
สวัสดีค่ะชาว Dek-D นอกจาก “ประเทศญี่ปุ่น” จะสวยจนน่าจับตามองแล้วจองตั๋วไปเที่ยวแล้ว ผู้บริโภคส่วนใหญ่ก็น่าจะมีประสบการณ์เหมือนกันว่าผลิตภัณฑ์ Made in Japan ไว้ใจได้ทั้งเรื่องรูปลักษณ์ ประสิทธิภาพ และความทนทาน สะท้อนถึงทักษะความชำนาญและความละเอียดอ่อนที่สูงมากๆ อีกทั้งยังเป็นผลจากการที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับด้านการศึกษาวิจัย และพร้อมส่งเสริมให้นักเรียนที่มีศักยภาพได้มาเติบโตและต่อยอดนวัตกรรมใหม่ๆ ที่นี่ด้วย
เมื่อประมาณปลายปี 2562 เราเคยชวน “พี่เบสท์-ธนิสร อุ่นปิติพงษา” ศิษย์เก่า รร.กำเนิดวิทย์ ดีกรีนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่น หรือทุนมง (Monbukagakusho; MEXT) มาแชร์เรื่องการขอทุนและการปรับตัวสุดหนักหน่วงใน Part 1 https://www.dek-d.com/studyabroad/53976/
และล่าสุด ส.ค.2566 เรามีโอกาสได้ชวนพี่เบสท์มาออฟฟิศ Dek-D จิบมัทฉะพร้อมอัปเดตชีวิตเด็กวิศวะภาค Applied Chemistry ที่มหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของญี่ปุ่นให้ฟัง! บอกเลยว่าใช้เวลาทุกเทอมคุ้มสุดๆ อัดแน่นทั้งเรียน กิจกรรม ซัมเมอร์ที่ยูดัง ฝึกงาน และยังทำงานระหว่างเรียนด้วย จะเดือดปุดและไปสุดขนาดไหน มาเริ่ม Part 2 กันเลยค่ะ⁓
ขวา : พี่เบสท์ UTokyo
ช่วงปี 0 สู้ชีวิต เตรียมพิชิต UTokyo
สวัสดีครับ ชื่อเบสท์นะครับ ได้ทุน MEXT สาขาวิศวะเคมีเมื่อปี 2019 ได้ไปเรียนปรับภาษาของสายวิทย์ก่อน 1 ปีที่ Osaka University Minoh Campus เป็นช่วง Prep School หรือที่คนชอบเรียกกันว่าปี 0 เราต้องเรียนพร้อมกับเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัยไปด้วย

เล่าย้อนถึงการเรียนช่วงนั้น ผมเครียดทุกวันครับ เรียนหนักมากๆ มีทั้งคณิต, ฟิสิกส์, เคมี, ประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น นอกนั้นเป็นภาษาญี่ปุ่นแยกกันอีก 5 วิชาคือ ฟัง, พูด, อ่าน, เขียน, คันจิ และไวยากรณ์ รวมทั้งหมด 10 วิชา
อย่างวิชาเลขคือยากระดับ สอวน. มีเรื่องการพิสูจน์ สมการ ตรีโกณมิติ แคลคูลัส (ผมเรียนแคลคูลัส 2 ยากระดับมหาลัย) ฟิสิกส์ก็คือตุย เรียนเหมือนปี 1 มีเรื่องกลศาสตร์กับไฟฟ้า ส่วนเคมีจะเป็นเนื้อหา General Chemistry (เคมีทั่วไป) + Organic Chemistry (เคมีอินทรีย์) ผมว่ามันยากเพราะภาษา เราต้องจำตารางธาตุเป็นภาษาญี่ปุ่น ซึ่งไม่ได้ใช้หลักการเดียวทั้งแผง แต่มีคำทับศัพท์หลายภาษาปนกัน
วิชาประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น ผมว่าสนุก เราจะได้ศึกษาค่านิยมของคนญี่ปุ่นผ่านเรื่องราวต่างๆ เน้นดิสคัสกัน (เช่น ทำไมคนญี่ปุ่นถึงชอบ Kamen Rider) มันจะยากตรงที่ต้องจำชื่อจังหวัด ประเทศ และระบบการปกครองต่างๆ
เราจะได้เรียนทั้งหมดนี้ไปพร้อมกับวิชาภาษาญี่ปุ่นอีก 5 ตัว ไวยากรณ์นี่คืออย่างยากกกกอ่ะ! มีการผัน 20 กว่าแบบ โครงสร้างประโยคเรียงลำดับจากหลังไปหน้า เช่น ภาษาไทย “ฉันกินข้าว” ภาษาญี่ปุ่น “ข้าวกินฉัน” แล้วส่วนมากคือจะชอบตัดประธานออกเหลือ “ข้าวกิน-” // จบละ มันจะแปลกตรงที่ไม่ต้องฟังจนจบประโยคก็รู้แล้วว่าเขาจะพูดอะไร
นอกนั้นคือวิชาคันจิเรียน 1,200 ตัว (เทียบประมาณ N2) วิชาการอ่านและเขียนพอไหว ถ้าศัพท์และไวยากรณ์แม่นจะได้ตรงนี้ แต่การฟังและพูดจะยาก โดยเฉพาะเรื่องสำเนียงและการพูดให้เหมือนคนญี่ปุ่น เพราะช่องว่างระหว่างคำจะเท่ากันหมดเลย
โดยรวมผมว่าช่วงปี 0 เราพัฒนาภาษาได้เยอะมาก แต่เป็น Standard Japanese ที่ใช้สื่อสาร อาจยังไม่ค่อยแตะ Academic Japanese พวกนั้นจะเป็นเรื่องของอนาคต (อันใกล้) ได้เจอเต็มๆ ตอนขึ้นมหาวิทยาลัยครับ
ด่านต่อไปคือการสอบเข้ามหาวิทยาลัย!
ของผมเจอการคัดเลือก 3 รอบคือ ข้อเขียน > ข้อเขียน > สัมภาษณ์ เลือกมหาลัยไว้ 3 อันดับ ซึ่งระบบทุนรัฐบาลญี่ปุ่นจะน่ากลัวตรงที่ ถ้าเกิดเราไม่ติด 1 เราจะมีโอกาสสูงที่จะติดมหาลัยที่ไม่ได้เลือกไว้เลย (เพราะอันดับ 2 กับ 3 เต็มไปแล้ว) **แต่ไม่ใช่ทุกที่ บางมหา’ลัยไม่มีสัมภาษณ์ครับ
การสอบจะมี 10 วิชาตามที่เรียน สอบวันละ 1 วิชาครับ ในการสอบรอบแรกมีฟิสิกส์ 2 ข้อ คะแนนเต็ม 100 ผมแปลโจทย์ข้อนึงไม่ออกก็เลยได้แค่ 60/100 แต่อยากเข้า ม.โตเกียว (The University of Tokyo) ซึ่งต้องใช้คะแนนสูงมากก ดูจะหมดหวังแล้ว แต่พอมารอบ 2 ผมได้คะแนนทุกวิชาสูงขึ้น วิชาฟิสิกส์ก็ได้ 92/100 เพราะแปลโจทย์ออกแล้ว คะแนนขึ้นมาเป็นอันดับ 2 ของสายวิทย์ จากเพื่อนที่เรียนด้วยกันทั้งหมด
และในที่สุดผมก็ติด UTokyo ครับ⁓ ผมได้เรียนที่ Komaba I Campus (ปี 1 ถึงปี 2 เทอม 1) และ Hongo Campus (ปี 2 เทอม 2 ถึงปี 4) จุดเด่นมีทั้งเรื่องมหาวิทยาลัยสวย อุปกรณ์และห้องแล็บคุณภาพดีติดอันดับโลก แถมอาจารย์หลายคนที่ UTokyo ถูกเสนอชื่อให้ได้รับรางวัลโนเบล เรียกว่ามีบ่อยเป็นเรื่องปกติ
ที่สำคัญคือคอนเน็กชันของมหาลัยทำให้เรามีโอกาสเข้ามาเยอะมาก ทั้งได้ไปเข้า Global Leadership Program (GLP) ที่ส่งไปซัมเมอร์ที่ LSE ในอังกฤษ, Harvard ในอเมริกา มีแข่งเคสธุรกิจ, ฝึกงานหลายที่ และได้ทำงานด้าน Data ในบริษัทที่ฝึกงาน ทุกวันนี้ทำงานพร้อมเรียนไปด้วย และกำลังทำโปรเจ็กต์จบของคณะ เดี๋ยวจะมาเล่าหลังจากเรื่องเรียนนะครับ :D
เส้นทางเด็กวิศวะ Applied Chem.
เจอการเรียนประมาณไหน?
ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าคอนเซ็ปต์วิศวะที่ไทยกับญี่ปุ่นต่างกัน อย่างของไทยเราจะติดภาพผสมกันระหว่างวิศวกรและช่าง แต่ที่ญี่ปุ่น วิศวกรคือผู้คิดค้นและพัฒนาสิ่งใหม่ๆ พื้นฐานวิทย์ต้องแน่น อาจมีจำสูตรบ้างแต่หลักๆ คือเข้าใจและประยุกต์ได้ ดังนั้นวิศวะเคมีก็เลยจะใกล้เคียงกับวิทยาศาสตร์เคมี
เริ่มมาปีแรกเรียนทั้งหมด 15 วิชา รวม 30 หน่วยกิต ตารางเรียนจันทร์-ศุกร์ก็จะอัดแน่น และเป็นภาษาญี่ปุ่นเกือบหมด เขาจะถือว่าทุกคนในคลาสคล่องภาษาญี่ปุ่นหมดแล้วนะครับ ไม่ได้พูดช้าลงหรือให้ฟังง่ายขึ้นถ้าเทียบกับตอนปี 0 พอช่วงแรกเรียนไม่ทัน เราก็ต้องใช้เวลา 7 วันเต็มทุกวีคเพื่อตามเนื้อหากับแกรมมาร์ แล้วเคลียร์การบ้านให้ทัน (อันนี้คือแค่ให้ทันนะ ไม่เหลือเวลาให้ทบทวนแล้วว)
ตัวอย่างวิชาก็เช่น ฟิสิกส์ 1 เรียนเรื่องกลศาสตร์, ฟิสิกส์ 2 เรียนเรื่องแม่เหล็กไฟฟ้า, วิชาคณิตมีเรื่อง Calculus, Linear Algebra โคตรยากกกกก แล้วตอนสอบเจอโจทย์ประมาณว่ากำหนด Polygon มารูปนึง ถ้าฉายแสงลง Polygon มุมใดๆ เงาจะมีขนาดเท่าไหร่ ทุกวันนี้ยังหาคำตอบไม่ได้เลยครับ 55555
หนึ่งในวิชาที่ผมชอบมากคือ Decision Science ได้เรียนวิทยาศาสตร์สำหรับการตัดสินใจครับ เราจะได้คำนวณความเสี่ยง ความเป็นไปได้ เขาจะกำหนดเหตุการณ์ในโลกความจริงมาให้ เช่น เราจะซื้อประกันชีวิตดีไหม เรียนที่ไทยกับต่างประเทศจะทำให้เราได้โอกาสและเสียโอกาสอะไรบ้าง หรือถ้าเราเป็นบริษัทหนัง เราจะวางแผนปล่อยหนังพร้อมกันทั่วประเทศหรือค่อยๆ ปล่อยทีละโซนเพื่อดูกระแสตอบรับ ฯลฯ เราก็มานั่งวาดตาราง ระบุตัวเลข วาดผังต่างๆ ประยุกต์คณิตระดับ Concept ไม่ได้ยากเกินไปครับ วิชานี้จะช่วยให้เราตัดสินใจแบบเป็นเหตุผลเป็นผลขึ้น
หรืออย่างวิชา Science of Human Movement and Fitness เรียนสนุกๆ ฟิสิกส์ที่เจอในชีวิตประจำวัน เช่น Falling Cat Problem ผมเรียนเรื่องกลศาสตร์มาก็จริง แต่ก็เพิ่งรู้จากคลาสนี้ว่าแมวมีความสามารถพิเศษ ตกจากที่สูงแค่ไหนหัวก็ไม่ทิ่ม น้องจะกลับตัวแล้วเอาเท้าลงพื้นได้เสมอ
แล้วเทอมแรกก็จะมีวิชาภาษาอังกฤษ 4 วิชารวม 8 หน่วยกิต (เรียน Eng เป็นภาษาญี่ปุ่น) เขาไม่เน้นไวยากรณ์กับคำศัพท์ แต่เหมือนให้เราดูดซึมจากคอนเทนต์ จำได้ว่าผมอ่านเกี่ยวกับ “สวน” (Garden) ทั้งเทอมเลยครับ!
นอกจากนี้เราจะต้องลงวิชาภาษาที่สามครับ ผมเรียนภาษาจีน โคตรยากอีกแล้ว วิชานี้เขาจะให้แปลจากจีนไปญี่ปุ่น และญี่ปุ่นไปจีน ทั้งสองภาษานี้ตัวอักษรใกล้กัน แต่มันไม่ใช่ข้อดี!! ไม่ใช่ข้อดีสำหรับเราเลย คนญี่ปุ่นเขาแปลออกแต่เราอาจจะยิ่งสับสน
พอขึ้นปี 2 เทอม 1 ผมเรียนภาคเคมีประยุกต์ Applied Chemistry (คะแนนสูงสุดในบรรดาภาควิชาเคมีทั้งหมดที่นี่) มีวิชาแนวๆ Quantum, Inorganic Chemistry, Organic Chemistry ฯลฯ ชีวิตเริ่มดีเพราะอยู่ค่ายโอลิมปิกเคมีตั้งแต่มัธยม และภาษาญี่ปุ่นเราเริ่มแข็ง ก่อนเข้าภาคได้ A+ 8 ตัว หลังจากเข้าภาคได้ A+ 21 ตัว เกรดรวมตอนนี้เกิน 4.00 ไปแล้ว คะแนนรวมอยู่ที่สองของภาคครับ
**ถ้าเกิดเราได้ภาษาญี่ปุ่นเชิง Academic แล้วทุกอย่างน่าจะคล่องขึ้น สิ่งสำคัญมากคือต้องอ่านโจทย์ให้ออก**
พอปี 3 จะเริ่ม ชห อีกครั้งเพราะเจอ 5 วิชา 5 แล็บ
- Physical Chemistry
- Analytical Chemistry
- Organic Chemistry
- Chemical Engineering
- Computer Engineering
เอาจริงๆ ช่วงนี้สาหัสสุดเลย หนักยิ่งกว่าปี 2 อีก เพราะมีหลายวิชาที่ไม่เคยเรียนมาก่อน แต่ประสบการณ์โอลิมปิกเคมีช่วยชีวิตไว้ ช่วงเช้าเรียนเนื้อหา ส่วน 13:00-19:00 ทำแล็บ เป็นแบบนี้เกือบทุกวัน แล้วเนื้อหาเช้ากับบ่ายอาจเป็นคนละเรื่องก็ได้
หลักๆ ที่ท้าทายอีกคือญี่ปุ่นเป็นประเทศที่บ้ากระดาษสุดๆ อย่างเวลาทำการบ้าน เขียนรายงานสรุปผลแล็บ อาจปาไป 50-70 แผ่น และเขียนเป็นภาษาญี่ปุ่นทั้งหมดด้วย!
แล้วการสอบแต่ละเทอมของญี่ปุ่น มีเป็นเกือบ 10 วิชาติดๆ กัน ส่วนใหญ่คะแนนจะมาจากการสอบ Final 100% ไม่มี Midterm แทบไม่มีคะแนนเก็บ แล้วยังเป็น Speed Test มีเวลาทำน้อย ข้อไม่เยอะแต่ซับซ้อน เน้นเข้าใจและพลิกแพลง (แล้วแต่ธรรมชาติของวิชานั้นด้วย) เวลาผิดข้อย่อยนึงก็อาจผิดต่อกันทั้งข้อเป็นโดมิโน่ครับ // แต่มีวิชานึงภูมิใจมากคือ Physical Chem. ผมเริ่มอ่าน 4 ทุ่มจนโต้รุ่งไปสอบอีกวัน วิชานั้นได้ A+ (เกรดสูงสุดคือ A+ = 90 คะแนนขึ้นไป)
เว็บภาค Applied Chemistryโบรชัวร์ภาค Applied Chemistry
“การได้ทุนมาญี่ปุ่นเป็นแค่จุดเริ่มต้น
เพราะมีโอกาสเข้ามาอีกเยอะมาก
ในแบบที่ผมตอนปี 0 คาดไม่ถึง”
ซัมเมอร์ที่ 2 มหาวิทยาลัยระดับโลก
หนึ่งในจุดแข็งของ UTokyo คือคอนเน็กชันดี งบสนับสนุนเยอะ มีกำลังในการส่งเด็กไปสัมผัสประสบการณ์ในมหาวิทยาลัยระดับแนวหน้าของโลกได้ (ถ้าสมัครไปเองโดยไม่ผ่านมหาลัย จะต้องใช้เงินเยอะกว่า)
ทีนี้ มหาวิทยาลัยจะมีโครงการ GLP ซึ่งก็คือ UTokyo’s Global Leadership Education Program (GLP) เปิดรับสมัครปีละ 50-100 คน หลักๆ คือได้เรียนเพิ่มเกี่ยวกับโปรเจ็กต์ด้านสังคม SGDs จากนั้นจะมีช่วงที่ให้เราสมัครไปซัมเมอร์ เราจะต้องสอบ IELTS ให้ผ่านเกณฑ์ สัมภาษณ์กับอาจารย์และผู้ให้ทุน **มีค่าใช้จ่ายที่ต้องโปะเพิ่ม**
ซัมเมอร์ครั้งแรกที่ LSE (UK)
The London School of Economics and Political Science (LSE) เป็นสถาบันชั้นนำในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ และดังเรื่อง Management and Political Sciences ระดับโลกเลยครับ
ผมได้ไปเข้าคลาส Innovation Management 1 เดือน กับ Prof. Nadia Millington อาจารย์สอนดีมากๆ วิชาการเข้มข้นแต่ก็มี discussion เยอะ มีการอ้างอิงทฤษฎีมาประกอบการอภิปรายด้วย จากปกติที่ผมทำงานสาย Coding กับ Engineering มาตลอด เราได้โอกาสข้ามสายไปเจอประสบการณ์เรียนด้าน Management ในแวดวงเทคโนโลยีอีกขั้นนึง ได้คิดต่อว่าจะทำยังไงให้ product นั้นทำเงินได้
ซัมเมอร์อีกครั้งที่ Harvard (USA)
ผมส่งใบสมัครกับ Essay ให้มหาลัย และได้ทุนจากมหาลัยโตเกียวโดยตรงครับ คลาสที่ผมเรียนครั้งนั้นจะเกี่ยวกับ Strategic Management สอนโดย Mohsin Habib ผู้ช่วยศาสตราจารย์จาก University of Massachusetts ในบอสตัน เรียนการวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อธุรกิจทั้ง Internal Analysis เช่น การบริหารความเสี่ยง การผลิต คู่แข่ง ฯลฯ หรือ External Analysis วิเคราะห์ประเทศ เศรษฐกิจ การเมือง สังคม ฯลฯ
ตอนนั้นจะต้องอ่านเยอะเพื่อให้เข้าใจว่าจะหยิบทฤษฎีไหนมาใช้กับสถานการณ์ไหนบ้าง อย่างเช่น McKinsey 7S Model (กรอบแนวคิดของแมคคินซีย์), Merger & Acquisition Strategy ทฤษฎีควบรวมที่ใช้รับมือกับคู่แข่งที่กำลังโต ฯลฯ การเรียนส่วนใหญ่เป็นแบบอภิปราย คนในคลาสหลายคนเป็นถึงเป็นระดับผู้บริหาร หรือบางคนมีธุรกิจเป็นของตัวเอง
การไปซัมเมอร์ช่วยเปิดโลกที่ไม่ใช่แค่ด้านการเรียนครับ เราอาจต้องจ่ายเพิ่มเพื่อไปอังกฤษกับอเมริกา แต่ผมว่ามันคุ้มมาก เพราะเราได้ซื้อโอกาสในการไปทดลองใช้ชีวิตว่าเราชอบประเทศไหน (เพราะผมมีแผนต่อ ป.โท) แถมยังเป็นทริปที่ทำให้รู้สึกชอบประเทศญี่ปุ่นมากกว่าเดิม เพราะอากาศดี ทางเลือกอาหารเยอะ ที่สำคัญคือเดินทางง่าย
แต่ทุกที่มีข้อดีข้อเสีย ถ้าเรียนเป็นภาษาญี่ปุ่นอาจจะหาเพื่อนยาก (ถ้าพยายามก็มีแหละแต่มันยาก) เราอาจจะเจอกำแพงเรื่องวัฒนธรรม เคยรีวิวไว้ว่าตอนปรับภาษารู้สึกเหงา จนถึงตอนนี้ก็ยังต้องรับมือกับความเหงาอยู่ดี แล้วยิ่งห้องแคบก็จะยิ่งส่งผลต่อสภาพจิตใจมากขึ้นไปอีก
ฝึกงานมาแล้ว 5 ที่
เป็นข้อดีเรื่องคอนเน็กชันอีกเหมือนกันครับ UTokyo มีความร่วมมือกับบริษัทเยอะมากๆ ผมเรียนมา 4 ปี ฝึกงานมาแล้ว 5 ที่ เน้นบริษัทข้ามชาติ (ญี่ปุ่น+อเมริกาเป็นหลัก) ทุกที่เกี่ยวกับด้าน Data หมดเลย เช่น
- ปิดเทอมปี 1 เทอม 1 ทำด้าน Data Visualization เตรียมข้อมูลแล้วประมวลผลข้อมูลเป็นล้านๆ ออกมา ตอนนั้นแฮปปี้มากกกที่ทำออกมาได้ดี แถมได้เรียนรู้กับอาจารย์ซึ่งเก่งมากๆ (จบเมืองนอก และเป็นที่ปรึกษาให้บริษัทระดับโลก)
- ฝึกงานแบบทางไกล (Remote) กับบริษัทที่แคลิฟอร์เนีย (อเมริกา) ทำด้าน AI สาย Natural language processing (NLP) เกี่ยวกับการประเมินอารมณ์ มีโอกาสได้นำเสนองานกับคนระดับ C-Level
- ฝึกงานในบริษัท Startup ของอเมริกา เกี่ยวกับ Time Series Analysis ทำแล้วมีพัฒนาการ และได้จับโปรเจ็กต์อื่นมากขึ้นเกี่ยวกับหุ่นยนต์และข้อมูลมาเกินปี ก็เลยได้เซ็นสัญญาทำงานจริงครับ
**ด้วยความที่ทำบริษัทข้ามชาติ ผมได้เจอความตรงต่อเวลาและความทุ่มเทในแบบฉบับของคนญี่ปุ่น และความยืดหยุ่น (Flexible) ในแบบฉบับอเมริกัน เป็นข้อดีของ 2 วัฒนธรรมที่ลงตัวสุดๆ และรู้เลยว่าชอบการทำงานสไตล์นี้มาก!
เก็บเกี่ยวประสบการณ์ด้านธุรกิจ
ผมกับเพื่อนฟอร์มทีมกันตั้งแต่ปี 1 แข่ง Business Case (ได้รองชนะเลิศ) หรือเมื่อเดือนกันยายนปีก่อน ผมก็เพิ่งไปรับรางวัลรองชนะเลิศการแข่ง Hackathon ที่เป็นความร่วมมือของ Softbank Corp. กับ UTokyo ด้วยครับ โปรเจ็กต์ที่ทำคือ Green.ai ใช้เทคโนโลยี AI มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้กับโรงงาน
ผ่านช่วงเดือดจัดมาหลายช่วง
อยากฝากอะไรถึงน้องๆ วัยเรียน?
- สำหรับน้องๆ ที่อยากสมัครทุน ตอนนี้มีตัวเลือกทุนให้ไปหลายประเทศ ลองค้นหาตัวเอง คุยกับรุ่นพี่เยอะๆ เพื่อให้ได้คำตอบว่าประเทศไหนเหมาะกับเรา
- ชีวิตเราจะมีส่วนที่ “อยากทำ” และ “ต้องทำ” ถ้าอยากทำอะไรต้องพร้อมทำสิ่งที่ไม่อยากทำด้วย อย่างพี่เองก็ไม่ได้มีแพสชันกับการเรียนภาษาญี่ปุ่นขนาดนั้น แต่ต้องเรียนให้รอดเพื่อขอทุน และอย่างที่บอกครับ ตอนเรียน Prep School เราก็ไม่คิดไม่ฝันมาก่อนว่าจะมีโอกาสเยอะขนาดนี้
- เป้าหมายชีวิตเราเหมือนขึ้นเขา อาจมีอ้อมๆ เดินช้าลง หรือต้องใช้งบ แต่สิ่งสำคัญคือเราจะค่อยๆ ค้นพบตัวเองระหว่างทาง เวลาที่เราก้าวผ่านวิกฤตในแต่ละช่วงชีวิต มันจะเปลี่ยนเราเป็นอีกคนที่มุมมองเปลี่ยนไป หรือเติบโตขึ้นเรื่อยๆ เป็น Better version of myself
แล้วระหว่างทางของเราเป็นแบบไหน?
ผมแข่งวิชาการมาตั้งแต่ประถม เคยได้เหรียญทองแดงวิทย์กับเลข ตอน ม.1 ติด IJSO รอบแรก (IJSO = International Junior Science Olympiad) ซึ่งเป็นแข่งขันวิทยาศาสตร์โอลิมปิกระหว่างประเทศที่คัดโหดมากกก จากนั้น ม.2 ก็ตั้งใจมากขึ้นเลยผ่านเข้ารอบคัดผู้แทนประเทศ ทั้งโรงเรียนมีติดแค่ 6 คน ทำให้รู้สึกภูมิใจที่ตัวเองทำได้ดี จากนั้นโรงเรียนเลยส่งไปแข่งเพชรยอดมงกุฏได้ที่ 2 ประเทศ และมีแข่งขันกิจกรรมทดสอบองค์ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ ครั้งที่ 16 (TUGSELA) ได้ที่ 1 ประเทศ
(เดบิวต์ครั้งแรกตอน ม.ต้นครับ อิอิ)
ส่วนใหญ่ผมใช้วิธีเรียนเอง ตอน ม.2 ผมเรียนที่สาธิตปทุมวัน ซื้อหนังสือฟิสิกส์ สอวน. ของ ม.4 มาฝึกทำโจทย์ ช่วงแรกๆ แทบทำไม่ได้เลย แต่ก็เปิดเฉลยข้างหลังไปเรื่อยๆ จนทำได้หมดทั้งเล่ม การทำข้อสอบซ้ำดูเหมือนจะไม่มีประโยชน์ แต่จริงๆ มันมี เป็นการเรียนรู้จากโจทย์ที่แท้จริง ช่วยให้พื้นฐานฟิสิกส์ค่อยๆ แข็งแรงขึ้นตั้งแต่ตอนนั้น พอขึ้น ม.ปลายก็ได้เข้าเรียนที่ รร.กำเนิดวิทย์ และเข้าสู่ช่วงเตรียมสมัครทุนรัฐบาลญี่ปุ่นอย่างที่เล่าไปครับ
ปิดท้ายด้วยรีวิวโรงเรียนกำเนิดวิทย์
- รร.กำเนิดวิทย์ หรือ Kamnoetvidya Science Academy (KVIS) ตามชื่อเลยคือเหมาะคนชอบสายวิทย์ เรียนเป็นภาษาอังกฤษ สภาพแวดล้อมส่งเสริมให้เด็กไปเรียนต่อต่างประเทศมากกก หลายคนพอไปเรียนแล้วเป็นอันดับต้นๆ ของภาค ส่งผลให้คอนเน็กชันดี และมีรุ่นพี่หลายคนแนะนำได้
- อาจารย์เป็นหัวสมัยใหม่ และดีกรีระดับปริญญาโท-เอกทั้งนั้น
- รร.กำเนิดวิทย์รับนักเรียน 72 คนต่อรุ่น เพื่อนจะเป็นหัวกะทิสกัดส่งตรงจากกรุงเทพฯ ระยอง สงขลา ฯลฯ ต้องปรับตัวและดีลกับความคาดหวังให้ได้ ยอมรับว่าเราอาจจะไม่ใช่ที่ 1 เหมือนเดิม นอกจากนี้สิ่งสำคัญคือวินัย (ทุกคนไม่ใช่แค่เด็กกำเนิดวิทย์) เราต้องรับผิดชอบและคุมตัวเองได้ว่าต้องทำอะไรตอนไหนครับ
- รร.กำเนิดวิทย์ไม่ได้เน้นให้เด็กเจอด้านวิชาการอย่างเดียว แต่มีอะไรให้ทำเยอะ นอกเหนือจากกิจกรรมวิชาการด้วย พวกร้องเพลง เล่นกีฬาก็มี สังคมในโรงเรียนจะช่วยให้เรากล้าเริ่มลองอะไรใหม่ๆ ได้ง่ายครับ
0 ความคิดเห็น