
สวัสดีค่ะชาว Dek-D พบกับคอลัมน์ "เด็กพลังบวก" ที่จะพาน้องๆ ไปค้นหาแรงบันดาลใจจากวัยรุ่นเจ๋งๆ ที่ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ทำกิจกรรมพัฒนาเพื่อตัวเองและสังคมกันค่ะ
เมื่อไม่นานมานี้ ในโลกทวิตเตอร์มีแอคเคานต์ @pangyaritax โพสต์ผลงานการดีไซน์ชุดไทยสไตล์โมเดิร์น และเล่าว่าเป็นผลงานที่เธอและคุณแม่ลองออกแบบร่วมกัน จุดประสงค์พรีเซนต์ว่าผ้าไทยไม่ได้โบราณนะ แต่ทั้งสวยและมีเสน่ห์มาก ที่สำคัญคือ "สวมใส่ได้จริง"
และด้วยความที่ทั้งชุดและองค์ประกอบภาพดีงามแบบลงตัว ทำให้ตอนนี้ (อัปเดต ก.พ.63) มีคนรีทวีตไปเกือบ 3 หมื่น และคอมเมนต์มาแบบรัวๆ เราเลยติดต่อเจ้าของผลงานเพื่อขอทำความรู้จัก และพูดคุยถึงแรงบันดาลใจที่ทำให้เกิดเป็นผลงานนี้ด้วย ถ้าพร้อมแล้วไปชมผลงานและอ่านเรื่องราวของเธอกันเลยค่ะ!
ขอบคุณทุกคนมากนะคะที่ชอบและสนใจงานเราขนาดนี้ รู้สึกว่าสิ่งที่เราทำมันมีค่ากับคนอื่นแล้ว สำหรับคำถามเราตอบไม่หมดเลยค่ะ งั้นขออธิบายคร่าวๆให้ฟังนะคะ (ที่เหลือรอQ&Aในigได้นะคะ)
— pangya. (@pangyaritax) February 14, 2020
ps. im not better than others แต่เรามีแพชชั่นและรักในสิ่งที่ทำ i hope my work can inspire you guys pic.twitter.com/BqCe40SKMs
แนะนำตัว
"สวัสดีค่า ชื่อ 'ปังญ่า' ปัญจ์ลักษณ์ ภักดีวิจิตร อายุ 20 ปี เคยเรียนที่สถาปัตย์จุฬาฯ อินเตอร์ 1 ปี แล้วเปลี่ยนมาเรียนด้าน Fashion Design ที่ฝรั่งเศสค่ะ"
จุดประกายหลังเที่ยวเชียงราย
ไม่อยากให้ผ้าไทยหายไปตามกาลเวลา
"ก่อนอื่นปังญ่าต้องขอบคุณกำลังใจที่ส่งเข้ามาทั้ง reply และ direct message นะคะ กระแสตอบรับดีเกินคาดมากๆ (ส่วนใหญ่จะบอกว่าคุณแม่สวยมากกก 5555) นี่เป็นคอลเลกชันแรกที่เราทั้งคู่ช่วยกันทำออกมาจนเป็นชุดเแบบสวมใส่ได้จริงเลยค่ะ ปกติเราเป็นเด็กอาร์ตที่หลงใหลเอกลักษณ์ไทยมากๆ แล้วเราก็จะนำมาพรีเซนต์งานและแพสชันของเรา ไม่ว่าจะเป็น graphic, collage, fashion, make-up ฯลฯ ความเป็นไทยจะอยู่ในทุกงานของเราเลยค่ะ"
"ส่วนงานนี้เริ่มจากตอน เม.ย. เรากับคุณแม่ไปเที่ยวเฮือนชมจันทร์ จ.เชียงราย แล้วรู้สึกผ้าไทยที่นั่นทั้งสวยและมีเสน่ห์มากๆ แต่เจ้าของเฮือนชมจันทร์เล่าให้ฟังว่า อีกไม่นานมันอาจจะไม่มีแล้วนะ เพราะไม่มีคนสานต่อ คนที่ทำก็อายุ 70 ขึ้นไปกันหมดแล้ว คำพูดนี้จุดประกายว่า จะทำยังไงให้เอกลักษณ์ที่น่าหลงใหลนี้อยู่กับเราไปนานๆ และสามารถเป็นแฟชันที่อยู่ในชีวิตประจำวันของทุกคนได้"
"ตอนแรกถึงกับคิดไปเรียนวิธีทำผ้าที่นั่นเลยนะ แต่มันคงใช้เวลานานมากๆ มีวิธีนี้มั้ยที่เราจะทำด้วยตัวเองได้? เราก็ลองใช้สกิลที่มีมาออกแบบแฟชันผ้าไทยสไตล์โมเดิร์นค่ะ process คร่าวๆ คือเริ่มแชร์ไอเดียกับเพื่อนๆ ตั้งแต่ มิ.ย. > ทำ research เรื่องผ้าและดีไซน์ > ออกแบบและดูเรื่องแพตเทิร์น (2-3 เดือน) > ส่งให้ตัดเย็บเป็นชุดจริง (1 เดือนครึ่ง) ทั้งหมดนี้ทำเป็นงานอดิเรกกับคุณแม่ค่ะ เพราะทำงานกันทั้งคู่เลย สุดท้ายก็ได้ชุดอย่างที่เห็น เราตั้งใจให้ไม่แก่ แต่ต้องเก๋ และที่สำคัญคือจับต้องได้และสวมใส่ได้จริงค่ะ"
แล้วหลังจากนี้เรามี "แผน" ยังไงบ้างเกี่ยวกับคอลเลกชันชุดไทย? "ตอนนี้อยู่ในช่วงทำ Branding ค่ะ กำลังพัฒนาคอลเลกชันแรก และออกแบบคอลเลกชันใหม่ ซึ่งจะมีผลงานออกมาให้ชมเร็วๆ นี้ ยังไงก็ขอฝากติดตามแบรนด์ PANGYARITA ด้วยนะคะ :)"

Photo Credit: Instagram @pangyarita

Photo Credit: Instagram @pangyarita

Photo Credit: Instagram @pangyarita
กว่าได้งานนี้ออกมาไม่ง่ายเลย ขอเดาว่าปังญ่าและคุณแม่มีไลฟ์สไตล์ใกล้เคียงกันใช่มั้ย? "ใช่ค่ะ เราสนใจเหมือนกันทุกอย่างเลย เรื่องไทยๆ เราได้จากคุณแม่ เพราะเขาเป็นคนอนุรักษ์ไทย + หัวโมเดิร์น เขาจะมีคำพูดนีงว่า 'แล้ววันนึงลูกจะรู้ว่าเราภูมิใจในไทยได้ตั้งหลายอย่าง' เราอยากให้ทุกคนเห็นเหมือนกับที่เราและคุณแม่เห็นด้วยเช่นกัน"
คุณแม่เลี้ยงให้โตมากับศิลปะ
ส่วน Hi5 ทำให้เริ่มจับ photoshop
"...คุณแม่เลี้ยงเราให้โตมากับศิลปะ ให้วาดรูป สอนระบายสี ที่บ้านเก่าเราจะมีกำแพงบ้านสีขาว ซึ่งเขาปล่อยให้เรากับน้องวาดรูประบายสีได้ตามใจชอบแบบไม่ปิดกั้นจินตนาการ" เธอเริ่มเล่าจุดเริ่มต้นให้ฟัง
"พอสัก 4 ขวบคุณแม่ก็ปล่อยให้เราช็อปปิงเอง สอนแมตช์ชุด ตอนนั้นเราเป็นเด็กตัวเล็กๆ ที่แต่งตัวเหมือนเดินแฟชันตลอดจนเพื่อนจำได้ ภูมิใจมากก~ จากนั้นเริ่มฝึกแต่งหน้าตอน 14-15 คุณแม่ก็พาไปเวิร์กชอปหรือกิจกรรมด้านนี้ตลอด เราชอบเพราะคิดว่ามันก็เหมือนการระบายสีลงกระดาษนั่นแหละ แค่เปลี่ยนมาวาดบนใบหน้าเฉยๆ และสิ่งที่ยิ่งทำให้มั่นใจว่าตัวเองชอบศิลปะจริงๆ ก็คือตอน ป.2 ไปแข่งวาดภาพระบายสีของ Disney แล้วได้รางวัลกลับมาค่ะ 5555"
"ส่วนสกิล photoshop ได้มาช่วง ป.5 ค่ะ ตอนนั้นเรามีเล่น Hi5 (= แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่เมื่อก่อนฮิตมากๆ) แล้วอยากแต่ง skin ให้สวยๆ ก็เลยจับโปรแกรมนี้ครั้งแรก ถือเป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆ เลยนะ ผลคือเราสนุกและพอใจกับงานที่ออกมามากๆ เลยค่อยๆ เรียนรู้มาเรื่อยๆ จนใช้คล่อง ซึ่งมันเกิดจากการเรียนด้วยตัวเองโดยไม่เทกคอร์ส แล้วช่วงเรียนเตรียมอุดม จะมีงานห้อง ม.ปลาย ที่ทำหนังสือเตรียมสอบ เราก็เป็นคนรับผิดชอบดีไซน์ปกและอาร์ตเวิร์ก ขายได้ประมาณ 2,000 เล่ม"
เคยไม่กล้าเรียนแฟชัน
เพราะรู้สึกตัวเองวาดรูปไม่เก่ง
"ช่วงที่เรียน Communication Design ที่คณะสถาปัตย์อินเตอร์ช่วยให้รู้จักการออกแบบโดยตั้งอยู่บนหลักเหตุผล" และสาเหตุที่เธอตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางเรียนนั้น เธอเล่าว่า "เมื่อก่อนเราไม่กล้าเรียนแฟชันที่ไทย เพราะรู้สึกตัวเองวาดรูปไม่เก่ง แต่ CommDe ที่จุฬาฯ สอนว่าการออกแบบที่ดีไม่จำเป็นต้องวาดรูปเก่ง เรื่องนั้นฝึกกันได้ สิ่งสำคัญจริงๆ คือความคิดสร้างสรรค์ (creative) ความคิดนั้นทำให้เราตัดสินใจลองทำสิ่งชอบจริงๆ สักครั้ง และ goal ของเราคือเราจะหยิบเอกลักษณ์ของไทยเผยแพร่ไปในระดับสากลให้ได้"
"สุดท้ายนี้ก็ต้องขอขอบคุณทุกคนที่ให้ความสนใจกับชุดไทยที่เราออกแบบ เร็วๆ นี้จะมีคอลเลกชันต่อไปเตรียมปล่อย ยังไงก็ขอฝากติดตามกันนะคะ ^^"
หลังจากฟังเรื่องราวกว่าจะได้แฟชันเซตนี้ขึ้นมา เราก็ถือโอกาสขอบคุณที่เธอและคุณแม่พยายามและตั้งใจพรีเซนต์ความเป็นไทยให้คนไทยเห็นมากขึ้น แถมยังมี goal ที่อยากให้ไปไกลถีงระดับสากลด้วย เราจะขอเป็นอีกหนึ่งคนที่รอติดตามผลงานใหม่ๆ ของ PANGYARITA ด้วยนะคะ ^^












0 ความคิดเห็น