สวัสดีค่ะน้องๆ ชาว Dek-D.com ขอต้อนรับน้องๆ ม.6 ที่ได้ขึ้นมาเป็นพี่ใหญ่เต็มตัว ปีนี้คงเป็นปีที่มีอะไรเปลี่ยนไปค่อนข้างเยอะ มีทั้งความคาดหวัง ความแน่วแน่ ความทุกข์ ความสุข ความสนุก ที่สำคัญเตรียมตัวกันให้ดีเลย ตลอดปีนี้เราจะมีเรื่องตื่นเต้นเกี่ยวกับการเข้ามหาวิทยาลัยอีกเพียบ
สัปดาห์แรกของน้องๆ ได้เข้าห้องแนะแนวกันบ้างหรือยังคะ ห้องแนะแนวนี่ถือเป็นที่พักทางใจของเด็ก ม.6 เลยก็ว่าได้ ยิ่งในช่วงหลังๆ ระแบบแอดมิชชั่นของเรามีเรื่องเปลี่ยนแปลงทุกปี ห้องแนะแนวหลายโรงเรียนก็ต้องทำงานหนักมากขึ้น แต่วันนี้พี่มิ้นท์มาเสริมความรู้ความเข้าใจเรื่องแอดมิชชั่นให้กับ #dek60 กันอีกนิด เพื่ออุดรอยรั่วเล็กๆ ที่โรงเรียนไม่เคยสอนเราค่ะ
สัปดาห์แรกของน้องๆ ได้เข้าห้องแนะแนวกันบ้างหรือยังคะ ห้องแนะแนวนี่ถือเป็นที่พักทางใจของเด็ก ม.6 เลยก็ว่าได้ ยิ่งในช่วงหลังๆ ระแบบแอดมิชชั่นของเรามีเรื่องเปลี่ยนแปลงทุกปี ห้องแนะแนวหลายโรงเรียนก็ต้องทำงานหนักมากขึ้น แต่วันนี้พี่มิ้นท์มาเสริมความรู้ความเข้าใจเรื่องแอดมิชชั่นให้กับ #dek60 กันอีกนิด เพื่ออุดรอยรั่วเล็กๆ ที่โรงเรียนไม่เคยสอนเราค่ะ
1. โอกาสของการสอบเข้ามหาวิทยาลัย
ช่องทางในการเข้าเรียนมหาวิทยาลัยมีหลักๆ 3 ทาง คือ โควตา รับตรง และแอดมิชชั่นกลาง ตรงนี้น้องๆ ก็คงพอรู้อยู่แล้วบ้าง แต่ที่โรงเรียนอาจไม่ได้บอก ก็คือ โอกาสของการสอบเข้าแต่ละช่องทาง ว่าเหมาะกับใคร ซึ่งการรู้ความพร้อมความสามารถของตัวเองว่าเหมาะกับช่องทางไหน จะนำเพื่อนไปหลายก้าวเลยค่ะ พี่มิ้นท์จะสรุปคร่าวๆ ให้ฟังว่าแต่ละแบบเป็นยังไงค่ะ
(1) โควตา ก็คือ ระบบการสอบเข้าที่เงื่อนไขด้านคุณสมบัติเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น กำหนดผลการเรียน ที่อยู่อาศัย ความสามารถพิเศษ ซึ่งช่องทางโควตาเป็นอะไรที่คู่แข่งน้อยที่สุด พูดง่ายๆ คือ มีโอกาสในการสอบติดมากที่สุดนั่นเอง แต่ก็ต้องมีคุณสมบัติตามทีกำหนดนะ บางโรงเรียนไม่ได้เน้นโควตา ก็อาจทำให้น้องๆ พลาดโอกาสที่ควรจะได้ตรงนี้ไป น่าเสียดายมากๆ เช่น บางคนเก่งด้านภาษาที่ 3 มากๆ ก็มีหลายสถาบันที่มีโควตาผู้มีความสามารถทางภาษาอยู่ด้วย ถ้าเรารู้ข่าว รู้ความสามารถของตัวเอง โอกาสอยู่ตรงหน้าเรานี่เอง
(2) รับตรง เป็นระบบสอบเข้าที่แพร่หลายมากที่สุด รับตรงมีทุกมหาวิทยาลัย หลากหลายคณะ โดยมหาวิทยาลัยจะกำหนดคุณสมบัติและคะแนนที่ใช้มาให้ เช่น โครงการนี้ใช้ GAT PAT, โครงการนี้ใช้ 9 วิชาสามัญ หรือ มหาวิทยาลัยจัดสอบเอง คนที่เหมาะที่สุดสำหรับรับตรง ก็คือ คนที่พร้อมค่ะ พร้อมทั้งความมั่นใจและความรู้ที่จะใช้สอบ เพราะคู่แข่งในสนามนี้มีเยอะมากๆ
(3) แอดมิชชั่นกลาง คือ ระบบการสอบเข้าสนามใหญ่ที่สุด จะเกิดขึ้นเป็นลำดับสุดท้าย พูดง่ายๆ คือ ปล่อยให้โควตา-รับตรง จัดการกันให้เสร็จไปก่อน ที่เหลือก็มาลุยกันในแอดมิชชั่นกลางในเดือน พ.ค. ของทุกปี สนามนี้มีโอกาสสอบติดทุกคนค่ะ แต่ขออย่างเดียว ระหว่างทางเราต้องตามสอบ GAT PAT และ O-NET ให้ครบ ถึงจะมีสิทธิ์ในการแอดมิชชั่น ข้อดีของแอดมิชชั่นกลางคือ เกิดขึ้นเป็นสนามสุดท้าย ทำให้เรามีเวลาค้นหาตัวเองเยอะว่าอยากเรียนอะไรมากที่สุด แต่ในขณะเดียวกัน คู่แข่งก็เยอะมากๆ และคะแนนเราก็ต้องดีด้วย ถึงจะแข่งกับคนอื่นได้อย่างมั่นใจ
2. ความสำคัญของคะแนนแต่ละตัว
ถ้าเปรียบมหาวิทยาลัยเป็นปลายทาง ยานพาหนะของเราก็คือ "คะแนน" นั่นเอง ปัญหาที่เจอบ่อยมากๆ ในรุ่นอื่นๆ คือ เห็นเพื่อนสอบก็เลยสอบตามเพื่อน แต่ไม่รู้ว่าคะแนนนั้นเอาไปทำอะไร มีประโยชน์ยังไง มาๆๆๆ เดี๋ยวอธิบายกันต่อค่ะ
คะแนน ที่จำเป็นสำหรับน้องๆ ม.6 มีอยู่ 3 ตัวหลักๆ ด้วยกัน คือ
- GAT PAT พี่มิ้นท์ขอยกให้ GAT PAT สำคัญที่สุด ใช้ทั้งในรอบโควตา รับตรงและแอดมิชชั่นกลาง (ดูชื่อวิชาสอบและเนื้อหาที่สอบ ที่นี่) GAT PAT จะเปิดรับทั้งหมด 2 ครั้ง/ปี คือ สมัครครั้งแรกเดือนกันยายน (สอบตุลาคม) สมัครครั้งที่ 2 เดือนมกราคม (สอบมีนาคม) เราไม่จำเป็นต้องสอบทุกวิชานะคะ ให้เลือกสอบตามสายคณะที่เราจะเข้า จุดที่คนอื่นมักพลาดคือ ไปสอบครบทุกวิชา แล้วสุดท้ายอ่านสอบไม่ทัน วืดไปอีก
- O-NET เป็นคะแนนสำคัญที่ใช้ในรอบแอดมิชชั่นกลางค่ะ เราจะสอบกับ สทศ. แค่ 5 วิชา คือ ภาษาไทย สังคมศึกษา ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ เราใช้ทั้ง 5 วิชาเลยค่ะ เลือกสอบไม่ได้ อ้อ! รับตรงบางที่ก็ใช้คะแนนนี้ด้วยนะ O-NET ทางโรงเรียนบังคับสอบนะคะ ต้องเข้าสอบทุกคนในเดือนกุมภาพันธ์ค่ะ
- 9 วิชาสามัญ ประกอบไปด้วย 9 วิชา คือ ภาษาไทย สังคมศึกษา ภาษาอังกฤษ คณิต(พื้นฐาน) คณิต(พื้นฐาน+เพิ่มเติม) เคมี ฟิสิกส์ ชีววิทยา และวิทย์ทั่วไป เป็นการสอบที่แทรกระหว่าง GAT PAT และ O-NET มาพร้อมกับความฉงนว่ามันคืออะไร จำเป็นต้องสอบมั้ย? การสอบ 9 วิชาสามัญ จำเป็นสำหรับน้องๆ ที่อยากสอบเข้าผ่านระบบรับตรงค่ะ เอาเป็นว่าใครที่คิดว่าจะสอบรับตรงอยู่แล้ว ก็สมัครเถอะ
3. เกรดสำคัญจริงๆ
เกรด หรือ GPAX ที่ใครๆ ก็บอกว่าไม่สำคัญหรอก อยู่ที่ประสบการณ์มากกว่า พี่มิ้นท์ขอยืนยันเลยว่าไม่จริงสำหรับการรับตรงและแอดมิชชั่น หลายมหาวิทยาลัย คนเกรดดีกว่าได้เปรียบกว่า เพราะต้องใช้เกรดคำนวณออกมาเป็นคะแนน หรือแม้แต่มีโครงการรับตรงที่ดูแต่เกรด 100% เลยก็มี ดังนั้นอยู่ ม.6 ถึงจะสอบเหนื่อย กิจกรรมเยอะแค่ไหน ก็อย่าเพิ่งเทเกรดค่ะ พยายามให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ที่ผ่านมาอาจแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว แต่เรายังเหลือ 2 เทอมสุดท้ายของ ม.ปลาย ที่ยังมีโอกาสติดสปีดให้ตัวเองได้ค่ะ
สำหรับโควตา-รับตรง ส่วนใหญ่จะใช้เกรด 5 เทอม คือ ตั้งแต่ ม.4 เทอม 1 - ม.6 เทอม 2 ส่วนแอดมิชชั่นกลางจะใช้เกรด 6 เทอม คือ ตั้งแต่ ม.4 เทอม 1 - ม.6 เทอม 2 ค่ะ

ตัวอย่าง การกำหนดคุณสมบัติผู้สมัครรับตรง
โครงการสู่ความเป็นเลิศด้านภาษาและวรรณคดีไทย คณะอักษรฯ จุฬาฯ
4. กิจกรรมไม่ใช่ตัวถ่วงการเรียนอย่างที่คิด
หลายๆ โรงเรียนสนับสนุนวิชาการมากกว่ากิจกรรม เพราะกลัวกิจกรรมจะมาทำให้การเรียนเสีย แต่สำหรับคนที่แบ่งเวลาเป็นและมีความรับผิดชอบ กิจกรรมต่างๆ ทั้งในและนอกโรงเรียนเป็นตัวชูโรงให้เราโดดเด่นกว่าคนอื่นมากเลยค่ะ ครูแนะแนวอาจจะบอกให้น้องๆ ทำ Portfolio ไว้สำหรับเตรียมสัมภาษณ์ แต่อาจไม่ได้บอกว่าอะไรที่ใส่ลงไปในนั้นได้บ้าง ซึ่งบางคนไม่มีผลงานประกวดแข่งขันอะไรเลย แล้วยังงี้จะยังทำ Portfolio ได้หรือเปล่า
พี่มิ้นท์ฟันธงให้ธงหักเลยค่ะ แม้จะไม่เคยประกวดอะไรเลย ก็สามารถทำ Portfolio ได้เหมือนคนอื่น โดยใส่เป็นกิจกรรมต่างๆ ที่เราเข้าร่วม ทุกครั้งที่ทำกิจกรรม พี่มิ้นท์แนะนำให้ถ่ายรูปตัวเองขณะทำกิจกรรมนั้นๆ อยู่ (ฝากเพื่อนถ่าย) จะงานเล็กงานใหญ่ ระดับห้อง หรือ ระดับโรงเรียน ก็นำมาใส่ได้ทั้งหมด แล้วอย่าลืมเขียนด้วยว่าเป็นกิจกรรมอะไร เราทำหน้าที่อะไร และได้เรียนรู้อะไรจากกิจกรรมที่ได้ทำ แค่นี้กิจกรรมก็สร้างมูลค่าให้กับตัวเราได้แล้ว
5. เทคนิคการติดตามข่าว
สไตล์ของครูแนะแนวที่โรงเรียน ส่วนมากจะเป็นผู้ให้ข้อมูล มีรับตรงอะไรมา ก็นำมาบอกนักเรียนในห้อง หรือ แปะบอร์ดที่ห้อง ใครสนใจสมัครก็ติดตามสมัครกันเอง แต่ข่าวรับตรงมีเป็นพันๆ โครงการค่ะ หากน้องๆ มัวแต่รอข่าวจากทางโรงเรียน อาจจะทำให้พลาดรับตรงสำคัญๆ หรือ รับตรงที่เราอาจได้เปรียบกว่าคนอื่น พี่มิ้นท์จะมาแนะนำเทคนิคการติดตามข่าวสารแอดมิชชั่นค่ะ
(1) ใช้ google ให้เป็นประโยชน์ เสิร์ชหารับตรงที่ต้องการ ด้วยคำว่า "รับตรง + ชื่อมหาวิทยาลัย + รุ่นแอดมิชชั่น" เช่น "รับตรง จุฬาฯ 60" เป็นต้น หรือถ้าเรารู้ชื่อโครงการที่จะเข้าด้วยก็ยิ่งดีเลย เช่น "โควตา 28 จังหวัด ม.ศิลปากร 60"
(2) เข้าเว็บไซต์มหาวิทยาลัยนั้นๆ (พี่ๆ เด็กดีก็ใช้วิธีนี้ค่ะ) อยากรู้ว่า ม.นี้ รับคณะอะไรบ้าง มีโครงการอะไรบ้าง ก็กดเข้าไปดูเลย หมั่นเช็กบ่อยๆ ค่ะ ข้อดีของวิธีนี้คือ เราจะได้เห็นมากกว่า 1 โครงการรับตรง ซึ่งทำให้เรามีโอกาสเพิ่มมากขึ้น แต่ข้อเสียคือ ต้องหมั่นเช็กบ่อยๆ ค่ะว่ารับตรงจะมาตอนไหน
(3) เข้าเว็บ www.dek-d.com เพราะพวกพี่ๆ ทีมงานมีหน้าที่อัพเดทข้อมูลข่าวสารรับตรงให้ทุกวันอยู่แล้ว เรียกว่าไวและครอบคลุมทุกมหาวิทยาลัยค่ะ จะแวะอัพเดทข่าวสารแอดมิชชั่น หรือ จะค้นหารับตรงที่สนใจก็ได้ พี่ๆ มีให้หมดจ้า
6. คณะที่ไม่ได้อยู่ในสายตา
น้องๆ เคยถามตัวเองมั้ยว่า เรารู้จักกี่คณะ แล้วแต่ละคณะเรียนอะไร? พี่มิ้นท์กล้าพูดเลยว่าถ้าน้องๆ ไม่เคยค้นคว้าหาข้อมูลเพิ่มเติม ก็จะมีคณะที่รู้จักอยู่แค่ไม่กี่ชื่อ เช่น แพทยศาสตร์ ทันตแพทยศาสตร์ บัญชี บริหาร นิติศาสตร์ ฯลฯ ซึ่งในโรงเรียนก็จะแนะนำอยู่ประมาณนี้ค่ะ
แต่ความจริง ในหลักสูตรของมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ยังมีคณะและสาขาแปลกๆ ใหม่ๆ ทันสมัย เกิดขึ้นมากมายและมีงานรองรับที่แน่นอน เช่น สาขาเทคโนโลยีแพทยศาสตร์ ม.มหิดล เรียนเกี่ยวกับการสร้างและผลิตสื่อทางการแพทย์และสาธารณสุข หรือ สาขาการจัดการโรงแรมและธุรกิจไมซ์ เป็นสาขาที่เรียนเกี่ยวกับการจัดอีเว้นท์ นิทรรศการต่างๆ นี่เป็นแค่ตัวอย่างเล็กๆ น้อยๆ นะคะ
ดังนั้น นอกจากข้อมูลที่ได้จากห้องแนะแนวแล้ว พี่มิ้นท์อยากให้น้องๆ ทำความรู้จักคณะและสาขาการเรียนเอาไว้เยอะๆ ด้วยค่ะ เผื่อจะได้เจอคณะที่เราสนใจ อาจจะเป็นทางของเราก็ได้ เมื่อรู้เป้าหมายจะได้ล็อคเป้าและมุ่งเดินไปทางเดียวค่ะ
เป็นยังไงบ้างคะ ><! พี่มิ้นท์ตั้งใจสรุปข้อสำคัญๆ มาฝากให้น้องๆ โดยเฉพาะ ถือเป็นการปฐมนิเทศ ม.6 เข้าสู่สนามสอบเข้ามหาวิทยาลัยเต็มตัว หวังว่าน้องๆ จะนำทั้ง 6 ข้อไปคิดและนำไปปฏิบัติใช้จริงกันด้วยนะคะ หากมีอะไรสงสัยหรืออยากรู้เรื่องอะไร ทิ้งคำถามไว้ได้เลยค่ะ :D



9 ความคิดเห็น
คณะทันตะจะมีรับตรงไหมค่ะ
โควต้ากับรับตรงไม่เหมือนกันใช่ไหมค่ะแล้วถ้าเราไม่มีโควต้านักกีฬานักดนตรี เราสามรถเข้ารอบโควต้าสมัครรอบโควต้าได้ไหมค่ะอยากรู้จริงๆค่พี่ช่วยตอบด้วยนะค่ะ