สวัสดีค่ะชาว Dek-D เมื่อเดือนที่แล้วเราได้สัมภาษณ์ "พี่ดาร์ท" นักพากย์อาชีพที่เป็นเจ้าของเสียงละมุนคุ้นหูในโฆษณาดังๆ หลายตัว (อ่านชีวิตมุมนักพากย์ได้ที่นี่ค่ะ สนุกสนานมาก) คราวนี้่เราก็รู้มาว่าเขาเคยไปแลกเปลี่ยนที่อเมริกาด้วย ไม่ได้แค่ไปเรียนอย่างเดียว แต่ยังเป็นนักบาสโรงเรียนและอยู่วงประสานเสียง ต่อมาก็ยังได้ไป Work & Travel ตอนใกล้จบปี 4 พอทำงานสักพักก็ต่อโทสาขา "แต่งเพลงหนัง" ที่อเมริกา และฝึกงานในสตูดิโอที่นั่นอีก 1 ปีครึ่ง (รวมเป็น 4 ปี)
และอีกประเด็นนึงที่น่าสนใจ ถ้าพูดถึงการเรียนเมืองนอกในต่างที่ต่างถิ่น สมัยนี้มีแอปพลิเคชัน และโซเชียลในมือเป็นตัวช่วยหาคำตอบหรือแก้ปัญหาให้เราได้ ทำให้ไม่ได้เคว้งมากมายขนาดนั้น แต่ประสบการณ์ของพี่ดาร์ทคือไปในยุคที่เทคโนโลยียังไม่ถึงขั้นนั้น มีตัวช่วยแค่ Talking Dict แถมยังเจอปัญหาที่คุยกันแล้วเพื่อนไม่เก็ตด้วย ตามมาอ่านเรื่องราวของเขาแต่ละพาร์ตกันเลย สนุกและมีแง่มุมดีๆ ให้กับน้องๆ แน่นอนค่ะ ^^

ว่าละทำไมเสียงคุ้นๆ pic.twitter.com/JMtzeUpFSY
— ณ ตะวัน (@indyblossom) June 4, 2020
รู้จักกันก่อน
"สวัสดีครับ ชื่อ ‘ดาร์ท’ ธนทร ศิริรักษ์ ปัจจุบันเป็นนักพากย์อาชีพครับ ตอน ม.ปลายเคยไปแลกเปลี่ยนโครงการ AFS ที่อเมริกา หลังจบ ป.ตรีที่คณะดุริยางคศิลป์ ม.มหิดล ก็ไปเรียน ป.โทที่ Music Production and Sound Design for Visual Media at Academy of Art University (AAU) ที่ซานฟรานซิสโก (San Francisco) สหรัฐอเมริกาครับ ตอนนี้ก็เรียนจบ AAU มา 4 ปีแล้ว ^^”
ชีวิตเด็ก AFS ยุคไร้โซเชียล
แถมพูดกับเพื่อนแล้วเค้าไม่เก็ต
“มันเริ่มจากที่คุณแม่อยากให้พี่ลองไปใช้ชีวิตคนเดียวในประเทศที่ได้ฝึกภาษาอังกฤษ เลยมีโอกาสได้ไปแลกเปลี่ยนโครงการ AFS ครับ ประเด็นคือไปตอนอายุ 17 ปี ไม่มีคนไทยเลย แล้วสมัยนั้นไม่มีโซเชียล จะต่อเน็ตต้องใช้สายโทรศัพท์ ตัวช่วยชีวิตคือ Talking Dict ช่วง 3 เดือนแรกคือทุลักทุเลมากกก ถ้าติดปัญหาตรงไหนคนเดียวคือต้องดิ้นรนเอง"
“จริงๆ ตอนก่อนไปพี่มีดูหนังแบบไม่เปิดซับอังกฤษ แล้วมีญาติบางคนที่เขาแต่งงานกับชาวต่างชาติ พอถึงวันรวมญาติเลยได้ใช้บ้างครับ ตอนนั้นพอสื่อสารได้ แต่พอไปถึงอเมริกาปุ๊บ 'อ๋อ เราโง่ TT' จริงๆ ติดเรื่องการออกเสียงนั่นแหละ พูดแล้วคนอื่นไม่เข้าใจ จำได้เลยมีช็อตนึงที่เพื่อนอเมริกันชวนไปกินข้าวนอกบ้าน นั่งคุยกันบนรถกับแก๊ง ไปๆ มาๆ รู้สึก อ่าว ทำไมเราพูดแล้วทุกคนเงียบ เราเลยถามไปตรงๆ ไป เขาก็บอก 'Noooo ไม่เข้าใจที่ you พูดเลย' พี่ก็ต้องมาอธิบายว่า นี่ๆๆ I จะพูดคำนี้ๆๆๆ แล้วเพื่อนก็ช่วยสอนการออกเสียงให้ตลอดจนดีขึ้น ถ้าติดคำไหน เพื่อนก็บอกว่า ‘เอาไอ้เครื่องแบนๆ นั่นมาดิ๊’ (Talking Dict นั่นแหละ 5555)”
“แล้วด้วยความที่ชอบอเมริกาเพราะชอบเล่นบาส ตอนไป AFS เลยเป็นนักบาสโรงเรียน + ชอบร้องเพลงด้วย เลยได้อยู่วงประสานเสียงครับ หลังจากกลับมาครั้งนั้นก็รู้สึกภาษาพัฒนามากๆ เวลาจะพูดก็มั่นใจขึ้น จากนั้นก็ไปอเมริกาอีกตอนใกล้จบปี 4 Work & Travel ที่รัฐนิวเจอร์ซีย์ ทำงานแคชเชียร์ขายของที่สวนสนุก ความยากคือได้เจอคนหลากหลาย เด็กเยอะ ซึ่งเขาก็พูดรัวเร็วแบบตื่นเต้นด้วยนะ เพราะเล่นเครื่องเล่นแล้วมีความสุข อะดรีนาลีนหลั่ง สนุกดี ฝรั่งก็ชมด้วยว่าสำเนียงเราโอเค ภูมิใจมากก เพราะเคยอยู่จุดที่พูดแล้วเพื่อนทำหน้างงใส่ตอนแลกเปลี่ยน"
ชีวิตเด็กสาขาแต่งเพลงหนัง
สอนเน้นลงมือทำ ดีลงานเป็น
“จุดเริ่มต้นคือพี่ชอบร้องเพลงและเล่นดนตรีมาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว (คุณแม่เป็นครูสอนเปียโน) พอ ป.ตรีก็เรียนเอกวอยซ์ หลังจากที่ทำงาน Sound Engineer อยู่พักนึง ก็ออกมาเรียน AAU เพราะอยากลองอะไรใหม่ๆ แถมมหา'ลัยยังต้องอยู่ที่เมืองซานฟรานซิสโกที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์พี่มากกกก เพราะมันชิลล์ๆ สบายๆ ฮิปปี้ๆ มีกิจกรรมเยอะ แถมเมืองก็สวยด้วย”
“สายที่พี่เรียนคือแต่งเพลงภาพยนตร์ (Music Production and Sound Design For Visual Media) ครับ ถ้าเรียนจบคือจะแต่งเพลงหนังได้ วิเคราะห์ได้ว่าถ้าเป็นฉากนี้ควรใช้เพลงแนวไหน เลือกเครื่องดนตรีได้เหมาะสมกับอารมณ์ รู้จักโปรแกรมและเทคนิคของโปรแกรมสำคัญๆ ที่ต้องใช้ในงาน Post-Production ทั้งโฆษณาและมิกซ์เสียง ทำให้พอกลับมาแล้วพี่ทำงานสายโฆษณาได้"
“แล้วเขายังจำลองเหตุการณ์ในชีวิตจริงด้วย อย่างงาน Final Thesis เราก็ต้องไปติดต่อขอหนังจากเด็กเอกภาพยนตร์มาเพื่อแต่งเพลงประกอบส่งอาจารย์ นอกจากนี้ตอนเรียนยังได้คุยกับคนเรียนสาย Animation, New Media และอีกหลากหลายมาก กลายเป็นว่าพี่จะไม่ใช่แค่แต่งเพลงเป็น แต่ได้ฝึกสกิลคุยกับลูกค้าด้วยครับ (เรียนที่นี่คอนเนกชันดีนะ ได้งานจากเพื่อนก็เยอะ อย่างเพื่อนที่จบทำหนัง ก็เรียกให้พี่ไปพากย์เสียง)”
“แล้วเอกนี้คือไม่ใช่แค่ดูหนังเยอะมาก แต่การบ้านก็เยอะมากด้วยครับ เช่น ดูหนังเรื่องนี้แล้วชอบเพลง อาจารย์ก็สั่งให้ไปค้นคว้า แล้วดูด้วยว่าเขาแต่งเพลงของเรื่องไหนอีก แล้วแต่ละสัปดาห์จะมีหนังมาให้ แล้วไปแต่งเพลง Scene นี้มา และนอกจาก Scene นี้ก็ให้ทุกคนแต่งเพลงสั้นๆ ไว้ 1 นาทีด้วย การแย่งชิงสตูดิโอเป็นเรื่องปกติของสายนี้เลย จริงๆ เขามีทรัพยากรพร้อม แต่บางทีกว่าจะได้ใช้ก็ดึกแล้วหัวพี่จะไม่แล่น เลยกลับมาทำที่บ้านแทนครับ พอดีมีอุปกรณ์เพราะอยู่กับงานด้านเสียงมาตลอด”
วิชาที่เกือบไม่รอด
แต่กลับได้ Top ห้องในตอนท้าย!
“นอกจากวิชาที่ลงมือทำจริง วิชาทฤษฎีเจ๋งๆ ก็มีเหมือนกัน อย่างเช่น วิชาประวัติศาสตร์การแต่งเพลงหนัง (Film Music History) จากเป็นคนไม่ชอบอ่านหนังสือ มาที่นี่ก็เลี่ยงไม่ได้ ต้องอ่านหนังสือประวัติศาสตร์เล่มหนาๆ ให้จบ ไม่งั้นก็สอบตก สรุปคืออ่านทั้งคืน ชีวิตขับเคลื่อนด้วย Energy Drink”
“แล้วนี่ก็คือวิชาที่ทั้งภูมิใจสุดและเกือบเอาตัวไม่รอดครับ คะแนนสอบมันเต็ม 100 แล้วก็มีคำถามโบนัสให้ 1 คำถาม ถ้าจำไม่ผิดมันเป็นหัวข้อเล็กๆ ในหนังสือเล่มนั้นแหละ ถ้าไม่ตั้งใจจริงๆ จะหาไม่เจอเลยว่าอยู่ตรงไหน ครั้งนั้นก็จบสวย ได้ 104 คะแนน สูงสุดในห้อง”
"Fake it until you make it"
พีี่ Sound Engineer ที่ฝึกงานกล่าวไว้
“พี่มีโอกาสได้ฝึกงานในสตูดิโอในอเมริกาเป็นเวลา 1 ปีครึ่งครับ เป็นงานสาย Sound Engineer สำหรับโฆษณา มีลูกค้าและเอเยนซี่มาดูการมิกซ์เสียง ข้อดีคือไม่มีการทำงานล่วงเวลา เขาบาลานซ์การใช้ชีวิตได้ดีมากๆ”
“สิ่งแรกที่ทำในฐานะเด็กฝึกงาน คือดูดฝุ่น กับเอา Bagel ไปอุ่น 5555 แต่จากนั้นเราจะได้ไปนั่งในสตูดิโอกับ Sound Engineer ครับ เขาจะไม่ได้สอนเราตรงๆ (เพราะเขาก็งานยุ่งอยู่แล้ว) แต่เน้นให้เราดูการทำงานของเขา ดูให้ทัน คอยสังเกตและทำความเข้าใจ ถ้าอยากรู้ตรงไหนคือถามตรงนั้นหรือไม่ก็ลิสต์ไว้แล้วมาถามทีหลัง เช่น ปุ่มนี้ไว้ทำอะไรอะครับ หรือถามชีวิตการทำงานของเขา”
“แล้วพี่รู้สึกงานนี้มันยากตรงที่มีลูกค้ามานั่งกดดันตรงหน้า เราเคยถามพี่ๆ Sound Engineer ว่าตอนทำงานครั้งแรก you เป็นยังไง ยากมั้ย แล้วจัดการกับมันยังไง เขาบอกว่า ‘ทุกคนก็ตื่นเต้นกับงานแรกเหมือนกันหมดแหละ’ เพียงแต่ ‘fake it until you make it’ (= แกล้งเหมือนว่าทำได้ จนกระทั่งทำได้จริงๆ) อย่างเช่นถ้าลูกค้าบรีฟอะไรดูยาก ถึงมือจะชุ่มเหงื่อไปหมดแล้วก็ทำนิ่งๆ อย่าเพิ่งออกอาการลนลาน ตั้งสติดีๆ แล้วเราจะทำได้ ซึ่งพอจบไปแล้วพี่ก็เจอเหตุการณ์นี้แล้วได้ใช้หลักนี้จริงๆ 555”
“ตอนแรกที่คิดไว้คือจะฝึกงานเพื่อเรียนรู้โปรแกรมต่างๆ และเอาเทคนิคกลับมาให้มากที่สุด แต่ลืมนึกไปว่านอกจากเทคนิค ในโลกการทำงานยังต้องมีการคุยกับลูกค้า วิธีรับมือและตะล่อมลูกค้า การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ซึ่งมันยากกว่าอีกครับ”
"ดันไปในทางที่เขารัก"
จากใจคนที่เคยได้เกรด 1 ตอน ม.1
“พี่เรียนโทในอเมริกาด้วยเกียรตินิยมอันดับ 3 ซึ่งต้องใช้ภาษาอังกฤษทั้งหมด ในขณะที่ตอน ม.1 เรียนที่ไทยได้เกรด 1.3 เคยคิดว่าเรียนให้ตายยังไงก็ไม่เก่ง แต่พี่ก็พิสูจน์แล้วว่าไม่จริง เราแค่ไม่ได้เรียนสิ่งที่ชอบมากกว่า เลยเป็นเหตุผลที่อยากให้พ่อแม่ดันเด็กไปทางที่เขารักจริงๆ แล้วเขาจะทำมันได้ดีครับ สุดท้ายก็อยากบอกน้องๆ ด้วยว่าถ้าสนใจงานด้านเสียงจริงๆ และอยากทำงานสายนี้ การเรียนในคลาสอาจไม่พอ แต่ต้องพยายามเรียนรู้จากนอกคลาสเพื่อนำคนอื่นไปก้าวหรือสองก้าวเสมอ พี่เลยรู้สึกว่าเด็กสมัยนี้โชคดีมากๆ เลยที่มี YouTube ให้ค้นคว้าเรื่องที่สนใจได้ตลอด"
อ่านเพลินๆ เล่าชิลล์ๆ แบบนี้ แต่เชื่อเลยว่ากว่าจะผ่านมาก็ไม่ง่าย ไหนๆ พอพี่ดาร์ทพูดทิ้งท้ายด้วยการหาความรู้นอกคลาส เราก็ชวนไปติดตาม Youtube Channel Superduck Studio เฟซบุ๊กแฟนเพจ Superduck Studio เป็นช่องที่พี่ดาร์ตลงผลงานโคฟเพลงสมัยก่อน แล้วระยะหลังตั้งใจลงให้ความรู้เป็นซีรีส์ๆ เช่น 'ดาร์ทเล่าเรื่องเสียง' ย่อยความรู้และเทคนิคเรื่อง Sound Engineer มาสอนคนที่สนใจหรือเป็น Youtuber, Blogger ต่างๆ ที่ต้องทำคลิป แล้วอยากให้เสียงในคลิปให้มีคุณภาพ หรือถ้าอยากติดตามไลฟ์สไตล์ ก็เข้าไป Foolow IG yes.i.am.dart, Superduck Studio และ TikTok @dart14 ได้เลย เก่งและเสน่ห์ล้นแน่นอนค่า















0 ความคิดเห็น