ในเว็บบอร์ด Dek-D ช่วงใกล้ๆ ปิดเทอมที่ผ่านมา จะมีกระทู้กึ่งๆ วิชาการโผล่มา เนื้อหาแอบยาก คล้ายๆ วิทยานิพนธ์ระดับมหาวิทยาลัย พี่เกียรติอ่านแล้วรู้สึกทึ่งจับใจ เพราะกระทู้กึ่งวิชาการนี้เป็นการนำเสนอรายงานจากเด็กมัธยมปลายหลายๆ โรงเรียน แล้วที่สำคัญระบุตรงกันว่า "เป็นส่วนหนึ่งของวิชา IS" วิชาอะไรเนี่ย พี่เกียรติก็เคยเรียน ม.ปลายผ่านมานะ ทำไมไม่รู้จักวิชานี้ล่ะ จึงได้ทำการสืบค้นต่อไป...พบว่า IS นี้มันวิชาโครตเทพเลยล่ะ!
 |
วิชา IS ย่อมาจาก Independent Study คือ วิชาการศึกษาค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ (Research & Knowledge Formation) เป็นวิชาในโรงเรียนหลักสูตรมาตรฐานสากล แต่ไม่ได้หมายความว่า ถ้าโรงเรียนไหนไม่มีวิชานี้ ก็จะไม่ได้มาตรฐานสากลนะคะ ฮ่าๆ ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละโรงเรียนจะประยุกต์ใช้หลักสูตรชาติตัวไหนนั่นแหละค่ะ
ซึ่งถ้านับกันตามหลักการแล้ววิชานี้มีตั้งแต่ระดับประถมศึกษาเลยค่ะ เจ้าวิชา IS นี้เน้นให้นักเรียนคิดวิเคราะห์ ตั้งประเด็นปัญหา วิจัย/หาคำตอบ และรายงานผลการศึกษาของตัวเอง เป็นกระบวนการคิดทางวิทยาศาสตร์ สามารถบูรณาการได้หลายๆ วิชาตามความสนใจ แต่ก็เข้าใจได้ว่า ถ้าครูวิชาอะไรเป็นคนสอน IS ก็จะเน้นบูรณาการไปที่วิชาที่ครูสอนเป็นหลักนั่นเองค่ะ มีตั้งแต่ IS1 IS2 และ IS3 วิชานี้มีเกรดด้วยนะ ไม่ได้เรียนเล่นๆ นะเออ
รายละเอียดวิชาดูยิ่งใหญ่อลังการมาก แถมทำให้นักเรียนม.ปลายไทยหลายๆ คนกุมหัวปวดกบาลกันมาแล้วด้วย ฮ่าๆ พี่เกียรติได้ไปสอบถามความคิดเห็นจากน้องๆ ชาว Dek-D ที่เคยเรียนวิชา IS นี้ว่ารู้สึกอย่างไร ได้ประโยชน์หรือไม่ ชอบหรือไม่ชอบจ้า น้องๆ ม.ต้นก็จะได้เตรียมตัวไว้ ทำไมเด็ก ม.ปลายไทยต้องกุมขมับ ถึงเวลาแฉ เอ้ย แชร์ ณ บัดนี้จ้า
พิชญาภา โรงเรียนบดินทรเดชา(สิงห์ สิงหเสนี)
|
ไอเอสตัวแรกที่เรียนคือภาษาไทย เป็นวิชาที่ทำให้เสียเวลาในการทำงานวิชาอื่นมาก แล้วส่วนภาษาอังกฤษที่บอกว่าอยากให้ฝึกทำงานเป็นทีม เน้นการกล้าแสดงออก ก็ไม่เห็นว่าจำเป็นต้องทำเป็นวิชาขึ้นมาใหม่ ให้แทรกเข้าไปในงานวิชาอื่นก็ได้ เป็นวิชาที่หน่อยกิตเยอะ แต่ก็ยังน้อยกว่าวิชาหลักๆ อย่าง คณิต เคมี ฟิสิกส์ ชีวะ แต่ตอนนั้นกลับต้องมาให้ความสำคัญกับวิชานี้ที่สุดเสียอีก |
|
|
|
|
น้องรุ้ง โรงเรียนชลราษฎรอำรุง
|
"ของหนูทำวิจัยค่ะ ทำเกี่ยวกับการใส่หมวกกันน็อคของเด็กในโรงเรียน ครูให้ตั้งประเด็นที่อยากศึกษา แล้วก็ออกแบบเครื่องมือ เช่น แบบสอบถาม แล้วก็ไปแจก และนำข้อมูลมาวิเคราะห์ ทำตามขั้นตอนวิจัยทั่วไปอะค่ะ อาจารย์จะตรวจรูปเล่มรายสัปดาห์ ท่านดูแลตลอด อาจารย์เก่งด้วย งานเลยออกมาโอเค และได้อะไรเยอะจากการทำงานเหมือนกัน เป็นวิชาที่ก็ยากนะ แต่หนูว่ามันได้ฝึกทำ แล้วมันเป็นเรื่องที่เราอยากทำ ก็สนุกดี ขอจำกัดความว่า 'โหด มัน ฮา' ค่ะ ฮ่าๆๆ"
|
|
|
ccc |
|
น้องณยา โรงเรียนบดินทรเดชา(สิงห์ สิงหเสนี)
|
หนูไม่ค่อยชอบเรียนไอเอส เพราะรู้สึกว่าเรียนแล้วกดดันต้องทำงานส่งทุกครั้งเวลาจบบท แล้วก็ต้องปรินต์ใหม่ซ้ำๆ หนูคิดว่ามันเปลืองกระดาษมากเลยค่ะ หนูพอจะว่าตอนเรียนระดับสูงขึ้นไปคงต้องทำวิจัยเขียนรายงานแบบนี้ แต่หนูคิดว่ามันเร็วไปที่จะให้เรียนตอนนี้ค่ะ เพราะเด็ก ม.ปลายก็มีงานให้ทำเยอะอยู่แล้ว ต้องทำรายงานแบบนี้อีก หลายๆ คนก็คงอดนอนแบบหนูค่ะ |
|
|
|
|
น้องศิริลักษณ์ โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี)
|
ได้เรียนไอเอสแบบมี ดร.หรือผู้ชำนาญมาสอน คุณครูก็สอนดีค่ะ แต่หนูแค่รู้สึกเบื่อกับการเรียนวิชานี้ หนูรู้ว่ามันมีประโยชน์กับเรามาก แต่บางทีเนื้อหาบางอย่างมันลึกเกินไป ทำให้รู้สึกว่ามันยากลำบาก ต้องมานั่งเครียดกับวิชานี้มากๆ เรียนฟิสิกเคมีหนูว่ายากแล้ว แต่หนูเจอไอเอสแล้วมันท้อมาก ทรมาน คอยกังวล ทำรายงานนอนตี 3 ตลอดเลยค่ะ แต่ถ้าเนื้อหามันง่ายกว่านี้หนูก็โอเคนะคะ
|
|
|
ccc |
|
น้องพลอย โรงเรียนสุรนารีวิทยา นครราชสีมา
พลอยเรียนตอนม.4 เทอมแรกเลยค่ะ อาจารย์ว่าคือ “วิชาศึกษาค้นคว้าฉบับมีครูควบคุม” นั่นเอง คือจากที่เราจะเฮฮานอนหลับกันในคาบว่างก็จับมาเรียน IS ให้ได้ค้นคว้ากันจริงๆซะเลย เรียนอาทิตย์ละ 2 ชั่วโมงค่ะ
พลอยว่าในแต่ละโรงเรียนจะมีการจัดระบบการสอนที่แตกต่างกันไป อย่างของพลอยคือการให้หากิจกรรมจิตอาสา แต่บางห้องก็ให้ทำแบบสอบถาม
ซึ่งตอนแรกๆ เนี่ย พลอยไม่คิดว่ามันจะมีอะไรยากเลย หมูๆ เหมือนคาบว่างชะมัด แค่หากิจกรรมแล้วเขียนๆ บอกครูแค่นั้นเอง แต่มันไม่ใช่แค่นั้นค่ะ
วิชานี้จะสอนเราให้มีความคิดที่เป็นระบบรู้จักการแก้ปัญหาจริงๆ ค่ะ ครูเริ่มด้วยการที่บอกว่าให้เราไปหาปัญหามาสามหัวข้อภายในสองชั่วโมง เราก็เริ่มสุมหัวกับเพื่อนๆ พอหมดชั่วโมงเราก็ได้ปัญหามา 3 ข้อ
คาบต่อมาอาจารย์ก็เอาเรามาปล่อยห้องสมุดพร้อมกระดาษสามแผ่นให้เราหาคำตอบจากในห้องสมุด ทำอย่างนี้อยู่ 3 อาทิตย์จนได้ประเด็นคำถาม และคำตอบที่เราจะค้นคว้ากันทั้งหมด 9 หัวข้อ ทุกครั้งต้องเขียนลงไปในกระดาษแล้วมาส่งในท้ายคาบ! งานทุกอย่างจะไม่อยู่ที่เราเลย จะอยู่ที่ครูตลอด ไม่มีการพิมพ์ เขียนๆ อย่างเดียว
พอเราได้คำตอบแล้ว ครูก็จะเรียกตัวแทนกลุ่มไปรับงานเดิมมาพร้อมๆ กับบอกว่าต้องแก้อย่างไร ช่วงนี้จะเป็นอะไรที่เกี่ยงกันไปเอางานคืนมากๆ เพราะครูวิจารณ์ตรงมากๆ เขียนน้อยก็ไม่ได้ เขียนเยอะแต่ไม่รู้เรื่องก็ไม่ได้ บางครั้งไปรับงานครูบอกว่า “บอกเพื่อนคนนั้นด้วยนะ อย่าเอาแต่หลับ” แป่ว .. |
และเมื่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว อาจารย์ก็ให้เรากลับไปพิมพ์รวมเล่มอย่างสวยงาม ช่วงนี้ก็พิมพ์กันมือหงิกเลยทีเดียว เพราะงานทั้งเทอมนั้นมันเยอะมาก แค่หัวข้อปัญหาและคำตอบก็เยอะแล้ว ไหนจะ จุดประสงค์ บทนำ คัดย่อ ปฎิทินงานอีก
แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้พลอยได้เรียนรู้ คือ มีหัวข้อนึงเป็นเรื่องของอาหาร กลุ่มพลอยเปิดหนังสือแล้วเลือกเมนูอาหาร โจ๊กกุ้ง เพราะคิดว่ามันน่าจะทำง่ายและทุกคนกินได้ พอเอาไปแนะนำครู ครูถามมาเลย “แล้วคนแพ้กุ้งล่ะ” พวกเรางี้ลืมคิดกันไปเลยค่ะ สุดท้ายต้องมาเปลี่ยนเป็นข้าวผัดแทน..เออ มันทำให้เราได้คิดจริงๆ นะ อะไรที่เราคิดว่ามันจะผ่านไปง่ายๆ พอได้มองลงไปว่าทุกอย่างมักมีปัญหา การวางแผนไว้ล่วงหน้าให้เป็นระบบจะช่วยให้เกิดข้อผิดพลาดได้น้อยที่สุดเลยค่ะ
พลอยว่าขั้นตอนการหาคำตอบนี้สนุกที่สุดแล้วล่ะ เช่น เรื่องคนตาบอด พลอยและเพื่อนต้องคิดว่า ตาบอดใช้ชีวิตอย่างไร หาข้อมูลไปถึงการขึ้นลงบันได การเดินเกาะแขน หาไปถึงอักษรเบรล์ลกันเลยทีเดียว ค้นคว้าเรื่องของวิธีการพูดให้กำลังใจ ต้องเป๊ะทุกขั้นตอน เขียนกันจนเหนื่อย พอรู้ว่าสุดท้ายต้องเอาไปพิมพ์รวมเล่มงี้แทบจะกริ๊ดเลยค่ะ มันเป็นปึกกันเลยทีเดียว |
"ขอให้ทุกคนคิดว่ามันสนุกเข้าไว้แล้วจะไม่เครียดค่ะ!"
งานปกติก็เยอะอยู่แล้วยังมีงาน IS อีก ถ้าเจอตัวนี้ไปก็ต้องปรึกษาเพื่อนๆ และรีบๆ ทำงานเลยนะ ไม่งั้นมาหนักตอนจะหมดเทอมแน่ๆ แต่โชคดีของวิชานี้ คือ มีเกรดให้ค่ะ ได้สี่หมดทุกคนเลย เย้! วิชานี้เป็นการค้นคว้าด้วยตัวเองแบบจริงๆ เป็นการเรียนคล้ายฝรั่งเลยค่ะ ฮ่าๆ ซึ่งเหนื่อย และยากมากสำหรับเด็กไทย แต่ดีที่มีครูคอยบอกตลอดว่าให้ทำอะไรยังไง วิชานี้ คือแค่เราทำแล้วเอาไปให้ครูดู ครูถึงจะให้คำแนะนำมาแค่นั้นเองค่ะ
|
|
|
|
|
น้องกล้วย โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี)
|
กล้วยว่าวิชาไอเอสไม่น่าให้มีเรียนอะค่ะ เพราะมันก็ไม่ได้เอาไปทำอะไร แถมฉุดเกรด แล้วก็ทำให้เด็กไม่มีเวลานอน แบบมันเป็นวิชาของเด็กมหาวิทยาลัยอะค่ะ ทำให้เด็กไม่มีเวลาทำงานวิชาอื่น เป็นวิชา 1 หน่วยกิต ให้ทำเยอะมาก ทำเป็นงานวิจัยเลย
|
|
|
ccc |
พี่เกียรติมองว่าวิชานี้เป็นการเปิดหน้าการศึกษาไทยอีกครั้งเลยนะคะ แต่จะได้ประโยชน์จริงหรือไม่ ก็คงต้องพิสูจน์กันไปอีกสักพัก หวังว่าคงไม่หายไปก่อนเข้าที่เข้าทางนะ เพราะโดยส่วนตัวพี่เกียรติคิดว่าได้ประโยชน์ดีทีเดียว เข้าแนวการสอบเข้ามหาวิทยาลัยมากขึ้นไงล่ะ แต่วิธีการสอนของครู และให้เด็กเรียนรู้ของแต่ละโรงเรียนก็ยังต่างๆ กันไป วิธีการสอน/เรียนอาจจะไม่น่าสนใจพอ ลืมแนะนำว่าต้องทำอะไรบ้าง เพียงแต่ให้งานนักเรียนไปค้นคว้าเฉยๆ แต่ค้นอะไร ค้นอย่างไร ค้นไปทำไม อาจไม่ได้มีการกล่าวถึง ยิ่งทำให้ดูจะยากเกินไป เมื่อเด็กต้องเรียนไปพร้อมกับวิชาอื่นๆ ที่เยอะอยู่แล้วด้วยค่ะ ถ้าไม่ทำให้คนเรียนเข้าใจว่าเรียนแล้วได้อะไร ใครจะอยากไปเรียนกันล่ะ!
มีน้องๆ ชาว Dek-D คนไหนได้เรียนอีกบ้างคะ รู้สึกเหมือนเพื่อนๆ หรือเปล่า พี่เกียรติให้ระบาย เอ้ย ให้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ IS นี้ได้เต็มที่ ทุกรูปแบบไม่จำกัดค่ะ ไม่นำไปฟ้องครูแน่นอนจ้า อิอิ
|
หลากหลายให้วัยรุ่นอ่านเพื่อเติมพลังให้สมอง "คอลัมน์พัฒนาสมอง/งานอดิเรก" |

4 ปัจจัยที่ทำให้เด็กชาติอื่นฉลาด อ่านแล้วคิด+ |

การสอบที่ให้เด็กอายุ 15 ตัดสินเศรษฐกิจทั้งประเทศ |

วิธีง่ายๆ ทำได้ในชีวิตประจำวัน แค่ทำก็สมองปิ๊งเลย! |

หยุดปัญหาบานปลาย ที่ทำให้เด็กไทยชอบต่อต้าน |
Twitter @kiatkarine
350 ความคิดเห็น
แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 10 พฤษภาคม 2556 / 20:16
ปล.นี่คือการเรียนจากคาบแรกนะคะ
จริงค่ะ เพราะต่างคนก็ต้องการหัวข้อของตนเอง
แต่ครูที่ปรึกษาของโรงเรียนเราสอนแล้วงง
แถมยังไม่บอกรูปแบบเวลาเขียนงานให้ชัดเจน
ทำให้ต้องแก้งานซ้ำซาก เบื่อมากตรงนี้แหละ
ถ้าครูเขาบอกก่อนก็จะไม่วา แต่มาบอกแก้ตอนปลายเทอมจะส่งนี่
ปั่นกันระวิงทั้งห้อง
แต่สุดท้ายก็ได้สี่กันถ้วนหน้า
เมื่อตอนมอสี่เราเจอกับ ภาษาที่สาม ที่เรียนภาษาอาเซียนอะไรนี่แหละ
เพราะโรงเรียนเราเป็นศูนย์อาเซียนอะไรสักอย่าง เพื่อปรับตัวเข้า AEC
เราเรียนภาษาฟิลิปปินส์ อิอิ
พอมอห้า เจอ ความเรียงขั้นเทพ (คือยากและมั่วขั้นเทพ 5555 )
จริงๆมันชื่อว่า ความเรียงขั้นสูง
คือหาข้อมูลมาเขียนเป็นเรียงความหลายๆหน้าในเรื่องที่เราสนใจ
พอมอหกเราคิดว่าจะหลุดพ้นกับอะไรประเภทนี้แล้ว
มาเจอ IS3 กิจกรรมเพื่อสังคม
คือ ให้เลือกเรื่องมาว่าจะทำประโยชน์อะไรให้สังคม
เช่น กวาดลานวัด สอนหนังสือน้อง อะไรประมาณนี้
แล้วต้องทำเป็นรายงานแบบรูปเล่มอ่ะ ของโรงเรียนเราเขากำหนดว่าจะต้องใช้เวลาทำกิจกรรม 10 ชั่วโมง
ประชุมอย่างน้อยสี่ครั้ง
พระเจ้า
ดราม่าแล้วเรา อิอิ
ทำเหมือนประชุมบริษัทอะไรประมาณนั้นเลย มีเลขาจดบันทึกไรงี้
แต่เราก็สงสารเด็กมอต้นนะ ต้องทำ IS1-3 เลยอ่ะ มันยากที่จะวิเคราะห์อะไรหลายๆอย่าง แล้วเอามาเขียนเป็นบทความในภาษาเขียนอีก
พระเจ้า ขนาดมอปลายอย่างเราๆก็เขียนไม่ค่อยจะถูกด้วยสิ
แบบว่า วิชาพวกนี้ให้ทำตอนมอปลายดีกว่ามั๊ย เผื่อเขาจะได้มีทักษะทางการคิด เขียนอะไรได้มากกว่านี้
ฝากถึงท่านผู้สร้างหลักสูตรด้วยนะค่ะ
(เชียงใหม่ไม่รู้มีรึเปล่า)
ดูจากกระแสแล้วพบว่า
วิชานี้เป็น1ในตัวการของ
โลกร้อน เกรดตก นอนดึก
เป็นโรค เสียเงินใช้เหตุ
ทางกระทรวง(ควรยังน้อยไป)
ต้องถามเยาวชนก่อนว่าพอใจไหม ไม่ใช่ทำตามใจชอบหรือหลอกเป่าหู ต้องลงมติก่อน เพราะเยาวชนคือผู้กำหนดชะตาของชาติ ระบบพัง ทุกอย่างพัง
2.เรื่องการเว้นบรรทัด การเว้นวรรค ต้องเป็ะๆอย่างนั้นอย่างนี่ จนคนที่ถูกตีกลับนี่ไม่ใช่เพราะเนื้อหาไม่ดี หรือการใช่คำไม่ดี แต่เป็นเพราะเว้นวรรค กับ การเว้นบรรทัด เรื่องพวกนี่ก็รู้ว่าสำคัญแต่มันเป็นการดึงเวลาในการทำงานวิชาอื่นมากเพราะถ้าในคาบเรียนอาจารย์พูดไม่รู้เรื่องเด็กก็จะถามต่อๆกันว่าทำยังไง(พูดง่ายๆถามคนที่ครูเอ็นดู เพราะคนๆครูจะใส่ใจและเน้นเรื่องนั้นๆ)ซึ่งถ้าผิดคนนึงก็จะผิดหมดเลย แถมพอไปถามอาจารย์ที่ห้องกลับโดนว่าเรื่องไม่ยอมฟังครูพูดเอาแต่คุย(ทั้งๆที่เรานั้งหน้าเลยนะ)โดนว่ายังไม่พอยังไม่ยอมบอกอีกว่าต้องทำไง
3.เวลาที่ต้องส่งงาน บอกให้ส่ง7.00เช้า บ้ารึเปล่าแค่จะมาโรงเรียนให้ทันยังยากเลย(เพราะโรงเรียนอยู่ในซอยเลยรถติดสุดยอดติด)
สี่นะจ๊ะ อิอิ
เราอยู่ IS วิทยาศาสตร์ ทำเหมือนโครงงานเลย ยุ่งยากมาก ครูสั่งให้ทำเป็นรูปเล่ม ทำแล้วทำอีก แก้ไปแก้มาอยู่นั่น เห็นด้วยกับคห.14 เลย ตอนแรกครูบอกให้ทำแบบนี้ พิมพ์แบบนั้น เราก็ทำตามที่ครูบอกทุกอย่าง เอาให้เพื่อนๆช่วยประเมิน ทุกคนก็ ok หมด พอเอาไปส่งครู ก็มีแต่ให้แก้ๆๆๆๆๆ นั่งทำจนดึก เปลืองกระดาษมากๆค่ะ กว่าจะผ่านนี่แก้เป็บสิบๆรอบ เพื่อนยังบอกเลยว่าครูทำไมเรื่องมากจัง ที่จริงวิชานี้มันก็ดีอยู่ ให้เรารู้จักทำงานวิจัยตั้งแต่เนิ่นๆ แต่เหนื่อยมาก ต้องคอยไปสัมภาษณ์คนนู้นคนนี้ ไปทำวิดีโอให้เหมือนสารคดี แล้วก็ต้องมารายงานหน้าห้องอีก
เพลียยยยยย
แต่สุดท้ายก็ได้เกรด 3.5 กับวิชานี้มาครอง
เรียนเป็นภาษาอังกฤษด้วย นั่งเรียนทีไรมีง่วงนอน
เปลืองกระดาษอ่ะ หมดไปเป็นรีม แต่ก็ได้ประโยชน์มากๆที่ได้เรียน IS