'ต้นหลิว' วัย 9 ขวบ เจ้าของภาษาใสซื่อ กับลายมือแสนน่ารักบนเพจ "เรไรรายวัน"


“แก๊งนางฟ้าบ้านนา” ผู้ปลุกเสน่ห์แดนชนบทด้วยแฟชั่นสไตล์ท้องถิ่น (คลิป 5 ล้านวิวการันตีความแซ่บ!)
 

        สวัสดีค่าชาว Dek-D พบกับคอลัมน์ “เด็กพลังบวก” ที่จะพาน้องๆ ไปค้นหาแรงบันดาลใจจากวัยรุ่นเจ๋งๆ ที่ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์และทำกิจกรรมเพื่อตัวเองและสังคมค่ะ

        ในเวลาที่เราเครียดกับโลกที่วุ่นวายซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ ตามช่วงอายุ หรือมีความสุขกับเรื่องดีๆ ในแต่ละวัน เราก็มักอยากแชร์ให้คนรอบตัวฟัง บางคนอาจใช้เล่าปากเปล่าหรือใช้ช่องทางโซเชียลเพื่อแชร์ให้คนหมู่มากรับรู้ ในขณะที่บางคนจัดเก็บความรู้สึกเหล่านั้นด้วย "การจดไดอารี่" อย่างที่เด็กหญิงคนหนึ่งจดมาตลอด 3 ปีไม่มีขาดเลยค่ะ
 

        ลายมือสวยๆ ภาษาซื่อๆ ตรงไปตรงมาแบบนี้ มีเด็กโตหรือผู้ใหญ่หลายคนเลยค่ะตกใจว่าเด็กคิดได้ไง! ...ว่าแต่น้องๆ คุ้นกันมั้ยว่าเคยเห็นที่ไหน? ไม่ว่าน้องๆ จะรู้จัก ไม่รู้จัก หรือยังคลับคล้ายคลับคลาติดอยู่ที่ปาก เราจะขอพาไปพูดคุยกับเจ้าของลายมือและคุณแม่ของเธอกันค่ะ ><

 
แนะนำตัว
 
        "สวัสดีค่ะ ชื่อ ด.ญ.เรไร สุวีรานนท์ ชื่อเล่น 'ต้นหลิว' อายุ 9 ขวบ เรียนอยู่ ป.3 โรงเรียนดรุณพัฒน์ค่ะ"
 
        ต้องบอกเลยว่าเธอคนนี้โชคดีมากๆ ที่เกิดในครอบครัวนักคิดนักเขียน คุณพ่อทั้งเป็นนักเขียนและทำงานกราฟิกดีไซน์ด้วย ส่วนคุณแม่เรียนจบจากภาควิชาภาษาและวรรณคดีอังกฤษ จาก ม.ธรรมศาสตร์ และปริญญาโทด้านการศึกษาอีกหนึ่งดีกรี พวกเขาจึงพร้อมส่งต่อสิ่งที่มีในตัวให้ลูกอย่างเต็มที่
 
เลือกจดความประทับใจในแต่ละวัน
 
        "เริ่มจากที่เราไปเจอโครงการ 'สมุดบันทึกวัยเยาว์' ค่ะ เราคิดว่าไหนๆ เด็กก็ไม่อยู่นิ่ง ปกติก็ต้องหากิจกรรมให้ทำอยู่แล้ว เลยชวนลูกเขียน แล้วทั้งพ่อกับแม่เองเคยจดบันทึกเรื่องราวในชีวิตประจำวันมาก่อน จึงรู้ว่าถ้าจดว่าวันๆ ทำอะไรบ้าง ไม่นานก็จะเบื่อ เพราะชีวิตอาจซ้ำเดิมไม่มีอะไรใหม่ แม่เลยบอกเรไรตั้งแต่ต้นว่าให้บันทึกความประทับใจในแต่ละวัน เขียนสิ่งที่ชอบหรือไม่ชอบ สนุกหรือไม่สนุก เอาไว้อ่านตอนโต เพราะพอเวลาผ่านไป เราอาจลืมเรื่องในอดีต เราก็จะมีบันทึกพวกนี้คอยเล่าให้ฟังได้"
 
        คุณแม่จั่นเล่าต่อว่า "ในแต่ละวัน พอเค้ากลับจากโรงเรียน กลับมาเล่าเรื่องนู่นนี่ให้ฟัง เราก็ชวนเค้าคุยด้วย แล้วให้เค้าเขียนวันละหน้า เลือกว่าจะเก็บอะไร อะไรเป็นเรื่อง 'ที่สุด' ในวันนั้น ทำให้เค้าได้ทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้น" 
        ตอนนั้นที่พ่อแม่ชวนให้เราเขียน ต้นหลิวรู้สึกยังไงคะ? "ตอนแรกยังงงๆ ค่ะว่าจะเขียนได้เหรอ ต้องเริ่มยังไงล่ะ” แล้วหลังจากได้เขียนทุกวันๆ ล่ะ? "หนูรู้สึกว่าได้แบ่งปันความสุขให้คนอื่น แล้วเราก็มีความสุข หนูไม่ชอบเขียนเรื่องเศร้า เพราะคนอื่นที่อ่านจะรู้สึกเศร้าไปด้วยค่ะ"
 
        จากนั้นเรไรก็เล่าเหตุผลที่เธอเขียนบันทึกอยู่ทุกวัน “โตไปจะเก็บไว้อ่านค่ะ เพราะหนูชอบถามว่า 'ตอนเด็กๆ หนูเป็นยังไง'” 

 
ทำซ้ำทุกวันจน “ได้เรื่อง”
 
        มาดูกันว่า ตั้งแต่เธอเริ่มจดบันทึกทุกวันจนถึงตอนนี้ มีอะไรเปลี่ยนไปบ้าง? “ตอน 6 ขวบครึ่ง ลูกสะกดได้พอสมควรค่ะ เค้าเป็นคนเล่าเรื่องเก่ง แต่พอเป็นประโยค เด็กยังทำไม่ได้ เราก็คอยประกบไป 3 เดือน นั่งถามว่า 'แล้วยังไงต่อๆ?'  ป้อนคำถามแบบนี้ไปเรื่อยๆ พอเค้าพูดออกมาก็ให้เขียนบันทึก ช่วงแรกๆ จึงเป็นการถอดจากคำพูด ยังไม่ต่อเนื่องเท่าไหร่ แต่พอทำไปเรื่อยๆ เวลานั่งเขียนเค้าเริ่มถามตอบตัวเองได้แล้ว การเขียนมันทำให้เค้าได้ฝึกคิดว่าจะเขียนอะไร ต่อด้วยอะไร จบยังไง จนถึงตอนนี้แม่แค่นั่งใกล้ๆ จะอ่านหนังสือ เล่นไลน์ ตอบเฟซบุ๊ก หรือทำอะไรอยู่ แค่อยู่ในห้องเดียวกัน เค้าก็เขียนของเค้าเองได้แล้ว”


(บันทึกของน้องต้นหลิวตอน ป.1)
Photo Credit: เรไรรายวัน
 

        "ภาษาของเค้าพัฒนาขึ้นเยอะมาก จากไม่รู้จักใช้คำเปรียบเทียบ คำเชื่อม เค้าก็เริ่มหยิบมาใช้แสดงความรู้สึกนึกคิดได้ เช่น จาก 'ดีใจ-ดีใจมาก-ดีใจจริงๆ' ก็เริ่มมาเป็น 'ดีใจจนตัวลอยเหมือนลูกโป่ง' การเขียนมันเป็นตรรกะของความคิดนะคะ เค้าคิดทุกวัน เขียนทุกวัน พอเห็นว่าภาษาไม่ตายตัว ปรับได้ เปลี่ยนได้ แทนกันได้ ก็เริ่มสนุก เหมือนกำลังได้เล่นต่อเลโก้ แรกๆ เขียนเป็นชั่วโมง เขียนด้วยเล่นด้วย ตอนนี้ 20 นาทีก็เสร็จแล้ว”
 
        เรไรเล่าสิ่งที่คิดว่าตัวเองพัฒนาขึ้นให้ฟัง “แรกๆ ยาก แต่พอทำไปเรื่อยๆ ก็ง่ายขึ้น แต่ก่อนเขียนครึ่งหน้า ตอนนี้บางวันมี 2 หน้าครึ่งด้วย”
 
        “เราได้ฝึกฝน ลายมือสวยขึ้น สะกดคำได้มากขึ้น ถ้าทำทุกวัน เราจะมีสมาธิมากขึ้นและเรียนเก่ง”
        คุณแม่เสริมอีกว่า “เด็กที่เขียนหนังสือแล้วเป็นที่รู้จัก บ้านเราไม่ค่อยมี ทำให้เค้าโดดเด่นขึ้นมา แต่ถ้าเทียบกับเมืองนอก การเขียนเป็นเรื่องธรรมดามากค่ะ แม่คิดว่าการเขียนนี่เพื่อตัวลูกเอง ใช้ได้ทั้งในการงาน การเรียน ใช้ได้ในชีวิตจริงทั้งชีวิต ไม่ใช่เพื่อชื่อเสียง"

 
ภาษาใสซื่อของเด็ก แต่ล้ำลึกในสายตาผู้ใหญ่
 
         มีคนแอบเข้าใจผิดเรไรรายวันเหมือนกันว่า ‘แม่คิด ลูกเขียน’ รึเปล่า? เพราะแต่ละประโยคที่ดูใสซื่อของเรไรดูเหมือนมีความหมายแฝง ตรงนี้คุณแม่เล่าว่า "การเขียน คือ การคิด เป็นทักษะที่ฝึกฝนได้ เหมือนเล่นกีฬา หรือทำกับข้าว ทำซ้ำทำบ่อยๆ ก็ชำนาญและเก่งได้ เรไรเขียนได้เพราะเขียนทุกวันมาเกือบจะ 3 ปีแล้ว นอกจากนี้เค้ามักมีมุมมองแต่ละเรื่องที่เป็นตัวเอง มุมมองที่บางคนเห็นแบบเดิมๆ แต่เรไรจะเห็นในสิ่งที่คนอื่นมองข้าม จริงๆ แล้วภาษามีเสน่ห์ตรงที่สามารถเปิดกว้างให้คนตีความได้ค่ะ และผู้ใหญ่ก็มักจะตีความแบบผู้ใหญ่ เลยทำรู้สึกทึ่งในงานเขียนของเรไร บางเรื่องเค้าก็ไม่ได้คิดอะไรลึกซึ้ง แค่ถ่ายทอดมาตามที่เห็น”
        เธอยังเล่าความใสซื่อของภาษาเรไรให้ฟังว่า “เรื่องของเค้าเป็นเหตุการณ์จริง ไม่ใช่เรื่องแต่ง ภาษาของเค้าจะกระชับไม่เยิ่นเย้อ ใช้ภาษาสื่อความคิดออกมาได้โดยไม่ต้องคิดมากเหมือนผู้ใหญ่ อย่างคำว่า 'ใจหุบ' ถึงจะไม่มีใครใช้ แต่เรไรก็ใช้คำนี้อธิบายความรู้สึกตัวเองออกมาได้ค่ะ"
 
        พอถามเด็กหญิงเรไรว่า ตั้งแต่เขียนมาทั้งหมด เธอชอบเรื่องไหนที่สุด เธอตอบว่า "เรื่องสอบจีนได้เกรด 4 ค่ะ มิดเทอมไม่ทำให้ผิดหวัง คุณพ่อก็ดีใจเพราะเป็นคนเชื้อสายจีน"
จากเฟซส่วนตัว...สู่เพจที่ยอดไลก์ปัจจุบัน 2 แสน!
 
        ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม '58 จนตอนนี้มีกว่าสองแสนไลก์แล้ว อยากรู้ว่าเรไรรายวันเริ่มต้นจากไหน? "ตอนแรกแม่อัพลงเฟซบุ๊กส่วนตัวให้คุณตาคุณยายและเพื่อนๆ อ่านค่ะ ผลตอบรับดี มีคนมาไลก์เยอะ ตายายก็บอกว่าหลานเขียนสนุกนะ เค้าเลยแนะนำให้ทำเพจ แม่ก็เริ่มลองทำดูหลังจากที่ลงเฟซส่วนตัวไปได้สิบวันค่ะ คนที่ติดตามก็มีหลายกลุ่ม ทั้งพ่อแม่ที่สนใจว่าทำยังไงให้ลูกเขียนได้ ทั้งวัยรุ่นที่อ่านสนุกๆ ทั้งครูที่อยากรู้แง่มุมที่ต่างกันต่อเรื่องๆ นึง ส่วนคนที่มีอายุหน่อยจะอ่านแล้วนึกถึงตอนเด็กๆ บางคนก็ติดต่อมาขออนุญาตปริ้นท์ เย็บเล่ม แล้วให้ลูกอ่านด้วย"
 
        “ส่วนหนังสือ ตอนแรกยังไม่ได้ตั้งใจจะทำค่ะ แต่มีแฟนเพจที่เค้าอยากได้ เลยพิมพ์เองให้คนที่ต้องการเก็บเป็นที่ระลึกโดยไม่ขึ้นกับสำนักพิมพ์ไหน”
กระตุ้นการอ่านด้วยการแชร์ความสุข!
 
        “ที่ผ่านมา แม่กระตุ้นเรื่องการอ่านด้วยการให้เค้าอ่านบันทึกให้เด็ก คนสูงอายุ และผู้มีความบกพร่องทางสายตา โดยการอัดคลิปแล้วอัปขึ้นเฟซทุกวันที่เพจเรไรรายวัน ยูทูบ บล็อก และไอจีค่ะ” 
 


 
ถ้าหลงรัก ก็ไม่ต้องล้มเลิก
 
        แล้วในอนาคต คุณแม่คิดว่าต้นหลิวจะเขียนแบบนี้ไปเรื่อยๆ มั้ย? "เราบอกเค้าว่า ถ้าสนุกก็ทำ ไม่สนุกก็หยุด แต่เค้าจะมีข้อดีอย่างนึงคือ พอได้ทำอะไรแล้วไม่ค่อยล้มเลิก ยิ่งถ้ากิจกรรมที่ไม่ได้กดดัน เขาก็ทำไปได้เรื่อยๆ การเขียนเป็นงานเพลินๆ ไม่ต้องลงทุน ซึ่งพ่อกับแม่ก็มีความสุขและพร้อมที่จะสนับสนุนเค้าเต็มที่”

 
คำทิ้งท้ายจากเด็กหญิง
 
        ก่อนจะโบกมือลาคุณแม่และคุณลูกนักเขียน เราขอทิ้งท้ายด้วยคำแนะนำดีๆ จากเรไรว่า "ถ้าคนที่ยังเขียนไม่เก่ง มาเริ่มเขียน ค่อยๆ เริ่มบันทึกสั้นๆ ว่า 'วันนี้ฉันไปเที่ยว' 'ฉันชอบเล่น...' 'ฉันรู้สึก...' ไม่ต้องยาว ค่อยๆ พัฒนาก็ได้"
   
 
      สารภาพว่าตอนคุย พี่ก็เริ่มมีไฟจะเขียนไดอารี่แบบนี้บ้าง (คิดว่าน่าสนุกดีนะ 555) นอกจากนี้พี่ก็แอบหวังว่าน้องๆ ชาว Dek-D จะเริ่มอยากเล่าสิ่งที่เจอแต่ละวันให้ตัวเองฟังบ้างเหมือนกัน เพราะการจดบันทึกเนี่ยแทบไม่มีข้อจำกัดเลย ไม่ว่าเราจะมีไลฟ์สไตล์แบบไหน เป็นคนสนุกๆ หรือนิ่งๆ เป็นเขียนเก่งหรือไม่เก่ง ขอแค่มีใจจะเขียน ทุกอย่างจะรันไปโดยอัตโนมัติ แล้วสิ่งดีๆ ในตัวเราจะพัฒนาขึ้นมาโดยที่น้องๆ ไม่รู้ตัวเลยค่ะ ^^ สุดท้ายนี้ถ้าใครเห็นความน่ารักของน้องต้นหลิวแล้ว อย่าลืมไปติดตามที่เฟซบุ๊ก เรไรรายวัน นะคะ

อย่าลืมย้อนอ่านเด็กพลังบวกคนก่อนหน้านะคะ><
'พิมพ์' เด็ก ม.6 สายโลว์เทค
ผู้เนรมิตพอร์ตโฟลิโอทำมือในธีม Magic Land คนแชร์นับหมื่น!
พี่กุ๊กไก่
พี่กุ๊กไก่ - Columnist มนุษย์เบ้าหน้าจีน หวีดนักร้องไทย คลั่งไคล้ซีรี่ส์เกาหลี คลุกคลีกับอาหารญี่ปุ่น

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

กำลังโหลด

6 ความคิดเห็น

กำลังโหลด
กำลังโหลด
hanbyun Member 8 มี.ค. 61 08:07 น. 3

การเขียนของน้องน่ารักมากกกกกก ภาษาที่ใช้ก็เช่นกัน อ่านแล้วยิ้มตามเลย ไม่เคยมีความรู้สึกแบบนี้มาก่อน


เก่งมากๆเลยค่ะ น้องเรไร


เราคงต้องไปสอยหนังสือมาแล้วละ



0
กำลังโหลด
ฟหกด 16 มี.ค. 61 20:40 น. 4

น้องเก่งจังเลยค่ะะ ใช้ภาษาได้น่าอ่านมาก น่ารักจัง เราก็เคยเขียนตอนอายุเท่าน้อง แต่ไม่ถึงอาทิตย์ก็เลิกแล้วค่ะ 555555555555

0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด