/>
Dek-D.com ใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสบการณ์ของ
ผู้ใช้ให้ดียิ่งขึ้น เรียนรู้เพิ่มเติมที่นี่
ยอมรับ

กว่าจะติดหมอที่นอร์เวย์! เล่าชีวิต ม.ปลายสุดพีคในอีกซีกโลก ระบบการศึกษาต่างสุดขั้ว (+เรียนฟรี) []

วิว

 
            สวัสดีค่ะชาว Dek-D ใครที่อยากฟังชีวิตของคนเรียนต่อในประเทศแถบสแกนดิเนเวีย วันนี้พี่จะพาไปอ่านเรื่องราวพีคๆ ของวัยรุ่นคนนึง หลังจากจบ ม.3 เธอต้องแพ็กกระเป๋าและความฝันที่อยากเป็นหมอ ไปเริ่มต้นปรับตัวใหม่ในต่างแดน โดยที่ทั้ง  2 ประเทศต่างกันโดยสิ้นเชิงมากๆ ทั้งเรื่องภาษา สังคม วัฒนธรรม ค่าครองชีพ ระบบการเรียน การสอบเข้า  แม้กระทั่งค่านิยมที่คนนอร์เวย์จะให้ความสำคัญกับ "ประสบการณ์" มากกว่า   ไม่คุ้นเคยกับวิธีเรียนแบบท่องจำ  และเมื่อจบ ม.ปลายก็มีส่วนน้อยที่เรียนต่อทันทีโดยไม่ take gap year (ถ้าวัยรุ่นที่ไม่เคยทำงานจะถือเป็นเรื่องแปลก)

            ประสบการณ์ของเธอมีเรื่องน่าสนใจหลายประเด็นทีเดียวค่ะ ไม่ว่าจะเป็นสวัสดิการที่ได้รับหลังจากย้ายไปตามครอบครัว โดยเธอจะได้เรียนภาษาฟรี และคนที่เรียนหมอก็ได้เงินสนับสนุนค่าเทอมด้วย จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้หมอสอบเข้ายากมากชนิดเด็กนอร์เวย์บางคนยังเลือกจะไปต่อต่างประเทศแทน ชีวิตของเธอจึงเป็นการไฟต์หนัก จากร้องไห้ตั้งแต่เปิดเทอมวันแรก สุดท้ายเธอก็ติดหมอที่  Universitetet i Oslo (UiO) ซึ่งคะแนนคณะแพทย์สูงที่สุดในประเทศ! 

          Note:  หน่วยเงินนอร์เวย์ เรียกว่า "โครนนอร์เวย์" (รหัสคือ NOK ตัวย่อคือ kr)  โดย    1 kr = 3.42 บาท (อัปเดต  03/08/63) 
 



 

ภาษาที่ไม่คุ้นเคย

กับความฝันที่มันไม่ง่าย


            “สวัสดีค่ะ ชื่อ ‘น้ำฝน’ กิตติญาภรณ์ อรบุตร ย้ายมาอยู่นอร์เวย์ตั้งแต่จบ ม.3 ที่ รร.ยโสธรพิทยาคมที่ไทยค่ะ ตอนนี้อยู่ใกล้ครบ 8 ปีแล้ว ย้ายมาเพราะคุณแม่แต่งงานกับชาวนอร์เวย์ เปลี่ยนมาถือสัญชาตินอร์เวย์และได้สวัสดิการเทียบเท่าคนที่นี่เลย โดยจะได้เรียนภาษาฟรี และหลังจบ ม.ปลาย ทุกคนจะได้ทุนเรียนแค่ 8 ปี ถ้าเรียนมากกว่านี้ต้องหาเงินเรียนเอง (ค่าห้อง ค่ากิน) แต่การติดแพทย์ที่นอร์เวย์เป็นอะไรที่สุดจริง  ต้องทำคะแนนให้ได้เกรด 5-6 เกือบทุกวิชาถึงจะติด (เกรดที่นี่สูงสุดคือ 6)”


Photo Credit:  Katie_nf
 
            “ถ้าเป็นความแตกต่างที่เห็นชัดๆ เลยคือ ถ้าเป็นนักเรียนไทยจะต้องรีบรู้ตัวว่าตัวเองอยากเป็นอะไร แต่คนนอร์เวย์ชิลล์กับการเรียนมาก แล้วพอจบ ม.ปลาย มักจะมี  gap year เพื่อค้นหาตัวเองก่อน  (ตอนก่อนจบครูถามว่าใครจะเรียนต่อบ้าง ทั้งห้องยกมือ 2 คนเองค่ะ)  เพราะเขาให้ค่ากับประสบการณ์ วัยรุ่นจะทำงานตั้งแต่อายุ 17 เป็นเรื่องปกติ กลับกันคือถ้าบอกไม่เคยทำจะแปลกมาก และอีกเหตุผลน่าจะเพราะคุณภาพชีวิตดีอยู่แล้วจนไม่ต้องกังวล ขอแค่มีใบจบ ก็ได้ค่าตอบแทนแต่ละอาชีพใกล้เคียงกันค่ะ"


Photo Credit:  Katie_nf
 
            "เล่าเรื่องการปรับตัวบ้าง ตอนแรกมัวแต่ตื่นเต้นที่ได้ย้าย แต่เจอคอร์สภาษาเข้าไปรู้ซึ้งเลยค่ะ TT เราติดพูดกับอ่านเป็นภาษาอังกฤษ แต่ภาษานอร์เวย์มันยากกว่าและต่างกันเกือบ 100% วิธีพูดก็ต่าง เราใช้เวลาพักใหญ่ๆ กว่าจะพูดได้เหมือนคนที่นั่น วิธีเรียนของฝนคืออ่านแกรมมาร์ ทำสรุปให้เข้าใจพื้นฐาน จากนั้นก็เอามาต่อยอดและเรียนศัพท์เพิ่ม”
 
            “พอเรียนสักพักครูจะถามว่าเราอยากเรียนต่ออะไร จะได้ช่วยทำเรื่องให้ถูก (ครูที่นี่ใส่ใจทุกคนทั่วถึงมากค่ะ) สำหรับเราอยากเป็นหมอ ภาษาก็ควรต้องแน่นกว่านี้ เลยมาปรับพื้นฐานที่ Grunnskole ซึ่งเป็นคอร์สของเด็ก ม.3 ค่ะ ได้เรียนภาษานอร์เวย์ คณิต วิทย์ อังกฤษ ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ แค่ประมาณนี้ ไม่เน้นจดเยอะๆ ไม่มีรายงานโครงงาน การบ้านมีบ้างเพื่อทบทวน เวลาตอบผิดก็ไม่ต่อว่า  ทำให้ชีวิตการเรียนไม่กดดัน แต่ภาษาก็คือปัญหาใหญ่ของฝน แรกๆ แทบไม่เข้าใจว่าครูพูดอะไร”

            “อีกอย่างคือจากที่ตอนอยู่ไทยฝนผลการเรียนดีตลอด พอมาที่นี่สัมผัสความรู้สึกที่ ถึงรู้ก็พูดไม่ได้ นั่งเฉยๆ รอสอบ ช่วงที่เฟลหนักคือตอนขึ้น ม.ปลายค่ะ ร้องไห้ตั้งแต่วันแรกจนเพื่อนต้องมาปลอบเลย ถามน้าว่าขอกลับไทยไปใช้ชีวิตแบบเดิมๆ ได้มั้ย? แต่สุดท้ายก็ฮึดจนเรียนจบ   และเป็น 4   ปีที่เปลี่ยนแผนการเรียน 2 ครั้ง ทั้งหลักสูตรสายมัญ (studiespesialisering) กับ IB (International Baccalaureate)


Photo Credit:  Katie_nf
 

รีวิวระบบเรียนสุดเจ๋ง

(ท่องจำจนเป็นสิ่งมหัศจรรย์ในคลาส!)


            "ฝนได้มาเข้าเรียน  ม.ปลายที่ Elverum videregående (Elverum High School) อยู่ในเมืองเล็กๆ เงียบๆ แต่ทันสมัยมาก อุปกรณ์ เทคโนโลยีมีพร้อมหมด เล่าเป็นหลักสูตรสายสามัญของนอร์เวย์ก่อน ความเจ๋งคือนักเรียนเลือกสายได้ตั้งแต่ ม.4 เช่น แพทย์ พยาบาล ช่าง พนักงานเสิร์ฟ ฯลฯ วิชาเรียนก็จะต่างกัน ทำให้ได้เรียนสิ่งที่ชอบและจำเป็นเท่านั้น ไม่เน้นจด ไม่เน้นทำโครงงาน ไม่มีจัดอันดับว่าใครสอบได้ที่ 1 2 3 แต่จะแจกผลคะแนนตัวต่อตัวไม่ให้คนอื่นรู้" Note: การที่ต้องเลือกสายตั้งแต่ ม.4 มีปัญหาแน่นอน บางคนเลือกทั้งที่ยังไม่รู้ความชอบตัวเอง แต่ก็มาซ่อมทีหลังได้ บางคนใช้เวลา 6 ปีหลังเรียนจบเพื่อทุ่มกับการสอบหมอ


Photo Credit:  Katie_nf

            “ความประทับใจคือครูมีคุณภาพ อดทน สนิทกับเด็ก และเอาใจใส่นักเรียนมากถึงมากที่สุด จนนักเรียนรู้สึกเหมือนโรงเรียนคือบ้านเลย ถ้ามีวันเกิดนักเรียนก็ทำเซอร์ไพรซ์ หรือเคยครั้งนึงที่เพื่อนสูญเสียคนสำคัญในครอบครัว ครูไม่พูดถึงเรื่องนี้ แต่เริ่มคลาสมาก็ประกาศว่าวันนี้ไม่มีเรียนนะ แล้วก็สร้างบรรยากาศ ทำกิจกรรมเพื่อให้เพื่อนคนนั้นยิ้ม (สุดยอดมาก TT) เขามีถาม feedback รายคนด้วยว่าเป็นยังไงบ้าง อยากให้สอนอะไรเพิ่ม”
 
            “สำหรับวิชาเรียนคือถ้าเด็กไทยไปเจอคณิตอาจสบายหน่อย ทั้งง่ายกว่าและใช้เครื่องคิดเลขได้ เลยทำให้วิชานี้เกรดคณิตเราท็อปฟอร์มมาก ถ้ายากๆ ก็ประวัติศาสตร์ เรียนไล่ตาม Timeline ว่าโลกเปลี่ยนไปยังไงบ้าง มีเหตุการณ์ใหญ่ๆ อะไรเกิดขึ้น เนื้อหาเยอะ แถมเจอศัพท์ใหม่ๆ ที่เราไม่รู้จักด้วย”


Photo Credit:  Katie_nf


Photo Credit:  Katie_nf

            “ตอน ม.ปลาย เรียนจบบทแล้วจะสอบเลย เป็นเขียน (80%) พูด (20%) มันเลยยากมากค่ะ ถ้าเขียนคือต้องเขียนทุกอย่างที่เรารู้เกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ ยิ่งคณิตที่ดูเรียนชิลล์ แต่ตอนสอบก็โหดมากกก   เพราะเขาดูทุกอย่างทุกตัวอักษร ถ้าแสดงวิธีทำได้แต่คำตอบผิดก็ยังได้คะแนน    พอใกล้ปิดเทอมก็มีจัดสอบอีก อันนี้จะต่างไปในแต่ละปีว่าเราจะได้สอบกี่วิชา ส่วนการสอบซ่อมเกรด (Privatist) เขาจะใช้จับฉลากเพื่อวัดไปเลยว่าเรารู้จริงมั้ย"
 
             แต่สิ่งที่ครูกับเพื่อน amazing มากคือฝนพูดนอร์เวย์ได้ไม่เยอะ แต่ทำไมทำข้อสอบได้?  วิธีของฝนคือท่องจำแล้วเขียนทุกอย่างออกมา แล้วเขาก็ถามต่ออีกว่า ‘แล้วจะรู้ได้ไงว่าคำถามจะออกอะไร?’ ฝนก็บอกว่า จำทุกบท ใช้เวลาเตรียมตัวเดือนนึง เรารู้แหละว่านี่คือวิธีที่ไม่ถูกต้อง และเด็กนอร์เวย์ก็ไม่ท่องจำกัน  แต่มันคือวิธีเดียวที่ใช้เอาตัวรอดได้ในช่วงที่ภาษายังไม่แข็ง เพราะเราอ่านแล้วทำความเข้าใจไม่ได้เหมือนเด็กนอร์เวย์ เช่น ถ้าเจอเรื่องสงครามโลกครั้งที่ 2 เราก็ต้องเล่าตั้งแต่เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นเพราะอะไร ใครรบกันบ้าง ผลเป็นยังไง ฯลฯ ถ้าข้อเขียนก็คือมือหงิกเลยค่ะ อย่างน้อยถึงตอบไม่ครบ แต่ก็อาจได้คะแนนบางส่วน ให้พยายามไว้ก่อน”
 
            “แต่พอปีสุดท้ายภาษาดีขึ้น เราก็เลิกใช้วิธีนี้แล้ว ปรับวิธีเป็นนั่งอ่านหนังสือ > ทำสรุป > ทำความเข้าใจ > วางลงคิด แล้วเชื่อมโยงเนื้อหาเข้าด้วยกัน มันจะดีต่อตัวเรามาก ถ้าจำไปสอบ ตื่นเต้นทีมันก็หายหมดแล้วค่ะ” 


Photo Credit:  Katie_nf


Photo Credit:  Katie_nf

 

ถอดใจ ไม่ไหวแล้ว

ย้ายไป IB เพื่อต่อหมอที่ต่างประเทศ
 

            “ช่วง ม.4-5 การเรียนยังไม่โอเค แถมมีช่วงที่ปัญหาเข้ามาเยอะจนจิตตก ร้องไห้ทุกคืน ไม่อ่านหนังสือไปสอบ แล้วก็ยิ่งเศร้าที่ยังทำได้ไม่ดีทั้งที่อยากเข้าหมออีก คิดว่ายังไงก็เอื้อมไม่ถึง เลยตัดสินใจย้ายไปเรียน IB (International Baccalaureate) เพราะถ้าจบหลักสูตรนี้จะไปเรียนต่อต่างประเทศได้ใน 100 ประเทศโดยไม่ต้องสอบภาษา เรียน 2 ปีได้ใบจบ หวังจะไปต่อแพทย์ในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษแทน    (*ตอนนั้นฝนต้องย้ายไปอยู่หอพักใกล้โรงเรียน รัฐบาลเป็นคนจ่าย เพราะนักเรียนที่นี่จะได้เงินเดือนเหมือนเป็นทุนสำหรับค่าเรียน ค่ากิน ค่าที่พัก ได้มากน้อยขึ้นอยู่กับรายได้ที่บ้าน)”


Photo Credit:  Katie_nf

            “ปรากฏว่าหลักสูตรนี้เรียนหนัก งานเยอะมาก หนังสือเป็นปึกๆ ทั้งของ Cambridge, Oxford พื้นภาษาอังกฤษต้องแข็ง เรียกว่าเขาคัดกะทิมาเลย พอจจบก็ต้องมี essay ของแต่ละวิชาด้วย เราอยู่ได้แค่ปีเดียวแล้วบายเลยค่ะ เกรดไม่ดีแถมตั้งตัวไม่ทัน เลยตั้งใจมาต่อระเบียบเรียนนอร์เวย์จริงจังเหมือนเดิม โดยเรียน ม.5 ซ้ำให้ต่อเนื่องจากตอนก่อนย้ายมา IB เพื่อฝึกภาษาเพิ่ม"


ไปทัศนศึกษาที่อังกฤษตอนเรียน IB
Photo Credit:  Katie_nf


ไปทัศนศึกษาที่อังกฤษตอนเรียน IB

Photo Credit:  Katie_nf

 

ปีสุดท้ายกับคะแนนสอบเข้าที่สูงลิบ!

(เล่าการสมัครมหาลัยที่นอร์เวย์)
 

 
 
            “การสมัครเข้ามหาลัยต้องใช้เกรดล้วนๆ ไม่มีการสอบเข้า ดังนั้นเกรด ม.6 สำคัญมากกก (แต่แก้เกรดได้) แต่ละมหาลัยก็เกรดเฉลี่ยต่างกัน สมมติเกรดเรา 5.5 x 10 = 55 ก็ต้องเอาไปเทียบว่า 55 เข้าสายไหนได้ หมอก็คือ 60+ ต้องได้ 6 แทบทุกตัว และนอกจากแต้มเกรด ก็จะมีแต้มภาษา แต้มอายุ และแต้มจากการลงคอร์สเพิ่ม”
 




Oslo
Photo Credit:  Katie_nf


(ถ้าจะเข้าแพทย์แต่ละมอก็ประมาณนี้  ตัวเลขขวาสุดคือคะแนนค่ะ)
Photo Credit:  Katie_nf

            Universitet i Oslo  (UiO) คือมอแพทย์ที่เข้ายากที่สุด เพราะอยู่ในเมืองหลวงและมีความหลากหลายสูง ยิ่งเจอช่วงโควิดก็ทำให้คนสมัครสายสุขภาพพุ่งเป็นอันดับ 1 มีประมาณ 60,000 คนจากคนที่สมัครเรียนทั้งหมด 150,000 คน  ส่วนการสมัครคือเลือกกี่มอก็ได้ แต่ถ้าติดอันดับ 1 ที่เหลือจะถูกยกเลิกทันที คนที่เลือก Oslo ไว้อันดับ 1 มี 1,300 คนจาก  3,000  คนที่สมัคร  อัตราแข่งขัน 1:100 และจากเกรดต่ำสุดปีที่แล้ว 68.5 ผลออกมาคืออัปขึ้นมาเป็น 69 (เห็นทศนิยมแบบนี้ กว่าจะขึ้นสักจุดคือยากมากกก)”
 
            “ถ้าเราอยากเป็นหมอ/เภสัช วิชาที่ต้องมีคือ ฟิสิกส์1 เคมี 1+2 คณิต (R1 หรือ S1+S2) เราเลือกเคมี 1+2 คณิต S1+S2 ชีวะ 1 แล้วก็ตามมาเก็บฟิสิกส์ให้ครบ 2 ตัว ปีนี้เราทุ่มเทมากถึงมากที่สุดหลังจากที่ช่วงแรกๆ ชอบไปพลาดเรื่องง่ายๆ ซ้ำๆ จนในที่สุดเกรด 6 วิชาหลักก็ได้ 6 แทบทั้งหมด"

(นี่คือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในเวลา 1 ปีค่ะ หลังจากกลับมาเรียน ม.5 เทอม 2 สู้หนักมาก)
Photo Credit:  Katie_nf

(นี่คือเกรดปีสุดท้ายค่ะ พยายามเปลี่ยนเกรดภาษานอร์เวย์ แล้วเราก็ทำได้!)
Photo Credit:  Katie_nf


 

ภารกิจสะสมแต้มต่อ

ลงคอร์สฟิสิกส์ + Anatomy
 

            “ยังไม่หมดแค่นั้น ปีสุดท้ายคาบเเรียนเคมี 2 กับฟิสิกส์ดันชนกัน ฝนเลยเลือกไปเก็บฟิสิกส์หลังจบ ม.ปลาย และซ่อมเกรดบางวิชาค่ะ ตอนนี้เริ่มมีความหวังขึ้นมาแล้วว่าจะต่อแพทย์ที่นอร์เวย์ได้ 5555 เราลงคอร์ส Anatomy and Physiology ที่ Atlantis  medisinske  høgskole ถ้าเรียนจบสอบผ่านจะได้คะแนนเสริม 1 คะแนน ไม่ต้องเข้าเรียนก็ได้ แต่ต้องสอบถึงจะผ่าน เราก็เข้าไป 3 วัน เนื้อหาโหดมากกกก เราผ่านแบบคาบเส้นเลยค่ะ ส่วนวิชาที่เหลือเราเลือกไปเข้าเรียนที่ Sonans (private school) เขาไปไวมากแบบ 3 ชั่วโมงจบ 1 บท ฝนไม่ทันตั้งตัวว่าจะไปเร็วขนาดนี้ ต้องใช้เวลาอ่านหนังสือ 5 วิชาตลอด 3 เดือน”

            “ช่วงนั้นเราทำงานร้านอาหารสัปดาห์ละ 4-5 วัน แล้วยังสอนพิเศษเพื่อให้เงินพอใช้ตอนเข้ามหาลัย เพราะเมือง Oslo ค่าครองชีพสูง (ร้านซูชิ ร้านอาหารไทย เลิกงานตี 1-2 และเป็นครูสอนพิเศษเด็ก ป.1-2) พอเหนื่อยมาก อ่านหนังสือไม่ทัน ก็กดดันจนต้องหาหมอเพราะเป็นโรคซึมเศร้า ได้รับคำแนะนำให้พักก่อน เราก็พักไป 2-3 เดือน ทำอะไรที่สบายใจ กลับไทย เที่ยว ไม่แตะหนังสือเลย ปีนี้ไม่สอบ แต่ปีหน้าเราจะลุกมาสู้ใหม่ ตั้งใจว่าเราจะต้องเข้ารอบhøst 20 ให้ได้ ปีนี้คือโอกาสสุดท้ายที่จะเรียนฟรีได้ เพราะเราได้ทุนแค่ 8 ปี หลักสูตรแพทย์ใช้ 6 ปี ก็จะมีเวลาตั้งหลัก ซ่อมเกรด ลงคอร์ส 2 ปี"

            พอกลับนอร์เวย์ก็มาสมัครเรียนของ English A Year Study (Engelsk  årsenhet) ของ Oslo เพื่อเก็บคะแนนเสริมอีก 1 คะแนน ตั้งใจไปแก้เกรดด้วยการอ่านเองหมด ทำงานลดเหลือ 1-2 วัน พลังมาเต็มมากกกเพราะกลัวไม่ติด ตอนสอบก็พลาดวิชาศาสนากับสังคม เลยฮึดไปสมัครเรียน Sonans เพื่อแก้เกรด แล้วก็ลงเรียนวิชาวิทย์เพิ่ม”
 
            “รีวิววิชาภาษาอังกฤษ 1 ปี ฟังดูไม่โหดแต่โหดมาก แบ่งเป็น 6 หัวข้อ American literature, American civilisation, Phonetics, English grammar, British civilisation and British literature หัวข้อละ 10p (30p = 1คะแนนเสริม) เราก็เลือกเป็น Civil กับ Grammar ซึ่งต้องบอกว่ามันไม่ใช่เรียนแกรมมาร์ แต่เรียนอธิบายแกรมมาร์ ลงลึกมาก ต้องอธิบายว่า ‘ทำไม’ เช่น He runs into the forest กับ He runs  into the problem ต่างกันยังไง? เพราะอะไร? ส่วน British civilisation นี้ เรียนประวัติศาสตร์ของประเทศอังกฤษ เนื้อหาเยอะและไปเร็วมาก โชคดีสอบแบบ Home exam และ Open books สอบ 4 ชั่วโมง อ่านอยู่ 5 วันรวมๆ เกือบไม่รอด”
 
            “สรุปพอสอบเสร็จทุกวิชา เราได้เกรดที่เราได้ทั้งหมดคือ - ศาสนา 6 - สังคม 6 - วิทยาศาสตร์ 6 - ฟิสิกส์ 6 - คณิต S2 5 กับ 1P 6 - อังกฤษเขียน 5 - British civilisation C - English Grammar B ส่วนคะแนนรวมตอนนี้เพื่อใช้ยื่นมหาลัยคือ 69.5”

นี่เป็นการเปลี่ยนแปลงภายใน 2 ปี
(เกรดตอนจบใหม่)
Photo Credit:  Katie_nf

(เกรดล่าสุด)
Photo Credit:  Katie_nf


 

และแล้วผลสอบก็ออก!

เว็บล่ม…
 

            “โอ๊ย ลุ้นจนนั่งไม่ติด เว็บล่ม พยายามเข้าเป็นสิบๆ รอบ พอจะโชว์ผลก็เด้งออกอีกกี่รอบไม่รู้ จนในที่สุดก็มีข้อความว่า  เราติดแพทย์ที่ UiO høst เราจะยอมรับ หรือตัดสิทธิ์!! พอเห็นอันนี้ฝนกรี๊ดของจริงในห้องน้ำเลยจ้า รีบโทรหาแม่หายายว่าเราติดแล้วนะ หลายปีที่ยายรอคอยมา เราทำได้แล้วนะ TT ด้วยความที่ฝนยื่นสมัครแค่ที่เดียว มันเหมือนวัดดวงไปเลยว่าจะติดรอบแรกหรือรอบ 2 พอเจอโควิดยิ่งลุ้นไปอีก"


ใจกลางเมือง Oslo

Photo Credit:  Katie_nf


ใจกลางเมือง Oslo

Photo Credit:  Katie_nf


ใจกลางเมือง Oslo

Photo Credit:  Katie_nf

            “UiO เปิดเทอมตอนสิงหา มาถึงก็เริ่มปาร์ตี้ 2 วีคเลยค่ะ 555 พอติดรอบนี้ก็ซื้อหนังสือ ดูตารางเรียน ตอนนี้เริ่มอ่านหนังสือเตรียมแล้วจะได้ไม่กดดันมากตอนเรียน”

            Note:  สวัสดิการคือ ตอนมัธยมจะได้ค่าบ้าน ค่าหนังสือ ค่ากิน ขึ้นอยู่กับรายได้ของพ่อแม่ ส่วนมหาลัยได้เรียนแพทย์ฟรี + เงินเดือน 8,000Kr  ซึ่ง Oslo ที่ฝนอยากเข้า ค่าครองชีพสูงมาก  ค่าที่พักปาไป 5,000-6,000 kr ค่ารถ 500 kr อย่างต่ำๆ เดือนนึงก็ต้องมีสัก  10,000 kr ทำให้ฝนต้องรีบหางานทำ  ค่าตอบแทนขั้นต่ำคือ  168kr/hr  ถ้านักเรียนทำงานได้เงินปีนึงไม่เกิน 50,000 ไม่ต้องจ่ายภาษีค่ะ ^^"


แชร์วิธีของฝน

ในวันที่อยากเรียนดีขึ้น
 

  1. เชื่อมั่นในตัวเอง ทุกครั้งที่เราสอบได้ไม่ดีจะบอกตัวเองว่าไม่เป็นไร เอาใหม่นะ ตอนเรากลับไทยเจอคนถามว่าทำไมอายุเท่านี้ยังเรียนไม่จบ คิดว่าเราคงมีครอบครัวไปแล้ว แต่เราไม่สนใจเพราะรู้ว่าตัวเองแค่กำลังรอเวลาที่เหมาะสมเพื่อสอบหมอเฉยๆ
     
  2. หมั่นฝึกฝน ตอน ม.5 เราทำแบบฝึกหัดทุกข้อในหนังสือ ทำให้เรารู้ว่าเราต้องฝึกอะไรเพิ่มอีก ยังขาดตรงไหน และในวันที่ได้ภาษาแล้วก็ปรับจากท่องจำมาเป็นทำความเข้าใจ
     
  3. มีวินัย ทำอย่างสม่ำเสมอ เราจะมีตารางอ่านหนังสือว่าแต่ละวันควรอ่านอะไร แล้วฝึกทำ 1 สัปดาห์ก่อนสอบ มีผ่อนคลายวันศุกร์กับวันเสาร์ (ออกกำลังกายด้วย)
     
  4. ตอนนี้ฝนได้ทั้งภาษาอังกฤษนอร์เวย์ การเรียนภาษาอังกฤษที่นี่ไม่เหมือนที่ไทย ตั้งแต่ ม.ต้นเขาจะไม่สอนแกรมมาร์แล้ว แต่เรียนเรื่องทั่วไป เขียนเรียงความ บรรยายกลอน ฯลฯ เด็กที่นี่พูดอังกฤษได้เกือบทุกคนเลยค่ะ เราเคยเจอเด็กประถมพูดอังกฤษกับเราด้วย สำหรับเรา ภาษาที่แหละยากสุด เวลาพูดก็จะไม่คิดมากว่าผิดหรือถูก เรียนรู้จากประสบการณ์
     
  5. ถ้าฝันแล้วอย่าหยุด  อย่างฝนเองไม่เคยล้มเลิกความคิดที่อยากเป็นหมอเลย ถ้าขี้เกียจแปลว่าเรายังอยากได้ไม่มากพอ ยิ่งถ้าอยากเป็นหมอที่เก่งก็ต้องเพิ่มความพยายามไปอีก เราอาจจะอ่านหนังสือเยอะ แต่ก็พยายามแบ่งเวลาไปยิม ไปพัก ทานข้าวให้ตรงเวลา 

            “ในที่สุดเวลาก็พิสูจน์ให้เห็นแล้ว 5 ปีที่หวังแค่จะเรียนหมอที่โปแลนด์ และ 3 ปีที่หวังแค่สอบติดมอไหนก็ได้ มาถึงวันนี้เราติด 1 ในมหาลัยที่เข้ายากมาก และต้องพยายามต่อไปเพื่อเรียนให้จบด้วย ที่สำคัญคือต้องทำให้คนไข้เชื่อใจแม้เราไม่ใช่เจ้าของภาษา"


ได้เที่ยวแล้ว เย้!! 



Photo Credit:  Katie_nf


Photo Credit:  Katie_nf


Photo Credit:  Katie_nf


รีวิวนอร์เวย์ 10 ข้อ

เมือง / สังคม / วัฒนธรรม
 

1. อากาศบริสุทธ์และแทบไม่มีตึกสูง เขารักษาทั้งสิ่งแวดล้อมและทัศนียภาพ (แยกขยะเป็นนิสัย ถ้าทิ้งไม่ถูกที่คนจะมองแรงเลยค่ะ) เวลาเดินข้างนอกจะรู้สึกดีมากเพราะไม่มีมลพิษ ตัวอย่างนโยบายเจ๋งๆ เช่น ขวดพลาสติกทุกขวดมีค่า มีตู้ให้รีไซเคิลแล้วได้เงินด้วย ช่วงแรกๆ ฝนได้ขวดละ 1 kr  แต่ตอนนี้ขึ้นเป็นขวดละ 3 kr แล้ว ยิ่งขวดใหญ่ยิ่งได้เยอะ 


Photo Credit:  Katie_nf
 
2. นอร์เวย์อยู่เขตขั้วโลกเหนือ ถ้านอกเมืองออกไปจะเจอหิมะเยอะ ตกนาน 6 เดือน ช่วง มิ.ย.คือหน้าร้อน เขาจะอาบแดดตามที่สาธารณะเป็นเรื่องปกติ *ตอนอยู่เมืองเดิม ตอนหิมะละลายโหดร้ายที่สุด ชื้นตอนเช้า พื้นเป็นน้ำแข็ง แต่เมือง  oslo ดีตรงหิมะตกไม่เยอะ


Photo Credit:  Katie_nf


Photo Credit:  Katie_nf

 
3. ไม่ว่าจะเรียนมาสายไหน ถ้ามีใบจบยังไงค่าตอบแทนก็ดี คนเลยไม่ค่อยกังวลกัน แล้วมีกฎหมายไม่ให้ทำงานเกิน 37.5 ชั่วโมง/สัปดาห์ด้วย (ไม่เกินวันละ 8 ชั่วโมง) ขนาดร้านค้าส่วนใหญ่ยังหยุดทุกวันอาทิตย์ เพื่อให้ทุกคนได้ใช้เวลากับครอบครัว มีความสุขกับการใช้ชีวิต ทำให้เราได้เจอแต่คนทำงานบริการที่ยิ้มแย้ม ถ้าเจอหน้าบึ้งนี่แปลกมาก
 
4. ถ้าเรื่องการเมกเฟรนด์ ฝนรู้สึกว่าคนสแกนดิเนเวียขี้อายและค่อนข้างมีกำแพงกับคนต่างชาติอยู่บ้าง ถ้าจะมีเพื่อนสนิทก็อาจต้องอยู่และรู้จักกันมาตั้งแต่เด็กเลย เพราะถ้าวัยรุ่นแล้วจะเข้าถึงยากกว่า

5.  ชีวิตเรียบง่ายมาก คนที่นี่จะชอบเดินและปั่นจักรยาน โดยในเมืองจะมีจักรยานหรือ Scouter ให้เช่า ถ้าจะนั่งรถสาธารณะก็มีรถรางกับรถไฟใต้ดิน


Photo Credit:  Katie_nf
 
6. แฟชันที่นี่เป็นสไตล์เรียบง่าย ช้อยส์ไม่เยอะ ไม่มีของปลอม เป็นของ local และมีคุณภาพ คนนอร์เวย์มักจะใส่เสื้อผ้าซ้ำๆ เพราะเป็นเมืองหนาว ฝนสังเกตว่าบางทีครูใส่ชุดเดิมซ้ำๆ 2-3 วันติดเลย

7. คนที่นี่เคารพกฎหมายมาก ขึ้นรถต้องคาดเบลท์ เวลาคนจะข้ามทางม้าลาย รถจะหยุดให้ข้าม

8. ค่าครองชีพสูง อาหารชามนึงตก 195 kr  น้ำเปล่า 37 kr   คนส่วนใหญ่จะไม่ค่อยกินนอกบ้านกัน และมีน้ำก๊อกที่สะอาด ดื่มได้ฟรีอยู่แล้ว ส่วนค่าที่อยู่ ถ้าอย่างใน Oslo จะราวๆ 5,000-6,000  kr  แต่ถ้า Bergen ก็ตก 3,000-4,000 kr  ถ้าค่าแท็กซี่ยิ่งโหด  นั่ง 5 นาทีตก 160 kr ได้  แทบทุกคันเป็นรถเบนซ์ แต่ด้วยราคาคือแทบไม่มีใครเลือกนั่ง
 
9. ฝรั่งจะไม่ถามกันเรื่องตัวเลข เช่น อายุ เงินเดือน เกรด
 
10. กลุ่มวัยรุ่นที่จบ ม.ปลายที่นอร์เวย์จะเรียกว่า “รุซ” (Russ) ใส่ชุดสีแดง หรือสีอื่นๆ ตามสายที่จบ สามารถทำอะไรก็ได้ สังสรรค์ เช่ารถ แต่งรถ เปิดเพลงรอบเมือง ปาร์ตี้สุดเหวี่ยง เพราะชั้นจบแล้ว จะทำอะไรก็ได้เป็นระยะเวลา 1 เดือนตั้งแต่วัน Easter ถึงวันชาติ อารมณ์เหมือนช่วงปลดแอก 5555
 


 
             โอ้โหห ยกนิ้วให้กับความตั้งใจและมีวินัยสูงเลยค่ะ หลังจากสู้มานาน  เธอสมควรได้รับสิ่งนี้จริงๆ ขอแสดงความยินดีอีกครั้งนะคะ ^^  สุดท้ายนี้ก็หวังว่าเรื่องราวของน้องจะเป็นกำลังใจสำหรับคนที่มีความฝันหรือกำลังเจอปัญหา และหากใครต้องการอ่านประสบการณ์แบบละเอียดมากๆ น้องน้ำฝนได้รีวิวไว้ที่ 2 กระทู้นี้ รวมถึงช่องทางอื่นๆ ใ้ห้ติดตามเพิ่มเติมทั้ง    IG: Katie_nf  และ  "ชีวิตนักเรียนแพทย์ในนอร์เวย์" ที่จะพาไปเจาะชีวิตแบบอินไซต์หลังจากนี้ด้วย  ห้ามพลาดนะคะ
 
https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=kookkai

พี่กุ๊กไก่ - ผู้เขียน

มนุษย์เบ้าหน้าจีน หวีดนักร้องไทย คลั่งไคล้ซีรี่ส์เกาหลี คลุกคลีกับอาหารญี่ปุ่น

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#Studyabroad #นอร์เวย์ #UiO #Oslo #สแกนดิเนเวีย #น้ำฝน #ฝน #แพทย์ #แพทย์ต่างประเทศ #ไฮสคูล #มัธยมปลาย

บทความที่นิยมอ่านต่อ

ยอดถูกใจสูงสุด

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?