายให้ยุ่งยากเสียเวลา
การเขียนหนังสือที่ใช้ประโยคสั้นๆ กระชับมีคำไม่มากนัก แต่ให้ความหมายกว้าง นี่นับเป็นที่ถูกอกถูกใจนักอ่านมากทีเดียว ดังนั้น เวลาเขียนหนังสือผู้เขียนจะเป็นต้องเสาะหาคำที่ให้ความหมายกว้างครอบคลุมที่สุดมาใช้ในงานเขียนของตนให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ อย่างเช่น พี่นัทจะลองยกตัวอย่างให้ดูนะ ประโยคที่ว่า เช้าวันนี้ท้องฟ้าช่างดูปลอดโปร่งแจ่มใส ถ้าลองใช้คำสั้นๆ เหมือนที่ ยาขอบ* เคยใช้คำว่า ฟ้าแผ้ว ก็จะครอบคลุม และกะทัดรัดกว่า ___________________________ โชติ แพร่พันธุ์ หรือเจ้าของนามปากกา ยาขอบ ที่มีผลงานเด่นคือ ผู้ชนะสิบทิศ และอีกหลากหลายเรื่องไม่ว่าจะเป็นผลงานเรื่องสั้นชื่อ เพื่อนแพง วรรณกรรมเรื่องยาวอย่าง สามก๊ก (ฉบับวณิพก) ความเรียงปกิณกะเรื่องสินในหมึก เป็นต้น
การเขียนหนังสือที่ดีจะต้องมีวรรคมีตอน ซึ่งผู้เขียนจะต้องศึกษาในเรื่องนี้เป็นกรณีพิเศษ ในการเริ่มเรื่องประโยคแต่ละครั้งจะต้องไม่เขียนติดต่อกันให้ยาวเกินเหตุ เพราะการเขียนหนังสือที่ติดกันเป็นพืดจะทำให้ผู้อ่านไม่มีการพักสายตา ซึ่งจะทำให้กล้ามเนื้อนัยต์ตาเกิดอาการล้า และจับใจความสำคัญได้ลำบาก ด้วยเหตุนี้เวลาเขียนหนังสือ จึงต้องอาศัยวรรคตอนเข้ามาช่วย จะทำให้ตัวหนังสือแต่ละบรรทัดมีที่ว่าง เป็นการพักสายตา และทำให้ผู้อ่านจำสิ่งที่อ่านได้แม่นยำยิ่งขึ้น ข้อสำคัญผู้อ่านจะอ่านด้วยความรู้สึกสบายๆ
โดยปกติแล้วเวลาที่ผู้เขียน เขียนหนังสือออกมาในครั้งแรกนั้น จะเขียนออกมาตามความคิดเห็นที่พรูออกมาจากสมอง ทำให้ต้องรีบเขียนออกมาโดยเร็วก่อนที่ความคิดจะชะงัก การเขียนออกมาตามความคิดโดยเร็วเช่นนั้นจะทำให้ได้ความคิดดีๆ มากมาย แต่สิ่งที่อาจจะเป็นจุดอ่อนก็คือ สำนวนภาษาที่อาจะไม่สละสลวยชวนอ่าน เมื่อเป็นเช่นนี้ หลังจากเขียนแล้ว ผู้เขียนจะต้องอ่านทบทวนข้อเขียนนั้นอีกครั้งหนึ่งข้อความหรือสำนวนใดที่เห็นว่าแข็งกระด้างไม่ราบรื่น ก็ควรปรับแก้เสียใหม่ ก่อนที่จะส่งไปพิมพ์เผยแพร่
การตั้งย่อหน้าและย่อหน้าในงานเขียนนั้น ผู้เขียนจะต้องตั้งหรือขึ้นย่อหน้าให้มีประเด็นและความหมายเป็นเรื่องเป็นราว มิใช่ว่านึกจะขึ้นย่อหน้าก็ขึ้นไปโดยไร้หลักไร้เกณฑ์ การตั้งย่อหน้าแต่ละย่อหน้านั้น จะต้องประกอบไปด้วยใจความสำคัญหรือสาระสำคัญอย่างใดอย่างหนึ่ง และภายในย่อหน้านั้นจะประกอบด้วยส่วนขยายที่จะให้ความกระจ่างชัดเจนสร้างความเข้าใจต่อผู้อ่าน ข้อควรระวังอีกข้อหนึ่งคือการเขียนแต่ละย่อหน้านั้น ย่อหน้าหนึ่งๆจะต้องพูดถึงเรื่องเรื่องเดียวกัน โดยมีประเด็นหลักที่จะพูดอละประเด็นรองที่จะนำมาผสมผสานเป็นเหตุเป็นผลที่เหมาะเจาะกัน สำหรับน้องๆที่ยังไม่ได้อ่านตอนที่ 1 ก็ติดตามอ่านย้อนหลังไปได้เลยจ้าที่ มีปัญหาเรื่องงานเขียน หมดกำลังใจ แวะเข้าไปทักทาย พูดคุย หรือระบายกันได้ที่ MY ID พี่นัท คลิกรูปคนน่ารักๆข้างล่างนี้ หรือ ที่ judne@dek-d.com จ้า 24 ชม.เลยนะ
|
แสดงความคิดเห็น
ถูกเลือกโดยทีมงาน
ยอดถูกใจสูงสุด
รายชื่อผู้ถูกใจความเห็นนี้ คน
แจ้งลบความคิดเห็น
คุณต้องการที่จะลบความเห็นนี้ใช่หรือไม่ ?

11 ความคิดเห็น
โอ้ ใจหลายๆจ้า ~
อ่านแล้ว ประกายไฟในการเขียนนิยายก็แตกดังโพล๊ะเลย
จากหนังสือนิยายที่เคยอ่านๆมา รวมทั้งของที่ตัวเองแต่ง
มันก็ไม่มีบางข้ออ่ะ ออกจะขัดๆกัน
โดยเฉพาะข้องสุดท้าย
ขอบคุณค่า
อ๋า ยังไม่ได้เหรอ เอาเป็นว่า ขอบคุณสำหรับคำแนะนำ 5 ข้อนะคัฟ ^^