นักเรียนทั้งหมด ทำความเคารพ
ซา หวัด ดี ครับ (ค่ะ) อา จารย์
สวัสดีครับทุกๆคน ก่อนที่จะเข้าสู่ชั่วโมงเรียนวิชาหลักการเขียนนิยาย ผมขอออกกฎขึ้นมาซักสามข้อให้ทุกคนได้ปฏิบัติตาม ข้อแรก...ให้เรียกชื่อผมว่า เคนนี่ฮาสส์ ก็พอ ไม่ต้องใส่ชื่ออาจารย์ หรือครู หรือโปร หรืออะไรที่ดูเป็นการยกย่องหรือให้เกียรติผมนำหน้าหรอก ต้องบอกก่อนว่า ผมไม่ได้มีคุณสมบัติหรือมีความสามารถพอที่จะให้ทุกคนมาเรียกผมว่าอาจารย์ ผมก็เหมือนๆกับพวกคุณนั่นแหล่ะ ที่ยังต้องฝึกฝนในด้านการเขียนให้มาก แต่ผมมีแค่ความเข้าใจบางส่วนที่จะให้ทุกคนสามารถเรียนจบวิชานี้แล้วสามารถ ไปเขียนนิยายของตนเองให้ดีขึ้นได้ก็เท่านั้นเอง ข้อสอง...ทุกคนมี สิทธิ์ที่จะแสดงความคิดเห็นในการสอนของผมได้อย่างเต็มที่ ทั้งในชั่วโมงเรียนและนอกชั่วโมงเรียน เพียงแต่ขอให้แสดงความคิดเห็นในเชิงสร้างสรรค์เท่านั้น และข้อสุดท้าย...วิชา ของผมไม่มีการบ้าน ไม่ต้องทำรายงาน ไม่มีข้อสอบเก็บคะแนน สิ่งเดียวที่คุณต้องทำก็คือ เก็บเกี่ยวความรู้ที่ผมจะมอบให้พวกคุณให้มากที่สุด แล้วนำไปประยุกต์ใช้กับนิยายของคุณ เพียงเท่านี้ก็คือว่าได้บรรลุวัตถุประสงค์ของการเรียนวิชาหลักการเขียน นิยายแล้วครับ
อาจา...เอ่อ...คุณเคนนี่ฮาสส์ครับ ไม่ทราบว่าคุณจบมาจากที่ไหนเหรอครับ?
ยัง ไม่จบครับ ณ ขณะนี้ผมยังศึกษาอยู่ระดับปริญญาตรี สาขาการโฆษณาอยู่ มีผลงานแค่เขียนบทความลงนิตยสารเกมบางแห่งเท่านั้น ซึ่งผมเชื่อได้เลยว่า ทุกคนคงต้องสงสัยว่า ผมเรียนในสายที่ไม่เกี่ยวกับการเขียนนิยายเลย แล้วจะมีปัญญาสอนอย่างงั้นเหรอ? แน่นอนว่ามันต้องมีอยู่แล้ว ไม่งั้นผมคงไม่มายืนอยู่ตรงหน้าชั้นแบบนี้หรอก
แต่จะจบหรือไม่ หรือจบจากไหนก็ไม่สำคัญ การเขียนนิยายไม่จำเป็นว่าคุณต้องเรียนสายวารสารศาสตร์ อักษร ศาสตร์ หรือวรรณกรรมศาสตร์แค่อย่างเดียว ถึงผมจะยอมรับว่า ถ้าผู้เขียนเรียนในด้านนั้นจะได้เปรียบกว่าคนที่เรียนสายอื่น เพราะพวกนี้จะหาคำและประโยคมาเขียนได้ดีกว่า แต่ก็ใช่ว่าคนที่เรียนในสายอื่นจะไม่สามารถเขียนได้ดีเท่าคนพวกนั้น เพราะของแบบนั้นมันฝึกกันได้ เอาง่ายๆ...คุณพันทิวา ผู้เขียนนิยายเรื่อง ล่าข้ามโลก ซึ่ง โด่งดังมากในวงการนิยายบู๊ ท่านเรียนจบจากโรงเรียนเตรียมทหาร และปัจจุบันเป็นถึง ผอ.กองจัดการ กรมอู่ทหารเรือ แห่งกองทัพเรือ หาได้จบจากอักษรศาสตร์ไม่ แต่ท่านใช้ประสบการณ์ที่เกิดจากความรักในการอ่านเขียน และเรื่องราวจากชีวิตทหารมาเรียงร้อยเป็นเนื้อเรื่องที่ชวนติดตาม นั่นจึงสรุปได้ว่า การเป็นนักเขียนนั้น ไม่จำเป็นเลยที่จะต้องเรียนจบมาจากสายวิชาเฉพาะ ขอแค่ถ่ายทอดเรื่องราวให้คนเข้าใจได้ เท่านี้ก็ถือว่าคนได้เริ่มต้นก้าวมาสู่วงการนักเขียนแล้วครับ
เอาล่ะ เสียเวลามามากแล้ว เรามาเริ่มเข้าสู่บทเรียนแรกกันดีกว่า วันนี้เราจะมาพูดถึงคุณสมบัติและการเตรียมพร้อมเพื่อเป็นนักเขียน...
มีคำถามพลั่งพลูออกมามากมาย อาจจะรวมถึงพวกคุณหรือเพื่อนๆในห้องเรียนนี้ก็ได้ แต่คำถามที่ถามกันบ่อยมากที่สุดก็คือ อยากเป็นนักเขียน ต้องทำอย่างไร? ถ้าจะให้ตอบแบบกำปั้นทุบดินก็คือ เริ่มเขียนเสียแต่ตอนนี้ นั่นเป็นคำตอบที่ถูกต้องครับ แต่มันก็ยังไม่ใช่คำตอบทั้งหมดเสียทีเดียว การจะเป็นนักเขียนที่ดีได้นั้น พวกคุณจะต้องค้นหาตัวเองก่อนว่าตัวเองมีคุณสมบัติเพียงพอหรือไม่ ซึ่งคุณสมบัติของการเป็นนักเขียนที่ดีมันมีดังนี้ครับ
1. มีจินตนาการ : นัก เขียนจะต้องทำงานอยู่กับความคิดของตัวเองและร่ายออกมาเป็นตัวอักษรให้คน อื่นๆเข้าใจ ถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดเป็นอันดับแรก เพราะจินตนาการเป็นเสมือนพรสวรรค์ขั้นที่หนึ่ง รองลงมาคือทักษะในการเขียน ไม่ต่างจากงานศิลปะ ถ้าผู้เขียนขาดจินตนาการ ก็จะมองไม่เห็นภาพของเนื้อเรื่อง พอมองไม่เห็นภาพ ก็จะถ่ายทอดออกมาได้ไม่ดี สุดท้ายคนอ่านก็ไม่เข้าใจในสิ่งที่ผู้เขียนต้องการจะสื่อ
2. มีความอดทน : การ เขียนนิยาย ใช่ว่าเขียนแค่เดือนสองเดือนก็เสร็จ บางเรื่องใช้เวลาเป็นปีๆ กว่าจะเสร็จ เหตุผลที่ต้องใช้เวลาค่อนข้างนานขนาดนี้ก็เพราะต้องใช้เวลาในการตรวจทานและ แก้ไข ซึ่งน้อยมากๆถึงมากที่จะมีคนที่เขียนแล้วไม่ต้องกลับมานั่งแก้
คุณเคนนี่คะ แต่ใครๆก็อยากจะเขียนนิยายให้เสร็จเร็วๆ เพื่อที่จะได้เอาไปให้คนอื่นอ่านต่อไวๆไม่ใช่เหรอคะ?
ตรง นี้แหล่ะครับคือปัญหาของนักเขียนมือใหม่ ซึ่งมักจะขาดคุณสมบัตินี้เกือบจะทุกคน เมื่อพยายามเร่งเขียนให้จบเรื่องหรือจบตอน ก็จะขาดในเรื่องของของการตรวจทานแก้คำผิด ซึ่งทำให้นิยายของคนนั้นดูไม่มีคุณภาพ ต้องขอบอกไว้เลยว่า ใครที่ยังติดนิสัยแบบนี้อยู่ ให้รีบแก้ไขตัวเองได้แล้ว น้อยคนนักที่จะเขียนครั้งเดียวแล้วออกมาดูดี ไม่ต้องแก้เลย ซึ่งมันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยสำหรับพวกคุณที่พึ่งจะเริ่มเขียนนิยายได้ไม่นาน
3. มีความรับผิดชอบ : นัก เขียนเป็นงานที่ต้องทำกับตัวหนังสือและจินตนาการ บางครั้งการทำงานก็สนุกจนลืมกินข้าวกินปลา แต่บางทีก็น่าเบื่อจนอยากจะเลิกเขียนแล้วไปทำอย่างอื่น แต่ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม สิ่งที่ไม่ควรลืมก็คือ ต้องรู้จักแบ่งเวลาระหว่างงานเขียนและกิจกรรมประจำวัน เช่น เรียนหนังสือ ช่วยงานบ้าน ทำการบ้าน หรือแม้แต่เวลาไปมีกุ๊กกิ๊กกับแฟน เพื่อไม่ให้กระทบกระเทือนกับงานทั้งสองด้าน
อ้าว? แต่คุณบอกว่างานเขียนต้องใช้ความอดทนมากไม่ใช่เหรอคะ? ถ้าต้องให้แบ่งเวลาแล้วเมื่อไหร่จะเขียนเสร็จล่ะคะ?
ท่าทางคุณจะยึดติดกับการทำให้เสร็จเร็วๆจังเลยนะครับ... จะช้าหรือเร็วมันไม่สำคัญหรอก แต่ อย่าลืมสิว่า คุณยังมีสถานภาพเป็นนักเรียนอยู่ ควรจะทุ่มเทให้กับการเรียนให้มาก การเขียนนิยายสำหรับคุณในตอนนี้ยังเป็นได้แค่งานอดิเรกเท่านั้น ไม่ได้จะพูดกีดกัน แต่จะบอกให้ฟังว่า ถ้าคุณจะยึดอาชีพนักเขียนเป็นอาชีพหลักเลยนั้น คุณเตรียมใจที่จะต้องอดมื้อกินมื้อได้เลย เพราะงานเขียนมันไม่ใช่งานที่จีรังยั่งยืนซะทีเดียว ถ้าคุณไม่เก๋าจริง คุณไม่สามารถยืนอยู่บนเส้นด้ายแห่งวงการนักเขียนได้นานนักหรอก แม้แต่เจ.เค.โรลลิ่ง คนเขียนเรื่อง แฮรี่พ็อตเตอร์ ยังต้องมีอาชีพเป็นครูสอนหนังสือ หรือแม้แต่แร็บบิท คนเขียนเรื่อง หัวขโมยแห่งบารามอส ที่พวกคุณคลั่งไคล้ก็ยังต้องมีอาชีพประจำของเขาเพื่อยังชีพเช่นเดียวกัน
ชีวิต นักเขียนช่างแสนอาภัพมาก เพราะต้องอยู่แต่ในห้องสี่เหลี่ยม และอยู่บนหน้าจอคอมพิวเตอร์ตลอดเวลา ถ้าคุณไม่โผล่หัวไปทำกิจกรรมอย่างอื่น รับรองได้เลย ถ้าไม่เป็นเอ๋อไปซะก่อน ก็คงจะกลายเป็นบุคคลที่โลกลืมอย่าง คราก เค้นท์ อย่างแน่นอน
4. ใฝ่หาความรู้อยู่ตลอดเวลา : ไม่ ว่าคุณจะมีพล็อตเรื่องดีแค่ไหน แต่หากขาดความรู้ที่จะนำมาใช้เขียนอ้างอิงประกอบ มันก็ไม่ต่างจากการสร้างบ้านโดยขาดการวัดสเกลนั่นเอง ดังนั้น สิ่งที่คุณควรจะทำก็คือ ควรจะศึกษาหาข้อมูลที่จำเป็นต่อเรื่องที่คุณจะเขียนให้มากที่สุดเท่าที่จะ ทำได้ เช่น ถ้าคุณต้องการจะเขียนเรื่องเกี่ยวกับนางสนมในพระราชวัง ก็ต้องไปหาสารคดีหรือบันทึกเกี่ยวกับเรื่องราวในพระราชวังมาอ่าน หรือถ้าคุณอยากจะเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับนางเอกที่เป็นแม่ครัว ก็ต้องไปหาตำราทำอาหารหรือดูทีวีที่มีรายการเกี่ยวกับทำอาหารมาดูอ้างอิง เป็นต้น
แล้วถ้าจะเขียนเรื่องรักหวานแหววล่ะคะ? ต้องไปหาข้อมูลมาจากไหน?
อัน นี้พวกคุณน่าจะรู้กันดีอยู่แล้วล่ะมั้ง? เผลอๆน่าจะรู้ดีกว่าผมเสียด้วยซ้ำไป แต่ถ้าอยากจะได้ข้อมูลมากกว่านี้ก็ต้องไปศึกษาจากเรื่องเล่าของคนที่เคย( และ)มีความรัก ประกอบกับอ่านหนังสือพวกบทกวี บทความจากนิตยสารที่มีข้อคิดและปรัชญาเกี่ยวกับความรัก จะช่วยให้คุณมีทัศนคติเกี่ยวกับความรักเป็นของตัวเอง ซึ่งจะมีส่วนช่วยในการเขียนนิยายมากทีเดียว
แล้วถ้าผมอยากจะศึกษาเกี่ยวกับสำนวนถ้อยคำภาษาที่ใช้ในการเขียน ผมจะไปหาข้อมูลจากไหนได้บ้างครับ?
เป็น คำถามที่ดีมากครับ สำหรับโวหารนั้น ผมอยากจะให้พวกคุณได้ลองไปศึกษานิยายของคนอื่น โดยเฉพาะนิยายที่ขึ้นชื่อว่าภาษาสวยงาม สำนวนดี ขอให้อ่านมากๆ ยิ่งคุณอ่านมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีคำศัพท์ดีๆอยู่ในคลังสมองไว้เขียนมากขึ้น ซึ่งผมเองก็จะพยายามอ่านนิยายให้มากขึ้นเหมือนกัน เพราะส่วนตัวผมแล้วผมไม่ค่อยอ่านนิยายทนสักเท่าไหร่ โดยเฉพาะนิยายที่ใช้ศัพท์สูง ซึ่งนั่นทำให้นิยายของผมไม่ค่อยเด่นในเรื่องของภาษาเท่าไหร่นัก
5. เปิดใจยอมรับความคิดเห็นจากคนอื่นๆ : บาง ครั้งผู้เขียนอาจจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำไปว่า นิยายของตนนั้นมีจุดเด่นหรือจุดด้อยตรงไหน ด้วยเหตุนี้ พวกคุณจึงต้องยอมรับในคำวิจารณ์ของผู้อ่าน แม้ว่ามันจะรุนแรงไปก็ตาม แต่ถ้านั่นเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนานิยายเรื่องต่อไป มันก็คุ้มแล้วที่จะยอมให้คนสับแหลก ดังนั้น ผู้เขียนจึงต้องยอมอดทน และยอมรับในทัศนคติเกี่ยวกับนิยายของที่มีต่อผู้อื่น
แล้วเราควรจะให้ใครเป็นผู้วิจารณ์นิยายของเราล่ะคะ?
จะ เป็นคนใกล้ตัวก็ได้ครับ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน พ่อแม่ ครูบาอาจารย์ ก็ได้หมด แต่ผมอยากจะแนะนำว่า ควรจะหาผู้วิจารณ์ที่ไม่สนิทชิดเชื้อจนเกินไป โดยเฉพาะพ่อแม่ เนื่องจากความสนิทนี่แหล่ะ ที่ทำให้พวกเขาไม่สามารถวิจารณ์ได้อย่างเต็มที่ เพราะพวกเขาเข้าใจว่าถ้าไปวิจารณ์ในจุดด้อย กลัวจะทำให้คุณเสียความรู้สึก แนะนำว่าควรจะเอานิยายไปโพสลงอินเตอร์เน็ตหรือไม่ก็ลองเอาไปให้อาจารย์ ที่ X วชาญด้านภาษาไทยได้ลองอ่านดู น่าจะช่วยพวกคุณได้
เอา ล่ะครับ หวังว่าพวกคุณคงจะหาคำตอบได้แล้วนะครับว่าตนเองมีคุณสมบัติมากพอที่จะเป็น นักเขียนได้หรือไม่ ซึ่งผมเชื่ออยู่แล้วว่าทุกคนต้องมีกันครบอยู่แล้วแน่นอน โอ๊ะ? ใกล้จะหมดชั่วโมงแล้ว งั้นก็ขอจบบทเพียงเท่านี้ก่อน หากมีข้อสงสัยอะไรเกี่ยวกับบทเรียนที่ผ่านมา คุณสามารถมาถามคำถามได้ที่นี่ หรือที่มายไอดีของผม แล้วเจอกันใหม่ครับ
เอ่อ...คุณเคนนี่ฮาสส์ครับ พวกผมจะไปหาหนังสือเรียนวิชาหลักการเขียนนิยายได้ที่ไหนครับ?
เออว่ะ ผมก็ลืมไป วิชานี้ไม่ต้องใช้หนังสิอเรียนนี่หว่า งั้นก็ช่างมันเถอะ
28 ความคิดเห็น
และแล้วเราก็เจอคอร์สอบรมการเป็นนักเขียนแบบไม่เสียตังซะที ฮาๆๆๆๆ
ขอบคุณสำหรับบทเรียนมากนะค่ะ และจะพยายามนำมาใช้เวลาเขียนนิยายของตัวเอง
พลั่งพลู -- เอ่อ ไม่รู้นะ แต่คุณแคนนี่ฮาสส์เขียนผิดรึเปล่า?
แว่นไม่แน่ใจ พลั่งพลู? -- พรั่งพรู
พลั่งพลู -- เอ่อ ไม่รู้นะ แต่คุณแคนนี่ฮาสส์เขียนผิดรึเปล่า?
แว่นไม่แน่ใจ พลั่งพลู? -- พรั่งพรู
PS.
โอ๊ะ พึ่งรู้ตัวแฮะว่าสะกดผิด
ขอบคุณ คห.6ด้วยนะครับที่เตือน
คงจะเปิดได้3ปีแล้วมั่ง
(แต่เรียนทางไปรษณีย์)
ถ้าอยากรู้ก็ลองอ่านหนังสือหลักนักเขียนดู
ลูกเล่นดีมากครับ มีคำถาม และคำตอบในตัว อ่านแล้วสนุกดี ไม่เครียดๆ
สำหรับสาระนั้น ผมยกให้ที่ 1 เลยครับ ดีมากๆ ทำให้ผมได้คิดอะไรได้หลายอย่าง ซึ่งคุณสมบัติของนักเขียนหลายข้อ ผมยังทำไม่ได้เลย T-T
ขอบคุณอีกครั้งนะครับ
มีจิตนาการ(แต่งได้วันล่ะเรื่องเดี๋ยวก็ลืม...)มีความอดทน(จ้ากก!!!ความอดทนต่ำด้วยเรา)
มีความรับผิดชอบ(....................>>เงียบ จอมอู้เงียบสิครับท่าน....)มีความใฝ่รู้(ง่ะ.....แย่แล้วเรา.....)
รับฟังความคิดเห็นจากคนอื่น(ก็มันไม่มีคนมาพูดนี่นา ทำไงดี??)ชิๆๆ ไม่มีหนังสือเรียน...เฮ้ออออออ
แล้วจะรอดไม๊เนี้ย?(ต้องรอดๆๆ-ท่องไว้ 2 วิฯลืมตามเคย)อยากได้ บทเรียนต่อไปจังเลย
มีต่อมั้ยล่ะเนี้ย++ โฮะๆ แล้วจะเอาไปพัตนาตนเองครับผ้ม=[]=!!
ปล. เด็ก ม.1 ตนนี้ควรทำยังไงดีคับ ถ้าอยากจะแต่งแนวแฟนตาซีสักเรื่อง....
แต่ว่าจะลองสำรวจตัวเองดูและลองเขียนดูสักเรื่องเผื่อจะเข้าท่าบ้าง ^ -^
แต่ว่าจะลองสำรวจตัวเองดูและลองเขียนดูสักเรื่องเผื่อจะเข้าท่าบ้าง ^ -^
ขอบพระทัยกระหม่อม (มาจากไหนล่ะหว่า)
ดีค่ะ จะได้สำรวจดูตัวเองและแก้ไข
ขอบคุณมากเลยค่ะ ข่วยหนูได้เยอะเลย เพราะหนูเพิ่งเริ่มเขียนเป็นบทเรียนที่หนูชอบมากเลยค่ะ (น่าจะมีในร.ร.เนอะ)
ขอบคุณมากครับ แล้วผมของค้างค่าเทอมได้ไหมครับเหอๆ