##สีของหัวสไลด์
1=ส้ม
2=ฟ้า
3=ชมพู
4=ม่วง
5=ฟ้า
6=เขียว##
ใส่สีเลขสีที่นี่หลังเครื่องหมายดอกจันทร์ห้ามมีเว้นวรรคนะ-> *1
5 เรื่องอัดอั้นตันใจจากวัยรุ่นไทย
เรื่องพ่อแม่เป็นห่วงลูกที่จะมีแฟนเป็นเรื่องปกติ โดยเฉพาะลูกผู้หญิง บางครอบครัวทั้งหวงทั้งห่วงจนเป็นการกีดกันลูกไม่ให้มีแฟน ซึ่งทัศนะในการจะให้ลูกวัยรุ่นซึ่งอยู่ในวัยเรียน และวัยหัวเลี้ยวหัวต่อแบบนี้มีแฟนขึ้นอยู่กับความเชื่อของแต่ละครอบครัว บางครอบครัวเปิดอิสระ บางครอบครัวก็อาจจะเห็นเป็นเรื่องไม่เหมาะสม บางครอบครัวก็พิจารณาแล้วว่าลูกยังเด็กและมีนิสัยไม่ระมัดระวังตัวเอง อาจถูกหลอกได้ สำหรับผู้ใหญ่อาจมีเหตุผลล้านแปดที่ไม่อยากให้ลูกมีแฟน (แต่ก็อาจไม่ได้พูดให้ลูกฟังเหมือนกัน) แต่สำหรับวัยรุ่นไม่ว่าจะอย่างไร การห้ามก็คือการห้าม ไม่เห็นเหตุผลอื่นๆ นอกจากผู้ใหญ่หัวโบราณเกินไป ถ้าวัยรุ่นมั่นใจว่าการมีแฟนจะไม่เกิดเรื่องไม่เหมาะสมขึ้น เรื่องนี้ก็ควรตกลงกันได้ระหว่างพ่อแม่และลูกค่ะ เพราะฉะนั้นทั้งเด็กและผู้ใหญ่ก็ควรพูดกันให้จบก่อนจะทะเลาะกัน!
บางทีเราก็พูดไม่ตรงกับใจ...

| 2. รู้สึกว่าไม่ได้รับความเชื่อใจ และถูกเปรียบเทียบ |
เรื่องที่คนวัยไหนก็ต้องรู้สึก ถ้าตัวเองอยู่ท่ามกลางสถานการณ์ที่ไม่มีใครยอมรับ ไม่มีใครเข้าใจ โดนเปรียบเทียบ ไม่มีใครเชื่อใจ ยิ่งวัยรุ่นยิ่งมีอารมณ์เหล่านี้มากขึ้น ไม่ใช่วัยรุ่นไม่มีเหตุผลนะคะ แต่อารมณ์ของวัยรุ่นจะนำหน้าเหตุผล
ในบางสถานการณ์ถ้ายิ่งไม่มีคนเข้าใจ วัยรุ่นยิ่งเศร้า ยิ่งต้องหาที่ระบาย จึงเกิดเป็นกระทู้เหล่านี้ แม้ที่มาที่ไปของเรื่องอาจจะแตกต่างกันบ้าง แต่ก็เป็นเรื่องของความรู้สึกที่ไม่มีคนเข้าใจ
สถานการณ์แบบนี้มักเกิดขึ้นเมื่อต่างฝ่ายต่างไม่ยอมรับฟังกันเอง หรืออาจสะสมมาเรื่อยๆ จากการที่อีกฝ่ายไม่ยอมหันหน้าคุยตรงๆ
วัยรุ่นคิด: คุยไป พ่อแม่ก็ไม่เข้าใจ พูดไปพ่อแม่ก็ไม่เชื่อ แล้วจะพูดทำไม
ผู้ใหญ่คิด: บอกเหตุผลบางส่วนลูกก็น่าจะเข้าใจ เก็บส่วนอื่นๆ ไว้ก่อน กลัวลูกเครียด กลัวลูกเสียใจ
เพราะลูกคิดแบบหนึ่ง พ่อแม่คิดอีกแบบหนึ่ง ต่างเข้าใจกันไปเอง พ่อแม่อาจน้อยใจคิดว่าลูกไม่เคยเข้าใจเหตุผลและภาระของผู้ใหญ่เลย แต่จริงๆ แล้วก็เป็นเพราะทั้งสองฝ่ายอาจจะยังไม่ได้พูดกันให้เข้าใจจนถึงที่สุดก็ได้ค่ะ
| 3. เรื่องงานอดิเรกที่ดูสิ้นเปลือง |
มีเรื่องมากมายที่พ่อแม่พร้อมทุ่มให้ลูกไม่ว่าจะมากขนาดไหน เช่น เรื่องเรียน แต่ก็มีอีกหลายเรื่องเหมือนกันที่ขอกันแทบกระอักก็ขอไม่ได้ เพราะในความคิดเห้นแขงผู้ใหญ่เรื่องเหล่านี้เป็นเพียงเรื่องหาประโยชน์ไม่ได้ เช่น ขอไปคอนเสิร์ตศิลปินต่างประเทศ ขอแต่งคอสเพลย์ หรือบางครอบครัวห้ามกระทั่งไม่ให้ซื้อการ์ตูนอ่าน แต่จริงๆ ทุกเรื่องราวมันเป็นการเรียนรู้ได้ค่ะ
ผู้ใหญ่ควรสอบถามถึงประโยชน์ที่ลูกวัยรุ่นจะได้รับจากกิจกรรมที่เขาของทำ อย่าเพิ่งบอกปัดไปทันที แล้วหาข้อตกลงร่วมกัน เช่น ต้องเรียนให้ได้ 3.8 ในเทอมนี้ หรือแม่จะออกค่าตั๋วให้ 50 % ที่เหลือลูกเก็บเอง และให้พ่อไปรอรับที่งาน เป็นต้น เพราะหากมองมุมของผู้ใหญ่อย่างเดียว ทั้งหมดมันอาจจะเป็นแค่เรื่องสิ้นเปลือง แต่ในความเป็นจริง ผู้ใหญ่ที่เป็นแม่ยกศิลปินก็มีใช่ไหมคะ อิอิ
แน่นอนว่าจริงๆ แล้ววัยรุ่นก็ต้องคิดถึงประโยชน์และสิ่งที่จะเสียไปในอีกหลายๆ ด้านด้วยเช่นกัน เช่น จริงๆ ที่บ้านอาจไม่ได้มีฐานะดีนักที่จะเสียเงินมากขนาดนั้น เก็บเงินไว้เป็นค่าเทอมดีกว่า ไม่มีเงินจ่ายค่าเทอมน่าอายกว่าไม่ได้ไปคอนเป็นไหนๆ อาจจะต้องโดดเรียนไป หรืออาจจะต้องไปค้างบ้านใครไม่รู้ที่ไม่น่าเชื่อถือ เป็นต้น

| 4. เรื่องการเงินในครอบครัว |
วัยรุ่นเดี๋ยวนี้ ไม่ได้สนใจแต่เรื่องของตัวเองเท่านั้น เรื่องเศรษฐกิจของครอบครัวเป็นปัญหาสำคัญของวัยรุ่นมากขึ้น มีกระทู้ต่างที่มาได้หลายๆ ครั้งเกี่ยวกับเรื่องเงินๆ ทองๆ เพราะฉะนั้นทัศนคติที่ว่า "ลูกมีหน้าที่เรียนก็เรียนไป เรียนให้ดี ส่วนเรื่องอื่นๆ ไม่ต้องสนใจ" คงไม่ใช้สิ่งที่ถูกต้องสำหรับการเป็นพ่อแม่ที่สมบูรณ์แล้วค่ะ ยิ่งยุคสมัยนี้เรื่องเศรษฐกิจค่อนข้างผันผวน งานก็ไม่ได้มั่นคงตลอดไป เรื่องเงินๆ ทองๆ จึงทำให้ครอบครัวระส่ำระส่ายได้ง่าย แล้วยิ่งถ้าเรื่องเงินในครอบครัวไม่ดี จนทำให้หลายๆ เรื่องติดขัด แม้พ่อแม่จะบอกให้ลูกตั้งใจเรียน ไม่ต้องสนอย่างอื่น แต่ลูกที่ไม่รู้เรื่องเลยก็พลอยเครียดไปด้วย อาจเรียนตกโดยไม่รู้ตัว
เรื่องนี้อาจจะพูดยาก...ว่าจริงๆ วัยรุ่นส่วนใหญ่รู้สึกอย่างไร แต่ถ้าเรื่องเงินในบ้าน มันไม่ได้ถึงขั้นรู้แล้วต้องลงไปช็อกทันทีในสามวินาที ก็เล่าให้วัยรุ่นในบ้านพอทราบเถอะค่ะ การที่ลูกรู้เหตุผลมากขึ้น จะทำให้เขายอมรับการเปลี่ยนแปลงได้มากขึ้น ไม่งั้นเขาจะคิดว่าพ่อแม่ขี้งก ปิดกั้นโอกาส ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเครียดกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ บางอย่างที่ไม่น่าจะเครียด (จริงๆ ไม่ได้เครียดเรื่องที่ว่าหรอกนะ แค่พาลเพราะเหนื่อยจากเรื่องทำมาหากินต่างหาก) จะได้ร่วมกันออกไอเดียเพื่อช่วยให้ครอบครัวเดินไปข้างหน้าได้ ขอให้อ่านจากกระทู้ที่วัยรุ่นแลกเปลี่ยนกันดีกว่าค่ะ ...

เรื่องปกติที่ไปโรงเรียนแล้วจะเจอครูที่ไม่ชอบบ้างไม่มากก็น้อย ปัญหาของครูกับนักเรียนในปัจจุบันอาจจะแตกต่างไปจากปัญหาของพ่อแม่กับลูกบ้าง ส่วนใหญ่เด็กจะระบายลงกระทู้เกี่ยวกับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของครู เช่น ครูว่าใส่หน้าอย่างไม่มีเหตุผล ใช้คำแรงๆ บ้าง ครูมีอคติกับตัวเอง หรือเพื่อน หรือครูมักมีอคติกับเด็กเรียนไม่เก่ง
เรื่องนี้มองได้ว่าเป็นปัญหามากคนมากความในสังคมที่เปิดกว้างมากขึ้น นักเรียนเริ่มมีพื้นที่วิจารณ์ครูที่ตัวเองไม่ชอบมากขึ้น แต่หากไม่ใช่เรื่องพฤติกรรมอันเกินเลยใดๆ ที่ต้องมีการร้องเรียนกันต่อไป ก็ถือว่าเรื่องราวในกระทู้เป็นมุมสะท้อนให้
ครูในฐานะผู้ใหญ่ต้องรู้จักวางตัวให้เหมาะสม และวัยรุ่นก็ไม่ควรยึดเสรีภาพจนลืมคำนึงถึงมารยาทพื้นฐานของสังคมไทยเช่นกัน
61 ความคิดเห็น
ในฐานะผู้ใหญ่คนหนึ่ง จะเข้าใจวัยรุ่นให้มากกว่านี้ครับ
อยากให้ผู้ใหญ่หลายๆคนอ่านบ้างจังT^T
แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 10 มกราคม 2556 / 20:02
ไม่เคยชมเราเลยด้วย อุตส่าห์พยายามเต็มที่ ตั้งใจสุดๆ แต่ก็ยังไม่ดีพอ
โอ้ยยยยยยยยยยยยยยยยย อยากร้องไหh
มีครั้งหนึ่งตอนประถมสักประมาณปอ4-5ได้ เราเกรดตกมาก จาก3กว่าเหลือแค่2เกือบ3 แม่เราด่าเราเละเลย แต่มีประโยคหนึ่งที่เราไม่เคยลืมมันเลย ' แม่อายเกรดของลูกมาก แม่ไม่กล้าไปบอกใครเลย ' เราเสียใจมาก กับประโยคนี้ เวลาเรานึกถึงประโยคนี้ที่แม่พูด เรามักจะร้องไห้ออกมาดื้อๆ
เฮ้ย พอละ เราคงบ่นเยอะไปแล้ว^^ แต่มันทำให้เราสบายใจมากขึ้นเลยล่ะ^^ แต่ที่แน่ๆเราไม่ชอบ เอ๊ะ ไม่ใช่สิ ต้องบอกว่า เกลียด การเปรียบเทียบของผู้ใหญมากที่สุด! " ผู้ใหญ่ชอบเปรียบเทียบเรากับคนที่เก่งกว่าไม่กี่คน แต่ทำไมผู้ใหญ่ถึงไม่ลองมองข้างหลังเราละ ว่ายังมีคนที่เก่งน้อยกว่าเราอีกเยอะ เมื่อเปรียบกับคนที่เก่งกว่าเรา " สุดท้ายนี้เราก็อยากจะให้ผู้ใหญ่เห็นใจเด็กนิสนึง กว่าเด็กจะได้เกรดงามๆให้ผู้ปกครองทั้งหลายได้ติชม มันก็ ทั้ง ยาก และก็ เหนื่อย พอๆกับ(หรืออาจจะน้อยกว่า(นิดนิง)) ทีผู้ปกครองหลายคนทำงานกันอยู่ทุกวันนี้ก็ได้ค่ะ^^