
มีน้องๆ ชาว Dek-D คนไหนได้ติดตามการประกวดนางงามบ้างมั้ยครับ ยิ่งช่วงนี้เรียกว่าคึกคักมาก ทั้ง Miss Grand Thailand 2020 ที่เพิ่งจบไป และที่กำลังประกวดอยู่อย่าง Miss Universre Thailand 2020 ก็ได้รับความสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว และพอพูดถึงเรื่องการประกวดนางงามทีไรก็ทำให้พี่นึกถึงประเทศที่จริงจังกับเรื่องนี้เป็นพิเศษอย่าง ‘ฟิลิปปินส์’ ขึ้นมาทันที เพราะแต่ละปีมักมีตัวแทนประเทศที่สามารถเข้ารอบลึกๆ และก็สามารถคว้าตำแหน่งจากเวทีระดับโลกอยู่เสมอ
น้องๆ สงสัยมั้ยครับว่าที่ประเทศฟิลิปปินส์เค้ามีการเทรนนางงามกันหนักขนาดไหน และเบื้องหลังกว่าจะคว้ามงกุฎของเหล่าผู้เข้าประกวดนั้นมีเรื่องลับๆ อะไรที่เรายังไม่รู้อีกบ้าง เรามาหาคำตอบไปพร้อมๆ กันเลยดีกว่า

รายการสารคดี Undercover Asia จากช่อง CNA Insider ได้ทำสกู๊ปเจาะลึกเบื้องหลังวงการนางงามฟิลิปปินส์ พร้อมสัมภาษณ์ทั้งอดีตนางงาม ผู้เข้าประกวด ผู้จัดกองประกวด รวมถึงผู้คร่ำหวอดในวงการนี้ ซึ่งจากบทสัมภาษณ์ก็มีหลายประเด็นที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว เริ่มที่คุณ Jose Wendell Capili อาจารย์จาก College of Arts and Letters แห่ง Univeristy of the Philippines-Diliman ได้บอกเหตุผลที่ผู้คนจากแดนพันเกาะนั้นให้ความสนใจกับการประกวดนางงามเป็นพิเศษนั้นเป็นเพราะว่า “พวกเค้าแค่ต้องการมีชีวิตที่ดีขึ้น” ผู้คนต้องการได้รับ Beauty Privileged (สิทธิพิเศษและโอกาสจากการมีหน้าตาดี) เพื่อยกระดับชีวิตตัวเองเพื่อให้มีชื่อเสียง ฐานะ และได้รับการยอมรับจากผู้คน
Need of Heroes
มงกุฎกับความหวังของคนทั้งประเทศ

“แม้ว่าการประกวดนางงามในประเทศอื่นๆ อาจจะเป็นแค่รายการทีวีหรือการประกวดทั่วไป แต่สำหรับฟิลิปปินส์นั้นแทบจะเป็นวาระสำคัญแห่งชาติเลยก็ว่าได้ และก็มีการจะประกวดนางงามแทบทุกพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นตำบล อำเภอ จังหวัด หรือระดับภาค และในส่วนของเวทีระดับประเทศอย่าง Binibining Pilipinas ก็เรียกได้ว่าเป็นงานใหญ่ของประเทศที่ทุกคนให้ความสนใจ ถ้าอเมริกามี Super Bowl ที่เป็นงานแห่งปี ที่ฟิลิปปินส์ก็มี Binibling Pilipinas นี่แหละ”

สำหรับ Binibining Pilipinas (บีนีบีนิงปีลีปีนัส ) เป็นเวทีการประกวดที่ใหญ่ที่สุดในฟิลิปปินส์ ซึ่งจะมีผู้ชนะการประกวดหลายคน และจะถูกส่งออกเป็นตัวแทนประเทศในการประกวดบนเวทีระดับนานาชาติ อาทิเช่น Miss International, Miss Grand international, Miss Intercontinental และ Miss Globe International (แต่ก่อนเคยส่งออกประกวด Miss Universe, Miss World และ Miss Supranational แต่ตอนนี้ได้แยกออกไปจัดการประกวดเองแล้ว)
และสำหรับผู้ที่สามารถคว้ามงกุฎใหญ่ของการประกวด เธอจะถูกยกย่องเชิดชูราวกับว่าเป็น “ผู้นำของประเทศ” และเธอยังจะได้เข้าพบกับประธานาธิบดีในฐานะ “ฮีโร่ผู้ที่สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ” ซึ่งตำแหน่งที่ได้มานั้นก็เหมือนเป็นการช่วยทำให้คนอื่นตระหนักได้ว่า แม้เราจะมาจากบ้านเกิดหรือดินแดนอันไกลโพ้นทะเลอย่างฟิลิปปินส์ แต่เราก็สามารถโดดเด่นและสร้างชื่อเสียงจนคนทั้งโลกหันมาจับตามองได้
Crown for a Better Life
คว้ามงฯ เพื่อชีวิตที่ดีกว่า
แม้ว่าจะมีคนมากมายมาประกวดนางงามพร้อมกับแรงจูงใจที่จะเป็น Public Figure เพื่อจะเป็นกระบอกเสียงในการเปลี่ยนแปลงสังคมหรือช่วยสร้าง Social Movement ใหม่ๆ เกิดขึ้น แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าอีกปัจจัยสำคัญนั้นเป็นเพราะว่าต้องการมีชื่อเสียง เงินทอง หรือต่อยอดหน้าที่การงานเพื่ออัปเกรดชีวิตตัวเองให้ดีขึ้น เช่นเดียวกับนางแบบสาวลูกครึ่งฟิลิปปินส์-ฮ่องกง ‘Mercedes Pair’ เธอตัดสินใจบินข้ามน้ำข้ามทะเลจากฮ่องกงมาลงประกวด Binibining Pilipinas เพื่อต้องการนำเงินที่ชนะจากการประกวดไปช่วยรักษาแม่ของเธอที่ป่วยเป็นโรคไตเรื้อรัง ซึ่งในการรักษาต้องใช้เงินจำนวนมาก

“เพราะว่าฉันเป็นคนเดียวที่ต้องหาเงินเพื่อเลี้ยงครอบครัว ฉันเลยคิดว่า จะมีทางไหนมั้ยนะที่จะสามารถหาเงินจำนวนมากได้ในระยะเวลาสั้นๆ และทางเดียวก็คือลงประกวดนางงาม และถ้าไม่ใช่เพราะว่าต้องการนำเงินไปรักษาแม่ ฉันเองก็คงไม่ได้สนใจที่จะลงประกวดแบบนี้เลย”
ในแต่ละปีการประกวด Binibining Pilipinas จะมีผู้สมัครหลายพันคน แต่จะมีเพียงแค่ 40 สาวเท่านั้นที่เข้ารอบเพื่อประกวดในรอบถัดไป ซึ่งเงินรางวัลที่ผู้คว้ามงกุฎจะได้รับนั้นก็สูงถึง 1.5 ล้านเปโซ (เกือบ 1 ล้านบาทไทย) พร้อมกับโอกาสมากมายในวงการบันเทิง รวมถึงเป็นตัวแทนประเทศในการประกวดระดับนานาชาติ แต่กว่าจะคว้ามงกุฎได้นั้นสาวงามหลายคนก็มีค่าใช้จ่ายระหว่างการเก็บตัวที่ค่อนข้างสูง บางคนมีค่าใช้จ่ายทั้งในเรื่องของคอสตูม ค่าเครื่องสำอาง ค่าเทคคอร์สเทรนเพื่อประกวด ยิ่งใครมาจากต่างจังหวัดก็อาจจะมีต้องจ่ายค่าเช่าที่พักไปอีก ซึ่งรวมๆ แล้วก็สูงถึง 500,000 - 700,000 เปโซเลยทีเดียว ซึ่งราคาที่ต้องจ่ายไปก็ไม่ได้มีอะไรมาการันตีว่าพวกเธอจะสามารถคว้ามงกุฎมาให้ตัวเองได้…

สาว Mercedes Pair เองก็บอกว่า หลายคนมักเข้าใจผิดว่าผู้เข้าประกวดส่วนใหญ่น่าจะดูมีความสุขมากเลย เพราะว่าในการประกวดแต่ละครั้ง มักมีสปอนเซอร์เข้ามาช่วยเหลือเรื่องค่าใช้จ่าย บางคนก็มีห้องเสื้อตัดชุดให้ใส่ขึ้นเวทีประกวดแบบฟรีๆ แต่ความจริงแล้วมันไม่ใช่แบบนั้นเลย “เพราะทุกอย่างมีราคาที่ต้องจ่าย”
Cost of the Crown
กว่าจะคว้ามงกุฎกับราคาที่ต้องจ่าย
ในคำว่า ‘สปอนเซอร์’ บางทีเราก็อาจไม่ได้อะไรมาฟรีๆ เสมอไปและผู้สนับสนุนเหล่านั้นก็ล้วนมีข้อแลกเปลี่ยนเพื่อหวังประโยชน์จากตัวผู้เข้าประกวดเช่นกัน ซึ่งข้อเสนอที่ดูเหมือนเป็นเรื่องปกติในวงการนี้ก็คงจะเป็น ‘การยอมมีเพศสัมพันธ์กับสปอนเซอร์’

William (นามสมมติ) เป็นนักข่าวที่ใกล้ชิดกับวงการนางงามมากว่า 15 ปี ได้เผยว่าเค้าเจอเคสแบบนี้บ่อยมาก และหลายครั้งก็เป็นกองประกวดเองนั่นแหละที่ขอร้องให้สาวงามไปนั่งพูดคุยหรือมีอะไรด้วยกันกับเปล่าสปอนเซอร์ผู้สนับสนุนการจัดประกวด ซึ่งก็มีสาวงามบางคนได้ขอร้องให้เค้าช่วยเหลือเพราะว่าพวกเธอรู้สึกกลัว แต่ในขณะเดียวก็มีคนที่บอกเขาว่า “อย่ามายุ่ง” เพราะว่ามันจะเป็นการสร้างมลทินให้กับพวกเธอ
Janina San Miguel อดีต Miss World ของฟิลิปปินส์ ปี 2008 เธอเองก็เป็นอีกคนที่มีประสบการณ์ตรงกับเรื่องเหล่านี้ และนั่นก็เป็นอีกเหตุผลหลักที่เธอได้ตัดสินใจคืนมงและตำแหน่งให้กับทางกองประกวดหลังจากดำรงตำแหน่งได้เพียง 3 เดือนเท่านั้น แม้ในตอนแรกเธอให้เหตุผลว่าเกี่ยวข้องกับคุณปู่เสียชีวิต แต่ล่าสุดเธอได้เผยว่า ความจริงแล้วเหตุผลมันมีมากกว่านั้น
“ถ้าย้อนเวลากลับไป ฉันจะไม่ประกวดนางงามเด็ดขาด”
.jpg)
“ตอนฉันเป็นนางงาม ฉันเคยได้รับข้อเสนอมากมายและเคยถูกเสนอให้มีเพศสัมพันธ์แบบ One Night Stand กับคนรวยที่มีอิทธิพลและค่าตอบแทนที่ได้อยู่ที่ประมาณ 3 ล้านเปโซ (เกือบๆ 2 ล้านบาท) และนอกจากนี้แล้วยังมีคนเสนอให้ฉันเป็นแฟนเขา โดยค่าตอบแทนที่ได้คือ 25 ล้านเปโซ (16.2 ล้านบาท) คนรวยเหล่านั้นอยากได้นางงามสวยๆ มาเป็นแฟนหรือเป็นภรรยา”
ไม่ใช่แค่เพียงสาวงามในฟิลิปปินส์เท่านั้นที่ถูกเสนอให้เพศสัมพันธ์กับเหล่าสปอนเซอร์หรือเหล่าไฮโซ แม้แต่สาวงามจากต่างประเทศที่ได้บินมาประกวดที่แดนพันเกาะ ก็เคยถูกลวนลามและถูกคุกคามทางเพศจากเหล่าสปอนเซอร์เช่นกัน อย่างในการประกวด Miss Earth 2018 ที่จัดขึ้นที่ฟิลิปปินส์ ก็มีข่าวแนวนี้จนผู้เข้าประกวดจาก 3 ประเทศได้ออกมาประจานจนเป็นข่าวฉาวแห่งกองประกวดในปีนั้น

Jaime Vandenberg สาวงามตัวแทน Miss Earth จากประเทศแคนาดา ได้ออกมาเผยว่า เธอเคยถูกคุกคามทางเพศจากสปอนเซอร์ในทุกๆ วัน จนทำให้เธอตัดสินใจลาออกจากการประกวดในที่สุด “สปอนเซอร์คนนั้นมาพูดกับฉันว่า เราจะนัดเจอกันที่ไหนดี ผมสามารถไปที่โรงแรมของคุณ หรือคุณจะมาหาที่ห้องของผมก็ได้เช่นกัน และผมจะทำให้คุณชนะการประกวดนี้เอง”
“คือมันชัดเจนมากเลยว่าเค้าต้องการคนมาตอบสนองความต้องการทางเพศโดยใช้รางวัลเป็นข้อแลกเปลี่ยน ตอนนั้นฉันคิดว่าตัวเองไม่มีทางหนีได้แน่ๆ” Jaime ยังเผยอีกว่า เธอพยายามที่จะลาออกจากกองประกวดและกลับแคนาดาให้เร็วที่สุด แต่ผู้จัดกองประกวดได้พยายามยึดพาสปอร์ตของผู้คนเข้าประกวดทั้งหมด เพื่อไม่ให้พวกเธอหนีออกไป แต่สุดท้ายเธอก็ได้แจ้งไปกับทางสถานทูตเพื่อขอความช่วยเหลือ และทำให้เธอรอดพ้นจากการถูกคุกคามทางเพศจากสปอนเซอร์ของกอง (เธอยังเผยอีกว่า มีผู้เข้าประกวดบางคนยอมมีเพศสัมพันธ์กับสปอนเซอร์ด้วย)
Men Too
ไม่ใช่แค่ผู้หญิง แต่ผู้ชายก็ต้องเจอ
การประกวดความงามนั้นไม่ได้จัดแค่เฉพาะผู้หญิงเท่านั้น แต่ในฟิลิปปินส์ก็มีเวทีประกวดสำหรับผู้ชายเป็นจำนวนไม่น้อย และพวกเขาก็ต้องเจอกับข้อแลกเปลี่ยนเรื่อง ‘เพศสัมพันธ์’ เช่นกัน

สำหรับเวทีการประกวดของผู้ชายนั้น อาจไม่ได้พื้นที่หรือเวทีระดับประเทศยิ่งใหญ่เท่ากับของผู้หญิง และส่วนใหญ่แล้วการประกวดมักจัดที่ ‘ย่านโคมแดง’ หรือเป็นย่านที่มีการซื้อขายบริการทางเพศในฟิลิปปินส์นั่นเอง และแน่นอนว่าการถูกคุกคามทางเพศจึงเป็นเรื่องที่ไม่สามารถเลี่ยงได้

ชายวัย 25 ปีนามสมมติว่า ‘Gerald’ ก็เป็นอีกคนที่เดินสายประกวดในวงการนี้มากว่า 8 ปี และเค้าเองก็ยอมรับว่า “ทุกการประกวดมีราคาที่ต้องจ่าย” เกือบทุกเวทีที่เค้าชนะส่วนใหญ่ก็มาจากข้อแลกเปลี่ยนเพื่อมีเพศสัมพันธ์กับกรรมการนั่นเอง “สำหรับผมไม่มีการประกวดเวทีไหนที่ใสสะอาด และร่างกายของเราก็เหมือนเป็นสินค้าที่ให้บริการสำหรับพวกเค้า และผมสามารถพูดได้เลยว่า ในผู้ประกวด 10 คนของแต่ละเวที จะมีแค่ 2-3 คนเท่านั้นแหละที่บริสุทธิ์จริงๆ”
“ในการประกวดแต่ละครั้งมันมีค่าใช้จ่ายที่สูงมากๆ แต่ละเดือนจะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 100,000 เปโซ (65,000 บาท) แม้ว่าจะเป็นเวทีการประกวดเล็กๆ ก็ตาม และแน่นอนว่ามันคงไม่มีใครอยากเสียเงินเป็นจำนวนมากมายขนาดนี้และสุดท้ายต้องแพ้ ดังนั้น ก็ต้องยอมมีเพศสัมพันธ์กับกรรมการหรือสปอนเซอร์ เราก็ทำได้เพียงแค่บอกตัวเองว่า อดทนทำๆ ไปเถอะ แค่แป๊บเดียวเอง เดี๋ยวก็ชนะแล้ว”

เช่นเดียวกับชายนนามสมมติว่า ‘Mike’ ที่ไม่มีค่าใช้จ่ายมากพอในการประกวด เค้าเองก็เลยยอมปฏิบัติคำขอของสปอนเซอร์เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน “ผมจะส่งรูปถ่ายเปลือยท่อนบนไปให้กับสปอนเซอร์ พวกเค้าต้องการให้ถ่ายแค่ท่อนบนเพราะว่าจะได้ทำเหมือนคนเป็นแฟนกัน ที่คอยส่งรูปถ่ายให้กัน ซึ่งค่าตอบแทนที่ผมได้ก็ตกวันละ 10,000 เปโซ (6,500 บาท) ซึ่งถ้าส่ง 10 ครั้ง ผมก็ได้เงินเท่ากับเงินเดือนของคนที่ทำงานเป็นวิศวกรแล้ว” Mike ยังบอกเสริมอีกว่า สปอนเซอร์ส่วนใหญ่ที่เค้าพูดคุยด้วยจะเป็นคนรวยจากต่างชาติ และพวกเค้าจะไม่ใช่แอคเคานต์จริงในการพูดคุย
Perfect Body กับการฉีดสเตียรอยด์เพื่อสร้างกล้าม
น้องๆ สงสัยมั้ยครับว่าทำไมการประกวดของผู้ชายถึงมีค่าใช้จ่ายสูงขนาดนั้น นั่นเป็นเพราะว่าหลายคนต้องการมีหุ่นที่ดี ซึ่งบางทีการเข้าฟิตเนสเพื่อสร้างหุ่นเฟิร์มก็ไม่ได้ผลสำหรับทุกคนเสมอไป และตัวช่วยที่ดีที่สุดก็คือ ‘การฉีดสเตียรอยด์’ เพื่อสร้างกล้ามเนื้อให้ดูหุ่นดีนั่นเอง ซึ่งมีผู้ประกวดหลายคนเลยล่ะที่เลือกใช้วิธีนี้ แต่ค่าใช้จ่ายก็มีราคาที่สูงมากเลยทีเดียว และในเดือนนึงพวกเค้าต้องฉีดยานี้ถึง 60 ขวด!

Gerald บอกว่า ค่าฉีดสเตียรอยด์เพื่อสร้างกล้ามนั้นแพงมากๆ ตกเดือนละเกือบครึ่งแสนบาท แต่สุดท้ายก็ยอมเจ็บและยอมจ่าย เพราะว่าผลที่ได้หลังจากชนะการประกวดก็สามารถช่วยก่อร่างสร้างตัวให้กับพวกเค้าได้ ซึ่งบางคนก็สามารถซื้อบ้าน ซื้อรถได้ภายในหนึ่งปีหลังประกวดเลยล่ะ และพวกเค้าก็ต้องยอมเพราะว่าหวังการประกวดนั้นจะช่วยสร้างชีวิตที่ดีกว่าให้กับตัวเอง…
ถ้าเศรษฐกิจดีก็คงไม่ประกวด
น้องๆ หลายคนอาจจะพอทราบมาบ้างว่าฟิลิปปินส์นั้นเป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำสูงมาก คนที่รวยก็รวยแบบล้นฟ้า ส่วนคนที่ไม่จะกินก็ถึงกับขนาดเอาเศษอาหารหรือเศษขยะมาทำเป็นอาหารทานกัน อย่างเช่นเมนู ‘ปั๊กปั๊ก’ ที่ใช้เศษกระดูกไก่ที่ถูกทิ้งจากร้านอาหารมารียูสใหม่ (ยิ่งใครเคยดู The Kingmaker แล้วอาจจะเข้าใจอย่างถ่องแท้) ซึ่งการที่ผู้คนในฟิลิปินส์ทั้งชายและหญิงแห่งกันประกวดนางงามกันมากขนาดนี้ก็เป็นผลพวงมาจากโครงสร้างสังคมล้วนๆ และมีคนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยรู้สึกหมดหวังกับประเทศตัวเอง (คำถามเวทีประกวดนางงามปีล่าสุดก็มีถามในรอบตัดสินว่า ‘จะบอกอะไรกับคนรุ่นใหม่ที่หมดความหวังในประเทศตัวเอง?’)

Jom Salvador โฆษกของ Gabriela National Alliance of Women ซึ่งเป็นองค์กรเกี่ยวกับสตรีในฟิลิปปินส์ก็ได้บอกเหตุว่า ความจริงแล้วคนฟิลิปปินส์จะไม่แห่ประกวดนางงามกันเยอะมากขนาดนี้เลย ถ้าสังคมที่พวกเค้าอยู่นั้นดี อยู่แล้ว และมีสภาวะทางเศรษฐกิจที่ดีกว่านี้ พวกเค้าคงได้ศึกษาเล่าเรียนและมีงานมีการทำมากกว่ามุ่งหวังเปลี่ยนชีวิตจากการประกวดนางงาม
บนหน้าเวทีที่สวยงาม เราเองก็ไม่รู้เหมือนว่าพวกเค้าต้องผ่านอะไรมาบ้าง และก็ปฏิเสธไม่ได้เลยจริงๆ ว่า โครงสร้างทางสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำนั้นก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้คนมาประกวดนางงามกันมากมายเพียงเพราะว่าอยากมีชีวิตที่ดีขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน กลุ่มคนคนที่อยู่บนยอดพีระมิดก็ใช้โอกาสนี้เพื่อตอบสนองความสุขของตัวเอง ส่วนตัวพี่เองพอได้รู้เรื่องนี้ก็หดหู่ไม่น้้อยเลยครับ และอดคิดไม่ได้ว่าในไทยของเราจะมีเคสแบบนี้มั้ยนะ TT ส่วนใครที่อยากดูสารคดีเต็มๆ ตามไปดูได้ที่รายการUndercover Asia ของช่อง CNA Insider ได้เลยครับ
Source
0 ความคิดเห็น