สวัสดีครับน้องๆ ชาว Dek-D ช่วงนี้มีใครได้ติดตามสถานการณ์การเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกากันบ้างมั้ยครับ? ต้องบอกเลยว่าช่วงนี้คือเข้มข้นมากๆ และอีกไม่นานก็จะถึงวันเลือกตั้งแล้วด้วย ซึ่งปีนี้ ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ ผู้นำอเมริกาคนปัจจุบันก็ได้ลงสมัครชิงตำแหน่งนี้อีกครั้งด้วย ส่วนคู่แข่งจากพรรคฝั่งตรงข้ามที่มาท้าชิงในครั้งนี้คือ ‘โจ ไบเดน’ นั่นเอง ตอนนี้พี่เชื่อว่าหลายคนคงสงสัยแล้วว่าเค้าเป็นใคร มาจากไหน วันนี้เราจะไปทำความรู้จักเค้ากันครับ

Photo Credit: Photo: Shutterstock/Saul Loeb/AFP via Getty Images
ข้อควรรู้เกี่ยวกับการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ
- การเลือกตั้งผู้นำอเมริกา จะจัดขึ้นทุกๆ 4 ปี โดยปีนี้จัดตรงกับวันที่ 3 พฤศจิกายน 2020
- เป็นการเลือกตั้งเพื่อหาประธานาธิบดีคนที่ 46 ของสหรัฐอเมริกา
- สำหรับระบบพรรคการเมืองของสหรัฐฯ จะเป็นแบบระบบ 2 พรรคคือ พรรคพรรครีพับลิกันและพรรคเดโมแครต
- พรรครีพับลิกัน (Grand Old Party) เป็นพรรคอนุรักษ์นิยม ซึ่งตัวแทนผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากพรรคนี้ คือ นายโดนัลด์ ทรัมป์ (อายุ 74 ปี) ผู้นำคนปัจจุบันของสหรัฐฯ นั่นเอง ซึ่งครั้งนี้เค้าได้ลงท้าชิงเป็นสมัยที่ 2
- พรรคเดโมแครต (Democratic Party) เป็นพรรคเสรีนิยม ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ‘โจ ไบเดน’ (อายุ 78 ปี) เป็นตัวแทนผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากพรรค
พอจะรู้ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับการเลือกตั้งไปบ้างแล้ว คราวนี้เรามาทำความรู้จักนายโจ ไบเดน ผู้ท้าชิงตำแหน่งจากพรรคเคโมแครตกันดีกว่า

Photo Credit: Photo Credit: Chip Somodevilla/Getty Images
1. โจเซฟ โรบินเน็ตต์ ไบเดน จูเนียร์ (Joseph Robinette Biden Jr.) หรือนายโจ ไบเดน เกิดในสแคนตัน รัฐเพนซิลวาเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ส่วนวันเกิดของเค้าคือวันที่ 20 พฤศจิกายน 1942 ซึ่งถ้าเค้าชนะการเลือกตั้งในครั้งนี้ก็ โจไบเดนจะได้เป็นประธานาธิบดีที่มีอายุมากที่สุดในขณะที่ดำรงตำแหน่งสมัยแรก (อายุ 78 ปี)
2. นายโจ ไบเดน เกิดในครอบครัวที่ไม่ได้ร่ำรวยนัก แต่ก่อนพ่อของเค้ามีอาชีพรับทำความสะอาดเตาผิงและเป็นเซลส์ขายรถมือสอง ซึ่งโจก็ได้ช่วยทำงานหาเงินแบ่งเบาภาระตั้งแต่เด็กๆ เพื่อหาเงินส่งตัวเองเรียน เพราะสำหรับโจแล้วสิ่งที่เค้าต้องการได้รับมากที่สุดก็คือ 'การศึกษา'

Photo Credit: https://joebiden.com/joes-story/
3. นอกจากเป็นคนขยันแล้ว โจยังมีเลือดความเป็นนักสู้สูงมาก เพราะตั้งแต่เด็กๆ พ่อแม่ของเค้ามักสอนให้เค้าสู้กับความไม่ยุติธรรมอยู่เสมอ อย่างตอนเด็กๆ เค้าเคยถูกเพื่อนในโรงเรียนล้อเลียนอยู่ประจำ เพราะว่าเค้า 'พูดติดอ่าง' (จนถึงตอนนี้ก็ยังโดนล้อจากทรัมป์อยู่) ซึ่งแม่เค้าก็บอกให้โต้ตอบซะ ใครบูลลี่ก็ต่อยให้มันเลือดกำเดาไหลจนกว่าจะสำนึก (สุดปัง!) ส่วนพ่อของเค้าก็คอยสอนโจอยู่เสมอว่า "Champ, the measure of a man is not how often he is knocked down, but how quickly he gets up." หรือแปลเป็นไทยประมาณว่า "นักมวยที่เป็นแชมป์ ไม่ได้เจ๋งตรงที่น็อกคู่แข่งล้มลง แต่เก่งเพราะสามารถลุกขึ้นยืนได้อย่างว่องไวเวลาโดนน็อกต่างหากล่ะ” ซึ่งคำสอนนี้ก็ได้กลายเป็นคติประจำใจตลอดทั้งชีวิตของเค้าเลยก็ว่าได้
4. ในวัยเด็กนายโจเคยฝันที่จะเป็น ‘นักฟุตบอล’ แต่ในขณะเดียวกันเค้าก็มีความสนใจด้านการเมืองอยู่ไม่น้อย และเค้าก็ได้ฉายแววความเป็นผู้นำอยู่เสมอ โจจึงตัดสินใจเรียนต่อด้านกฎหมายที่ Syracuse University ในนิวยอร์ก และหลังเรียนจบก็ได้ทำงานเป็นทนาย เพราะเค้าคิดว่าอาชีพนี้จะประตูสู่อาชีพทางการเมืองของเขา

Photo Credit: Shawn Thew—EPA/REX/Shutterstock.com
5. โจ ไบเดนได้เริ่มเดินสายงานทางการเมือง เริ่มตั้งแต่การชนะเลือกตั้งเป็นวุฒิสมาชิกของรัฐเดลาแวร์ ซึ่งครองตำแหน่งนานถึง 36 ปี และก่อนหน้านั้นเค้าเองก็เคยลงสมัครท้าชิงเป็นตัวแทนพรรคเดโมแครตเพื่อชิงตำแหน่งประธานาธิบดีถึง 2 ครั้ง เมื่อปี 1988 และปี 2008 และถึงแม้ว่าจะไม่ได้สมหวัง แต่เค้าก็ได้ทำงานเป็นรองประธานาธิบดีในยุคของโอบามาถึง 8 ปี เรียกว่ามีประสบการณ์แน่นมากๆ และว่ากันว่าในการท้าชิงตำแหน่งกับทรัมป์ในปีนี้ เค้าก็มีโอกาสที่จำชนะค่อนข้างสูงเลยทีเดียว
6. อย่างที่บอกไปว่าโจไบเดนนั้นเป็นคนที่สู้ชีวิตมากจริงๆ ตลอดเวลาที่ผ่านมาเค้าได้เต็มที่กับการทำงานตลอด แต่เค้าเองก็ต้องเผชิญกับช่วงเวลาที่ยากลำบากเช่นกัน เพราะเรื่องราวชีวิตครอบครัวของเค้าไม่ได้สวยงามเลย ย้อนไปในช่วงที่เค้าได้วุฒิสมาชิกในช่วงแรกๆ เค้าได้สูญเสียภรรยาและลูกสาววัย 1 ขวบจากอุบัติรถชน และลูกชายอีก 2 คนของเค้าก็ได้รับบาดเจ็บสาหัส ซึ่งในช่วงสาบานตนเข้าตำแหน่งแทนที่เค้าจะได้ไปทำพิธีที่สำนักงาน แต่กลับได้สาบานที่ข้างเตียงโรงพยาบาลที่ลูกชายทั้ง 2 คนของเค้านอนอยู่แทน และในช่วงนั้นเค้าเองต้องเทียวไปทำงานและกลับมาดูแลลูกอยู่เสมอ และมรสุมชีวิตของเค้าไม่ได้จบแค่เหตุการณ์ตอนนั้น เมื่อช่วงปี 2015 ที่ผ่านมา โจไบเดนได้สูญเสียลูกชายคนโตอีกครั้ง (46 ปี) ด้วยโรคมะเร็งสมอง ขณะที่ตัวเองกำลังดำรงตำแหน่งเป็นรองประธานาธิบดีของประเทศ

Photo Credit: Reuters; AFP - Getty Images
7. มาดูที่นโยบายของไบเดนกันบ้างครับ ต้องบอกว่าโพลคะแนนความนิยมของไบเดนมาแรงมาก และว่ากันว่าอาจจะทำให่ชนะทรัมป์ได้เลยล่ะ เพราะนโยบายส่วนใหญ่ของเค้าค่อนข้างสวนกับความสุดโต่งของทรัมป์ในช่วงที่ผ่านมา (ซึ่งทำให้คนอเมริกันหลายคนเบื่อเต็มที) ตัวอย่างนโยบายคร่าวๆ เช่น
- นโยบายจัดการกับโควิด-19 สวนทางกับทรัมป์ที่ไม่ค่อยใส่ใจแก้ไขมากนัก เช่น การบอกว่าหน้ากากอนามัยไม่ได้ช่วยอะไร แถมไม่ใส่ใจกับ Social Distancing หรือการเว้นระยะห่าง จนในที่สุดตัวเองกลับติดโควิด-19 ซะงั้น ซึ่งความเพิกเฉยที่ผ่านมาของทรัมป์ทำให้ยอดผู้ติดเชื้อในอเมริกานั้นสูงมากๆ และไบเดนเองก็ได้ชูโรงความเป็นผู้นำของตัวเองที่พร้อมจัดการกับโควิด-19 ในอเมริกาให้สถานการณ์กลับมาดีขึ้น
- น้องๆ อาจทราบมาบ้างว่า ‘อเมริกา’ กับ ‘จีน’ นั้นมีข้อขัดแย้งกันในด้านเศรษฐกิจอย่างมากจากนโยบายของทรัมป์ที่พยายามกีดกันและตั้งกำแพงภาษีสินค้าจากจีนที่สูงมากๆ แต่ไบเดนกลับมองว่า ยิ่งทำแบบนั้นยิ่งมีแต่ผลเสียต่อทุกฝ่าย และกระทบกับหลากหลายด้าน และนั่นจึงทำให้เค้ามีนโยบายที่ชู ‘การค้าเสรี’ กลับมาอีกครั้ง ซึ่งคาดว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจโลกให้กลับมาดีขึ้น (สรุปสงครามการค้า "อเมริกา VS จีน" สาเหตุคืออะไร? ใครกระทบบ้าง?)

Photo Credit: Freepik
- ในยุคของทรัมป์เราจะเห็นว่ามีการเหยียดผิว/เหยียดชาติเกิดขึ้นอยู่เสมอ โดยเฉพาะกับกลุ่มคนผิวสีในอเมริกาที่มักได้รับการเลือกปฏิบัติ โดยเค้าจะเพิ่มความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรมให้กับคนผิวสีให้มากขึ้น และนอกจากนี้จากการประท้วง Black Live Mattes เค้าเองก็บอกว่าจะไม่เลือกจัดการกลุ่มผู้ประท้วงเหมือนที่ทรัมป์ทำ (ส่งทหารไปปราบเฉย) แต่กลับรู้สึกเห็นอกเห็นใจและจะไม่ใช้คำพูดคำจาเชิงเหยียดหยามเหมือนที่ทรัมป์ทำเด็ดขาด
- นอกจากกลุ่มคนผิวสีแล้ว ไบเดนเองก็จะช่วยเพิ่มช่องทางให้กลับกลุ่มผู้ลี้ภัย/ผู้อพยพจากชาติอื่น (กลุ่ม Dreamer) ให้มากขึ้น ซึ่งต่างจากที่ทรัมป์เคยพยายามกำจัดมาตลอด รวมถึงเลิกการแบนประเทศมุสลิมอีกด้วย
เป็นยังไงกันบ้างครับ พอได้รู้จักนายโจ ไบเดนกันไปคร่าวๆ แล้วเนอะ ต้องบอกว่านโยบายที่กล่าวมาข้างต้นนั้นเป็นแค่เพียงส่วนนึงเท่านั้น ยังมีอีกหลายอันที่น่าสนใจไม่น้อย และใช่ครับ ค่อนข้างขัดกับนโยบายสุดโต่งของทรัมป์ด้วย! ยังไงเราก็ต้องมารอติดตามกันต่อไปว่า ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกานั้นจะมงลงที่ใคร และเค้าคนนี้จะมีอิทธิพลต่อโลกในอนาคตยังไงบ้าง ต้องคอยติดตามกันเอาไว้เลย
Source:

1 ความคิดเห็น
ความรู้แน่นๆ