5 ข้อคิดจากงานเขียน "เจน ออสเตน" ที่รู้แล้วชีวิตดี๊ดี
สวัสดีค่ะน้องๆ ชาวเด็กดีทุกคน เจน ออสเตนเป็นนักเขียนนวนิยายชาวอังกฤษที่มีชื่อเสียงโด่งดังระดับโลก งานเขียนของเธอหลายๆ เรื่องไม่ว่าจะเป็น Emma, Sense and Sensibility
หรือ Pride & Prejudice ล้วนแล้วแต่เป็นหนังสืออ่านนอกเวลา เหมาะมากๆ กับคนที่ต้องการฝึกทักษะภาษาอังกฤษ ไม่เพียงแค่นั้น นิยายของเธอหลายเรื่องเองก็ได้รับการดัดแปลงทำเป็นภาพยนตร์ด้วยค่ะ เรียกได้ว่าถ้าไม่ดีจริงคงไม่โด่งดังมาจนถึงทุกวันนี้
น้องๆ เชื่อมั้ยคะว่าแม้งานเขียนของเธอจะถูกจั่วหัวว่าเป็นแนวรักโรแมนติก - พีเรียด ดูยังไงก็ไม่น่าจะมาประยุกต์ใช้ในชีวิตปัจจุบันได้ แต่แท้จริงแล้วกับเต็มไปด้วยแง่คิดการใช้ชีวิตค่ะ ซึ่งในวันนี้พี่น้ำผึ้งก็ได้รวบรวมแง่คิดบางส่วนที่พี่ได้จากการอ่านนิยายของเธอมาให้น้องๆ ได้อ่านกัน มาดูกันเเถอะว่าเราได้บทเรียนชีวิตอะไรบ้างจากการอ่านนิยายของเจน ออสเตนบ้าง ตามมาเลยจ้า ^_______^

แคทเธอรีน มอร์แลนด์ สาวน้อยช่างฝัน
มโนได้ แต่อย่ามากไป
“Northanger Abbey” เป็นนิยายเรื่องแรกของเธอที่เขียนขึ้นในปี 1803 ก่อนจะได้รับการตีพิมพ์เป็นหนังสือในปี 1817 นิยายเรื่องนี้สอนให้เราเรียนรู้ที่จะหยุดยั้งสิ่งเพ้อฝันอันนำมาสู่การสร้างปัญหาใหญ่หลวงให้เราในภายหลัง
Northanger Abbey เป็นเรื่องราวของสาวน้อยหน้าใสวัยกำลังขบเผาะอย่าง แคทเธอรีน มอร์แลนด์ ผู้เป็นติ่งนิยายสยองขวัญของแอนน์ แร็ดคลิฟฟ์ กับพระเอกของเรื่องอย่างเฮนรี ทิลนี่ย์ ที่เป็นสุภาพบุรุษ บุคลิกกวนนิดๆ แต่ใจดีมากกกกก
สาวเเคทเธอเป็นคนชอบจินตนาการค่ะ คิดว่าตัวเองเป็นนางเอกของนิยายที่เธออ่าน เธอเริ่มมโนไปต่างๆ นานาเช่น พ่อของทิลนี่ย์เป็นฆาตกรที่ฆ่าภรรยาตัวเองหรือหนุ่มทิลนี่ย์ พระเอกของเรื่องคือว่าที่สามีในอนาคตของเธอ ดูเหมือนว่าตลอดทั้งเรื่องเธอจะเป็นสายมโน มโนมันไปทุกเรื่อง แถมแต่ละเรื่องที่มโนนั้นก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องดีนะคะ เป็นเรื่องแย่ทั้งนั้น #ร้องไห้หนักมาก
น้องๆ คะ ความจริงแล้วการมโนก็ไม่ได้ผิดอะไรหรอกนะคะถ้าเราแค่มโนเฉยๆ ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน แต่นี่สาวแคทเธอรีนเล่นมโนจนเกิดเรื่องชุลมุนวุ่นวายไปหมด เพราะงั้นบางทีสิ่งที่เจน ออสเตนต้องการสอนเราคงเป็นเรื่องของการมโนจนเกินไปค่ะ การใช้จินตนาการเป็นสิ่งที่ดี (เพราะนักเขียนอย่างเราๆ ก็ต้องใช้จินตนาการในการสร้างสรรค์เรื่องราวต่างๆ) แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เรามโนจนลืมพื้นฐานแห่งความเป็นจริงหรือความเป็นไปได้ บอกเลยว่าพังแน่นอน ดังนั้น Northanger Abbey เรื่องนี้สอนให้เรารู้ว่า “มโนได้นะยู แต่อย่าลืมโลกความเป็นจริง อย่าทำให้ใครเดือดร้อน” นั่นเองค่ะ
คนที่ชอบดูถูกนี่ไม่น่ารักเลยนะ
พอเห็นหัวข้อนี้แล้วนึกถึงมิสเตอร์ดาร์ซี่ พระเอกนิยายเรื่อง Pride & Prejudice เลยค่ะ พี่รู้สึกว่าตัวเองได้แง่คิดหลายๆ อย่างจากการอ่านนิยายเรื่องนี้ค่ะ โดยเฉพาะเรื่องของความสัมพันธ์กับคนอื่น
“คุณชายดาร์ซี่” เป็นตัวอย่างของคนที่ควรรู้จักประโยคที่ว่า “อย่าดูถูกคนอื่น” ก่อนที่เขาจะได้เจอกับสาวน้อยอลิซาเบธ เบ็นเน็ตค่ะ ทำไมน่ะเหรอ? นั่นเป็นเพราะว่าถ้าเขารู้ เขาจะไม่มีทางพูดจายกตนข่มท่านกับบุคคลที่เพิ่งเจอตั้งแต่แรกเห็นอย่างอลิซาเบธแน่นอน ซึ่งนั่นรวมไปถึงว่าเขาจะไม่มีทางพูดจาดูถูกคนอื่นๆ ด้วย
ดีนะคะที่เป็นแค่ในนิยาย เพราะถ้าในชีวิตจริงเราเจอคนพูดจาแบบนี้ใส่ ต่อให้หล่อปานเทพบุตรลงมาจุติ ก็ไม่มีสาวที่ไหนอยากเข้าใกล้หรอกค่ะ นิสัยแบบนี้ไม่น่ารักเลยนะคะน้องๆ ดังนั้นคุณชายดาร์ซี่เลยสอนให้เรารู้ว่าเราต้องรู้จักการเคารพคน อย่าดูถูกคน ไม่ว่าคนๆ นั้นจะเป็นเพื่อน คนในครอบครัว เพื่อนร่วมงาน แฟน หรือแม้แต่คนแปลกหน้าค่ะ เพราะพวกเราทุกคนล้วนแล้วแต่มีข้อดีและโดดเด่นในแบบของตัวเอง เชื่อเถอะว่าทำแบบนี้แล้วทุกคนจะต้องตกหลุมรักน้องๆ แน่นอน
อย่ายุ่งเรื่องชาวบ้านจนทำให้เดือดร้อน
เคยเจอคนที่ชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านมากๆ มั้ยคะ ไอ้ยุ่งน่ะไม่เท่าไหร่ แต่เมื่อใดก็ตามที่เขาเริ่มเข้ามาก้าวก่าย บงการ ออกคำสั่ง หรือวางแผนที่จะเปลี่ยนชีวิตเราโดยที่เราไม่ได้ร้องขอ แบบนี้แหละเข้าข่ายน่ากลัวแล้ว
แน่นอนว่าเอ็มม่า วู้ดเฮาส์ ตัวละครหลักของนิยายเรื่องเอ็มม่าที่ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1815 เป็นหนึ่งในนั้นค่ะ เธอเป็นคุณหนูจอมวางแผน ชอบจับคู่คนนู้นคนนี้ไปทั่ว ที่พีคสุดคงหนีไม่พ้นการที่เธอพยายามจะแยกเพื่อนสาว แฮร์เรียต สมิธ ออกจากสุภาพบุรุษชาวนา โรเบิร์ต มาร์ติน หนุ่มที่แฮร์เรียตแอบปิ๊งนั่นเอง เท่านั้นยังไม่พอ เธอยังจับคู่เพื่อนสนิทเธอกับหนุ่มคนรวยที่เธอรู้จักด้วย!! ไงล่ะ พีคไปอีก #คนแบบนี้ก็ได้ด้วยเหรอ สาวเอ็มม่าไม่เคยรู้เลยว่าแฮร์เรียตกับโรเบิร์ตมีความผูกพันมากกว่าที่เธอคิด แล้วไอ้การที่เธอพยายามจับคู่และขัดขวางความรักระหว่างเพื่อนเธอกับโรเบิร์ตนี่แหละที่ก่อให้เกิดปัญหาในเรื่อง
แน่นอนว่าสาวเอ็มม่าเธอหวังดี เธอคิดว่าเพื่อนต้องมีชีวิตที่ดีกว่าถ้าได้สามีรวยๆ เอ็มม่าเชื่อแค่ความคิดตัวเองจนลืมไปว่าความคิดของเธอไม่จำเป็นต้องถูกเสมอ เพราะงั้นนิยายเรื่องเอ็มม่าเลยสอนให้เรารู้ว่า เราไม่ควรก้าวก่ายในชีวิตคนอื่นถึงแม้เราจะรู้สึกว่านั่นไม่ใช่เลย นั่นไม่โอเค เธอไม่ควรทำอย่างนี้ เพราะจริงๆ แล้วสิ่งที่ไม่ใช่สำหรับเราอาจจะเป็นสิ่งที่ใช่สำหรับเขาก็ได้ค่ะ เราไม่มีทางรู้เลยว่าสิ่งที่เราคิดว่ามันใช่สำหรับเขามันใช่จริงๆ หรือเป็นแค่สิ่งที่เรามโนขึ้นมาเอง
ทางที่ดีก็คือเวลามีคนมาเล่าอะไรให้เราฟังและเรารู้สึกว่ามันไม่ใช่อ่ะ เธอไม่ควรทำอย่างนี้ เราแค่ฟังเขาก็พอค่ะ มีบ้างที่อาจจะพูดถึงสาเหตุที่ทำให้เราไม่รู้สึกเห็นด้วย แต่ไม่ควรชี้เป้าบังคับขู่เข็ญว่าเขาควรจะคิดหรือรู้สึกอย่างไร ปล่อยให้เขาพิจารณาคำพูดของเราแล้วเก็บไปคิดดีกว่าค่ะ เพราะท้ายสุดแล้วคนที่กำหนดชีวิตเขาก็คือตัวเขาเอง
เลดี้แคทเธอรีนกำลังขอร้องลิซซี่อยู่เลย
ใช้ชีวิตในแบบของเรา
ลิซซี่ เบ็นเน็ตแห่ง Pride & Prejudice เป็นตัวอย่างที่ดีมากสำหรับบทเรียนนี้ เธอรู้ว่าดาร์ซี่ย์รักเธอ ส่วนเธอเองก็รักดาร์ซี่ย์เช่นกัน พอความรู้ไปถึงหูของเลดี้แคทเธอรีนเข้า ท่านเลดี้เลยเคืองมากเพราะลึกๆ ท่านเลดี้ก็อยากให้คุณชายดาร์ซีย์แต่งงานกับลูกสาวตัวเอง คราวนี้ท่านเลดี้เลยไปขอร้องลิซซี่ว่า "อย่าหมั้นกับดาร์ซี่ย์เลยนะ" ถามว่าอลิซาเบธยินยอมมั้ย? คำตอบคือไม่ค่ะ เธอยืนยันว่าถ้าดาร์ซี่ย์มาขอเธอหมั้น เธอก็จะหมั้นนะ
ที่เป็นแบบนี้ไม่ใช่เพราะว่าเธอรู้ว่าดาร์ซี่ย์รักเธอนะ แต่เป็นเพราะว่าเมื่อเธอรู้แล้วว่าอะไรที่ทำให้เธอมีความสุข เธอก็จะทำมัน ซึ่งการที่เธอหมั้นและแต่งงานกับดาร์ซี่ย์นั้นคือความสุขของเธอ (และดาร์ซี่ย์ด้วย) ลิซซี่บอกว่าเธอทำถูกแล้วที่ปฏิเสธสัญญางี่เง่านั้น เธอโอเคกับการตัดสินใจของเธอมาก แม้จะทำให้ท่านเลดี้ไม่พอใจ ก็การอยู่ใกล้ๆ ดาร์ซีย์มันคือความสุขของเธอนี่นะ ช่วยไม่ได้ ซึ่งประโยคด้านล่างนี้เป็นหลักฐานที่ยืนยันว่าเธอไม่ยอมให้ใครมาบังคับเธอเด็ดขาดค่ะ ชีวิตเธอ เธอต้องใช้!
“I have only resolved,” she declares, “to act in that manner which will, in my own opinion, constitute my happiness, without reference to you, or to any person so wholly unconnected with me.”
พี่น้ำผึ้งขอกดไลค์คำพูดลิซซี่รัวๆ เห็นด้วยมากเลยค่ะ มันเยี่ยมมากที่เธอไม่ทำตามคนอื่น แต่เลือกทำตามความคิดของตัวเอง แถมการตัดสินใจของเธอในครั้งนั้นยังทำให้เธอพบกับความสุขในชีวิตด้วย ดังนั้นบทเรียกของออสเตนเรื่องนี้สะท้อนให้เราเห็นว่า อย่าให้ใครมากำหนดชีวิตของเรา เพราะเราคือคนเดียวที่กำหนดชีวิตตัวเอง Live your life เลยค่ะน้องๆ!!
อย่าให้อารมณ์มาคุมชีวิตเรา
เห็นทีประโยคที่ว่า “อย่าให้อารมณ์มาคุมชีวิต” คงจะเป็นบทสรุปสั้นๆ สำหรับนิยายเรื่อง Sense and Sensibility ที่ตีพิมพ์ในปี 1811 ประโยคนี้มีที่มามาจาก มารีแอนด์ หนึ่งในตัวเอกของนิยายเรื่องนี้ พูดเลยว่านิสัยคุณเธอพีคสุดขีดเลยค่ะ เพราะเธอเป็นมนุษย์ที่ใช้อารมณ์เป็นใหญ่ ไม่รู้จักใช้สติควบคุมอารมณ์ตัวเอง แล้วยิ่งตอนที่เธอคนรักของเธอต้องเดินทางออกไปในที่แสนไกล เธอทำใจไม่ได้ค่ะ เอาแต่ร้องห่มร้องไห้ฟูมฟายประหนึ่งแฟนของเธอจะจากไปตลอดกาลซะอย่างนั้น
มารีแอนด์เป็นคนมี sense นะคะ sense ที่แปลว่าอารมณ์ค่ะ แต่เธอช่างเป็นคนที่ไม่มี Sensibility ในการใช้เหตุผลหรือสติปัญญาเพื่อควบคุมอารมณ์ตัวเองเอาเสียเลย เพราะงั้นงานนี้เราเลยได้ข้อคิดจากนิยายเรื่อง Sense and Sensibility ง่ายๆ ว่าเวลาโกรธหรือเศร้า ช่วยดึงสติและใช้ความคิดทุกครั้งค่ะ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นย่อมมีเหตุผลของมัน เราร้องไห้ได้ เสียใจได้ โกรธได้ มันไม่ผิดค่ะ ไม่ผิดเลยน้องๆ แต่มันจะผิดมากถ้าเกิดว่าเราเอาแต่ฟูมฟายอย่างเดียวโดยไม่ทำอะไร อย่าลืมนะคะว่าท้ายสุดแล้วชีวิตก็ยังคงต้องดำเนินต่อไป ใช้สติและมีเหตุผลเยอะๆ เนอะ จะได้ไม่เป็นอย่างมารีแอนด์

เจน ออสเตน
(via : pinterest.com)
เป็นอย่างไรบ้างคะกับ 5 บทเรียนชีวิตที่งานเขียนของเจน ออสเตนสอนเรา เห็นมั้ยคะว่าแม้จะเป็นนิยายเก่าแก่มีอายุเกือบ 200 ปี แต่ความจริงแล้วกลับแฝงไปด้วยข้อคิดมากมาย เรียกได้ว่าถ้านำไปใช้ ชีวิตของเราจะต้องมีความสุขและประสบความสำเร็จแน่นอนค่ะ เชื่อเถอะว่าคนที่ประสบความสำเร็จหลายๆ คนก็ใช้ชีวิตแบบแง่คิดที่พี่ได้รับจากการอ่านหนังสือของเจน ออสเตนค่ะ
สำหรับครั้งพี่จะนำเรื่องอะไรมาฝากนั้น รอติดตามเลยค่า ^^
พี่น้ำผึ้ง :)






0 ความคิดเห็น