ชาว Dek-D เคยมั้ยครับที่จู่ๆ ก็รู้สึกว่าสิ่งที่เราทำอยู่นั้นทำไมมันน่าเบื่อไปหมด กว่าจะผลักดันให้ตัวเองทำอะไรแต่ละอย่างทำไมมันช่างยากเหลือเกิน ยิ่งกับการจะลุกจากเตียงเพื่อไปเรียนหรือทำงานในแต่ละวันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายอีกต่อไป สิ่งที่เราเคยมองว่ามันท้าทาย งานที่เราเคยรักและสนุก พอผ่านไปสักพักความรู้สึกเหล่านั้นมันช่างว่างเปล่า ความว้าวุ่นมากมายถาโถมในใจพร้อมฉุกให้เราตั้งคำถามว่า ตอนนี้เรากำลังทำอะไรอยู่? เรามาทำอะไรที่นี่กันแน่นะ? สิ่งที่เราทำอยู่ตอนนี้มันใช่สิ่งที่เราต้องการจริงๆ เหรอ? จากคนที่เคยเต็มที่กับทุกอย่าง เคยมากล้นไปด้วยพลังงาน แต่วันนี้กลับไร้เรี่ยวแรงจนไม่อยากทำอะไร…
ถ้าน้องๆ กำลังตกที่นั่งเดียวกับที่พี่เกริ่นไปข้างต้น บางทีเราอาจกำลังตกอยู่ในอาการ ‘Burnout Syndrome’ หรือภาวะหมดไฟ ซึ่งอาการนี้มักจะพบในคนวัยทำงานและอาจจะรวมถึงน้องๆ วัยเรียนด้วย ว่าแต่ไอ้อาการนี้มันมีสาเหตุมาจากอะไร ร้ายแรงแค่ไหน และเราควรรับมือกับมันอย่างไรบ้าง? มาหาคำตอบไปพร้อมๆ กันเลยครับ
*องค์การอนามัยโลก ประกาศรับรองให้ภาวะหมดไฟในการทำงาน เป็นภาวะทางการแพทย์ครั้งแรก โดยจะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการในเดือนมกราคม ปี 2022
มารู้จัก Burnout Syndrome
ความจริงแล้ว ‘ภาวะหมดไฟ’ นั้นเกิดได้ไม่ว่ากับใครก็ตาม และไม่เลือกเวลาด้วยว่าจะมาเมื่อไหร่ บางคนอาจจะหน้าที่การงานดีแล้ว ได้ทำในงานที่ตัวเองรักและพยายามเพื่อให้ได้มา แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งกลับรู้สึกว่างเปล่า ไม่ได้อินเหมือนแต่ก่อน ถึงจะรักงานที่ตัวเองทำมากแค่ไหน แต่ถ้าเจอสถานการณ์เครียดๆ ที่ค่อยสะสมทุกวันทีละนิดทีละน้อย จนดูเหมือนว่าน่าจะเป็นเรื่องปกติที่สามารถรับมือได้ แต่นั่นก็ไม่ได้แปลว่าเราจะอยากรับมือกับมันตลอดไป บางครั้งทำให้เกิดความรู้สึกว่า หรือแท้จริงแล้วเราไม่ได้ต้องการงานที่ดีพร้อมไปทุกอย่าง แต่เราแค่อยากได้งานที่ไม่ทำให้เรารู้สึกว่าตัวตนของเรากำลังค่อยๆ ตายไปช้าๆ ทั้งที่เรายังหายใจอยู่
จากการเริ่มหันหลังให้กับงานของมนุษย์ ทำให้มีนักจิตวิทยาหลายท่านได้เริ่มทำการศึกษาเกี่ยวกับคนที่เกิดภาวะหมดไฟในการทำงาน จนสุดท้ายก็ได้คำศัพท์ออกมานิยามอาการนี้และเรียกว่า ‘Burnout Syndrome’ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญและแพทย์ระบุว่า ภาวะหมดไฟนั้นไม่ใช่โรคแต่มันเป็นอาการที่เกี่ยวข้องกับสภาวะทางจิตที่ผิดปกติและสามารถหาทางแก้ไขได้ และถ้าจะพูดถึงสาเหตุที่นำพาบางคนมาถึงจุดนี้ ก็อย่างที่บอกว่าส่วนหนึ่งมาจากความเครียดสะสมในเรื่องต่างๆ ที่มันอาจจะมากเกินไป มากเกินกว่าคนๆ หนึ่งจะรับไหว อีกทั้งยังทำงานมากจนพักผ่อนไม่เพียงพอ ยิ่งกับคนที่เจอสภาพงานที่กดดันมาผสมกับปัญหาชีวิตส่วนตัวที่มี จึงยิ่งทำให้แรงจูงใจในการทำงานลดลงและรู้สึกไร้เรี่ยวแรงจะทำงาน และเมื่อความรู้สึกมันมากล้นเกินจะรับ เมื่อถึงจุดหนึ่งมันก็อาจนำพาเราไปสู่อาการต่างๆ ได้ ซึ่งไม่ใช่แค่การเจ็บป่วยทางกายภาพแค่เพียงเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึง ‘โรคซึมเศร้า’ อีกด้วย
เมื่อชีวิตการทำงานไม่ได้ราบรื่นและสวยงามอย่างที่เคยฝัน แม้ว่าบางคนอาจจะได้ยืนอยู่ในจุดที่สูงสุดที่ใครๆ ก็อยากมาอยู่ บางคนอาจมีหน้าที่การงานที่ดี เงินเดือนสูง ใครต่อหลายคนอิจฉา ภายนอกสวยหรูดูดี แต่ใครบ้างเล่าจะรู้ว่าข้างในนั้นกลับว่างเปล่า เพราะว่างานที่เขาทำอยู่นั้นกลับทำให้ตัวเองกลายเป็นใครก็ไม่รู้ และดูเหมือนว่าจะห่างไกลจากเวอร์ชั่นที่ตัวเองอยากจะเป็น และหากจะหาทางออกจากความวุ่นวายนี้ บางคนอาจจะเลือกโดยการ ‘ลาออก’ จากงาน แต่นั่นก็อาจไม่ใช่ทางออกที่ดีนัก เพราะบางทีถ้าลาออกไปแล้วก็ใช่ว่าเราจะเจองานที่ถูกใจไปซะหมดทุกอย่าง มิหนำซ้ำเราอาจจะเกิดภาวะนี้กับงานใหม่อีกก็เป็นได้ และเราอาจต้องเวียนวนซ้ำอยู่ร่ำไปแบบไม่รู้จักจบสิ้นว่าความรู้สึกเหล่านี้มันจะหมดไปเมื่อไหร่กัน
ลองเช็กตัวเอง ว่าเรากำลังตกในภาวะหมดไฟหรือเปล่า?
เหนื่อยเกินไปหรือเปล่า?
ที่เห็นได้ชัดเลยก็คือ ‘ความอ่อนเพลีย’ ที่แสดงออกมาทั้งท่าทางและสีหน้า แน่น่อนว่ามันส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของเรา สภาวะทางอารมณ์ รวมถึงสภาพร่างกาย หลายคนจะรู้สึกขาดพลังในการทำงาน มีความรู้สึกว่าปกติก็เหนื่อยอยู่แล้ว แต่ทำไมตอนนี้มันเหนื่อยขึ้นไปอีกจนไม่รู้สึกอยากจะทำอะไรทั้งนั้น
คิดมากจนนอนไม่หลับ
หลายคนที่บอกว่าเหนื่อย แม้ร่างกายและจิตใจร่ำร้องว่าต้องการชั่วโมงนอนมากแค่ไหนก็เถอะ แต่พอถึงเวลาได้นอนจริงๆ กลับนอนไม่หลับ แค่จะข่มตานอนเรื่องอะไรก็ไม่รู้สารพัดก็วิ่งเข้ามาถาโถมอยู่ในหัว และยิ่งข่มใจบอกตัวเองไม่ให้คิดมากเท่าไหร่ มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย กว่าจะพาตัวเองให้เข้าสู่ห้วงนิทราได้ในแต่ละคืน บางทีก็เกือบรุ่งสาง จนทำให้บางวันตื่นไปทำงานสาย วนลูปแบบนี้ซ้ำไป ซ้ำมาเหมือนคนที่หาทางออกไม่ได้
หลงลืมง่าย ไร้โฟกัส
แม้จะมีเรื่องให้คิดมากมายเท่าไหร่ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าจะสามารถโฟกัสกับทุกเรื่องได้หมด บางครั้งก็เกิดอาการหลงๆ ลืมๆ ในเรื่องที่ไม่ควรลืม และยิ่งหนักเข้าไปอีกเมื่ออาการเหล่านี้ดันไปกระทบจนงานเสียจนรู้สึกหงุดหงิดและโกรธตัวเองอยู่บ่อยครั้ง เพราะว่าความหลงลืมมันไม่ได้เดือดร้อนแค่ตัวเอง แต่มันเดือดร้อนคนอื่นด้วย แต่ถ้าถามว่าอยากเป็นแบบนี้มั้ย ก็ไม่หรอก แต่มันก็เป็นไปแล้ว
เจ็บป่วยง่าย ใช้วันลาป่วยจนหมดโควตา
เหนื่อยล้าจากงาน แถมชั่วโมงนอนยังน้อย เวลาพักผ่อนไม่เคยเพียงพอ แน่ล่ะว่าผลลัพธ์ของสุขภาพที่ตามมาก็คงไม่ได้ดีเท่าไหร่ บางคนสุขภาพทรุดโทรม เจ็บป่วยบ่อย ภูมิคุ้มกันร่างกายลดลง อาการเวียนหัว อาเจียน ปวดท้อง คงถือเป็นเรื่องปกติของมนุษย์หมดไฟ แต่ถ้าร้ายแรงหน่อยก็คงจะมีโรคประจำตัวเข้ามาแวะเวียนเพิ่มความทรุดโทรมให้กับร่างกายและจิตใจขึ้นไปอีก
เบื่อทุกอย่าง แม้กระทั่งอาหารที่เคยชอบ
แม้ว่าเมื่อก่อนเคยเป็นคนที่รักการกินมากแค่ไหนก็ตาม ใครชวนไปกินอะไรก็ไป แต่ภาวะหมดไฟสามารถเปลี่ยนเราได้ (นี่เรียกว่าข้อดีหรือเปล่าเนี่ย?) บางคนเกิดอาการเบื่ออาหาร แค่คิดว่าจะกินอะไรสักอย่างยังดูน่าเบื่อ ไม่มีความรู้สึกว่าอยากกินอะไร แต่ถ้าถามว่าหิวไหม มันก็หิวนะ แต่ว่ามันเหนื่อยจนบางทีก็กินอะไรไม่ลง ยิ่งกับบางคนที่มีอาการหลงลืมเข้ามาแทรก เรื่องลืมกินข้าวก็คงเป็นเรื่องปกติไปเลย
วิตกกังวลไปทุกเรื่อง
ปากบอกว่าเหนื่อยไม่อยากทำอะไร อยากเทงานทุกอย่างวางทิ้งไป แต่สุดท้ายก็เกิดอาการวิตกกังวลอยู่ดี จนบางครั้งความกังวลที่มีก็ทำให้การตัดสินใจในเรื่องงานบางอย่างพลาดไป และยิ่งเป็นบ่อยครั้งมากเท่าไหร่ ความไว้วางใจจากเพื่อนร่วมงานที่เคยมีก็ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว
ซึมเศร้าบางเวลา หดหู่บางคราว
คนที่ตกอยู่ในภาวะหมดไฟหลายคนมักมี ‘อาการซึมเศร้า’ จู่ๆ ก็เกิดความรู้สึกนี้แบบไม่มีที่มาที่ไป บางครั้งก็หดหู่คิดว่าตัวเองทำไมถึงต้องเป็นแบบนี้ ทำไมทุกอย่างมันดูไร้ค่าแม้กระทั่งตัวเราเอง TT ใครเดินมาถึงจุดนี้แล้วรีบปรึกษาจิตแพทย์ด่วนๆ เลยนะครับ (กอด)
อารมณ์ฉุนเฉียว เกรี้ยวกราดเก่ง
เมื่อมีเรื่องมากมายให้คิด หลายครั้งก็เครียดจนเก็บอารมณ์ไม่อยู่ บางคนอาจเผลอเหวี่ยงใส่คนรอบข้างออกไปอย่างไม่รู้ตัว ไม่ว่าจะเป็นกับเพื่อนร่วมงาน เพื่อนสนิท รวมถึงคนในครอบครัว และก็ไม่ใช่ทุกคนหรอกนะครับที่จะเข้าใจกับสิ่งที่เราเป็นอยู่ ความเกรี้ยวกราดที่เราเผลอไปอาจทำให้ความสัมพันธ์กับคนรอบข้างแย่เข้าไปอีก
ไร้อารมณ์สนุกกับทุกเรื่อง
อย่างที่บอกไปว่างานที่เคยรัก วันหนึ่งก็เดินเข้าสู่ภาวะหมดไฟได้ อะไรที่เคยทำแล้วคิดว่าเป็นเรื่องสนุกก็กลับไร้อารมณ์ที่จะเอนจอยเหมือนเดิม และความรู้สึกไร้อารมณ์เหล่านี้มันอาจไม่ได้หยุดแค่กับเรื่องงาน มันอาจลามไปถึงความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง หลายคนหลีกเลี่ยงที่จะเจอคนอื่น ไม่อยากยุ่งกับใคร ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมงาน เพื่อนสนิท หรือบางทีอาจรวมถึงครอบครัวด้วย
แพร่ความรู้สึกลบใส่คนรอบข้าง
แต่ก่อนเราอาจเคยไม่ชอบคนที่มองโลกในแง่ร้าย หรือคนที่คอยปล่อยความรู้สึกลบๆ ให้กับคนอื่น แต่เมื่อเราอยู่ในภาวะหมดไฟ เราเองนั่นแหละที่อาจจะเผลอกลายเป็นคนที่เราเคยเกลียดแบบไม่รู้ตัว ความรู้สึกเครียด ความเบื่อหน่าย ความเหนื่อยที่มีบางทีมันแปรเปลี่ยนเป็นทัศนคติลบของเราที่มีต่องานที่ทำ บางคนอาจโนสนโนแคร์กับเรื่องที่ควรต้องใส่ใจ บางทีอาจเผลอพูดถ้อยคำที่ตัดกำลังใจคนอื่น พูดให้คนอื่นรู้สึกท้อแท้ตามไปด้วย เรียกว่าปล่อยพลังลบให้คนอื่นแบบจัดเต็มแต่ดันไม่รู้ตัว และต้องบอกว่าไม่ใช่ทุกคนหรอกนะที่เค้าจะชอบฟังอะไรแบบนี้ ถ้าเรารู้สึกว่าตัวเองกำลังมีทัศนคติแบบนี้ก็ควรรีบจัดการตัวเองก่อนที่เราจะกลายเป็นคนในเวอร์ชั่นที่เราเคยด่ามาก่อน
ปฏิเสธไม่ได้ว่าคงไม่มีใครอยากดำดิ่งกับความรู้สึกนี้ไปตลอด และอย่างที่บอกว่าการลาออกจากงานมันไม่ใช่ทางออกที่ตอบโจทย์ไปซะทุกเรื่อง และสิ่งที่เราต้องเรียนรู้คือ การปรับตัวและรับมือกับมันซะมากกว่า มีผู้เชี่ยวชาญหลายคนพยายามหาวิธีที่จะช่วยบำบัดคนที่ตกอยู่ในภาวะหมดไฟในการทำงาน ซึ่งแต่ละกลเม็ดที่งัดออกมา ถ้าทำได้มันก็ส่งผลดีกับเราเสมอแหละ อยู่ที่ว่าเราจะยอมปรับเปลี่ยนตัวเองหรือเปล่า ยกตัวอย่างเช่น
- พักเหนื่อยด้วยการให้เวลากับตัวเองได้ลองทำในสิ่งที่ชอบ จะไปติ่งศิลปิน ดำน้ำ ปลูกปะการัง นั่งสมาธิ อะไรที่เราคิดว่าทำแล้วชอบก็รีบทำเถอะ ร่างกายเหนื่อยมามากพอ ก็ต้องชาร์จแบตนะ
- ลงคอร์สเรียนในสิ่งที่เราสนใจ อันนี้พี่คิดว่าดีมากเลยครับ เพราะเมื่อเราได้เรียนในสิ่งที่ตัวเองสนใจ มันจะยิ่งเพิ่ม passion และความกระตือตือร้นมากขึ้น บางคนพอได้ลงเรียนทำอาหาร เรียนวาดภาพ จัดดอกไม้ ก็รู้สึกว่าชีวิตจะดูมีสีสันและไม่รู้สึกว่าว่างเปล่า มีอะไรให้เรียนรู้และสนุกท้าทายมากขึ้น
- การตั้งเป้าหมายชีวิตให้ชัดเจน มีจุดมุ่งหมายอย่างแรงกล้า (Audacious Goal) ไม่ว่าจะเรื่องอะไรตามแต่ มันจะทำให้เราเห็นภาพของตัวเองในเวอร์ชั่นที่อยากเป็นมากขึ้น มันจะยิ่งทำให้มีแรงจูงใจที่จะทำเรื่องอื่นๆ ต่อ เพราะเรารู้แล้วว่ายังไงซะชีวิตเราก็ไม่ได้ว่างเปล่าและไร้จุดหมายอย่างที่เคยคิด
- บางคนแนะนำให้ออกกำลังกาย อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง แต่ถ้าทำทุกวันก็ยิ่งดี เพราะว่าการออกกำลังกายเป็นอีกทางที่ทำให้เราได้ปลดปล่อยความเครียดออกไป แถมยังได้สุขภาพร่างกายที่ดีกลับมาอีกด้วย
- หยุดเล่นโซเชียล เลิกติดโทรศัพท์ ลองเข้าสู่โหมด 'Social Media Detox' ซะบ้าง เพราะการที่เราเสพข้อมูลจากการเล่นโซเชียลมีเดียมากๆ คอยเสพข้อมูลจากคนอื่นที่บางครั้งเราเผลอเก็บมาบั่นทอนจิตใจตัวเอง มันก็อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตและทำให้เราคิดมากก็ได้ (แต่ไม่รู้เหมือนกันว่าข้อนี้จะใช้ได้กับคนที่ทำงานที่ต้องใช้โซเชียลมีเดียตลอดมั้ยนะ)
- พักผ่อนให้เพียงพอ ข้อนี้สำคัญที่สุดแล้วล่ะ และเชื่อวา่าหลายคนก็น่าจะพอรู้ว่าการอดหลับอดนอนนั้นไม่ใช่เรื่องดี สุขภาพมีแต่เสีย จำเอาไว้ว่าเงินหาเมื่อไหร่ก็ได้ แต่สุขภาพถ้าเสียไปแล้ว มันเอากลับมาไม่ได้แล้วนะ ถ้าเหนื่อยก็อย่าฝืน ให้ร่างกายได้พักตามที่มันควรจะเป็นเถอะ
อย่างที่บอกไปว่าภาวะหมดไฟนั้นเป็นเรื่องที่บางทีเราก็ไม่คาดคิดว่ามันจะเกิดกับตัวเอง และถ้ามันเกิดก็อย่าเพิ่งวิตกไปไกลกันนะครับ เพราะมันก็เป็นเรื่องธรรมชาติที่เกิดขึ้นได้เสมอกับมนุษย์แบบเรา ใจความสำคัญของมันคือ เราจะรับมือกับมันอย่างไรไม่ให้เราดำดิ่งลึกลงไปมากกว่า และวิธีการที่จะพาตัวเองออกมาจากเขาวงกตแห่งความเหนื่อยหน่ายนั้นมันก็มีสารพัดหนทาง และแต่ละวิธีมันก็ถูกออกแบบมาให้เหมาะกับตัวเราแล้วล่ะ อยู่ที่ว่าเราจะเลือกทางไหนมากกว่า :)
Source:
photo credit: Unsplach.com
4 ความคิดเห็น
เคยอยู่ในภาวะหมดไฟจนเลยไปเป็นซึมเศร้า
วิธีรักษาอาการหลายๆวิธีก็ลองจนหมด ทั้งงานอดิเรก ออกห่างจากโลกโซเชี่ยล ลองทำสิ่งใหม่ๆ มันได้ผล แต่ไม่ใช่ในระยะยาว เพราะหน้าที่มับีบบังคับให้กลับมาเจอสิ่งเดิมๆอีกครั้ง เลยอาการหนักกว่าเก่าทั้งที่ดีขึ้นมามากแล้ว สุดท้ายเลยเลือกที่จะเดินไปหาจิตแทย์เอา....
นี่เรียนพยาบาลนะคะ
ไม่เคยรู้สึกแย่หรือเหนื่อยกับสายงานนี้นะ เพราะมีใจรักจริงๆ
งานหนักงานเหนื่อยยังไงก็โอเค เราชอบ เรารัก เราเลือกมันเอง เรารับได้ค่ะ
แต่หดหู่ใจกับอาจารย์มากเลย...เวลาอาจารย์แกมีปัญหากับอาจารย์ที่มียศสูงกว่า
แกจะชอบเอามาลงกับนักศึกษาอ่ะค่ะ
บางเรื่องแกผิด แกโดนอาจารย์ยศสูงด่ามา
แกก็เอามาด่านักศึกษาต่อทั้งที่มันไม่ใช่ความผิดเหล่านักศึกษาเลย
...บางคนไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ด้วยซ้ำ ก็ยังโดนเรียกมาด่า
หดหู่ใจมาก...เสียสุขภาพจิตมากเลยค่ะ
1.ไม่
2.ไม่
3.ไม่
4.ถึงจะป่วยง่าย แต่มากสุดก็ลาวันเดียว
5.เป็นอยู่แล้ว แค่หิวก็ยังไม่รู้สึก เป็นนิสัยน่ะครับ
6.ไม่
7.ไม่
8.ไม่
9.ใช่ ปกติก็เป็นแบบนี้แหละ
10.ทำเป็นปกติ
1.ทำเป็นปกติ
2.ไม่ เปลือง เรียนทางเน็ตเอาสิ
3.ทุกอย่างมันก็ต้องตั้งเป้าหมายก่อนทำอยู่แล้วนี่
4.ไม่
5.ข้อมูลน่ะ มันคือการเรียนรู้
6.ทำเป็นปกติ