
สวัสดีค่ะชาว Dek-D ถ้าพูดถึง MIT หรือ Massachusetts Institute of Technology หลายคนอาจคุ้นเคยกับชื่อนี้ในฐานะมหา'ลัยที่ครองแชมป์โลกมาต่อเนื่องหลายปี และเป็นเป้าหมายในฝันโดยเฉพาะคนที่ิอยากทำงานสายเทคโนโลยี และวันนี้เรามีรีวิวส่งตรงจาก 'อิงค์' (วาตะ) — ชนิตา ทับทอง' คนไทยที่ได้ทุนโอลิมปิกวิชาการฯ ไปเรียนต่อ ป.ตรีแบบควบ 2 เอกคือ 'Physics' และ 'Ancient and Medieval Studies' ที่ MIT นั่นแปลว่าเธอต้องลงวิชาเรียนแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วยและยังต้องทำธีสิสสองฉบับด้วยค่ะ แต่ถึงจะเหนื่อยก็สนุกเพราะเรียนตามแพสชัน และได้สัมผัสการเรียนฝั่งวิทย์และศิลป์ที่คุณภาพคับแก้วทั้งคู่ // ถ้าพร้อมแล้วเลื่อนมาอ่านรีวิวเป็นแนวทางเตรียมตัว และเก็บแรงบันดาลใจดีๆ กันค่ะ
ขอทุนโอลิมปิกวิชาการฯ
ไปเรียนด้านดาราศาสตร์ที่ต่างประเทศ
เราสนใจดาราศาสตร์ตั้งแต่เด็ก ตอนม.ปลายเรียนที่โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย เมื่อปี 2557 ได้เหรียญเงินจากการไปแข่งดาราศาสตร์ ม.ปลายที่งาน International Olympiad on Astronomy and Astrophysics (IOAA) ที่โรมาเนีย แล้วปีต่อมาไปแข่งงานเดียวกันที่อินโดนีเซีย ได้เหรียญทองอันดับ 3 ของโลก ซึ่งถ้าเราได้เป็นผู้แทนประเทศจะมีสิทธิ์ขอทุนโอลิมปิกวิชาการ (ถึงลงเป็นสำรองก็มีโอกาสได้)
ทุนนี้จะครอบคลุมค่าเทอม ค่ากินอยู่ ค่าหนังสือ และค่าตั๋วไป-กลับ 1 เที่ยว โดยเขาให้ทุนเรียนจนจบปริญญาเอกโดยมีเงื่อนไขคือต้องกลับไปใช้ทุนโดยการไปทำงานที่หน่วยงานรัฐ เราเริ่มจากไปติดต่อ สอวน. เค้าจะมีขั้นตอนขอทุนมาให้ แล้วไปสัมภาษณ์พร้อมพ่อแม่ด้วย เราคำถามประมาณว่าทำไมอยากไปประเทศนี้? อยากเรียนที่ไหน? จะนำความรู้กลับมาพัฒนาประเทศยังไงบ้าง? แล้วถามความคิดเห็นจากผู้ปกครองไม่มีสอบข้อเขียนเพราะโควตาทุนคือจำนวนผู้แทนประเทศต่อปีอยู่แล้ว ไม่ต้องแข่งอีก
"อิงค์" ค้นพบฝันจากค่าย สอวน. จนได้เป็นผู้แทนไปแข่งดาราศาสตร์โลก (เล่าประสบการณ์+เทคนิคเรียน)
https://www.dek-d.com/education/50388/
ปรับตัวครั้งใหญ่ที่ Prep School
กับการเตรียมตัวสมัครมหา'ลัย
พอไปถึงต้องเรียน Prep School ก่อน เป็นการซ้ำชั้นเกรด 12 ปีนึงเทียบเท่ากับที่เด็กไฮสคูลปีสุดท้ายที่อเมริกา ได้เรียนวิชาแนวๆ เลข วิทย์ ภาษาอังกฤษ ประวัติศาสตร์อเมริกา ฯลฯ ทั้งหมด 6 วิชา
ตอนนั้นคือปรับตัวหนักมากกกเพราะได้มาอยู่โรงเรียนประจำครั้งแรกในชีวิต แบบไม่รู้จักใครเลยย แล้วตอนเรียนที่ไทยมีจดตามครูพูด แต่พอมาที่นี่ (โดยเฉพาะวิชาประวัติศาสตร์) ก็ต้องไปอ่านมาเพื่อ discuss ในห้อง มีเปเปอร์เยอะมหาศาลความยาว 2 หน้า ทั้งที่เราแทบไม่ได้เขียน essay ภาษาอังกฤษมาก่อน วิทย์กับเลขก็หนักการบ้าน หลังเลิกเรียนก็ต้องเล่นกีฬาอีก เล่นเสร็จแทบไม่มีแรงทำอะไรต่อแล้วค่ะ 5555
นอกจากเรียน เราต้องเตรียมสมัครเรียน MIT ไปด้วย
- SAT : ตอนนั้นเขาไม่ได้ระบุให้นักเรียนอินเตอร์ต้องส่งคะแนน SAT แต่เราก็ส่งไปด้วยเพราะไหนๆ ก็สอบเอาคะแนนไปยื่นมหาวิทยาลัยอื่นด้วยอยู่แล้ว และจะมีอันที่บังคับคือ SAT Subject ม.ส่วนใหญ่ require ให้ส่งเลขกับวิทย์ สองอันนี้เราได้เต็ม คิดว่าอาจเพราะเรียนห้องพิเศษวิทย์ที่สามเสน ซึ่งเค้าสอนเข้มข้นมากอยู่แล้ว
- TOEFL : เค้ากำหนด 90 เราได้ 100 พอดี
- Personal Essay : แบ่งเป็น Essay หลักที่เขียนอะไรก็ได้เกี่ยวกับตัวเอง กับ Essay ย่อย ตอบว่าทำไมถึงอยากเข้าเรียนที่นี่ วางแผนจะเรียนอะไร เคยผ่านอุปสรรคอะไรที่สำคัญสุดในชีวิต เราต้องทำให้ตัวเอง stand out จากคนอื่นให้ได้ พยายามแสดงให้เห็นว่าทำไมถึงสำคัญกับเรา เค้าจะมองหาคนที่มีแพสชันอยากเข้าเรียนจริงๆ ต้องสนใจทั้งด้านวิชาการและทำกิจกรรมด้้วย (เลยเป็นเหตุผลที่ Prep School ไม่ให้นักเรียนเรียนอย่างเดียว)
- นอกจากนี้ก็จะมีส่วนกิจกรรมนอกห้องเรียนที่ต้องกรอกลงไปในใบสมัคร เราอยู่ทีมกีฬากับทีม Robotics ใน Prep School ก็เลยกรอกไปค่ะ แล้วอย่างอื่นก็พวกงานพิเศษหรือจิตอาสาค่ะที่จะใส่ไปได้
ชีวิตในรั้ว ม.อันดับหนึ่งของโลก
เรียนควบ 2 เมเจอร์ตามแพสชัน
เล่าก่อนว่ามหา’ลัยที่อเมริกาจะไม่แยกคณะ มีแต่วิชาเอก การที่ไม่ fix แบบนี้ทำให้เรามีโอกาสไปลงเรียนวิชาของคณะอื่นได้ และหากใครบริหารเวลาดีๆ ก็สามารถเรียนควบ 2 เอกหรือที่เรียกว่า Double Majors ได้ และถ้าทั้งสองเมเจอร์บังคับทำธีสิสก็จะต้องทำ 2 ฉบับ
ตอนแรกเราไม่ได้ตั้งใจจะเบิ้ล แต่ด้วยความที่ MIT จะมีบังคับให้นักศึกษาทุกสาขาลงวิชา Humanities อย่างน้อย 8 คลาสใน 4 ปี แล้วเราสนใจประวัติศาสตร์กับวรรณกรรมยุคกลางอยู่แล้ว ก็เลยลงเกินที่กำหนดไปอีกจนรู้สึกว่าน่าจะเรียนอีกนิดให้เป็นเมเจอร์ไปเลย **สรุปคือเราเองเรียนป.ตรีเป็นเอก Physics ตามข้อกำหนดของทุนโอลิมปิก (*เพราะมีวิชาดาราศาสตร์ในเอกด้วย) แล้วเบิ้ลเอก Ancient and Medieval Studies
เล่าให้ฟังก่อนว่าเด็ก MIT ทุกคณะต้องเรียนอะไรบ้าง?
ขออ้างอิงจากปีที่เราเจอ MIT จะมีวิชาที่นักศึกษาป.ตรีทุกสาขาต้องเรียนมีดังนี้ค่ะ
- วิชาหมวด Humanities, Arts, Social Sciences อย่างน้อย 8 วิชา
- วิชาหมวด Science อย่างน้อย 8 วิชา ได้แก่ Calculas I-II (รวม 2 ตัว), Physics I-II (รวม 2 ตัว) , Chemistry 1 ตัว และ Biology 1 ตัว
- ต้องลงวิชาเลือกหมวด Science and Technology อย่างน้อย 2 วิชา
- วิชาหมวด Laboratory หรือวิชาที่มีการทำการทดลอง/การวิจัย 1 ตัว
- วิชาหมวดพลศึกษา + สอบว่ายน้ำ
นอกจากนี้ก่อนเริ่มเรียนปีแรก เขาจะให้เด็กต่างชาติทำคล้ายๆ สอบเขียนก่อน ถ้าคะแนนไม่ดีจะต้องลงเรียน Writing เข้มข้น ซึ่งเราก็ต้องเรียนด้วย
รีวิวการเรียนเอก Ancient and Medieval Studies
จริงๆ แล้วเราเบิ้ลเอกนี้เพราะจะหาความรู้ไปเขียนนิยายค่ะ (ขออนุญาตแปะวาร์ป >>> https://writer.dek-d.com/thep-lolli/writer/view.php?id=2112273) ทีแรกที่เรียนก็เข้าใจว่าจะไปนั่งฟังเขาพูด ๆ แล้วเราก็จด ๆ หรือไม่ก็อ่านหนังสือนิดหน่อย แต่เราค้นพบว่ามันต้องใช้พลังสมองเยอะกว่านั้นมากกกกก
สไตล์การเรียน
ในคลาสจะจัดเป็นโต๊ะยาวให้นักเรียนกับอาจารย์นั่งดิสคัสกัน เช่น วิชา Literature วีคนี้ให้ไปอ่านร้อยหน้า (ToT) ในห้องอาจารย์มักจะถามว่าคิดเห็นยังไงกับเรื่องนี้ ซึ่งคนในคลาสก็จะแย่งกันพูดหนักมากโดยเฉพาะคลาสเลเวลสูงๆ แรกๆ เราไม่ทัน แต่ต้องพยายามเพราะมีคะแนนส่วนของการพูดด้วย การให้คะแนนจะไม่ได้เน้นว่าต้องพูดยาว และไม่มีถูกผิด แต่จะดูว่าสิ่งที่พูดนำไปสู่ไอเดียใหม่ในประเด็นที่กำลังถกอยู่มากน้อยแค่ไหน
เราว่าการถกเถียงเป็นวิธีที่น่าสนใจ แต่ยากเพราะเราเริ่มจากจุดที่ฟังไม่ทัน อ่านไม่รู้เรื่อง บางทีเราก็ติดไม่กล้าพูด (น่าจะมีหลายคนเป็นเหมือนกัน) แต่จุดเปลี่ยนคือมีคลาสนึงที่เราพูดไม่ออก อาจารย์เค้าช่วยไกด์ให้เราค่อยๆ จัดลำดับความคิดแล้วพูดได้ในที่สุด แปลกมากที่เราเหมือนปลดล็อก เพราะหลังจากวันนั้นเราพยายามไปคุยกับอาจารย์เกี่ยวกับปัญหานี้ในช่วง Office Hour เขาก็ให้กำลังใจตลอด หรือตอนที่เราเคยพูด fact ผิดในห้อง แต่เค้าก็มีวิธีพูดที่ซอฟต์มากก ไม่ทำให้รู้สึกแย่หรือหน้าแตกอะไรเลยค่ะ
รีวิววิชาเรียน
ก่อนจะไปฟังรีวิววิชาเรียนจากพี่วาตะ ขออธิบายก่อนค่ะว่าหากจะเรียนเป็นเมเจอร์ จะต้องลงเรียนอย่างน้อย 8 วิชา และต้องลงวิชาให้ครบใน Area I-IV ที่กำหนดไว้ โดยต้องลงวิชาทั้งที่เกี่ยวกับ Ancient และ Medieval (อ้างอิงข้อมูลจากหน้าหลักสูตรของ MIT)
*ด้านล่างนี้คือตัวอย่างวิชาในแต่ละ Area ให้เห็นภาพก่อนนะคะ
Area I: Languages ต้องเลือกอย่างน้อย 1 วิชา เช่น Latin, Greek, Old English and Beowulf (เป็นวิชาภาษาโบราณ)
Area II: Arts and Architecture
- (Ancient) A Global History of Architecture
- (Ancient) The City of Athens in the Age of Pericles
- (Ancient) The City of Rome in the Age of the Caesars
- (Medieval) Buiding Islam
- (Medieval) Early Modern Architecture and Art
- (Medieval) Medieval and Renaissance Music
Area III: Literary Studies เช่น
- (Ancient) Foundations of Western Literature: Homer to Dante
- (Ancient) Ancient Philosophy
- (Medieval) Arthurian Literature
- (Medieval) Old English and Beowulf 3
Area IV: Material and Historical Studies เช่น
- (Ancient) Communities of the Living and the Dead: the Archaeology of Ancient Egypt
- (Ancient) The Human Past: Introduction to Archaeology
- (Ancient) The Ancient World: Greece
- (Ancient) The Ancient World: Rome
- (Ancient) Barbarians, Saints, and Emperors
- (Medieval) The Medieval World
- (Medieval) Islam, the Middle East, and the West
- (Medieval) The Vikings
- (Medieval) The World of Charlemagne
- (Medieval) Technology and the Global Economy, 1000-2000
วิชาส่วนใหญ่ที่เราลงจะเป็น Medieval ซะเกือบหมด จนตอนพรีเซนต์ทีสิสมีอาจารย์สอนวรรณกรรมยุคกลางมาทักว่าเราเรียนแต่ยุคกลางจนไม่เคยเรียนกับเขาเลย (ฮาาา)
1. ภาษา Old English ท้าทายมากแต่ประทับใจค่ะ ได้เรียนตั้งแต่แกรมมาร์ สอนว่าผันยังไงบ้าง มีท่องศัพท์ทุกสัปดาห์ ต้องหัดอ่านประโยคแล้วแปลเป็นภาษาอังกฤษ ท้ายเทอมได้อ่าน Text ภาษาอังกฤษโบราณ เวลาแปลจะมี dictionary เฉพาะทางช่วย แต่ก็ต้องรู้แกรมมาร์ก่อนอยู่ดี ซึ่งก็โครงสร้างประโยคก็ไม่ได้เรียงตรงตัว ทั้งแกรมมาร์ทั้งการออกเสียงต่างจากภาษาอังกฤษสมัยนี้ที่พัฒนามาจาก Old English + Old French เวลาเรียนแล้วเจอกลอนเราแทบจะหาประธานกับกริยาไม่เจอด้วยซ้ำ แต่โดยรวมคือประทับใจเวลาได้เห็นที่มาที่ไปของภาษาอังกฤษค่ะ
2. ภาษา Classical Greek เราว่ามันยากตรงที่ตัวอักษรแปลกไปหมด เคยเห็นแค่ในสูตรฟิสิกส์อ่ะ 5555 มันจะงงๆ อ่านไม่คล่อง สมองจะเอาแต่ตีความเป็นตัวอักษรคูณกันตลอด พอจับทางได้ถึงจะโอเคหน่อย // คนกรีกพูดภาษากรีกสมัยใหม่ เหมือนโบราณประมาณ 40% ได้
เลยแต่งตัวเป็นนักรบแองโลกแซ็กซอนไปสอบเลยค่ะ 555555
3. ประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม เปิดโลกมาก ตอนแรกคิดว่าเรียนหน้าตาของงานแต่ละยุคสมัย แต่อาจารย์เท้าความไปถึงที่มนุษย์อยู่เมื่อสมัยหลักแสนปีที่แล้วว่ามันศิลปะและวิถีชีวิตสัมพันธ์กันยังไง ส่งต่อมาถึงยุคต่อมายังไงบ้าง ได้เรียนจนถึงสมัยที่คนยุโรปมาตั้งถิ่นฐานที่อเมริกา เราไม่ได้ออกฟิลด์แต่เค้าให้เดินผ่าน Google Map แล้วสเก็ตช์แพลนตึกด้วย สนุกดี
4. วรรณกรรมกษัตริย์อาเธอร์ เรียนเกี่ยวกับวรรณกรรมกษัตริย์อาร์เธอร์ทั้งเทอมเลย ชอบมากกก เนื้อเรื่องมักจะตรงไปตรงมา อัศวินเดินทางไปทำภารกิจนั่นนี่ ช่วยเลดี้บนหอคอย ฯลฯ แต่ในตำนานก็จะมีแง่คิดและค่านิยมของสังคมสมัยยุคกลางสอดแทรกไว้แบบที่เราไม่เคยคิดมาก่อน ตำนานของคิงอาเธอร์จะป็อบปูลาร์มากในวัฒนธรรมกระแสนิยม (Pop Culture) อ่านแล้วรู้สึกสะท้อนตัวเองเหมือนกัน เพราะสุดท้ายอัศวินเดินทางเพื่อค้นหาตัวเองไปด้วยอย่างไม่รู้ตัว แล้วค้นพบบางอย่าง เหมือนกับชีวิตคนเราที่เป็นประมาณนั้นแหละ
5. ประวัติศาสตร์ ส่วนใหญ่อาจารย์จะให้ไปอ่านหลักฐานชั้นต้นแล้วมาคุยกันในคลาส เราลงหลายวิชากับอาจารย์คนเดียวเลยเจอวิธีแบบเดียวคือ ครึ่งคาบแรกสอนเลกเชอร์ ครึ่งคลาสหลังดิสคัส คนไม่ค่อยแย่งกันพูดเท่าวรรณกรรม น่าจะเพราะฟิลด์นั้นเข้าถึงง่ายกว่า // โดยรวมสนุกนะ ได้เขียนเปเปอร์เยอะอยู่ ครั้งแรกที่เขียนคือเลือกหลักฐาน 3 ชิ้นเป็น 1 ธีมว่ามันสะท้อนถึงอะไรในประวัติศาสตร์ยุคกลางบ้าง เรานี่นั่งร้องไห้แล้วปลอบตัวเองใจร่มๆ ทำงานไป ต้องให้เวลากับมันหน่อย
ต้องอ่าน, ดิสคัส, เขียนเปเปอร์เยอะมาก
ถ้าภาษาไม่แข็งจะเหนื่อยหน่อย
ตอนเราเรียนมีการบ้านเป็นเปเปอร์สั้นวีคละ 1-2 หน้า หรือบางวิชาก็เป็นเปเปอร์ยาวหน่อยแต่มีอาทิตย์เว้นอาทิตย์ และมีเปเปอร์ใหญ่ไฟนอล 1 ฉบับ
ซึ่งการบ้านแบบนี้ยากสำหรับเราเพราะไม่เคยมีประสบการณ์แบบนี้ที่ไทยค่ะ เปเปอร์แรกที่เจอคือวิชาวรรณกรรมกษัตริย์อาเธอร์ ให้เขียนเปเปอร์ยาว 7 หน้า วิเคราะห์วรรณกรรมยาว งานนั้นตอนแรกเราได้ C+ ตอนนั้นเราเอา essay ที่ได้ C+ ไปให้เค้าช่วยไกด์ ทำให้เราเข้าใจปัญหาหลักๆ ของตัวเองคือต้องพัฒนาภาษา ยังอ่านไม่คล่อง สื่อความไม่ชัดเจน และขาดความคิดเชิงวิเคราะห์ (Critical Thinking) หลังจากแก้งานแล้วคะแนนค่อยดีขึ้นมาหน่อยค่ะ :D
ดังนั้นแนะนำว่าถ้าเรียนไม่ทันให้ไปหาอาจารย์ให้ช่วยแนะนำได้ เค้าชิลล์มากและพูดเมกชัวร์ว่า 'เราอยู่ทีมเดียวกันนะ' เขาจะช่วยให้งานเราดีขึ้น หรือต่อให้ไม่มีปัญหาก็พยายามเข้าหาอาจารย์ไว้ เพราะถ้าจะสมัคร ป.โทหรือเอกที่ต้องไปขอให้อาจารย์ส่งจดหมายแนะนำ (Recommendation Letter ) ให้มหาวิทยาลัยที่จะสมัครค่ะ
รีวิวการเรียนเอก Physics
สไตล์การเรียน
ส่วนใหญ่เป็นคลาสเลกเชอร์ขนาดใหญ่ นักเรียนประมาณร้อยคน มีบางชั่วโมงแต่เป็นคลาสบรรยาย (Recitation) ห้องละ 10-15 คน เราว่าหลายวิชาน่าสนใจมาก MIT จะมีบังคับลงคลาสแล็บกับเขียนเปเปอร์ ทำให้เราได้ประสบการณ์เชิงปฏิบัติจริงกับการใช้เครื่องมือ รวมถึงได้ประสบการณ์การเขียนงานวิจัย นอกจากนี้จะมีบังคับเรียนเลขเพราะเป็นเครื่องมือที่จะใช้ศึกษาฟิสิกส์แบบวิชาสมการเชิงอนุพันธ์ (แก้สมการที่มีแคลคูลัสในนั้น) // ตอนเรียนจะใช้คำนวณเยอะ เราว่ายากเหมือนกัน แต่ในทุกคลาสจะมีเขียนกำหนดเลยว่าต้องเรียน Calculus I-II มาก่อนถึงจะลงได้ ซึ่งถ้าถ้าเรียนตามสเต็ปก็จะไม่มีปัญหา
เราว่าเอกฟิสิกส์ไม่ได้ require ทักษะภาษาสูงเท่ากับเอกมนุษยศาสตร์ แค่ฟังเลกเชอร์ออกก็ไปรอด หรือถ้าบางทีก็จดตามกระดานแล้วไปอ่านทวนได้ วิชาทั่วไปมีการบ้านสัปดาห์ละ 7-8 ข้อ มักเป็นการพิสูจน์สมมติฐานต่างๆ ต่อยอดความรู้ในห้องมากกว่า
ตัวอย่างวิชาเรียน เช่น Quantum Physic I,II, กลศาสตร์ทั่วไป (Mechanic), กลศาสตร์สถิติ (Statistical Mechanics) เอกฟิสิกส์จะเก๋นิดนึงตรงที่เราเลือก 3 วิชาจากสาขาอื่นมาโปะได้ เราก็เลยไปลงดาราศาสตร์ เรียนพวกวิทยาศาสตร์ดาวเคราะห์ วัตถุเล็กๆ ในระบบสุริยะเพื่อดูว่าโครงสร้างภายในเป็นยังไงบ้าง คงอยู่ได้ยังไง ฯลฯ มีต้องคำนวณด้วยสูตรฟิสิกส์ด้วย ซึ่งยากมากๆ
แต่ไม่ได้นั่งเรียนในห้องอยู่อย่างเดียวนะคะ เรามีลงวิชาแล็บดาราศาสตร์ วิชานี้เขาจะพานักศึกษาไปหอดูดาวตอนกลางคืนแล้วนั่งเก็บข้อมูล เค้าจะจำลองการทำวิจัย คือตอนต้นเขียน Proposal ว่าจะศึกษาวัตถุตัวนี้ ต่อจากนั้นก็เก็บข้อมูลมาวิเคราะห์ เขียนรายงาน แล้วพรีเซนต์ผล สนุกทุกอย่างยกเว้นตอนเก็บข้อมูลแล้วกลับจากหอดูดาวตอนเที่ยงคืนค่ะ ตอนนั้นเราเลือกสังเกตความสว่างของดาวเคราะห์น้อยดวงนึงว่าเปลี่ยนไปยังไงบ้างแล้วหาคาบการหมุนของมัน
เรียน 2 เมเจอร์ ทำธีสิส 2 ฉบับ
Essay คว้ารางวัลจาก MIT
เอกฟิสิกส์ เราทำธีสิสเขียนโปรแกรมสร้างกราฟแสงว่าเวลาดาวเคราะห์ไปบังดาว แสงจะเปลี่ยนไปยังไงบ้าง (เอกนี้ไม่ได้พรีเซนต์)
เอกมนุษย์ฯ เราสนใจว่าคนสมัย Carolingian เค้าศึกษาดาราศาสตร์แล้วบันทึกปรากฏการณ์ไว้ยังไงบ้าง และสัมพันธ์ยังไงกับสังคมสมัยนั้น เราเลยทำออกมาเป็นหัวข้อธีสิส “Mounting up to the Heavens": Astronomical Events and Their Interpretations in the Carolingian Era
แรงบันดาลใจคือตอนเรียน ม.ปลาย เวลาเรียนดาราศาสตร์ในหัวข้อของแบบจำลองเอกภพ เราสงสัยว่าทำไมการศึกษาวิทยาศาสตร์ของช่วงยุคกลางมันหายไปเลย? จนเราอยากรู้ว่ามันหายไปไหน สุดท้ายก็ได้คำตอบว่าจริงๆ ไม่ได้หาย แต่เค้าเปลี่ยนจุดโฟกัสจากการตั้งคำถามจากว่า ‘เกิดอะไรขึ้น’ แล้วไปตีความในเชิงศาสนาว่ามันมีความหมายยังไงกับจิตวิญญาณของคน จริงๆ แล้วยุคกลางเป็นช่วงที่มีการพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ๆ เรื่อยๆ เช่น การศึกษา สิ่งที่เรียนก็มาจากสมัยโรมัน ไม่ได้หายไปไหนเลย แล้วยังมีการคิดค้นเทคโนโลยีใหม่เรื่อยๆ ด้วย และแท้จริงศาสนาก็ไม่ได้มีแต่แง่มุมที่เข้ามาครอบงำ แต่ก็มาช่วยพัฒนาด้วย เช่น โบสถ์เป็นโรงเรียนที่สอนให้อ่านออกเขียนได้และช่วยจัดระบบการปกครอง
กว่าจะทำธีสิสฉบับนี้เสร็จคือใช้ชีวิตบนกองหนังสือ อาจารย์ก็แนะนำแหล่งกับหนังสือเรียนมาให้ ซึ่งเป็นหลักฐานชั้นต้นเกือบทั้งหมด กับเปเปอร์งานวิจัยของนักประวัติศาสตร์ ส่วนใหญ่คนแปลเป็นภาษาอังกฤษหมดแล้ว แต่มีฉบับนึงที่ต้องนั่งเทียบกับภาษาละติน (ไม่ได้ลงเรียนไว้ด้วย) รวมๆ ใช้เวลาทำไป 2 เทอม เทอมแรกอ่าน skim ดูว่ามีข้อมูลส่วนไหนนำมาใช้ได้บ้าง เริ่มทำอีกเทอมนึง ลงมือเขียน จากนั้นก็นั่งตั้งใจอ่านอีกรอบเพื่อเปรียบเทียบหาความสัมพันธ์ เช่น คนสองคนเขียนเกี่ยวกับเหตุการณ์เดียวกันยังไง วิเคราะห์ว่ามันบ่งบอกอะไรได้บ้าง // อันนี้เราแก้แค่ 2-3 รอบค่ะ ไม่เยอะสุดท้ายเราได้ธีสิส 70 หน้าออกมาจากนั้นก็พรีเซนต์ผ่าน Zoom เพราะช่วงปีสุดท้ายปรับมาเรียนออนไลน์เพราะโควิด มีอาจารย์ฟังเต็มไปหมดเลย เขาจะมาทั้งคณะแล้วมียิงคำถามตามที่เค้าสนใจ ไม่ได้โหดร้ายนะ แต่บรรยากาศก็กดดันตรงพรีเซนต์ 20 นาที แต่เป็นช่วงถามตอบไปครึ่งชั่วโมง
ตอนนั้นเราก็หยิบหัวข้อนี้มาทำเป็น essay ส่งประกวดระดับมหาวิทยาลัย ที่เขาเปิดให้นักเรียนที่เรียนประวัติศาสตร์คลาสไหนก็ได้สามารถส่งมาเข้าร่วม โดยกำหนดความยาวอย่างน้อย 10 หน้า อาจารย์ที่ปรึกษาก็แนะนำให้ส่ง ในที่สุดก็ได้รางวัล 2021 History Undergraduate Writing Prizes ของ MIT มาค่ะ ดีใจมากกก TT
ว่าด้วยเรื่องอาชีพหลังเรียนจบ
ของเอกฟิสิกส์และมนุษย์ฯ
ถ้าเป็นเอกฟิสิกส์ส่วนใหญ่เราเห็นคนมักจะไปเรียนต่อเฉพาะทางกันอีก หรือเป็นผู้ช่วยทำงานวิจัย ส่วนฝั่งมนุษยศาสตร์ส่วนมากเป็นครู อาจารย์ ที่ปรึกษาด้านประวัติศาสตร์
อัปเดตชีวิตเราตอนนี้ คือที่อเมริกาไม่ได้แบ่งปริญญาตรี, โท, เอกเหมือนที่ไทย แต่จะแบ่ง Undergraduate (เทียบเท่า ป.ตรี) กับ Graduate (บัณฑิตศึกษา หรือสูงกว่าป.ตรี ซึ่งเรียนป.เอกได้โดยไม่จำเป็นต้องจบป.โทก่อน) ปัจจุบันเรากำลังจะเข้าเรียนระดับ Graduate ค่ะ เราเพิ่งจบปริญญาตรีเมื่อเทอม Spring เมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมานี้เอง ช่วงนี้เราทำงานไปด้วยโดยใช้ความรู้ของเอกฟิสิกส์ค่ะ
เช็กวิทยาลัยและหลักสูตรของ MIT
https://www.mit.edu/education/schools-and-departments/
เก็บข้อมูลหลักสูตร Ancient and Medieval Studies ของคณะ Humanities
ถ่ายกับจัมโบ้ มาสคอตมหาวิยาลัยใหม่ค่ะ
เล่าชีวิตใน Massachusetts
เป็นเมืองที่สวยและไปไหนมาไหนสะดวก เราเที่ยวเยอะมากโดยเฉพาะซัมเมอร์ เรียกว่าเดินไปทั่วเลย 55555 ที่นี่ก็นับเป็นเมืองสำคัญทางประวัติศาสตร์ของอเมริกา มี Freedom Trail ปูอิฐเป็นทางเดินผ่านสถานที่สำคัญในช่วงที่อเมริกาได้อิสรภาพจากอังกฤษ อีกอย่างคือแค่ข้ามแม่น้ำก็ถึง Boston แล้ว แถวนั้นมีมหา’ลัยเยอะ ทำให้มีโอกาสเทกคลาสที่ Harvard หรือไปยืมหนังสือบางเล่มที่อาจหาไม่ได้ใน MIT
เล่าความประทับใจในอเมริกา
- ระบบขนส่งสาธารณะสะดวกสบาย หลักๆ เป็นรถเมล์กับรถไฟ ไปไหนมาไหนง่ายมาก
- เป็นรัฐที่กฎระเบียบเยอะ ทำให้มีความปลอดภัยสูง กล้าเดินตอนตี 2 ชิลล์ๆ
- คนไม่ค่อยแคร์กันเท่าไหร่ ในเชิงไม่ก้าวก่ายพื้นที่ส่วนตัวนั่นแหละ อย่างเวลาไปยิมก็ไม่มีใครสนใคร อยากทำอะไรทำเลย และพวกเขาเข้าใจว่าทุกคนมีความเชื่อและพื้นเพที่แตกต่างกัน
- อเมริกากระจายวัคซีนเร็วมาก โดยเริ่มให้กลุ่มเสี่ยงและคนที่มีโรคแทรกซ้อนก่อน แล้วค่อยเปิดให้คนทั่วไป เปิดวาให้ฉีดเต็มไปหมด ส่วนเราก็ฉีด Pfizer ไปเรียบร้อยแล้ว
Before & After
รู้สึกโตขึ้นเยอะเพราะได้ทำอะไรเองเยอะมาก มองโลกกว้างขึ้นเพราะที่นี่เต็มไปด้วยคนหลากหลาย เรามีโอกาสได้พูดคุยแลกเปลี่ยนมุมมองใหม่ๆ เกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นบนโลก ส่วนทักษะการเขียนภาษาอังกฤษดีขึ้นแน่นอน เราไม่เคยจินตนาการออกเลยว่าตัวเองจะสามารถเขียนธีสิส 70 หน้าให้เสร็จได้ เมื่อก่อนแค่ 3 หน้าก็จะร้องไห้แล้ว
สำหรับใครที่ตั้งเป้าหมายอยากเรียนต่างประเทศ เราว่าในอเมริกามีมหาวิทยาลัยดีๆ ทั้งนั้นเลย อยากให้น้องๆ Dek-D ทำอย่างอื่นควบคู่การเรียนด้วย เราแอบเสียดายชีวิต ม.ปลายที่มุ่งเรียนอย่างเดียว ทั้งที่ประสบการณ์นี่แหละที่จะช่วยให้เรารู้จักตัวเองมากขึ้น หาตัวเองให้เจอว่าต้องการอะไร เพราะชีวิตของเราก็คือการเดินทางค้นหาตัวเองไปเรื่อย ๆ แบบที่อัศวินพเนจรเดินทางออกผจญภัยนั่นเองค่ะ!
ช่องทางหลักของ MIT
- Website: https://www.mit.edu/
- MIT Admissions https://mitadmissions.org/
- Facebook: https://www.facebook.com/MITnews
- Twitter: https://twitter.com/mit
- YouTube: https://www.youtube.com/mit
- Instagram: https://www.instagram.com/mitpics/
4 ความคิดเห็น
มหาวิทยาลัยเดียวกับโทนี่ สตาร์ก
พี่ครับอยากสอบถามตอนทำธีสิส หรือร่ยงานต่างๆ เขามีพวก pattern มาให้ไหมครับว่าควรเป็นอย่างไร
เราคนในบทความนะคะ
คืองี้ค่ะ แพทเทิร์นปกติจะเป็น บทนำ+อาร์กิวเม้นต์ --> เหตุผลซัพพอร์ต --> สรุป ถ้าเกิดว่าเป็นเปเป้อร์สั้นอาจตะมีเหตุผลซัพพอร์ต 2-3 พารากราฟ แต่ถ้าเปเป้อร์ยาวก็ต้องเขียนตรงนี้ให้เยอะขึ้น
ส่วนทีสิสมันจะแบ่งเป็นบท ๆ เพราะยาว แต่ก็จะมีบทนำกับสรุปไว้หัวท้ายอย่างละบท ที่เหลือบทตรงกลางก็เป็นคล้าย ๆ เปเป้อร์สิบหน้าหลาย ๆ อัน แล้วก็ถ้าเป็นทีสิสประวัติศาสตร์ บทนำใหญ่ก็จะมีแพทเทิร์นแบบ เกริ่น --> บอกว่าจะเขียนเรื่องอะไร --> นักวิชาการเคยเขียนอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้บ้าง --> แนะนำหลักฐานที่จะใช้
ส่วนถ้าเป็นทีสิสพวกวิิทย์ ๆ ก็เป็นบท ๆ เหมือนกัน ส่วนใหญ่จะมีบทนำ(+ที่มาและความสำคัญ) --> ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง --> เนื้อหา (แบ่งเป็นบท ๆ ตามงานที่ทำไป) --> สรุป
ประมาณนี้
พี่ครับ นักเรียนทุกคนที่ได้ทุนเล่าเรียนหลวง ทุนโอลิมปิก เขาให้เราเลือกว่าจะเรียนหรือไม่เรียน Prep School ก็ได้ หรือบังคับหรอครับ
ตอนนั้นของเราเขาบังคับนะคะ แต่เหมือนจะมีเพื่อนทุนอื่นขอยกเว้นได้เพราะติดมหาวิยาลัยแล้ว
ต่อให้เขาไม่บังคับ เราก็ยังคิดว่า prep school เป็นปีที่มีประโยชน์มากอยู่ดีค่ะ ทั้งในแง่การปรับตัวและแง่ของการสมัครมหาวิทยาลัย