สวัสดีค่ะน้องๆ ชาว Dek-D.com ... เจอกับ พี่เป้ และเล่าประสบการณ์เด็กนอกทุกวันพฤหัสเช่นเคย .... หลายๆ คนคงทราบแล้วว่า โครงการ 1 อำเภอ 1 ทุนหรือโอดอส จะเปิดรับสมัครรอบสองในวันที่ 17 มิถุนายน ใครพลาดรอบแรกไปก็เตรียมตัวให้ดีนะ!
และสำหรับวันนี้ก็มีประสบการณ์จากรุ่นพี่โอดอสมาแบ่งปันอีกแล้วค่ะ สำหรับพี่คนนี้ได้ไปเรียนที่เยอรมัน ประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องการศึกษาด้านวิทย์และวิศวะมากๆ ลองมาดูดีกว่ามีเรื่องอะไรสนุกๆ บ้างนะ
| สวัสดีครับพี่น้องและเพื่อนชาว Dek-D พี่ชื่อนายพงศกร ช่วยนุ่ม ชื่อเล่น “จ้อย” เป็นนักเรียนทุนรัฐบาลโครงการ 1 อำเภอ 1 ทุน (ODOS) รุ่นที่ 3 ตอนนี้กำลังเรียนปรับพื้นฐานภาษาเยอรมัน อยู่ที่สถาบันสอนภาษา Goethe-Institut ณ เมือง Schwäbisch Hall (อ่านว่า ชะแวบิช ฮาล) ตั้งอยู่ในรัฐ Baden-Württemberg ประเทศ Germany(เยอรมัน) หรือ Deutschland นั่นเอง ตอนที่พี่เรียน ม.6 พี่คิดว่า ถ้าเรียนมหาลัยแล้วเรามีทุนด้วย คงจะดีไม่น้อยเลย ถึงแม้ว่าพี่จะเป็นลูกคนเดียว แต่รายได้หลักก็มาจากแม่คนเดียวเช่นกัน พี่เรียนทุนมาตั้งแต่ ม.4 (โครงการห้องเรียนวิทยาศาสตร์ โรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัย นครศรีธรรมราช) การได้เรียนทุนมันเป็นอะไรที่เหมือนกับคอยกระตุ้นตัวเองอยู่ตลอดเวลา ให้เราขยันและตั้งใจเรียน และที่สำคัญคือได้แบ่งเบาภาระของแม่ สำหรับทุนโอดอสนี้ พี่ก็ทราบข่าวจากโทรทัศน์ แล้วก็สอบถามจากคุณครูแนะแนวที่โรงเรียน
|
ตอนนั้นก็อยากเอาทุนนี้ไว้เรียนต่อมหาลัยสักแห่งในประเทศไทย เพราะคิดว่าตัวเองยังเด็กและคงไม่เหมาะกับการไปเรียนเมืองนอก แต่พอสอบติด ความคิดก็เปลี่ยน ในเมื่อโอกาสมันมาถึงมือเราแล้ว คนอื่นเขาทำได้ ทำไมเราจะทำไม่ได้ ก็เลย เอาวะ ไปเยอรมันละกัน ที่เลือกมาเยอรมันก็เพราะที่นี่เค้าดังเรื่องวิศวกรรมศาสตร์ แล้วพี่ก็อยากเรียนวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ซึ่งสาขาด้านคอมพิวเตอร์หรือเทคโนโลยีที่นี่กว้างขวางมากจนเลือกไม่ถูกกันเลยทีเดียว
ก่อนมาเยอรมัน ทางโครงการก็ได้เตรียมความพร้อมโดยให้พี่เรียนภาษาเยอรมัน 2 เดือนที่ไทย แล้ว
จึงบินมาเรียนต่อที่เยอรมัน ตอนมาถึงแรกๆ ก็พูดไม่ได้เลย เป็นใบ้ ฟังครูก็ไม่เข้าใจ เพราะครูเค้าสอนและอธิบายเป็นภาษาเยอรมันทั้งหมด ช่วงเดือนแรกๆ ก็ง่อยไปตามระเบียบ แต่หลังจากนั้นจะชินไปเองตามธรรมชาติ แต่ก็ต้องฮึดด้วยส่วนนึง เด็กนักเรียนที่นี่ก็มาจากทั่วโลกเลย แต่ส่วนใหญ่จะเป็นคนยุโรป พวกแขกตุรกี ส่วนใหญ่เข้ามาหางานทำก็เลยต้องมาเรียนภาษาก่อน เอเชียที่เยอะๆ ก็มีจีน อินโดฯ ญี่ปุ่น การได้ฝึกพูดกับเพื่อนๆ ต่างชาติก็ช่วยได้เยอะเลย ผ่านไปจนเดือนที่ 6 ของการอยู่เยอรมัน พี่ก็สอบภาษาขั้นพื้นฐานผ่าน หรือที่เรียกว่า ZD (Zertifikat Deutsch) แต่ตอนนี้พี่ก็ยังต้องเรียนภาษาเพิ่มเติมต่อไป บางเดือนก็ยังได้เรียนคณิตเป็นภาษาเยอรมันด้วยนะ คณิตของที่นี่ก็ไม่ลงลึกมากนะ แค่ให้รู้กระบวนการคิดเป็นพอ คำตอบไม่สำคัญเท่าวิธีทำ
และเมื่อพี่สอบผ่าน ZD แล้ว พี่ก็ต้องสมัครสอบเข้า STK (Studienkolleg) หรือโรงเรียนเตรียมมหาวิทยาลัยนั่นเอง ด้วยระบบการศึกษาของที่นี่ คือเด็กต้องจบเกรด 13 จึงจะเข้ามหาลัยได้ แต่เด็กไทยจบ ม.6 มา เค้าถือว่าเป็นเกรด 12 จึงต้องมาเรียนเพิ่มอีก 1 ปีก่อนเข้ามหาลัย สำหรับวิชาที่ใช้สอบเข้า STK ส่วนใหญ่จะเป็นคณิตศาสตร์และภาษาเยอรมัน ซึ่งแต่ละที่ก็จะมีความยากง่ายแตกต่างกันไป โดยโจทย์ต่างๆ ก็จะเป็นภาษาเยอรมันทั้งหมดเลยครับ และหากเมื่อพี่เรียน STK จบแล้ว พี่ก็ต้องเลือกว่าจะเข้ามหาลัยที่ไหน ซึ่งมหาลัยที่นี่ก็มี 2 แบบ คือ แบบเน้นทฤษฎี หรือ UNI (Universität) กับแบบเน้นปฏิบัติ หรือ FH (Fachhochschule) สำหรับพี่ พี่อยากเข้า FH เพราะถ้าเรียนวิศวะ มันจะดีกว่าถ้าเราได้ลงมือปฏิบัติเยอะๆ
ตอนที่มาถึงเยอรมันใหม่ๆ ทุกอย่างแลดูใหม่ไปหมด การสื่อสาร การเดินทาง สภาพอากาศ ข้าวของเครื่องใช้ เหมือนเรามาเกิดใหม่อีกโลกนึงที่เราต้องเรียนรู้อีกเยอะ ช่วงเดือนแรกคิดถึงบ้านมาก และช่วงสามเดือนแรกเป็นช่วงเวลาของการปรับตัว มันจะทำให้เราโตขึ้นโดยอัตโนมัติ พี่ต้องอยู่หอของโรงเรียน หอละไม่เกิน 20 คน ชายหญิงรวมกัน นอนห้องละคน ใช้ห้องครัวร่วมกัน เคยมีปัญหากับชาวต่างชาติด้วยครั้งนึง เค้าไปฟ้องผู้ดูแลหอว่าเด็กไทยทำอาหารกลิ่นเหม็น จริงๆ มันก็ไม่เหม็นเลยเนอะ แค่ฉุนๆ เอง อิอิ หลังจากนั้นก็พยายามเลี่ยงไม่ทำอาหารฉุนๆ หรือไม่ก็ทำเวลาที่ไม่มีคนอยู่ ^^
เมืองที่พี่มาอยู่เป็นเมืองเล็กๆ หอพัก โรงเรียน ร้านค้า ฟิตเนส อยู่ใกล้ๆ กัน เดินแป๊บเดียวก็ทั่วเมืองละ มีร้านเสื้อผ้ารองเท้าเยอะหลายร้าน ซึ่งหากไม่ใช่ช่วงลดราคาก็แพงระดับนึง แต่ถ้าลดมันจะลดเรื่อยๆ จนถึง 75-80% เลย พี่ก็ซื้อช่วงที่มันลดนี่แหละ แต่ต้องทำใจเพราะหา Size ยากหน่อย ร้านอาหารแบบสะดวกซื้อไม่ค่อยมี เนื่องจากว่าภาษีร้านอาหารแพงมาก พี่ก็เลยต้องไปซื้อของมาทำกินเอง ประหยัดค่าใช้จ่ายได้เยอะเลย
ส่วนนิสัยคนเยอรมันเท่าที่สัมผัส คนเยอรมันเป็นคนตรงๆ คือ เวลาไม่ชอบ ไม่ต้องการ เขาก็จะบอกเลยว่า "ไม่" แล้วก็จบตรงนั้น จะไม่มีการเซ้าซี้ต่อ แต่เวลาที่เขาต้องการอะไร เขาก็จะบอกตรงๆ เช่นกัน คนเยอรมันไม่นินทากัน เพราะเค้าให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวมากๆ จึงทำให้เป็นการยากที่จะเข้าถึงคนเยอรมัน แต่จริงๆ แล้วคนเยอรมันนั้นใจดีและเป็นกันเองกับชาวต่างชาติมากๆ มีอยู่ครั้งนึงโรงเรียนพาไปเที่ยวงานเทศกาลที่อยู่ใกล้ๆ เมือง แล้วมีนักข่าวเห็นว่าเราเป็นชาวต่างชาติ เค้าก็มาสัมภาษณ์เอาไปลงหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นด้วย ^^
เค้าบอกไว้ว่า หากใครได้ไปบ้านคนเยอรมัน นั่นหมายความว่าเค้าเปิดรับเราแล้ว พี่ก็ได้มีโอกาสไปบ้านคนเยอรมันมาแล้ว 2 ครอบครัว เค้าดูแลดีมากจนเราเกรงใจจริงๆ แต่คนเยอรมันไม่เข้าใจว่า "เกรงใจ" เป็นอย่างไร ในศัพท์เยอรมันไม่มีคำว่าเกรงใจนะ ดังนั้นหากต้องการหรือไม่ต้องการอะไร ก็ให้บอกเลย ตรงๆ อย่าอ้อมค้อม ^^ สิ่งที่น่าชื่นชมคือคนเยอรมันมีความซื่อสัตย์ และจะให้ความสำคัญกับครอบครัวมาก ทุกวันเสาร์อาทิตย์จะไปเที่ยวกัน ไปเดินเล่นที่สวนสาธารณะ นอนตากแดด ปิ้งย่าง ว่ากันไป ตามแต่สภาพอากาศในแต่ละวัน สำหรับสิ่งที่แตกต่างระหว่างไทยกับเยอรมัน มีเยอะเลยทีเดียว ทั้งเรื่องอาหารการกิน แน่นอนว่าที่นี่ไม่มีร้านสะดวกซื้ออย่างเซเว่น ร้านอาหารแบบตลาดนัดบ้านเราก็ไม่มี ร้านอาหารก็แพง คนส่วนใหญ่จึงทำอาหารกินเอง
ส่วนเรื่องการเดินทางนี่เป็นอะไรที่สุดยอดมากๆ ทุกอย่างเป๊ะๆ ตรงเวลา อาจมีเลทบ้างเวลาหิมะตกหนักๆ ดังนั้นการเดินทางในเยอรมันพี่มั่นใจว่าไม่มีทางหลงแน่นอน สะดวก รวดเร็ว ^^ ตั๋วก็จะมีหลายแบบ หลายราคา ต้องเลือกให้เหมาะสมที่สุด และถ้าเดินทางเป็นกลุ่มราคาจะถูกกว่าเดินทางคนเดียวเยอะเลย เพราะที่นี่เค้าสนับสนุน ไปไหนต้องไปด้วยกัน :) ครั้งนึงเคยขึ้นรถไฟผิดประเภทด้วย เนื่องจากรถไฟที่นี่มันมีหลายแบบ ถ้าซื้อตั๋วธรรมดาก็ขึ้นพวกรถไฟเร็วๆ ไม่ได้ แต่ตอนนั้นไม่รู้เรื่องอะไรเลย ก็นั่งไปได้เกือบครึ่งทางละ มีเจ้าหน้าที่มาตรวจตั๋ว เค้าก็งงๆ ว่าเราขึ้นมาได้ไง ที่จริงจะต้องถูกปรับ 40 ยูโร แต่ตอนนั้นเค้าเห็นว่าเป็นต่างชาติก็เลยรอดไป อิอิ แล้วก็เรื่องการข้ามถนน ส่วนใหญ่จะเดินลอดใต้ถนนกัน ส่วนทางม้าลายที่นี่ก็คือทางม้าลายจริงๆ นะ อยากข้ามตอนไหนข้ามเลย รถไม่ชนแน่นอน 555 นอกจากนี้การพยากรณ์อากาศของที่นี่ก็เป๊ะมากๆ เชื่อถือได้
โดยรวมจริงๆ ก็ชอบทุกอย่างในเยอรมัน ระเบียบวินัย กฎหมาย คนที่นี่มีระเบียบวินัยมาก หลัง 4 ทุ่มห้ามส่งเสียงดังด้วยนะ รบกวนคนอื่นเค้าจะหลับจะนอนกัน เพราะคนเยอรมันส่วนใหญ่อยู่รวมกันในบ้านใหญ่ๆ 1 หลัง ที่แบ่งห้องใหญ่ๆ อีกหลายๆ ห้อง 1 ห้องต่อ 1 ครอบครัว
สิ่งที่ไม่โอเคเท่าไหร่คือช่วงฤดูหนาวของที่นี่ อุณภูมิ 5 ถึง -15 องศา บางทีก็หนาวไปนะ แรกๆ ก็ตื่นเต้นดีใจที่ได้เห็นหิมะ แต่ตอนนี้ไม่เอาดีกว่า >.< และอีกอย่างคือค่าครองชีพก็แพงกว่าไทย อย่างค่าตัดผมประมาณ 500 บาทขึ้นไป พี่ก็เลยต้องซื้ออุปกรณ์ตัดผมมาตัดเอง แหว่งบ้างเบี้ยวบ้าง มันคือสไตล์ต้องเข้าใจ 555 แต่พวกของสดก็ไม่แพงเวอร์จนเกินไป ไข่ 1 แพ็ค 10 ฟอง เกือบๆ 50 บาทเอง มันอยู่ที่เราว่าจะใช้จ่ายไปในทางไหนมากกว่ากัน กิน หรือ เที่ยว หรือเสื้อผ้า และแน่นอนว่ารัฐบาลให้เงินทุนมาพอ ถ้าประหยัดก็มีเหลือเก็บด้วย ^_^
สำหรับน้องๆ ที่สนใจอยากสอบทุนโอดอส ก็ขอให้ติดตามระเบียบการและกำหนดการให้ดีๆ เพราะทุนนี้มีการเปลี่ยนแปลงให้ลุ้นให้ตื่นเต้นอยู่ตลอด อย่าคิดว่ายากจัง สอบไม่ติดหรอก พี่อยากให้น้องๆ ลองให้โอกาสตัวเองดูก่อนย่างน้อยถ้าได้สอบ เราก็มีโอกาสสอบติดมากกว่าคนที่ไม่ได้สอบ ถูกไหม? หากมีข้อสงสัยอะไร พี่ยินดีตอบทุกคำถามนะครับ ใครอยากดูรูปภาพเพิ่มเติมก็เข้าไปใน Instagram ของพี่ได้เช่นกัน ฝากด้วยนะครับ อิอิ ^^ Facebook & Instagram : bugjoiiz
ชอบตรงที่บอกว่า พจนานุกรมของคนเยอรมันไม่มีคำว่าเกรงใจ เพราะฉะนั้นอยากได้อะไรหรือรู้สึกยังไงก็ให้บอกไปเลย 5555 ฟังดูน่ารักดีนะคะ ถึงจะแตกต่างกับคนไทยโดยสิ้นเชิง เพราะคนไทยส่วนมากกว่าจะพูดอะไรออกมาได้นี่อ้อมไป 10 โค้งเลย อิอิ ส่วนน้องๆ คนไหนมีประสบการณ์เด็กนอกสนุกๆ อยากแบ่งปันแบบนี้ ก็เขียนส่งมาได้ที่ pay@dek-d.com เลยค่ะ รออ่านอยู่เหมือนเดิม

45 ความคิดเห็น
อยากสอบถามหน่อยค่ะว่าถ้าอยู่กรุงเทพสามารถสอบทุนนี้ได้ไหมคะ?
โป๊ะเชะ โดนเต็มๆเลยค่าาาาาาาาา
อยู่ กทม. สามารถสอบได้ครับ แบ่งตามเขต เขตละทุน เลย แต่รุ่น4 รับเขตละ 2 ทุน นะ
ซึ่งจะเปิดรับรอบสองในเร็วๆนี้ ในส่วนของเขตที่ยังไม่มีผู้ได้ทุนไป สามารถติดตามรายละเอียดกำหนดการได้ที่ http://www.odos.moe.go.th/
นอกจาก ODOS แล้วยังมีทุนอื่นที่พี่พอจะแนะนำได้บ้างมั้ยครับ? ขอบคุณครับ
จริงๆแล้ว นอกจากที่เป็นทุนของไทย แล้วก็ทุนของรัฐบาลที่นี่ ชื่อว่า DAAD สำหรับคนที่อยากมาเยอรมันนะครับ http://www.daad.or.th/en/
ตอนแรกตกใจหัวข้อบทความ เอ๊ะ ! แต่พออ่านๆไป อ่ออย่างนี้นี่เอง ^^ ดีเหมือนกันนะคะ พูดกันตรงๆ อยากได้ไม่อยากได้อะไร ไม่มีนินทาด้วย ถึงจะเข้าถึงยากแต่ก็คุ้ม! เหมือนมีมากๆแต่คุณภาพไม่ดี กับมีน้อยๆแต่คุณภาพดี 555555
เราประทับใจตรงนี้เล็กๆแฮะ เคยอ่านเหมือนกันว่าเด็กไทยกินอาหารที่กลิ่นฉุนจนฝรั่งอยู่ไม่สุขอย่างแรง -.-
พี่เก่งมากเลยล่ะ หนูเองก็อยากได้ประสบการณ์แบบนี้เหมือนกัน
ประเด็นคือ ฟังเข้าพูดรู้เรื่อง แต่ตอบไม่เป็น 55
คนเยอรมันตรงๆจังเลยนะค่ะเนี่ย ดูจริงใจมากๆเลยล่ะ ^^
หนูเรียนจุฬาภรณ นคร ปีนี้เข้าม.1 ดีใจมากเลยที่รู้ว่าพี่เป็นรุ่นพี่ที่รร. ><
คนนครเหมือนกัน ตอนนี้มาแลกเปลี่ยนอยู่เยอรมันเหมือนกันนนน 55555
http://www.ocsc.go.th/ocsc/th/index.php?option=com_content&view=article&id=2842&Itemid=280
อ่อ อีกเรื่องนึง ใครที่สนใจทุนโอดอสสามารถไปสอบถถามพูดคุยกะรุ่นพี่ทุนโอดอสรุ่น1-ปัจจุบันได้ที่กลุ่มในfacebookนี้เลยนะคะ
https://www.facebook.com/#!/groups/ODOS3/?fref=ts
ถึง คห.10 สู้ ๆ นะครับ พี่เอาใจช่วย อย่าลืมหาโอกาสให้ตัวเองล่ะ
ถึง คห.11 พี่เป็นคนพัทลุงครับ แต่มาเรียนมอปลายที่นครศรีฯ
ปล. อยากรู้จัก คห.13 กับ 14 5555+